คนละฟากฟ้า - บทที่ 27
แต่แล้วในที่สุดก็มีเหตุที่ทำให้พราวพรายต้องเดินทางไปเวียงจันทน์จนได้ แม้ไม่ได้ตั้งใจจะไปพบนิคตามคำเชิญชวนของเขาก็ตาม สี่วันแรกในกรุงเทพฯหญิงสาวอยู่บ้าน พูดคุยกับบิดามารดาและพี่ชายอย่างสบายใจ บางวันเธอนัดออกไปกินอาหารเย็นกับเพื่อนสนิทสองสามคนที่เคยเรียนมาด้วยกัน ต่อด้วยการยกโขยงไปร้องเพลงในห้องคาราโอเกะแห่งหนึ่ง กลับถึงบ้านเกือบสองยามแล้ววันรุ่งขึ้นก็ตื่นสาย เป็นอยู่อย่างนี้จนถึงวันที่ห้า

วันนั้นพราวพรายกำลังนั่งดูภาพยนตร์จากวีดีโออยู่คนเดียว เมื่อเด็กรับใช้เข้ามาบอกว่ามีโทรศัพท์ถึงเธอ หญิงสาวก็ลุกขึ้นไปรับโทรศัพท์อย่างเกียจคร้าน ไม่ได้คาดคิดเลยแม้แต่น้อยว่าคนที่โทร.มาคือวิชชา

“พราวหรือ นี่ผมนะ วิชชา”

พราวพรายอึ้งไปอึดใจหนึ่งด้วยความไม่คาดฝัน “วิชชา! โทร.มาจากไหนเนี่ย เยอรมันหรือ?”

“เปล่า ในกรุงเทพฯนี่แหละ มาเยี่ยมแม่ แม่ผมป่วยหนักเข้าโรงพยาบาล” แล้วเขาก็เปลี่ยนเรื่อง “พราว ผมขอพบพราวอีกสักครั้งได้ไหม?”

“ทำไมจะต้องพบฉันอีก มีอะไรอีกหรือ?” หญิงสาวทำเสียงแข็ง ไม่เข้าใจว่าทำไมเขายังมีหน้าโทร.มาหาเธออยู่อีก หลังจากเหตุการณ์ที่บ้านพักในคืนนั้น

“ผมอยากพบพราว มีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย พราวจะออกมาพบผมได้ไหม?”

“ไม่ได้หรอก ฉันไม่ออกไปพบคุณแน่ แล้วก็ไม่ต้องโทร.มาอีกด้วย แค่นั้นนะ”

หญิงสาวทำเสียงแข็งหนักขึ้นไปอีกด้วยความไม่พอใจ ทำท่าจะวางโทรศัพท์

“โธ่ พราว ขอผมพบอีกสักครั้งเถอะ เป็นครั้งสุดท้าย แล้วผมจะไม่มารบกวนพราวอีกเลย” 

“อย่าเลย ฉันไม่อยากพบคุณอีกแล้ว คุณน่าจะเข้าใจนะว่าทำไมเราถึงไม่ควรพบกันอีก คุณทำกับฉันขนาดนั้นแล้วยังมีหน้ามาขอพบฉันอีกหรือ? ฉันไม่แจ้งความเอาเรื่องคุณ จนต้องติดคุกติดตะรางหมดอนาคตก็บุญแล้ว อย่ามาวุ่นวายกับชีวิตฉันอีกเลย ฉันไม่ต้องการให้เมียคุณตามมาด่าฉันอีก เอ๊ะ..นี่คุณรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่กรุงเทพฯ?”

“ผมรู้ก็แล้วกัน ว่าไง ออกมาพบผมหน่อยได้ไหม? “

“ฉันไม่ว่าง นี่..วิชชา เลิกยุ่งกับฉันเสียทีเถอะ จะต้องให้ฉันบอกกี่หนว่าเรื่องระหว่างเรามันจบไปแล้ว บอกตรงๆว่าฉันไม่อยากพบคุณอีก คุณกลับไปดูแลครอบครัวของคุณดีกว่า สำหรับฉันถือว่าคุณตายไปแล้วตั้งแต่คืนนั้น เท่านั้นนะ”

พราวพรายทำเสียงแข็ง อารมณ์ที่สงบราบเรียบมาหลายวันเริ่มคุกรุ่นขึ้นมาอีก ไม่เข้าใจว่าวิชชาจะตั้งหน้าตั้งตาขอพบเธอไปเพื่ออะไร เขาก็รู้จักเธอดีพอสมควรไม่ใช่หรือว่าเธอเป็นคนอย่างไร

“เดี๋ยว..พราว อย่าเพิ่งวางสาย ถ้าตอนนี้ยังไม่ว่างก็ขอเป็นตอนเย็นได้ไหม? ผมมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย นะพราวนะ ผมจะไปรอพราวที่ร้านอาหารร้านที่สองใกล้ปากซอยบ้านพราว ที่แต่ก่อนเราเคยไปนั่งคุยกันบ่อยๆน่ะ”

“ไม่ต้องรอ ฉันไม่ไปพบคุณหรอก นี่..วิชชา ถ้าคุณไม่ยอมเลิกตอแยฉันๆจะบอกให้เมียคุณรู้ว่าคุณพยายามจะมาติดต่อกับฉันอีก คุณควรจะคิดถึงพ่อแม่พี่น้องของคุณให้มากๆนะ ถ้าเมียคุณเขารู้เรื่องนี้ทางบ้านคุณก็อาจจะต้องเดือดร้อน คุณคงรู้ไม่ใช่หรือว่าฉันหมายความว่าอย่างไร”

“ช่างปะไร ผมไม่สนใจหรอก อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด ทำไมผมจะต้องเสียสละเพื่อคนอื่นมากขนาดนั้นด้วยล่ะ”

หญิงสาวถอนใจอย่างเบื่อหน่ายที่อีกฝ่ายไม่ยอมรับฟังอะไรเลย “นี่..วิชชา ขอฉันพูดตรงๆเลยนะ เราไม่เคยเป็นอะไรกันนอกจากคู่รักแบบเด็กๆเท่านั้น เมื่อคุณมีเมียแล้วเรื่องของเราก็ต้องจบ คุณไม่มีสิทธิจะมาตามตื๊อฉันไม่รู้จบแบบนี้ คุณควรจะหยิ่งมั่งสิ เลิกพูดกันได้แล้ว ฉันจะออกไปธุระ ห้ามโทร.มาหาฉันอีก”

“พราว..พราว อย่าเพิ่งวางสาย ยังไงผมก็จะไปรอ ถ้าพราวไม่ออกมาพบผม ผมอาจจะบ้าเข้าไปหาพราวที่บ้านก็ได้นะ แล้วก็อาจบ้าพอที่จะไปขอพบแม่พราว เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังด้วย” เสียงของเขาแข็งกร้าวราวกับไม่ใช่วิชชาคนที่เธอรู้จักมาหลายปี

พราวพรายฟังคำวอนแกมขู่ของวิชชาอย่างอ่อนใจ ไม่ต่อความอะไรกับเขาอีก วางโทรศัพท์ลงเสียเฉยๆ หลังจากนั้นก็เดินขึ้นไปข้างบน เข้าไปนั่งอยู่ริมเตียง คิดว่าจะทำอย่างไรต่อไป ท่าทางวิชชาจะตามตื๊อไม่เลิก ดีไม่ดีอาจจะทำตามคำขู่เข้ามาขอพบเธอในบ้าน ถ้ารู้ว่าเธอยังอยู่ในบ้าน มารดาซึ่งอยู่บ้านเป็นส่วนใหญ่อาจจะได้พบเขา และแม้ว่าวิชชาอาจจะไม่กล้าทำตามคำขู่ เปิดเผยเรื่องระหว่างเขากับเธอให้ฟัง แต่คุณจิตราซึ่งเป็นคนช่างซักและขี้ระแวง ก็อาจจะจับตัวเขาซักไซ้ไล่เลียง จนรู้เรื่องทั้งหมดระหว่างเธอกับเขาที่ไม่เคยรู้มาก่อน


ในที่สุดพราวพรายก็ตัดสินใจว่าจะต้องออกจาก กรุงเทพฯโดยเร็วที่สุด รอช้าไม่ได้แล้ว เพราะเย็นนี้เมื่อเธอไม่ไปพบเขาวิชชาก็อาจจะบุกบั่นเข้ามาถามหาเธอถึงบ้านก็ได้ ซึ่งเธอเริ่มเชื่อแล้วว่าเขาทำอะไรก็ได้ ถ้าคนรับใช้บอกเขาว่าเธอกลับไปอุบลฯแล้วเขาก็คงไม่กล้าเข้ามาในบ้าน คงจะตามไปอุบลฯมากกว่า

พอรู้ว่าบุตรสาวจะกลับอุบลฯโดยเครื่องบินบ่ายวันนี้คุณจิตราก็เริ่มหงุดหงิด บ่นโน่นบ่นนี่อย่างไม่สบอารมณ์ขึ้นมาอีก ทั้งๆที่อารมณ์ดีมาหลายวันแล้ว พราวพรายเองก็รู้สึกหงุดหงิดเหมือนกัน แต่ก็พยายามข่มใจทำไม่รู้ไม่ชี้ ได้แต่ปลอบมารดาว่าจะลาพักร้อนมาเยี่ยมบ้านอีกครั้ง ในอีกเดือนสองเดือนข้างหน้า


พราวพรายรีบออกจากบ้านไปสนามบินตั้งแต่ 11.00 น. เมื่อถึงสนามบินหญิงสาวเข้าไปนั่งดื่มกาแฟในคอฟฟี่ช็อปแห่งหนึ่ง ใช้ความคิดว่าจะกลับไปอุบลฯเลยดีไหม แต่ก็เสียดายวันหยุดที่ลามาที่ยังเหลืออีกหลายวัน ไปเที่ยวที่ไหนสักแห่งน่าจะดีกว่า แทนที่จะต้องไปนั่งหง่าวอยู่คนเดียวที่บ้านในขณะที่คนอื่นรวมทั้งสุนิสาออกไปทำงาน และที่สำคัญก็คือกลัวว่าวิชชาจะบ้าระห่ำตามไปดักพบเธอที่อุบลฯอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงนี้ที่เธอจะต้องอยู่บ้านตามลำพัง ตอนนี้เธอไม่ไว้ใจเขาอีกต่อไปแล้ว 


ขณะที่กำลังคิดว่าจะไปที่ไหนดีสักสามสี่วันแล้วค่อยกลับไปทำงานตามกำหนดเดิม หญิงสาวก็นึกถึงตั๋วเครื่องบินที่นิคส่งมาให้ขึ้นมาได้ เธอรีบเปิดกระเป๋าถือค้นหาซองเอกสารที่บรรจุตั๋วเครื่องบินที่ใส่เอาไว้ก่อนออกจากบ้าน เมื่อพบแล้วก็คิดว่าไปเที่ยวเวียงจันทน์สักสองสามวันก็คงจะดีเหมือนกันเพราะไม่เคยไปมาก่อน แต่ก็ไม่คิดจะไปพบหรือไปพักกับชายหนุ่มผู้นั้น พราวพรายเชื่อว่าคงจะหาที่พักหรือโรงแรมดีๆสักแห่งได้ไม่ยาก

แล้วในที่สุดเครื่องบินที่พราวพรายโดยสารมาก็ลงจอดที่สนามบินในนครเวียงจันทน์ หญิงสาวเดินออกจากสนามบิน สอดส่ายสายตามองหายานพาหนะที่จะพาเธอไปส่งที่โรงแรมดีๆสักแห่งหนึ่ง แต่ขณะที่กำลังยืนเหลียวหน้าเหลียวหลังอยู่นั้นก็มีเสียงๆหนึ่งดังขึ้นข้างหลัง

“ไฮ”

พราวพรายหันกลับไปอย่างสงสัยแล้วก็เห็นนิค ซึ่งอยู่ในเครื่องแต่งกายลำลองกางเกงยีนส์และเสื้อยืดสีน้ำเงินเข้ม ดวงตาของเขาถูกปกปิดเอาไว้ด้วยแว่นกันแดดสีดำ จนมองไม่เห็นแววตาที่กำลังมองเธออยู่ แว่บแรกหญิงสาวรู้สึกทั้งตกใจและกระอักกระอ่วน เพราะผู้ชายคนนี้มิใช่หรือที่ได้ความสาวของเธอไปโดยที่เขาเองก็คงไม่ได้คาดคิด แม้จะพยายามพร่ำบอกตัวเองมาเป็นร้อยๆ ครั้งหลังจากคืนนั้นว่าไม่เห็นจะต้องแคร์เลย แต่เมื่อประจัญหน้ากับเขาตรงๆโดยไม่ได้เตรียมใจเอาไว้ก่อนพราวพรายก็รู้สึกหน้าร้อนวูบวาบ อดสูจนไม่กล้าสบตาเขา ถึงจะพยายามทำตัวและทำใจให้กร้าวแกร่งท้าทายสังคม เฉกเช่นผู้หญิงสมัยใหม่อีกหลายคนก็ตาม


ขณะที่เธอกำลังนิ่งอั้นพูดไม่ออกอยู่นั้น นิคก็ถามว่า “ทำไมคุณไม่โทร.มา บอกผมก่อนว่าจะมาวันไหน ดีที่ผมแวะมาที่สนามบินทุกวันแล้วเห็นคุณพอดี”

หญิงสาวหันกลับแล้วออกเดินต่อ ไม่สนใจที่จะตอบ แต่นิคเดินตามมาแล้วขึ้นขวางหน้าเธอไว้ 

“คุณจะไปไหน? รถผมจอดอยู่ทางโน้น”

พราวพรายหยุดเดิน จำใจต้องมองหน้าเขาทั้งๆที่ไม่อยากมอง เพราะกลัวว่าจะเห็นแววตาดูหมิ่นของเขา “ฉันไม่ไปกับคุณหรอก กำลังจะไปหาโรงแรมพักสักคืนสองคืน”

อีกฝ่ายเลิกคิ้ว “คุณไม่ได้มาหาผมหรอกหรือ?”

“เปล่า ทำไมฉันจะต้องมาหาคุณด้วยล่ะ ฉันคิดจะมาเที่ยวคนเดียวเพราะอยากหนีคนบางคนที่กรุงเทพฯเท่านั้น อีกอย่างฉันก็ยังไม่เคยมาเวียงจันทน์เลย ขอบคุณสำหรับตั๋วเครื่องบินที่ช่วยให้ฉันคิดออกว่าจะไปไหนดี แล้วฉันจะจ่ายเงินค่าตั๋วคืนให้คุณทีหลัง” 


พราวพรายชี้แจงเรียบๆ ไม่สบตาเขา พยายามทำใจให้คิดว่าเขาเป็นเพื่อนหรือคนรู้จักคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ผู้ชายคนที่เธอเคยมีอะไรด้วย 

“ไม่ต้องคืนเงินให้ผมหรอก ถือเป็นของขวัญจากผมก็แล้วกัน”
“ไม่ได้หรอก ยังไงก็ต้องคืน ฉันไม่ชอบรับของขวัญจากใคร ไม่ชอบให้ใครมามีบุญคุณ”
“โอเค แล้วแต่คุณ” เขายักไหล่ “แต่คำเชิญของผมที่จะพาคุณไปเที่ยวยังเหมือนเดิม ถ้าคุณสนใจ”

“จะไปเที่ยวที่ไหน มีอะไรน่าสนใจหรือ บ้านเมืองที่นี่ดูเงียบๆชอบกล ไม่น่าจะมีที่เที่ยวมากนัก” เธอจำใจต้องคุยกับเขาไปแกนๆ เหมือนไม่แคร์อะไรทั้งสิ้น ไม่ต้องการให้เขารู้ว่าเธอรู้สึกอย่างไร กับสิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนั้น

“ในเวียงจันทน์นี่ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ ที่น่าสนใจก็มีไม่กี่แห่ง เช่นประตูชัยที่คงจะเลียนแบบมาจากประตูชัยที่ฝรั่งเศส วัดเก่าๆ พิพิธภัณฑ์ แล้วก็อะไรอีกสองสามแห่ง ที่ผมกะว่าจะพาคุณไปไม่ได้อยู่ที่นี่ ต้องเดินทางไปอีกไกล รู้จักไหมล่ะหลวงพระบางที่เป็นเมืองอนุรักษ์นิยมน่ะ มีของเก่าๆให้ดูแยะ ส่วนที่มีกิจกรรมให้เล่นหลายอย่างก็ต้องที่เมืองวังเวียง” ชายหนุ่มอธิบายด้วยสีหน้าเรียบๆตามปกติ

พราวพรายออกเดินต่อ ตาก็มองกวาดหายานพาหนะเพื่อจะไปหาโรงแรมพัก เลิกสนใจนิคที่เดินอยู่ข้างๆ 

ชายหนุ่มซึ่งมองเธออยู่เงียบๆและคงรู้ว่าเธอกำลังมองหาอะไร บอกว่า “แถวนี้ไม่ค่อยมีแท็กซี่หรอก มีแต่สกายแล็ป คุณจะไปไหน เดี๋ยวผมไปส่งให้ก็ได้” 

“ฉันจะหาโรงแรมดีๆ สักแห่ง คุณรู้จักบ้างไหมล่ะ”
“รู้จักสิ ไปกับผมก็ได้ ผมจะไปส่ง”

ระหว่างที่นั่งรถไปด้วยกันพราวพรายถามว่า “คุณมีรถใช้ด้วยหรือ?” เธอหมายถึงรถเก๋งคันเล็กๆที่เขากำลังขับอยู่

“ผมเช่าในเวียงจันทน์นี่แหละ”

“คุณมาที่นี่บ่อยหรือ มาเที่ยวหรือมาทำงาน” พราวพรายถามไปเรื่อยๆเพื่อไม่ให้เงียบจนเกินไป ไม่ได้สนใจใคร่รู้อะไรหรอก

“ก็ไม่บ่อยเท่าไหร่ นานๆครั้ง มาทำงานบ้าง มาพักผ่อนบ้าง”

“อ้าว..ไม่ได้อยู่ในเวียตนามหรือ? ไหนจอห์นบอกว่าคุณทำงานอยู่ในเวียตนาม”
“ผมอยู่หลายที่ แต่ส่วนใหญ่อยู่ในเวียตนาม เวียงจันทน์นี่สองสามเดือนจะมาสักครั้ง ส่วนมากพอเสร็จงานแล้วผมจะอยู่พักผ่อนต่ออีกสองสามวัน แต่ไม่ใช่ที่นี่หรอก ผมมักจะไปพักที่วังเวียงหรือไม่ก็หลวงพระบาง”

“ที่วังเวียงอะไรของคุณนั่นมีที่เที่ยวมากหรือ?” ตอนนี้หญิงสาวทำใจเป็นปกติได้แล้ว บอกตัวเองว่าคิดว่าเขาเป็นเพื่อนคนหนึ่งก็แล้วกัน

“วังเวียงเป็นเมืองสำหรับพักผ่อน สงบและสวยงามมาก มีทั้งภูเขา แม่น้ำ รีสอร์ตและเกสต์เฮาส์เล็กๆ ที่ผมบอกว่ามีกิจกรรมหลายอย่างนั่นแหละ”

“เหรอ” หญิงสาวนิ่งคิดแล้วถามอย่างเริ่มสนใจว่า “กิจกรรมอะไรบ้างล่ะ?”
“คุณเคยไต่หน้าผา ล่องห่วงยางหรือเล่นบั๊นจี้จั้มพ์บ้างหรือเปล่าล่ะ”

คราวนี้สีหน้าของพราวพรายเปลี่ยนจากราบเรียบแบบสงวนท่าที เป็นตื่นเต้นขึ้นมาทันที “ที่นี่มีกีฬาแบบนี้ด้วยเหรอ ไม่ยักรู้ ฉันไม่เคยเล่นหรอก เคยเห็นแต่ในทีวี อยากลองเล่นมานานแล้วละ คุณเล่นบ่อยหรือไง”

“เล่นทุกครั้งเวลาไปพักที่โน่น ผมว่ามันช่วยคลายเครียดดี”

หญิงสาวนิ่งคิดอยู่อึดใจหนึ่งก่อนถามว่า “คุณจะไปที่วังเวียงนั่นอีกเมื่อไหร่ล่ะ อ้อ..ไม่เป็นไร อยากรู้ว่าฉันจะไปที่นั่นได้ยังไง ถ้าเกิดอยากไปขึ้นมาน่ะ”

“ไปกับผมก็ได้ ผมกำลังจะไปบ่ายนี้ ผมเสร็จงานทางนี้ตั้งแต่เมื่อวานซืนแล้ว ที่ยังอยู่ก็เพราะไม่รู้ว่าคุณจะมาหรือเปล่า ตอนนี้คุณมาแล้ว ผมก็ไปได้แล้ว”

“คุณมีที่พักที่โน่นแล้วหรือ?”

“ผมจองบังกะโลเล็กๆริมแม่น้ำไว้ ผมพักที่นั่นทุกครั้ง เป็นรีสอร์ตเล็กๆแบบชาวบ้าน ไม่มีอะไรหรูหราหรอก แต่สงบเงียบดี ธรรมชาติแถวนั้นสวยงามมาก ไม่มีคนไทยหรอก มีแต่ฝรั่งที่ชอบอยู่กับธรรมชาติ ไปพักผ่อน ตกปลาบ้าง พายเรือคะยัค ล่องแก่ง ล่องห่วงยางหรือไม่ก็นั่งๆนอน” แล้วเขาก็หันมาถามเธอว่า “คุณอยากไปไหมล่ะ?”

พราวพรายอึกอักก่อนถามเขาว่า “แล้วจะให้ฉันไปพักที่ไหนล่ะ”

“ความจริงบังกะโลที่ผมจองไว้ถึงจะเล็กแต่ก็พักได้มากกว่าหนึ่งคน แต่คุณคงไม่อยากพักที่เดียวกับผม ผมคิดว่าคงยังพอมีบังกะโลว่างให้คุณพัก ฝรั่งที่เช่าอยู่บางคนก็พักอยู่แค่วันสองวันแล้วเดินทางต่อไปหลวงพระบาง จะเอายังไงก็รีบตัดสินใจเสีย ถ้าคุณไม่ไปผมก็จะพาคุณไปหาโรงแรมที่นี่แล้วผมก็จะไปวังเวียงเลย ต้องขับรถอีกหลายชั่วโมงบนเขา ไม่อยากถึงที่โน่นดึกเกินไป”


หญิงสาวประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว ถามตัวเองว่าแน่ใจได้อย่างไรว่า ถ้าไปกับเขาแล้วเขาจะไม่ถือโอกาสล่วงเกินเธอ โดยคิดแบบมักง่ายเหมือนผู้ชายทั่วไปว่ามีครั้งที่หนึ่งได้ก็ย่อมมีครั้งต่อๆไปได้ ซึ่งคงจะสะดวกง่ายดายกว่าครั้งแรกด้วยซ้ำ แม้จะกลัวอยู่บ้าง แต่พราวพรายก็ใคร่จะลองทดสอบทั้งตัวเองและนิค อยากรู้อยู่เหมือนกันว่าเขาเป็นผู้ชายประเภทใด สำหรับตัวเธอเองนั้นมั่นใจเกินร้อยว่าถ้าไม่สมัครใจเสียอย่างเขาก็ไม่มีทางจะทำอะไรเธอได้ อีกอย่างนิสัยใจคอและบุคลิกลักษณะของเขาเท่าที่เธอเคยสัมผัสมา ก็ไม่น่าจะใช่ชายกักขละเลวทรามต่ำช้า ถึงขนาดจะปลุกปล้ำผู้หญิงที่ไม่ยินยอมพร้อมใจ


พราวพรายเสียเวลาคิดเพียงสองสามนาทีก็บอกนิคว่า “ไปก็ได้ ถ้าคุณแน่ใจว่าฉันจะมีที่พัก” ชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก็กล่าวต่อว่า “แต่เราคงต้องพูดกันให้รู้เรื่องก่อน”

ชายหนุ่มหันมามองหน้าเธออย่างสงสัย “ มีอะไรก็ว่ามาสิ”

“ที่ฉันตกลงจะไปกับคุณเนี่ย ก็ในฐานะเพื่อนหรือคนรู้จักเท่านั้น ไม่ใช่ในฐานะอื่น ห้ามมาวุ่นวายกับฉัน อย่ามักง่ายคิดว่าฉันจะเลยตามเลย”

“หมายความว่ายังไง” แต่แล้วเขาก็เริ่มเข้าใจ “อ๋อ..เรื่องนั้นน่ะหรือ ไม่ต้องห่วงหรอก ผมไม่ได้ชวนคุณเพื่อจะพาไปทำอะไรหรอก เรื่องแบบนั้นมันต้องสมัครใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย ถ้าคุณใจแข็งเสียอย่าง ผมก็คงไม่ปล้ำคุณหรอก คุณก็คงเหมือนกันไม่ใช่หรือ”

คำพูดยอกย้อนของนิคทำให้พราวพรายหน้าแดงและรู้สึกโกรธ “นี่คุณ พูดอะไรก็ระวังปากหน่อย ยังไงฉันก็เป็นผู้หญิง แล้วก็ไม่ใช่ผู้หญิงบาร์ด้วย”

ชายหนุ่มหน้าเสียไปหน่อย “ขอโทษที ผมไม่ได้คิดว่าคุณเป็นผู้หญิงพวกนั้นหรอกน่า” เขาชั่งใจเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อไปว่า “ก่อนหน้านั้นผมอาจจะเข้าใจคุณผิดๆไปบ้าง แต่หลังจากคืนนั้นผมก็เข้าใจคุณดีจนหมดข้อสงสัยไปนานแล้ว”

“เอ๊ะ..พูดยังงี้หมายความว่ายังไง” พราวพรายชักโกรธมากขึ้น “หรือแต่ก่อนคุณคิดว่าฉันเหลวแหลกเละเทะ?”
นิครีบยกมือขึ้นเป็นเชิงปรามไม่ให้เธอพูดต่อ “เปล่า ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก เพียงแต่คิดว่าคุณใจกล้า ทำอะไรแปลกๆ ผิดผู้หญิงไทยไปหน่อยเท่านั้นแหละ”

เขาไม่กล้าบอกเธอหรอกเรื่องที่เขาเคยนึกดูถูกเธอน่ะ อยากจะถามตรงๆเหมือนกันว่าเธอไม่เคยคิดบ้างเลยหรือ ว่าพฤติกรรมต่างๆที่ผ่านมาของเธอจะนำความเสื่อมเสียมาให้ตัวเอง รวมทั้งต้องตกเป็นขี้ปากถูกใครต่อใครที่ได้พบเห็นเข้าใจผิดไปได้ ซึ่งเขาก็เป็นคนหนึ่งที่เคยเข้าใจเธอผิดๆมาแล้วจนต้องมาหาทางไถ่บาปอยู่อย่างนี้

เหลือบเห็นสีหน้าหงิกงอของเธอแล้ว นิคก็บอกพราวพรายด้วยน้ำเสียงประนีประนอมว่า “เอางี้ดีไหม ไหนๆเราก็ตกลงจะไปเที่ยวด้วยกันแล้ว ผมเองก็ขอโทษคุณไปแล้วกับคำพูดที่ไม่ได้ตั้งใจของผม ต่อไปนี้เราควรจะพูดคุยกันดีๆเหมือนเพื่อน จะได้เที่ยวกันให้สนุก ยังงี้ไม่ดีกว่าหรือ”

พราวพรายนิ่งคิดสักครู่ ก็ตอบเขาด้วยสีหน้าที่ยังไม่คลายความบึงตึง

“ก็ได้ แต่ต้องให้ฉันแชร์ค่าใช้จ่ายทุกอย่างครึ่งหนึ่ง และคุณต้องสัญญาว่าจะไม่พูดจาค่อนขอดฉันอีก รวมทั้งเรื่องนั้นด้วย ถ้าคุณพยายามจะล่วงเกินฉันเมื่อไหร่ ฉันเอาคุณตายแน่ คุณก็รู้ฝีมือฉันแล้วไม่ใช่หรือ”

นิคเกือบจะหัวเราะพรืดออกมา รู้สึกขำกับคำพูดเหมือนนักเลงโตของเธอ นึกในใจว่าตัวเล็กๆบางๆอย่างนี้น่ะหรือ ถ้าเขาตั้งใจจะรังแกเธอจริงๆ มีหรือจะรอดมือเขาไปได้ แต่เขาไม่คิดจะล่วงเกินเธออีกแล้ว ครั้งเดียวก็รู้สึกเหมือนทำบาปกับเด็กอยู่แล้ว 

เมื่อสงครามปากย่อยๆสงบลงการเดินทางก็เริ่มขึ้น การเดินทางจากเวียงจันทน์ไปวังเวียงใช้เวลาหลายชั่วโมง แม้ระยะทางจะประมาณ 150 กิโลเมตรเท่านั้นก็ตาม เพราะเป็นการขับรถไปบนถนนแคบๆบนภูเขาที่ทอดตัวเหยียดยาวสลับซับซ้อนสูงขึ้นไปเรื่อยๆ เส้นทางส่วนใหญ่เลียบไปตามหุบเขาที่ด้านหนึ่งเป็นหน้าผาสูงชัน มองลงไปเห็นเทือกเขาที่อยู่ต่ำกว่าซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้เขียวขจี ไม่มีเขาหัวโล้นปรากฏให้เห็นอยู่ตรงไหน ถนนที่รถวิ่งไปประกอบด้วยโค้งที่หักเป็นข้อศอกมากมายจนนับไม่ถ้วน อากาศเย็นเฉียบแต่โปร่งสบาย บางตอนรถต้องวิ่งผ่านเข้าไปในสายหมอกที่หนาบ้างบางบ้าง 


ถึงแม้จะต้องนั่งรถนานหลายชั่วโมงแต่พราวพรายกลับพบว่าเธอไม่รู้สึกเมื่อย หรือเบื่อเลยแม้แต่น้อย เพราะมัวแต่ชื่นชมกับธรรมชาติที่สวยงาม ซึ่งบางตอนมีแม่น้ำสายไม่กว้างนักไหลขนานไปกับถนนแต่ในระดับที่ต่ำกว่า นานๆจึงจะเจอหมู่บ้านหรือชุมชนสักแห่งหนึ่ง

“ลาวมีประชากรน้อยมาก ประมาณ 7 ล้านคนเท่านั้น ส่วนใหญ่อาศัยอยู่แถบภูเขา ที่มีมากที่สุดคือชนเผ่าม้ง” นิคเล่าให้เธอฟัง

“ทำไมเห็นมีแต่ภูเขาล่ะคะ” เมื่อสงบศึกกันเสียได้ พราวพรายก็อารมณ์ดีพอที่จะพูดดีกับเขา

“พื้นที่ส่วนใหญ่ของลาวเป็นภูเขา” นิคอธิบาย “ถ้าผมจำไม่ผิด ประมาณ 60%ของพื้นที่เป็นภูเขา เป็นแม่น้ำลำคลองสัก 20% อีก 20% ที่เหลือเป็นที่ราบ ทำให้ต้องทำไร่ทำนาอยู่แถบภูเขาเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่เหมือนประเทศคุณ ที่มีพื้นที่ราบมาก ทำเกษตรกรรมได้ดี”

“คุณอยู่มากี่ประเทศแล้วล่ะ ในเอเซียน่ะ”
“หลายประเทศ อินโดนีเซีย เกาหลี ฟิลลิปปินส์ ญี่ปุ่น”
“ไปทำงานหรือ?” 
“ก็ทำนองนั้น"
“ตกลงคุณทำงานอะไรกันแน่ คุณเป็นทหารไม่ใช่หรือ”
“ก็ใช่น่ะสิ หรือคุณคิดว่าผมไม่มีงานทำ เที่ยวเร่ร่อนไปเรื่อยๆ?”

“เปล่า ฉันเพียงแต่สงสัยว่างานของคุณคืออะไรกันแน่ หรือคุณเป็นสปายเที่ยวหาข่าวที่โน่นที่นี่ส่งกลับไปบ้าน จะได้ส่งกำลังมารุกรานทีหลัง” คำถามของเธอมีลักษณะกึ่งค่อนขอดกึ่งกล่าวหา เหมือนคืนนั้นที่โขงเจียมไม่มีผิด

คราวนี้นิคซึ่งกำลังขะมักเขม้นอยู่กับทางข้างหน้า ซึ่งมีรถวิ่งส วนมาหลายคัน ละสายตาจากถนนมามองหน้าพราวพราย “คุณนี่อคติกับผมจัง ผมเป็นทหาร ผู้บังคับบัญชาส่งหรือมอบหมายให้ไปทำอะไรที่ไหน ก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง ไม่มีสิทธิปฏิเสธ”

พราวพรายยักไหล่ เอื้อมมือไปกดเทปซึ่งปรากฏว่าเป็นเพลงสากลเก่าๆ 

“แล้วทำไมพวกคุณต้องมาวุ่นวายกับประเทศฉันด้วยล่ะ ทำไมไม่อยู่สงบๆในบ้านในเมืองคุณ”

“ผมไม่รู้จะอธิบายให้คุณเข้าใจได้ยังไง ผมเองก็อยากอยู่สบายๆในบ้านเมืองผมเหมือนกัน แต่เมื่อมันเป็นนโยบายร่วมระหว่างรัฐบาลคุณกับรัฐบาลผม และคำสั่งของกองทัพ ผมก็ไม่อาจปฏิเสธได้” ชายหนุ่มตอบขรึมๆ ย้อนถามว่า “ที่คุณเขม่นผมอยู่บ่อยๆก็เพราะเรื่องนี้น่ะหรือ?”

“เรื่องนี้แล้วก็เรื่องอื่นๆด้วย” พราวพรายตอบอย่างท้าทาย
“เรื่องอะไรอีกล่ะ ผมไปทำอะไรให้คุณไม่พอใจหรือไง”
“ฉันเกลียดผู้ชายขี้เต๊ะ นึกว่าตัวเองวิเศษกว่าคนอื่น” หญิงสาวตอบแบบรวน
“ผมไม่ยักรู้ว่าผมเป็นคนขี้เต๊ะ” นิคพูดยิ้มๆ “ความจริงผมต่างหากล่ะ ที่ควรจะเป็นฝ่ายพูดคำนี้กับคุณ”
“หมายความว่าไง” เสียงของเธอแหลมปริ๊ดขึ้นมาทันที
“หมายความว่าคุณขี้เต๊ะ อวดเก่งอวดดี มือหนักแล้วก็ปากจัดด้วยไงล่ะ”
พราวพรายทำตาขุ่นอย่างไม่พอใจ “คุณล่ะ วิเศษกว่าฉันมากหรือไง”
“เปล่า ไม่ได้วิเศษอะไรหรอก เพียงแต่ผมไม่ทำอะไรตามใจตัวเองโดยไม่มีเหตุผลเหมือนคุณ โตป่านนี้แล้วยังทำตัวเป็นเด็กๆอยู่ได้” ชายหนุ่มพูดด้วยเสียงเรียบๆ มีแววขบขันในดวงตาที่พราวพรายไม่เห็น

“เอ๊ะ..มาว่าฉันทำตัวเป็นเด็กได้ไง อย่ามาทำปากมากนะ” เธอส่งเสียงแหลมอย่างไม่พอใจ

“จำไม่ได้หรือที่คุณกัดมือผมบ้าง หูผมบ้างน่ะ ผู้ใหญ่ที่ไหนเขามาเที่ยวไล่กัดคนอื่นล่ะ” เขาชักรู้สึกสนุกที่ได้โต้กับเธอ ราวกับได้กลายเป็นเด็กไปอีกครั้งหนึ่ง

“อ้าว..แล้วคุณทำอะไรล่ะ ฉันถึงกัดคุณน่ะ ลืมไปแล้วหรือ”

หญิงสาวยื่นหน้าเข้าไปใกล้ ทำให้นิครีบเบือนหน้าหลบ เพราะกลัวว่าจะถูกประทุษร้ายอีก

“นี่..คุณ ฉันเปลี่ยนใจแล้วละ ไม่ไปแล้ว ไอ้วังเวียงวังบ้าอะไรของคุณน่ะ พาฉันกลับไปเวียงจันทน์เดี๋ยวนี้” เธอรัวเท้าลงบนพื้น แผดเสียงใส่หูเขาจนนิคสะดุ้ง
“ค่อยๆหน่อย ผมกำลังขับรถอยู่นะ ถ้าคุณทำประสาทผมกระตุกจนบังคับรถไม่ได้ล่ะ จะว่าไง” นิคยั่วอย่างเห็นขันกับท่าทางเหมือนเด็กห้าขวบของเธอ

“ได้ยินหรือเปล่า พาฉันกลับไปเวียงจันทน์เดี๋ยวนี้” พราวพรายเริ่มอาละวาด

“เสียใจด้วยนะ ผมไม่กลับไปให้โง่หรอก เรานั่งมาในรถคันนี้กี่ชั่วโมงแล้วรู้ไหม อีกสักพักก็จะถึงวังเวียงอยู่แล้ว ถ้าคุณอยากกลับ ไว้ถึงวังเวียงก่อนแล้วผมจะหารถให้คุณกลับไปเวียงจันทน์”

พราวพรายบ่นพึมพำอย่างไม่สบอารมณ์อยู่พักใหญ่โดยที่นิคทำหูทวนลม หลังจากนั้นในถก็มีแต่ความเงียบ มีเพียงเสียงเพลงในท่วงทำนองที่ไพเราะจากเทป รถวิ่งไปเรื่อยๆในขณะที่ดวงอาทิตย์ค่อยๆเคลื่อนลับเหลี่ยมเขาหายไป นิคเปิดไฟหน้ารถแล้วพารถวิ่งตะลุยต่อไป ถนนเริ่มว่างวายปราศจากรถที่เคยวิ่งสวนมาเป็นขบวนยาว พักใหญ่ต่อมาเมื่อชายหนุ่มหันมามองอย่างสงสัยเพราะเห็นอีกฝ่ายเงียบเสียงไป ก็เห็นพราวพรายซุกหน้าอยู่ข้างประตูรถ สงสัยว่าเจ้าหล่อนคงอาละวาดเสียจนเหนื่อยหมดแรงหลับไปแล้ว


เมื่อรถถึงจุดหมายปลายทางในอีกหนึ่งชั่วโมงต่อมา พราวพรายก็งัวเงียตื่นขึ้น มองผ่านกระจกรถออกไปยังแสงไฟข้างนอก

“ถึงแล้วหรือ ไหนล่ะที่พัก มีแต่ร้านอาหารพวกนี้น่ะหรือ?” หญิงสาวถาม อย่างสงสัย เพราะขณะนั้นรถจอดอยู่ริมฟุตบาทหน้าร้านอาหารมุมถนนที่มีแสงไฟสลัว มีชาวต่างชาติทั้งหญิงและชายนั่งอยู่เต็มเกือบทุกโต๊ะที่มีตะเกียงดวงเล็กวางไว้ให้แสงสว่างแทนไฟฟ้า

“ลงมาก่อน แวะหาอะไรกินกันก่อน ที่พักอยู่ห่างจากตรงนี้ไปไม่ไกลหรอก”
นิคลงจากรถเดินอ้อมมาเปิดประตูรถด้านที่พราวพรายนั่งอยู่ 

หญิงสาวส่ายหน้าปฏิเสธ “ฉันยังไม่หิว ทำไมไม่ไปกินที่รีสอร์ตที่คุณพักล่ะ”

ชายหนุ่มขมวดคิ้ว “ร้านอาหารที่โน่นไม่รู้ว่าจะอร่อยถูกปากคุณหรือเปล่า ท่าทางคุณจะพอใจอะไรยากเสียด้วยสิ ลงมาเถอะ มากินเสียให้เรียบร้อยแล้วค่อยเข้าที่พัก อาหารที่นี่ใช้ได้ มีทั้งอาหารลาว จีนและอาหารฝรั่ง”

“เอ๊ะ..ก็บอกแล้วไงว่ายังไม่หิว”

“หิวหรือไม่หิวก็ต้องกิน” คราวนี้เสียงของเขาเริ่มแข็ง ตาก็เริ่มดุขึ้นมาบ้างแล้ว เมื่อเห็นอาการโยกโย้ของเธอ

พราวพรายชักจะรู้ว่าเขาคงไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เพราะคงหิวเต็มทีแล้ว ในที่สุดก็เลยต้องยอมลงจากรถ เดินตามเขาเข้าไปในร้านอาหารแห่งนั้นอย่างไม่เต็มใจ


 



Create Date : 12 พฤษภาคม 2562
Last Update : 12 พฤษภาคม 2562 12:42:32 น.
Counter : 230 Pageviews.

3 comments
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณฟ้าใสวันใหม่, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณTurtle Came to See Me, คุณhaiku, คุณSweet_pills, คุณสองแผ่นดิน, คุณภาวิดา คนบ้านป่า, คุณหอมกร

  
ดีเลยค่ะ ไม่เคยไปเที่ยววังเวียง จะได้ไปกับนิค กับพราวพรายด้วยเลยค่ะ

โดย: สายหมอกและก้อนเมฆ วันที่: 14 พฤษภาคม 2562 เวลา:6:21:46 น.
  
ดอยสะเก็ด Literature Blog ดู Blog
ขอบคุณมากค่ะ มาตามแฟนคลับเรียกร้องเลยทีเดียว

โดย: หอมกร วันที่: 15 พฤษภาคม 2562 เวลา:8:44:47 น.
  
อ่านจบแล้วครับ
เป็นเช่นนี้เอง หนีวิชชา
ไปเที่ยววังเวียงผ่านนิยายพี่ตุ้ยด้วยครับ

โดย: สองแผ่นดิน วันที่: 26 พฤษภาคม 2562 เวลา:1:17:36 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#15



ดอยสะเก็ด
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 50 คน [?]



Group Blog
พฤษภาคม 2562

 
 
 
1
3
4
5
6
7
8
9
10
11
13
14
15
16
17
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
Friends Blog
[Add ดอยสะเก็ด's blog to your weblog]
  •  Bloggang.com