กระบือบาล ตอนที่ 1




บริเวณท้องทุ่งภายในสถานีเพาะพันธุ์กระบือแห่งนั้น เขียวขจีกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา และในตอนกลางวันของวันนั้นควายนับสิบตัววิ่งกันจนฝุ่นตลบอยู่ตรงบริเวณหนึ่ง ในขณะที่เจ้าหน้าที่ทีมงานกำลังเปิดคอกคัดรออยู่ ฝูงควายวิ่งกรูกันเข้ามาจนวิ่งผ่านไปหมดแล้ว ครั้นพอฝุ่นจางลง ก็มีเสียงร้องตะโกนสั่งดังขึ้นมา

“ปิดคอก...ปิดคอก” เป็นใจเด็ดนั่นเองที่ร้องบอกทีมงาน
ภิรมย์พร้อมกับคนงานคนอื่นๆ ต่างส่งเสียงร้องบอกต่อกันเพื่อออกไปปิดคอก
จังหวะนั้นใจเด็ดกระโดดเข้าไปอยู่ในคอกที่กำลังอลหม่านไปด้วยฝูงควายที่ไร้การควบคุม ใจเด็ดจับจ้องไปที่ลูกควายตัวนึงก่อนจะพุ่งเข้าไปแล้วจับล๊อคคอจับเอาไว้ ทันใดนั้นภิรมย์ต่างก็พุ่งเข้ามาพร้อมอุปกรณ์ในมือส่งให้ใจเด็ด ภิรมย์รีบเข้ามาลูกควายตัวนั้นแทนใจเด็ด ใจเด็ดลูบหัวลูกควายด้วยความเอ็นดู
“ทนเจ็บนิดนึงนะไอ้ตัวเล็ก”
ว่าแล้วใจเด็ดก็จัดการตอกหูทันที ลูกควายดิ้นเล็กน้อย มันคงรู้สึกเหมือนมดกัด
ใจเด็ดหันไปตะโกนเรียกเสียงดัง “เจน”
เจนจิรากระโดดลงมาที่คอกก่อนจะรีบถือแฟ้มวิ่งเข้ามาที่ใจเด็ดกับภิรมย์ที่กำลังช่วยกันจับลูกควายตัวนั้น
เจนจิราเข้ามาที่ควายตัวนั้นก่อนจะรีบเปิดปากขึ้นสำรวจฟัน
“กี่ขวบแล้ว” ใจเด็ดถาม
เจนจิราปิดปากลงแล้วตอบอย่างมั่นใจ “ขวบครึ่งหรือมากกว่านั้นแต่ไม่เกินสองปี”
ใจเด็ดยิ้มให้แทนคำตอบก่อนจะสำรวจลูกควายตัวนั้นถึงลักษณะภายนอกรวมๆ
“เอ้า...เร่งมือเข้า...ตัวไหนขึ้นเปรี้ยวก็ส่งไปให้หมอเลย”

เวลาเดียวกันนั้นสมหญิงยืนอยู่ในช่องคัดกำลังทำหน้าสงสัย
“ไอ้ขึ้นเปรี้ยวนี่มันหมายความว่าไงคะหมอ”
เกริกไกรกำลังเอามือสวนเข้าไปในทวารหนักของควายตอบข้อข้องใจ
“เธอทำงานกับควายมากี่ปีแล้วสมหญิง”
สมหญิง นึก เริ่มนับนิ้วมือ “เอ่อ...ก็หลายปีแล้วค่ะ”
“แล้วไม่รู้จักคำว่าขึ้นเปรี้ยวหรือไง”
“ก็รู้ว่าเรียกตอนที่ควายมันเป็นสัดน่ะคะ”
ระหว่างนั้นเกริกไกรค่อยๆ ดึงมือที่สวมถุงพลาสติกออกจากทวารหนักของควาย เห็นอุจจาระควายติดตามออกมา เกริกไกรยื่นมือไปให้สมหญิง
“ดูซิว่าเปรี้ยวมั้ย” เกริกไกรบอก
สมหญิงทำท่าจะเอานิ้วจิ้มจริงๆ แล้วนึกได้ก่อน
“เฮ้ย ! หมออ่ะ...เนี่ย...ที่สมหญิงไม่รู้ก็เพราะว่าหมอเกริกไกรไม่เคยบอกสมหญิงจริงๆอย่างนี้แหละคะ”
สมหญิงทำหน้าง้ำก่อนจะช่วยดึงถุงมือพลาสติกใสออกจากแขนของเกริกไกรที่กำลังหัวเราะร่า
“เอ้า...ฉันก็บอกไปหลายทีแล้วว่ามันเป็นภาษาชาวบ้าน...ไม่เชื่อหรือไง”
เกริกไกรพูดไปก็หยิบหลอดน้ำเชื้อขึ้นมา ทำตามขั้นตอนที่หลังจากละลายน้ำแข็งแล้วก่อนจะใส่น้ำเชื่อลงในหลอดฉีด
“ก็หมอเอาแต่พูดเล่นอย่างนี้จนสมหญิงไม่รู้แล้วว่าอันไหนหมอพูดจริงอันไหนหมอพูดเล่น” สมหญิงบ่น
ทันใดนั้นเกริกไกรก็ร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด “อ้าก...”
“เป็นไรคะหมอ”
“มัน...มันกัด”
สมหญิงตกใจ “ห๊า ! ตูดควายกัดเหรอคะ”
เกริกไกรหันมายิ้มแห้ง..แหะๆ “เปล่าจ้ะ...หมอโดนมดกัดที่ก้นน่ะ...เกาให้หน่อยซิ”
“หมออ่ะ!”
ระหว่างนั้นเสียงวิทยุประจำสถานีก็ดังขึ้น คล้ายเสียงออดของโรงเรียน เกริกไกรกับสมหญิงหันไปทางเสียงด้วยความแปลกใจ

เสียงออดดังลอดมาถึงบริเวณคอกคัด ซึ่งใจเด็ดกับเจนจิรากำลังช่วยกันทำประวัติของควายคอกใหม่
“ดีหนึ่งประเภทหนึ่ง” ใจเด็ดเอ่ยขึ้นแล้วปล่อยลูกควายไป “ไปได้แล้วไอ้ตัวเล็ก”
ระหว่างนั้นใจเด็ดกับเจนจิราก็ต้องชะงักไปเมื่อได้ยินเสียงออดของสถานีดังขึ้น
“หัวหน้าใจเด็ดรับโทรศัพท์ที่สำนักงาน”
ใจเด็ดหันขวับด้วยความดีใจทันที
“หัวหน้า...เขาโทรมาแล้ว” เจนจิราพลอยดีใจไปด้วย
ใจเด็ดพยักหน้ารับ สีหน้าเต็มไปด้วยความดีใจ “พี่ฝากด้วยนะเจน”
ใจเด็ดรีบออกไปทันที เจนจิรามองตามด้วยความอยากรู้เช่นกัน

ไม่นานหลังจากนั้น ใจเด็ดกำลังคุยโทรศัพท์ในสำนักงานสีหน้าเครียด
“เอ่อ...ไม่เป็นไรครับ...พวกผมรอได้”
เสียงเกริกไกรดังแทรกขึ้นมา “เอางบเราไปใช้ก่อนอีกเหมือนเดิมละซิ”
ใจเด็ดหันมาจึงเห็นเกริกไกรกับเจนจิรายืนอยู่ ใจเด็ดทำสีหน้าลำบากใจไม่ปฏิเสธ
“เขาต้องการเอางบเราไปฟื้นฟูจังหวัดที่โดนน้ำท่วมก่อน”
“แล้วเราละพี่...เราก็ต้องใช้เหมือนกัน...ควายคอกตาก่ำเมื่อเช้าก็กี่ตัวแล้ว” เจนจิราโวยเล็กๆ
“แต่ตอนนี้จังหวัดอื่นที่โดนน้ำท่วมเขาแย่กว่าเรานะเจน...เราเป็นคนไทยเหมือนกัน...อะไรช่วยได้ก็ต้องช่วย”
เกริกไกรเอ่ยขึ้นมาอีก “ฉันเข้าใจนะเพื่อน...แต่แกช่วยเขาแล้ว...แล้วใครจะมาช่วยแกวะ”
ใจเด็ดนิ่งไปครุ่นคิดหาทาง ก่อนจะนึกขึ้นมาได้ แล้วรีบคว้าเสื้อกับหมวกจะเดินออกไป
เกริกไกรร้องเรียกพลางถาม “อ้าวเฮ้ย ! แล้วนั่นจะไปไหนละพี่ท่าน”
“กรุงเทพฯ” ใจเด็ดบอก ทำเอาเกริกไกรกับเจนจิราแปลกใจ “ฉันฝากทางนี้ด้วยแล้วกัน”
ใจเด็ดรีบเดินออกไปโดยไม่รอให้เกริกไกรกับเจนจิราซักถามอะไร
“ไอ้เด็ด...แล้วแกไปกรุงเทพฯทำไม...ไอ้เด็ด”
เกริกไกรรีบตามใจเด็ดออกไปทันที เจนจิรามองตามด้วยความเป็นห่วง

เวลาเดียวกันที่ดินถูกไถกลบกันเป็นแนวยาว ด้วยรถไถนา เห็นป้ายยี่ห้อสยามบาคาตี้ติดหราอยู่ที่รถไถคันนั้น เห็นคนขับจากทางด้านหลังในมือจับพวงมาลัย อีกมือเข้าเกียร์และขยับคันโยกต่างๆ ใช้เท้าคอยเหยียบคันเร่งไปมา
รถไถส่งเสียงครางกระหึ่ม แต่แล้วทันใดนั้นรถไถก็เกิดน็อคซะดื้อๆ
คนขับกระโดดลงจากรถไถ ที่แท้ไม่ใช่ใคร หากแต่เป็น สรนุช...ซึ่งอยู่ในชุดวิศวกรของโรงงาน และกำลังมองรถไถด้วยความหงุดหงิด
ระหว่างนั้นเห็นพวกบรรดาวิศรกรผู้ชายกำลังเดินกระหย่องกระแหย่งผ่านนาจำลองเข้ามาหาสรนุช
“เป็นอะไรเหรอครับคุณนุช” วิศวกรคนหนึ่งถาม
“เป็นไรล่ะ..? ก็เห็นอยู่ว่าเครื่องมันน็อค” สรนุชใช้มือทุบรถไถ
“ก็คุณนุชเล่นใช้ไถมาสามวันสามคืนไม่ให้มันเลย...มันก็สมควรน็อคอยู่แหละครับ”
สรนุชหันขวับมาจ้องหน้าอย่างเอาเรื่อง
“ถ้าแค่นี้ยังทำไม่ได้...ก็อย่าหวังว่าจะไปชนะควายเลย...เอารถลากมาลากไปไว้ให้ฉันด้วย”
สรนุชเดินฝ่าดินมุ่งหน้าไปที่โรงงานที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหลัง เผยให้เห็นว่าที่แท้ ผืนนาแห่งนั้นเป็นผืนนาจำลองของบริษัทสยามบาคาตี้นั่นเอง

ภายในโรงงานผลิตรถไถแห่งนั้น มีรถไถและเครื่องมือการเกษตรเรียงรายกันอยู่ภายในโรงงาน ทุกชิ้นมีโลโก้ของบริษัทสยามบาคาตี้อยู่ทุกหนแห่ง
สรนุชเดินเข้ามาภายในโรงงานคิ้วขมวดสีหน้าเครียด ระหว่างนั้นเสียงมือถือของสรนุชดังขึ้น สรนุชรีบหยิบขึ้นมาดูก่อนจะตกใจเล็กน้อย
“วัต” เป็นณวัตที่โทร.เข้ามา
สรนุชพยายามหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเปลี่ยนอารมณ์ ก่อนจะเห็นสรนุชยิ้มออกมาแล้วรับสายเสียงหวานอย่างกับคนละคน
“วันนี้วัตคงต้องทานข้าวกลางวันคนเดียวแล้วละ” สรนุชฟัง “จริงๆคะ...ยังเหลือตั้งสิบกว่าคันที่นุชยังไม่ได้เทสต์เลย”
ระหว่างนั้นเสียงของณวัตดังขึ้นใกล้ๆ
“ถ้าอย่างนั้นวัตคงต้องสั่งปิดโรงงานนี้แล้วละ”
สรนุชทำหน้าแปลกใจเมื่อได้ยินเสียงของณวัตที่ฟังดูใกล้เหลือเกิน สรนุชหันไปก่อนจะตกใจเมื่อเห็นดอกไม้ช่อหนึ่งยื่นเข้ามา ช่อดอกไม้ลดลงจึงเห็นร่างณวัตในชุดสูทดูภูมิฐานถือโทรศัพท์มือถืออยู่
สรนุชวางมือถือ “วัต”
“สุขสันต์ความรักของเราอีกวันนึงครับ”
สรนุชรับดอกไม้มาก่อนจะทำหน้าดุ
“ถึงวัตจะเป็นผู้บริหารของที่นี่...แต่วัตก็รู้ว่าเข้ามาในนี้ต้องแต่งตัวยังไง”
“วัตว่าคงไม่จำเป็นแล้วละ...เพราะเมื่อผมกลับไปที่ห้อง...วัตจะเซ็นคำสั่งให้เลิกผลิตรถไถพวกนี้ซะที” ณวัตบอก
สรนุชตกใจ “ปิด”
“ใช่ครับ...วัตทนไม่ได้ที่นุชรักรถไถพวกนี้มากกว่าวัต...แต่ถ้านุชไม่อยากให้วัตทำอย่างนั้น...นุชก็ต้องไปพบพ่อกับวัต”
“พบพ่อวัตเหรอคะ”
สรนุชชะงัก ในหัวเต็มไปด้วยความสงสัย

ไม่นานหลังจากนั้นสรนุชกับณวัตเดินมาตามทางหน้าโรงงาน สรนุชแอบเหล่มองณวัตด้วยความอยากรู้
“วัตจะให้นุชไปเจอพ่อคุณทำไมคะ”
“ความลับครับ” ณวัตยิ้มให้
“ความลับอะไร...บอกนุชมาเถอะค่ะ”
“ถ้าบอกแล้วมันจะเป็นความลับเหรอครับ” ณวัตเห็นสรนุชหน้าง้ำ “ก็ได้ครับ...วัตมีเซอร์ไพรส์ให้นุช”
สรนุชอึ้ง “เซอร์ไพรส์..?”
ระหว่างนั้นเสียงของอรอนงค์ดังขึ้น
“มาช้ากว่าคุณวัตอีกละ”
สรนุชกับณวัตหันไปมองตามเสียงก็เห็นอรอนงค์เดินเข้ามา
“สวัสดีครับคุณอร”
“อุ้ย...ไม่ต้องหวัดดีอรก็ได้คะ...อรเป็นแค่พนักงานบัญชี...แล้วนี่คู่รักแห่งปีจะไปไหนกันเอ่ย” อรอนงค์แซว
“ว่าจะพานุชเขาไปหาพ่อผมน่ะครับ” ณวัตบอกแล้วหันมาพูดกับสรนุช “เดี๋ยววัตไปรอที่ห้องนะครับ...ถ้านุชเสร็จแล้วก็ตามขึ้นไปแล้วกัน”
ณวัตออกไปอย่างรีบร้อนโดยที่สรนุชไม่ทันถามรายละเอียดอะไร
“นุช...คุณวัตเขาจะพาเธอไปพบคุณสมพลทำไมน่ะ” อรอนงค์ถามอย่างนึกสงสัย
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน...เห็นวัตบอกว่าจะมีเซอร์ไพรส์”
“เซอร์ไพรส์” อรอนงค์รู้สึกตกใจ ถึงกับตะโกนออกมาสุดเสียง
“เฮ้ย ! ทำไมต้องตกใจด้วย”
อรอนงค์ หันมาดีใจกับสรนุช “ดีใจด้วยนะเพื่อน
“เรื่องอะไร”
“เอ้า...ก็คุณวัตเขากำลังจะขอเธอแต่งงานน่ะซิ” อรอนงค์ว่า
สรนุชออกอาการเขิน “อ่านนิยายมากไปหรือเปล่า...ไม่จริงมั้ง”
“เอ้า...ถ้าไม่ใช่การขอแต่งงานแล้วคุณวัตเขาจะให้เธอไปคุยกับพ่อเขาทำไม”
ฟังอรอนงค์ว่าสรนุชนิ่งไป หัวใจเต้นตึกตัก

เวลาเดียวกันใจเด็ดเดินถือกระเป๋าตรงเข้ามาที่รถกระบะคันเก่าที่จอดอยู่ และกำลังจะเปิดประตู ทันใดนั้นเกริกไกรก็เอามือดันเอาไว้ พร้อมกับถามขึ้น
“แกจะไปขอยืมเงินพ่อแกอีกใช่มั้ย”
ใจเด็ดไม่ตอบจะเปิดประตูรถ แต่ถูกเกริกไกรดันกลับไม่ยอมให้เปิด
“ฉันว่าแกกำลังเก็บทุกอย่างไว้ที่ตัวเองมากเกินไป...ฉันว่าถึงเวลาที่แกต้องบอกสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้ให้ทุกคนรู้แล้วละ”
ใจเด็ดนิ่งคิด ก่อนจะบอกออกมา “ไม่...”
เกริกไกรสวนขึ้น “ไอ้เด็ด...ไม่ได้มีแกคนเดียวนะที่รักควาย...พวกเราต่างก็รักพวกมันเหมือนกัน”
“เลิกพูดเรื่องนี้เถอะ...เอาไว้ฉันจะหาทางอีกที”
ใจเด็ดบอกทว่าเกริกไกรยังมีสีหน้าเครียดด้วยความเป็นห่วง ระหว่างนั้นภิรมย์วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในสำนักงาน
“หมอ...ช่วยด้วย...ช่วยด้วย”
“มีอะไร...ใครเป็นอะไร” ใจเด็ดสงสัย
“นักศึกษาปริญญาโทคนนั้นกำลังฆ่าไอ้สายัณห์” ภิรมย์บอก
ใจเด็ดสีหน้าเครียดขึ้นมาทันที

ชายหนุ่มคนนั้นกำลังเตะควายตัวหนึ่งที่นอนหายใจถี่กระชั้นอยู่กับพื้นกลางทุ่งนา
“อะไร...แค่นี้หมดแรงแล้วหรือไง...” ชายคนนั้นเตะเข้าให้ “ห๊า ! โธ่...นึกว่าจะแน่แค่ไหน”
ระหว่างนั้นเสียงของใจเด็ดดังขึ้น
“หยุดเดี๋ยวนี้..!”
หนุ่มนักศึกษาคนนั้นหันไปก็เห็นภิรมย์กำลังวิ่งนำใจเด็ดกับเกริกไกรเข้ามา
“ทำอะไร” ใจเด็ด ถามขึ้นทันที
หนุ่มนักศึกษา คนนั้นรีบเปลี่ยนท่าทีทันที
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ...อยู่ดีๆ มันก็ล้มลงไปนอน”
ใจเด็ดและเกริกไกรรีบเข้ามาดูอาการของควายตัวนั้นทันที
“ทำใจดีๆไว้สายัณห์...หมอมาแล้ว” เกริกไกรดูอาการเพียงแวบเดียวก็รู้ทันที “สายัณห์กำลังจะเป็นลม...ภิรมย์หาน้ำมาราดตัวสายัญให้หน่อย”
ภิรมย์รีบวิ่งออกไป ใจเด็ดลุกขึ้นตรงไปที่ชายหนุ่มคนนั้นด้วยความโมโห
“คุณให้สายัณห์ทำอะไร”
“ผม...ผมก็แค่ให้มันไถนา” นักศึกษาบอก
“นานแค่ไหนแล้ว”
“ก็ตั้งแต่เช้า”
“แล้วนี่มันกี่โมงแล้ว...ไม่รู้หรือไงว่าควายทนร้อนไม่ได้...ตอนกลางวันต้องให้มันลงไปแช่ในปลัก” ใจเด็ดบอก
“ก็ผมกำลังทำวิจัยหัวข้อเรื่องความอดทนของควาย...ถ้าผมไม่ใช้มันแล้วผมจะรู้ได้ยังไง”
ใจเด็ดได้ยินอย่างนั้นก็พยายามสะกดอารมณ์ ก่อนจะเดินไปหยิบข้าวของแล้วส่งให้นักศึกษาปริญญาโทคนนั้น
“ไปจากที่นี่ซะ...ผมยินดีให้คุณมาทำวิทยานิพนธ์ที่นี่เพราะดีใจที่เห็นคนสนใจควาย...คนและควายที่นี่อยากช่วยคุณ...แต่คุณกลับทำร้ายมัน”
“อะไร...แค่ควายเป็นลมแค่นี้คุณถึงกับไล่ผมเหรอ”
“มันอาจจะเป็นเรื่องเล็กสำหรับคุณ...แต่มันเป็นเรื่องใหญ่สำหรับพวกเรากระบือบาล”
“เออ...นึกว่าอยากอยู่หรือไง...พวกแกมันพวกโรคจิตทั้งนั้น”
นักศึกษาคนนั้นระเบิดอารมณ์ออกมาแล้วรีบเดินจ้ำอ้าวออกไป ใจเด็ดรีบเข้ามาช่วยเกริกไกรที่กำลังปฐมพยาบาลควาย
ใจเด็ดลูบควายด้วยความเป็นห่วงสุดๆ “ใจเย็นไว้...แกไม่เป็นไรแล้ว”
“ไอ้บ้านั่นมันพูดอย่างนั้นได้ยังไง...เป็นนักศึกษาปริญญาโทจริงหรือเปล่าวะ” เกริกไกรเคืองยิ่งนัก
ระหว่างนั้นใจเด็ดเหลือบไปเห็นสมุดบางอย่างที่สายัณห์นอนทับเอาไว้ ใจเด็ดดึงสมุดเล่มนั้นขึ้นมา ก่อนจะพบว่าในนั้นมีข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับสถานี ไม่ว่าตัวเขาหรือเจ้าหน้าที่ทุกคน ก่อนจะเห็นเบอร์ติดต่อที่เขาจดเอาไว้ว่าเป็นคนของบริษัทบาคาตี้
ใจเด็ดยื่นสมุดให้เกริกไกรดู เกริกไกรรับมาดูแล้วก็ตกใจ
“เฮ้ย ! ไอ้บ้านั่นมันคือ”
ใจเด็ดฉายแววตากร้าวออกมาอย่างเคืองแค้น “สายลับของไอ้พวกบาคาตี้”

ผู้จัดการสยามบาคาตี้สาขาสุรินทร์กำลังพูดจาพินอบพิเทา เอาใจนายกอ.บ.ต.คนนั้น
“แหม...เป็นเกียรติอย่างสูงจริงๆครับ...ที่ท่านอบต.โชคชัยจะมาช่วยงานเรา”
อบต.โชคชัยนั่งยิ้มกริ่มอยู่ตรงหน้าผู้จัดการ
“ผู้จัดการพูดอย่างนี้ก็ไม่ถูก...เดี๋ยวชาวบ้านเขาจะหาว่าผมเลือกที่รักมักที่ชัง...ผมก็แค่อยากให้ลูกบ้านอยู่อย่างมีความสุข”
ผู้จัดการหน้าเจื่อนลงเพราะคิดว่าอบต.โชคชัยไม่รับไมตรี ก่อนที่ผู้จัดการจะหันไปหยิบกล่องโดนัทมาส่งให้กับอบต.โชคชัย
“นี่โดนัทจากกรุงเทพฯ ครับ...ไอ้ขนมเจ้านี่เห็นเขาว่าต้องไปยืนรอคิวเป็นวันเลยนะครับ...ท่านโชคชัยลองดูหน่อยซิครับ”
อบต.โชคชัยรับกล่องขนมมาก่อนจะเปิดฝาขึ้น อบต.โชคชัยเห็นเงินจำนวนหนึ่งวางอยู่ในกล่องขนมใบนั้น อบต.โชคชัยปิดกล่องขนมก่อนจะดันคืนให้กับผู้จัดการ
“ผมคงรับขนมนี่ไว้ไม่ได้...ที่ผมบอกว่าจะช่วยพูดให้ชาวบ้านมาใช้รถไถก็เพราะว่าผมเห็นว่ารถไถของคุณน่าจะทำให้ชาวบ้านมีชีวิตที่ดีกว่านี้”
ระหว่างนั้นมีเสียงโวยวายดังมาจากภายนอก ผู้จัดการและโชคชัยสงสัยว่าเกิดเรื่องอะไร

เป็นใจเด็ด เกริกไกร เจนจิรา ภิรมย์และสมหญิงนั่นเองที่แท็คทีมมาตะโกนอยู่หน้าบริษัทบาคาตี้สาขาจังหวัดสุรินทร์พร้อมด้วยชาวบ้านอีกจำนวนหนึ่ง
เกริกไกรตะโกนนำ “บาคาตี้”
ทุกคนขานรับ “ออกไป”
เกริกไกรไม่สะใจหันมาใช้โทรโข่ง “ออกมาซิไอ้พวกบาคาตี้...ไอ้พวกชอบเล่นสกปรก...พวกเราต้องการคนรับผิดชอบควายของเรา”
ระหว่างนั้นอบต.โชคชัยเดินออกมาจากด้านใน ใจเด็ดเห็นก็รู้ว่าอบต.โชคชัยมาทำอะไร
“เดี๋ยวๆ ทุกคน...เกิดอะไรขึ้น” โชคชัยเอ่ยขึ้น
ใจเด็ดลงจากรถกระบะก่อนจะเดินเข้ามาหาโชคชัย
“พวกเรามาทวงความยุติธรรมให้ควายของเรา...บาคาตี้ส่งคนเข้ามาสืบข้อมูลและเข้ามาทำร้ายควายของพวกเรา”
“ไม่จริง...ไอ้พวกนี้มันใส่ร้ายผมนะครับท่าน...ท่านอย่าเชื่อพวกมันนะครับ” ผู้จัดการรีบปฏิเสธ
“แล้วไอ้คนที่ยืนอยู่ตรงนั้นมันไม่ใช่คนของคุณหรือไง”
ใจเด็ดชี้ไปที่พนักงานบาคาตี้ที่ปลอมเป็นนักศึกษาปริญญาโท ชายคนนั้นรู้ว่าใจเด็ดจำได้ก็รีบวิ่งออกไป โชคชัยรีบเข้ามาพูดไกล่เกลี่ย
“ใจเด็ด...ผมรู้ว่าพวกคุณรักควาย...แต่อย่าให้เกิดเรื่องเกิดราวได้มั้ย...คิดว่าเห็นแก่หน้าผมเถอะ”
ใจเด็ดนิ่งไปก่อนจะหันมองไปทางทุกคนที่เหมือนมองมาที่เขาด้วยความหวัง
“ถ้าผมเห็นแก่หน้าคุณ...แล้วใครจะเห็นแก่ควายผมบ้าง”
โชคชัยถึงกับจุกอกที่โดนใจเด็ดย้อนเข้าให้ โชคชัยหน้าตึงด้วยความรู้สึกเสียหน้า
“พวกเราไม่ได้ต้องการอะไรจากบาคาตี้...เราแค่อยากได้ความยุติธรรมให้กับควายของเรา...บาคาตี้ทำอะไรไว้กับควายของเรา...เราก็จะทำคืนกับพวกมันอย่างนั้น”
ใจเด็ดพูดด้วยแววตามุ่งมั่นจริงจัง ท่ามกลางบรรยากาศที่กำลังมาคุตึงเครียดสุดๆ
“นายจะทำอะไร...จะทำลายรถไถพวกนี้หรือไง”
ผู้จัดการได้ยินอย่างนั้นก็กระโดดออกมาโวยวายข้างหน้าทันที
“ไม่ได้นะครับ...ถ้าอย่างนั้นฉันจะแจ้งตำรวจว่าพวกแกบุกรุกแล้วยังทำลายทรัพย์สินของบาคาตี้อีก”
โชคชัยยังพยายามไกล่เกลี่ย “นั่นซิ...ใจเด็ด...ฉันว่าเลิกแล้วต่อกันเถอะ”
“ด้วยความนับถือครับ...ถ้าเกิดมีคนมาตีท่านแล้วพอท่านจะตีกลับ...เขากลับบอกให้เลิกแล้วต่อกัน...ท่านจะยอมหรือเปล่า”
โชคชัยเห็นความพลุ่งพล่านในอารมณ์ของใจเด็ดจึงเข้ามากระซิบ
“ใจเด็ด...ฉันรู้ว่านายโมโห...แต่ฉันอยากให้นายใจเย็น...ถ้าขืนนายไปมีเรื่องแล้วทำลายรถไถของไอ้พวกนี้...ได้มันจะไม่คุ้มเสียนะ”
“ผมไม่ได้จะมาทำลายรถไถ...แต่สิ่งที่ผมต้องการก็คือ...คำขอโทษ” ใจเด็ดว่า
“โธ่...นึกว่าอะไร...” ว่าแล้วผู้จัดการก็ตะโกนใส่หน้าเหมือนยั่วยุ “ขอโทษ...แค่นี้ใช่มั้ย...กลับไปได้แล้ว...ไป...ชิ้วๆ”
“ผมไม่ได้ให้ขอโทษผม”
ใจเด็ดหันไปก่อนจะเห็นเจนจิรากับสมหญิงพาควายเดินเข้ามา
“คนของคุณทำกับสายัณห์...เพราะฉะนั้นคุณก็ต้องขอโทษมัน” ใจเด็ดตะโกนเสียงเด็ดขาด
ระหว่างนั้นเกริกไกรกับภิรมย์ก็ฉุดกระชากลากถู สายลับที่ปลอมเป็นนักศึกษาเข้ามา
“ช่วยผมด้วยครับผู้จัดการ”
“เอายังไง...ถ้าคนของคุณไม่กราบขอโทษเจ้าสายัณห์...พวกเราก็จะไม่กลับ” ใจเด็ดย้ำ
ผู้จัดการอึกอักไปอึดใจก่อนจะรีบเข้ามาบอกกับสายลับที่โดนเกริกไกรกับภิรมย์จับเอาไว้
“เร็วซิ...ขอโทษซะเรื่องจะได้จบซะที”
ชายคนนั้นทำท่าจะร้องไห้ก่อนจะที่เขาจะคลานเข่าไปที่หน้าควาย
ใจเด็ดหันมาพูดกับผู้จัดการ “คุณด้วย”
“จะมากไปแล้วนะเว้ย” ผู้จัดการโวยวายลั่น
“แต่ถ้าแกไม่สั่งให้ไอ้นี่มันทำ...แล้วหมาที่ไหนมันสั่ง” เกริกไกรบอก
ผู้จัดการหันไปขอความช่วยเหลือกับโชคชัย แต่โชคชัยกลับบอกว่า
“ผมว่าทำตามที่พวกเขาต้องการเถอะ”
ผู้จัดการจำยอมเข้าไปคุกเข่าข้างๆ สายลับชายคนนั้น ก่อนที่ทั้งคู่จะก้มลงกราบที่หน้าสายัณห์ทันใดนั้นเหล่ากระบือบาลต่างก็โห่ร้องด้วยความดีใจ
ใจเด็ดมองไปที่ทั้งสองคนด้วยสีหน้าเครียดขรึม

สรนุชในชุดวิศวกรเดินเข้ามาที่หน้าลิฟต์บริษัทสยามบาคาตี้ สรนุชหยุดสูดหายใจเข้าเต็มปอดระงับความตื่นเต้น
“ลองซ้อมดูอีกทีดีกว่า...นุช...แต่งงานกับวัตนะครับ...” แล้วสรนุชก็ทำหน้าซึ้งราวกับได้ตำแหน่งนางสาวไทย “วัต...วัต...คะ...แต่งคะ” ทำท่าดีใจสุดชีวิต “เยส...เยส...ในที่สุด...ฉันก็ได้แต่งงานแล้ว”
สรนุชทำท่าดีใจสุดขีดก่อนจะหันหน้ามาที่ประตูลิฟต์ แต่แล้วสรนุชก็หน้าชาเมื่อลิฟต์มาหยุดเมื่อไหร่ไม่รู้ แถมยังมีพนักงานภายในลิฟต์กำลังมองเธอเป็นตาเดียว
สรนุชระงับความอายเอาไว้ก่อนจะทำหน้าเชิดเดินผ่านพนักงานที่กรูกันออกจากลิฟต์เหมือนไม่รู้สึกอะไร แต่พอพนักงานออกไปหมด สรนุชก็ถึงกับตบหน้าผากตัวเอง ที่เผลอทำเปิ่นต่อหน้าประชาชี

สรนุชเดินเข้ามาภายในห้องประชุม
“สวัสดีค่ะ”
สรนุชอึ้งไปเมื่อเห็นว่าภายในห้องประชุมเต็มไปด้วยผู้บริหารระดับสูงทั้งนั้น เสียงในใจของสรนุชดังขึ้น
“นี่ต้องประกาศให้รู้กันทั้งบริษัทเลยเหรอเนี่ย” สรุนุชทำเป็นเหมือนไม่รู้อะไร “สวัสดีค่ะทุกท่าน”
“นั่งนี่ก่อนซินุช”
ณวัตลุกขึ้นให้สรนุชนั่ง
“ทุกคนคงจะรู้จักคุณสรนุชว่าเป็นวิศวกรที่โรงงานของเราอยู่แล้ว”
“แต่ผมรู้จักในฐานะเป็นแฟนของคุณวัตมากกว่า” ผู้บริหารคนหนึ่งแซวขึ้น
ทุกคนหัวเราะร่ากับคำชะเลียของผู้บริหารคนนั้น สรนุชยิ่งหน้าบานหัวใจเต้นตึกตัก
สรนุชแสร้งพูดพาซื่อ “ดิฉันอยากทราบว่ามีอะไรเกี่ยวข้องกับดิฉันหรือเปล่าคะ”
ระหว่างนั้นเสียงของสมพลก็ดังขึ้น
“ใจเย็นจ้ะหนูนุช”
ทุกคนมองไปทางต้นเสียง เห็นสมพลหมุนเก้าอี้มาอย่างอารมณ์ดี
“เรื่องที่เราจะคุยต่อไปนี้มันเกี่ยวกับหนูนุชแน่นอน...คืออย่างนี้...เราอยากให้หนู...”
สรนุชคิดในใจอย่างลิงโลด “มาเป็นสะใภ้...มาเป็นสะใภ้”
“มาเป็นผู้บริหารการขายของบาคาตี้”
สรนุชไม่ได้ฟังเพราะยังมัวแต่เคลิ้ม และคิดว่าต้องเป็นอย่างที่ตัวเองคิดเลยเผลอตอบ “ค่ะ...แต่งค่ะ” แล้วก็นึกได้ “อะไรนะคะ”
“คุณพ่ออยากให้คุณมาเป็นผู้บริหารฝ่ายขายน่ะครับ...แล้วเมื่อกี้นุชบอกว่าแต่งอะไรเหรอครับ” ณวัตบอก
“เอ่อ...แต่ง...แต่ง...แต่งตั้งนุชให้ไปอยู่ฝ่ายขายทำไมคะ”
ไม่ใช่แต่สรนุชเท่านั้นที่ตกใจ ผู้บริหารทุกคนที่อยู่ในห้องประชุมต่างก็ตกใจไม่แพ้กัน
“นั่นซิครับ...แล้วผมละ” ผู้บริหารคนหนึ่งถาม
“ทุกคนฟังผมก่อน” สมพลเอ่ยขึ้น
“ที่คุณพ่อต้องการให้คุณสรนุชมาอยู่ฝ่ายขายก็เพราะว่าเธอเป็นคนที่รู้จักรถไถดีที่สุด” ณวัตว่า
“ไม่ใช่เพราะว่าเธอเป็นแฟนของคุณวัตเหรอครับ” ผู้บริหารชื่อภิภพเอ่ยขึ้น
“คุณภิภพ...คุณกำลังสบประมาทผมกับคุณพ่ออยู่นะ”
“ผมทำการขายมากี่ปีแล้ว...ผมซิที่รู้จักระบบของมันดี...กับแค่วิศวกรคนนึง...ขอโทษนะครับ...ผมสามารถหาเด็กช่างกลมาทำรถไถก็ได้” ภิภพว่า
“คุณภิภพ!”
ณวัตตบโต๊ะลุกขึ้นด้วยความโมโห ส่วนสรนุชที่กำลังจับต้นชนปลายไม่ถูกก็พูดขึ้น
“ไม่ต้องทะเลาะกันหรอกคะ...” คำพูดสรนุช ทำให้ทุกคนหันมามอง สรนุชหันไปพูดกับสมพล “ดิฉัน
ต้องขอบคุณท่านมากที่ให้ความไว้วางใจดิฉัน...แต่ดิฉันคิดว่าดิฉันคงจะไม่เหมาะกับตำแหน่งนี้...” สรนุชรีบ
ยกมือไหว้ “ขอบคุณค่ะ”
สรนุชเดินออกไปจากห้อง ณวัตพยายามร้องเรียก
“นุช...นุช!” ณวัตรีบตามออกไป

สรนุชเดินหน้าง้ำมาตามทางเดินในบริษัทสยามบาคาตี้ ณวัตวิ่งตามเข้ามา
“นุช! นุชเป็นอะไร...นี่วัตกับคุณพ่อกำลังจะเลื่อนตำแหน่งให้นุชนะครับ”
“แต่นุชไม่ได้ต้องการตำแหน่ง”
“แล้วนุชต้องการอะไร”
สรนุชชะงักไป ถ้าบอกไปว่าต้องการแต่งงานก็ดูจะไม่เป็นกุลสตรี จึงเสพูดเรื่องอื่น
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ...นุชขอตัวกลับไปทำงานแล้วกัน”
ณวัตวิ่งเข้ามาดักหน้าเอาไว้
“นุช...วัตรู้ว่านุชอาจจะยังไม่ได้ทันตัวก็เลยไม่รู้ว่าจะทำตัวยังไง...แต่วัตก็ไม่ได้รีบเอาคำตอบจากนุ
ชนะครับ...ที่จริงแล้ววัตเป็นคนบอกพ่อให้เลื่อนตำแหน่งให้นุชเอง”
สรนุชมองณวัตด้วยความแปลกใจ
“ต่อไปถ้าเราได้แต่งงานกัน...วัตไม่อยากให้คนอื่นมองว่านุชเป็นแค่วิศวกรโรงงาน...วัตไม่อยากให้
คนอื่นมองนุชอย่างนั้น”
สรนุชชะงักไปกับคำหวานของณวัต
ณวัตจับมือสรนุชขึ้นมากอบกุม “หายโกรธวัตหรือยัง”
“นุชไม่ได้โกรธซะหน่อย”
“ไม่จริงอ่ะ...แล้วทำไมนุชไม่เห็นยิ้มเลย”
แล้วสรนุชก็ยิ้มเขินออกมา
“ต้องอย่างนี้ซิครับ...ไป...แล้วเดี๋ยวเย็นนี้วัตไปรับนะครับ”
ณวัตยิ้มให้อย่างอบอุ่นก่อนจะเดินออกไป สรนุชมองตามอย่างเคลิ้มฝัน ก่อนที่จะนึกขึ้นมาได้
“รับ! วัตจะรับเราไปไหน?”

นุสราพึมพำกับตัวเอง
ที่สถานีเพาะพันธุ์กระบือ ทุกคนกำลังฉลองชัยชนะด้วยความครื้นเครง มีภิรมย์เล่นกีตาร์ ส่วนคนอื่นกำลังร้องรำทำเพลง

“ชัยชนะของเราในครั้งนี้...ต้องแลกมาด้วยเลือดต้องแลกมาด้วยเนื้อของพวกเราทุกคน...ต่อไปหมอขอมอบเพลงนี้เพื่อรำลึกถึงวีรกรรมของพวกเราทุกคน” เกริกไกรเอ่ยขึ้น
“หมอ...หมอพูดเหมือนมีใครตาย” เจนจิรา ฟังแล้วทะแม่งๆ จึงท้วงออกมา
“เอ...นี่เธอเป็นสัตวบาลหรือแปรงขัดส้วมนี่...ขัดตลอด...ตอนนี้มันกำลังฮึกเหิมมันก็ต้องพูดให้มันยิ่งใหญ่”
ทันใดนั้นภิรมย์ก็เล่นกีตาร์ขึ้นเป็นจังหวะเพลงโปรดให้เกริกไกร
“ยุทธศาสตร์ยิ่งใหญ่...ความตั้งใจเด็ดเดี่ยว...มือนี่เราจับเคี่ยว...เกี่ยวและทุบหม้อข้าว” เกริกไกรใส่ลีลาพี่แอ๊ดคาราบาว
ระหว่างนั้นใจเด็ดเดินเข้ามาร่วมวงด้วย เกริกไกรหยุดร้องก่อนจะหันไปแซวเล่นกับใจเด็ด
“และแล้ว...พระเอกตามท้องเรื่องของเราก็ได้ปรากฏตัวขึ้น...ขอทุกคนตบมือต้อนรับ...ใจเด็ด...เพชรสุรินทร์”
ทุกคนตบมือโห่ร้องชอบใจในการกระทำของใจเด็ดในวันนี้
“วันนี้เราชนะพวกบาคาตี้...หัวหน้าจะไม่พูดอะไรหน่อยเหรอคะ” สมหญิงเอ่ยขึ้น
ทุกคนเงียบเสียงลงเพื่อให้ใจเด็ดพูด
“สิ่งที่พวกเราทำไปในวันนี้ไม่ได้ทำเพื่อชัยชนะ...ที่พวกเราทำเพราะควายทุกตัวในนี้ก็เหมือนกับครอบครัวของเรา”
ทุกคนนิ่งงันไปเมื่อได้ยินที่ใจเด็ดพูดอย่างนั้น พูดเท่านั้นใจเด็ดก็หันหลังจะเดินออก แต่แล้วก็ต้องชะงักไปเมื่อเห็นอบต.โชคชัยเดินเข้ามา ทุกคนมองโชคชัยด้วยความแปลกใจ
“หวัดดีทุกคน”
ทุกคนกล่าวทักทายโชคชัยกันด้วยความสงสัย โชคชัยหันมาคุยกับใจเด็ด
“ฉันมาขัดจังหวะอะไรหรือเปล่า”
“ไม่หรอกครับ”
“ถ้าอย่างนั้นฉันขอคุยด้วยหน่อย”
ใจเด็ดมองหน้าโชคชัยพยายามจะอ่านท่าทีของโชคชัย ก่อนที่ใจเด็ดจะเดินออกไปกับโชคชัย
เกริกไกรมองตามทั้งสองคนไปด้วยความอยากรู้

ใจเด็ดเดินเข้ามาบริเวณคอกควายด้านนอก ไม่ใช่โรงเรือน ก่อนจะหยิบกิ่งไม้สดโยนเข้าไปในกองไฟเพื่อให้เกิดควันเพื่อไล่ยุงให้ควาย
“คุณก็รู้ว่าผมไม่ได้เป็นคนหาเรื่องพวกบาคาตี้ก่อน” ใจเด็ดเอ่ยขึ้น
“ฉันไม่ได้มาเพื่อเอาผิดนาย” โชคชัยบอก
“ถ้าอย่างนั้น...นายกคงก็คงมาบอกให้ผมเลิกเลี้ยงควายแล้วหันไปใช้รถไถเหมือนทุกครั้ง” ใจเด็ดหันมาประจันหน้ากับโชคชัย “พวกนั้นให้เงินเท่าไหร่”
“ใจเด็ด...นายอย่าดูถูกฉันเกินไป...ฉันไม่เคยรับเงินของพวกบาคาตี้” โชคชัยทำเป็นฉุน
“แล้วทำไมนายกต้องพยายามให้ผมกับชาวบ้านหันไปใช้รถไถ”
“เพราะถ้านายขืนยังให้ชาวบ้านใช้ควายไถนาเหมือนเดิม...มันจะได้ข้าวเอาไปขายซักเท่าไหร่กัน...โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว” โชคชัยอ้างเหตุผล
“แล้วทำไมเราต้องเปลี่ยนตามโลก...ในเมื่อมันเปลี่ยนไปสู่สิ่งที่เลวร้ายกว่า” ใจเด็ดบอก
ระหว่างนั้นฝูงควายเริ่มมีอาการตื่นตระหนก ใจเด็ดมองก่อนจะหันมาบอกกับโชคชัยอย่างจริงจัง
“นายกกลับไปเถอะ...ยังไงผมก็ไม่ยอมให้ชาวบ้านหันไปใช้รถไถพวกนั้นเด็ดขาด...เพื่อนควายของผมต้องไม่ตกงาน!”
โชคชัยมองใจเด็ดอย่างเหนื่อยใจ

ไม่นานหลังจากนั้นใจเด็ดปิดฝากระโปรงรถกระบะลง หลังจากที่ตรวจสภาพเสร็จ จึงเห็นเกริกไกรเดินเข้ามา
“ไอ้นายกนั่นมาทำไมวะ”
ใจเด็ดปัดไม้ปัดมือหาผ้าเช็ด “เหมือนเดิม”
“เฮ้อ...” เกริกไกรมองเห็นสีหน้าใจเด็ดเครียดๆ ก็เลยเลียบๆ เคียงๆ ถาม “แกไม่ดีใจหรือไงวันนี้เราทำให้พวกบาคาตี้นั่นเสียหน้าเลยนะ”
“วันนี้เราอาจจะชนะ...แต่วันหน้าละ”
“เฮ้ย ! อย่าบอกนะว่าแกถอดใจ”
“ไม่ใช่...ฉันไม่ได้ถอดใจ...ฉันแค่พูดเพื่อให้พวกเราทุกคนระวังตัว...คราวนี้พวกมันส่งสายลับเข้ามา...ต่อไปพวกมันต้องเล่นวิธีที่สกปรกมากกว่านี้แน่ๆ...ยิ่งใกล้ฤดูไถหว่านเข้ามา...ฉันแน่ใจว่าพวกมันต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อที่จะเอาชนะเรา”
เกริกไกรฟังแล้วนิ่งไป พยายามช่วยกันคิดหาทางก่อนจะนึกขึ้นมาได้
“ฉันมีวิธีที่จะช่วยแก”
ใจเด็ดหันมองด้วยความสนใจทันที
“พูดตามฉัน...พวกเราเหล่ากระบือบาล” เกริกไกรหันไปบอกกับใจเด็ด “เร็วดิ...พูดตามฉัน”
ใจเด็ดอมยิ้มเล็กน้อยก่อนจะพูดออกมาพร้อมเกริกไกร “ขอปฏิญาณว่า...จะอภิบาลควายไทย...ด้วยหัวใจที่แน่วแน่”
“มันต้องปลุกใจกันหน่อย...” เกริกไกรหันมาแซวแล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ไม่ว่าพวกมันจะใช้วิธีไหน...แต่พวกเราก็พร้อมที่จะสู้กับแก...แกไปกรุงเทพฯ อย่างสบายใจได้...ฉันจะดูแลที่นี่ยิ่งกว่าชีวิตของฉัน”
เกริกไกรยื่นมือขึ้นมาเหมือนต้องการการประสานมือ ใจเด็ดแววตาเด็ดเดี่ยวขึ้นมาก่อนจะยื่นมือมากระชับ ใจเด็ดและเกริกไกรต่างมีสีหน้าด้วยความมุ่งมั่นมาดหมาย

ค่ำคืนนั้นบรรยากาศภายในงานบริเวณริมสระว่ายน้ำ มีเวทีเล็กๆ อยู่ไม่ไกล เขียนบอกหรา เอาไว้ว่าสุขสันต์วันเกิดครบรอบ 60 ปี
เจ้าของงาน ใจจอมเศรษฐีนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อายุประมาณ 60 ปี กำลังต้อนรับนักการเมืองใหญ่รายหนึ่งที่นำของขวัญมามอบให้
“แหม...ไม่น่าต้องลำบากเลย...แค่ท่านมา...ผมก็ถือว่าเป็นเกรียติอย่างยิ่งแล้ว” ใจจอมพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
นักการเมืองท่านนั้นหัวเราะชอบใจ “ผมต่างหากที่ต้องพูดอย่างนั้น...เจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์อย่างคุณใจจอมอุตส่าห์เชิญมางานวันเกิดทั้งที...คนที่น่าจะรู้สึกเป็นเกรียติน่าจะเป็นผมมากกว่า”
“เจ้าพ่ออะไรกันครับ...ผมมันก็แค่พ่อค้าที่หากินกับกรวดหินดินทราย”
“แต่ก็สามารถทำให้ดินธรรมดากลายเป็นทองขึ้นมาได้”
ระหว่างนั้นใจเพชรลูกชายของใจจอมเดินเข้ามาสมทบ
“พ่อครับ”
ใจจอมหันไปเห็นก็หันไปตัดบทกับนักการเมือง
“ตามสบายนะครับ...คิดว่าซะว่าเป็นบ้านของท่านเอง”
นักการเมืองคนนั้นยิ้มให้เล็กน้อยก่อนจะเดินจากไป ใจจอมหน้าหุบยิ้มลงทันที
“ฉันละเบื่อไอ้พวกนักการเมืองพวกนี้จริงๆ...เห็นใครมีเงินหน่อยก็คอยแต่จะสูบเลือดสูบเนื้อ...ไม่คิดจะทำมาหากินกันบ้างหรือไง”
ระหว่างเดินเข้าไปหาลูกชาย ใจจอมจึงนึกถึงเรื่องที่สั่งเอาไว้ได้
“ไงเพชร...เจอแม่แกมั้ย”
“ไม่เจอเลยครับ...” ใจเพชรหันไปทางจอมใจที่เดินมาด้วยกัน
“จอมก็ไม่เจอเหมือนกันค่ะ...หรือว่าแม่จะแอบหนีไปอีกแล้วคะ”
ใจจอมหน้าเครียดก่อนจะหันมองไปในบ้าน แล้วก็เห็นไฟที่ห้องหนึ่งสว่างอยู่
ใจจอมรู้ได้ทันทีว่าใครอยู่ในห้องนั้น

ที่บริเวณหน้าบ้านของใจจอมคลาคล่ำไปด้วยแขกเหรื่อมากมาย หน้าบ้านประดับประดาด้วยไฟระยิบระยับ เพิ่มความตระหง่านให้กับตัวบ้านที่อยู่ภายในมากยิ่งขึ้น
ประตูใหญ่ทางเข้าเห็นรปภ.ของบ้านตรวจสอบรถทุกคันอย่างละเอียด ก่อนจะทำความเคารพด้วยความแข็งขัน ระหว่างนั้นเสียงเครื่องยนต์ที่ดังราวกับเรือหางยาวดังมาแต่ไกล รปภ.ทำหน้าสงสัย
“เรือหางยาวที่ไหนวะ”
รปภ.หันมองซ้ายขวาก่อนจะหันไปเห็นรถกระบะคันเก่าก็แล่นเข้ามาที่หน้าบ้านเป็นคำตอบให้พอดี รปภ.รีบกระโดดเข้ามาขวางก่อนจะใช้กระบองประจำกายชี้หน้า มาดราวกับตัวเองเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ
“หยุด..หยุดเลย !” เดินเข้ามาที่ประตูรถ “ลงจากรถเดี๋ยวนี้”
ประตูรถเปิดออกก่อนจะเห็นรองเท้าหนังยาวเลยไปถึงหน้าแข้ง ฝุ่นจับจนแทบจะกลืนเป็นเนื้อเดียวกับกางเกงยีนส์ที่ขาดวิ่นเป็นแห่งๆ ที่แท้เป็นใจเด็ดนั่นเองที่ก้าวลงจากรถในชุดที่เหมือนกับว่าหลุดออกมาจากหนังคาวบอย รปภ.มองสภาพใจเด็ดตั้งแต่หัวจรดเท้าก็เดินเข้าไปเอาเรื่อง
“มาผิดที่แล้วไอ้น้อง”
ใจเด็ดมองไปที่ตัวบ้านเหมือนรำลึกความทรงจำก่อนจะหันมามองรปภ.คนเก่งอย่างพินิจ
“พี่เพิ่งมาทำงานละซิ
รปภ. ยังไม่สำเหนียก “แล้วมันเกี่ยวอะไร...ไปไป๊...นี่ไม่ใช่ที่ที่คนอย่างแกจะมาเหยียบ”
“แต่ว่า...” ใจเด็ดทำเป็นอิดออด
ทันใดนั้นรปภ.ก็เหมือนนึกขึ้นมาได้
“อ๋อ...ฉันรู้แล้วว่าแกเป็นใคร”
ใจเด็ดหน้าชื่นขึ้นทันที “งั้นผมเข้าไปได้แล้วใช่มั้ยพี่”
รปภ.เข้ามาจับแขนใจเด็ดไว้แน่น...หมับ! “ใช่...แต่ไม่ใช่เข้าไปในงาน” ใจเด็ดสงสัยในท่าที “อย่างแกมันต้องเข้าคุก
ใจเด็ดตกใจ “ห๊า”
“ไอ้พวกโจรที่แอบเข้ามาขโมยของในงานเลี้ยงอย่างแกมันต้องเจอฉัน”
ว่าแล้วรปภ.ก็เป่านกหวีดเรียกพรรคพวกจนเสียงดังลั่น ใจเด็ดเห็นอย่างนั้นก็เลยฉวยจังหวะที่รปภ.หันมองไปหาพรรคพวกสะบัดมือออกก่อนจะยันโครมเข้าให้ที่กลางท้อง ดังอั๊ก !
ใจเด็ดกระโดดขึ้นรถก่อนจะรีบถอยรถออกไปอย่างรวดเร็ว เกือบจะชนกับรถหรูที่กำลังตรงเข้ามาที่อยู่ด้านหลังจนได้ยินเสียงบีบแตรดังลั่น ก่อนจะเห็นรถกระบะของใจเด็ดพุ่งหายไปอย่างรวดเร็ว

เวลาเดียวกัน หทัย...แม่ของใจเด็ด กำลังมองดูรูปถ่ายตอนใจเด็ดรับปริญญา ซึ่งฉากหลังเป็นป้ายคณะสัตวบาล เห็นว่ามีเพียงหทัยเท่านั้นที่ถ่ายคู่กับใจเด็ดโดยปราศจากครอบครัว
ระหว่างนั้นเสียงของใจจอมดังขึ้น
“คุณยังไม่เลิกคิดถึงมันอีกหรือไงหทัย”
หทัยสะดุ้งเฮือกรีบซ่อนรูปเอาไว้ด้านหลังทันที
“เอ่อ...”
“ผมขอได้มั้ย...วันนี้เป็นวันเกิดผม...คุณควรจะอยู่ข้างๆ ผมไม่ใช่มานั่งเอาแต่คิดถึงไอ้ลูกไม่รักดีอย่างมัน”
“รอบตัวคุณมีคนมากพอแล้ว...ฉันคงไม่จำเป็น” หทัยพูดตัดพ้อ
ใจจอมได้ยินอย่างนั้นก็สัมผัสได้ถึงความน้อยใจของหทัย จึงเดินเข้ามาลงนั่งก่อนจะจับมือหทัยมากุมไว้
“หทัย...ที่ผมจัดงานวันนี้เพราะผมอยากให้คุณมีความสุขนะ”
หทัยสบตาใจจอม เหมือนจะซาบซึ้ง ก่อนที่หทัยจะตัดสินใจพูดขึ้น
“แต่ความสุขของฉันคือการได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูก...ไม่ใช่งานที่เต็มไปด้วยคนแปลกหน้าพวกนั้น”
ใจจอมชะงักไปเพราะเห็นว่าหทัยเริ่มมีอารมณ์
ใจจอมออกท่าทางเกรงใจ “เอ่อ...ผมรู้...แต่ตอนนี้ผมขอได้มั้ย...นะ...คิดว่าเห็นแก่หน้าผมละกัน”
หทัยนิ่งสงบอารมณ์ก่อนจะพูดเสียงนิ่งใส่ “คุณลงไปก่อนแล้วกัน”
ใจจอมจำต้องยอมเดินออกไปจากห้องแต่โดยดี หทัยหยิบรูปของใจเด็ดขึ้นมาด้วยความคิดถึงอีกครั้ง

รถของใจเด็ดจอดนิ่งสนิทอยู่ในซอยเปลี่ยวมืด ใจเด็ดเปิดประตูลงมาจากรถก่อนจะมองไปที่ตัวบ้านที่อยู่ไม่ไกลนัก
“ทุกทีไม่จัด...มาจัดทำไมปีนี้กันพ่อ...เฮ้อ เอาไงดีวะเรา”
ใจเด็ดครุ่นคิดหาทาง ก่อนที่เขาจะเหลือบไปเห็นเชือกเส้นหนึ่ง เป็นเชือกจูงควายซึ่งติดอยู่ที่ท้ายกระบะนั่นเอง ใจเด็ดมองเข้าไปในตัวบ้านอีกครั้งด้วยแววตามุ่งมั่น

คืนเดียวกันนั้นภายในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง หญิงสาวคนหนึ่งใส่รองเท้าส้นสูงสีแดงแป๊ดเดินออกมาจากห้องลองเสื้อ สาวเจ้าของรองเท้าสีแดงคนนั้นเดินมาตามทางเดิน
ด้านหลังของหญิงสาวมีคนกำลังช่วยสวมสร้อยและต่างหูให้
“เรียบร้อยแล้วค่ะ” พนักงานขายยิ้มบอก
ณวัตค่อยๆ หันมา
“สวยถูกใจมั้ยคะ”
ณวัตอึ้งกับภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า “สวยมากครับ”
สรนุชสวยสะคราญอยู่ในชุดราตรีสีสด ยืนท่าทีเคอะเขินด้วยความไม่เคยชิน
“จริงเหรอคะ...แต่นุชว่ามันเหมือนลิเกยังไงไม่รู้”
“ลิเกอะไรกันครับ...ไม่เอาน่า...นุชอาจจะไม่ชินที่ต้องแต่งตัวอย่างนี้...เชื่อวัตซิ...” ณวัตสบตาจับมือซึ้ง “นุชสวยจริงๆ ครับ”
คำพูดของณวัตทำให้สรนุชถึงกับหลบตาด้วยความเขิน เป็นจังหวะเดียวกับที่ณวัตเหลือบไปเห็นสาวสวยคนหนึ่งเดินผ่านหน้าร้าน
ด้วยความเจ้าชู้ ณวัตตื่นตัวทันที ไวเท่าความคิดณวัตเปลี่ยนคำพูดราวกับเป็นคนละคน
“อืม...แต่ว่ามันอาจจะดูลิเกอย่างที่นุชว่าก็ได้” แล้วณวัตก็หันไปเห็นเสื้อผ้าที่แขวนอยู่ หยิบออกมาไปอย่างนั้น “นุชลองชุดนี้ดูนะครับ”
สรนุชงง “เอ่อ...”
ณวัตโวยใส่พนักงานขาย “ไม่เห็นหรือไงว่าแฟนผมเขาบอกว่าเหมือนลิเก...ลองเปลี่ยนมาให้ผมดูใหม่”
ณวัตไม่รีรอให้สรนุชพูดอะไรออกมา เขารีบดันตัวสรนุชให้ไปทางห้องลองเสื้อทันที
“เชื่อวัตซิ”
สรนุชกับพนักงานขายต่างงงๆ แต่ก็ต้องเดินเข้าไปให้ห้องลองเสื้อโดยปริยาย
ณวัตมองตามจนแน่ใจว่าสรนุชเดินเข้าไปแล้ว ก็หันมองไปทางสาวสวยคนที่เพิ่งเดินผ่านไปทันที

สาวสวยคนนั้นกำลังเดินก้มหน้าก้มตากดบีบีไม่สนใจใคร ทันใดนั้นสาวสวยคนนั้นก็เดินชนเข้ากับณวัต โทรศัพท์บีบีในมือของเจ้าหล่อนหลุดออกจากมือ ยังดีที่ณวัตคว้าเอาไว้ได้ทัน
“อุ้ย ! ขอโทษค่ะ”
ณวัตฉีกยิ้มก่อนโปรยเสน่ห์ทันที “ไม่เป็นไรครับ...คุณโอเคนะครับ”
สาวสวยงงๆ “คะ”
ณวัตมองโทรศัพท์ในมือก่อนจะคืนให้ “ของคุณครับ...อืม...เหมือนกันเลยนะครับ”
“อะไรเหรอคะ”
“ก็เราใช้โทรศัพท์รุ่นเดียวกันไงครับ” ณวัตทำเป็นควานหามือถือ “เห็นโทรศัพท์ผมมั้ยครับ...สงสัยจะหล่นตอนชนกับคุณเมื่อกี้” ทำทีเป็นมองหา “เอ่อ...ผมขอยืมโทรศัพท์อีกทีได้มั้ยครับ”
สาวสวยคนนั้นยื่นโทรศัพท์ให้ณวัต ก่อนที่ณวัตจะหยิบมากดเบอร์โทรศัพท์ ไม่นานเสียงโทรศัพท์ของณวัตก็ดังขึ้น ณวัตล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงก่อนจะหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมา
สาวสวยนางนั้นอมยิ้ม รู้ทัน “คุณจีบผู้หญิงตรงๆอย่างนี้เลยเหรอคะ”
ณวัตส่งสายตาเจ้าชู้ให้กับสาวสวยคนนั้น

ด้านสรนุชในชุดใหม่เดินออกมาจากห้องลองเสื้อ สรนุชกำลังจะถามความเห็นจากณวัตแต่แล้วเธอก็ต้องแปลกใจเมื่อไม่เห็นณวัตอยู่ภายในร้าน
สรนุชแปลกใจ พนักงานรู้ว่าสรนุชมองหาณวัตจึงบอกออกไป
“คุณผู้ชายเดินออกไปข้างนอกค่ะ”
“ไปไหน”
“ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ”
สรนุชทำท่าจะเดินออกไปนอกร้าน พนักงานรีบห้าม
“เอ่อ...ขอโทษคะ..ทางเราไม่อนุญาตให้นำชุดออกไปนอกร้านค่ะ”
สรนุชขัดใจนัก จึงหยิบกระเป๋าควักบัตรเครดิตแพลตตินั่มรูดได้ไม่อั้นส่งให้พนักงานแทนการตอบคำ

ณวัตมองจ้องโทรศัพท์ในมือยิ้มกริ่ม ออกอาการหื่นๆ ระหว่างนั้นเสียงสรนุชดังขึ้น
“มาทำอะไรตรงนี้คะวัต”
ณวัตตกใจสะดุ้งเฮือก แทบจะปล่อยมือถือร่วงจากมือ
สรนุชเห็นอาการก็ยิ่งสงสัย “แล้วทำไมต้องตกใจขนาดนั้นด้วย...มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“เอ่อ...พอ..พอ” ณวัตตั้งใจจะพูดคำว่า “พอดี” แต่ตกใจเลยปากคอสั่น
สรนุชเข้าใจผิดคิดไปอีกอย่าง “คุณพ่อทำไมเหรอคะ”
“พ่อ..?” ณวัตอึกอัก พอนึกได้จึงปล่อยเลยตามเลย “เอ่อ...ใช่จ้ะ...พ่อ...พ่อผมโทร.มาน่ะ”
“ทำไมเหรอคะ”
ณวัตพยายามคิดหาข้ออ้างที่จะปลีกตัวจากสรนุช “คือ...พ่อ...พ่อเส้นเลือดในสมองแตกน่ะครับ”
“อะไรนะคะ...ถ้าอย่างนั้นนุชยกเลิกงานเลี้ยงคืนนี้ดีกว่า” สรนุชพลอยตกใจ
ณวัตโพล่งออกมา “ไม่ได้นะครับ...คือ...พ่อผมสั่งไว้ว่างานเลี้ยงคืนนี้สำคัญมาก...ยังไงนุชก็ต้องไปให้ได้”
สรนุชมองณวัตด้วยความสงสัย “เส้นเลือดในสมองแตกแล้วพูดได้ด้วยเหรอคะ”
ณวัตสะดุ้งเล็กๆ “เอ่อ...วัตรู้ว่าพ่อผมยังไง...นุชไปเถอะ..เดี๋ยววัตไปเยี่ยมคุณพ่อเอง”
“แต่ว่า...”
“วัตเองก็อยากไปกับนุช...แต่ในเมื่อเกิดเรื่องอย่างนี้” ณวัตนิ่งไป ทำเป็นเศร้าเต็มประดา
“ไม่เป็นไรค่ะ...นุชจะไม่ทำให้วัตและคุณพ่อต้องผิดหวัง”
“ถ้าอย่างนั้นรีบไปเถอะ...เดี๋ยวมันจะดึกเกินไปนะครับ”
“ค่ะ...แล้วเดี๋ยวนุชโทร.หานะคะ”
สรนุชรีบปลีกตัวเดินออกไปทันที ณวัตมองตามสีหน้าเครียด จนกระทั่งสรนุชเดินลับสายตาไปนั่นแหละณวัตจึงยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์

ในเวลาเดียวกันใจเด็ดโผล่หน้าขึ้นมาที่กำแพง ก่อนจะดึงตัวขึ้นมาบนกำแพงแล้วมองไปด้านล่างก็เห็นว่ามีรูปปั้นสลักตั้งวางอยู่
“ดีนะที่ยังอยู่ที่เดิม”
ใจเด็ดค่อยวางเท้าไปที่รูปปั้นก่อนจะปีนลงมาอีกฟากของกำแพงอย่างคล่องแคล่ว จังหวะหนึ่งใจเด็ดมองไปเข้าไปในงานที่อยู่ไกลพอสมควร พอเห็นว่าปลอดคนใจเด็ดก็รีบตรงเข้าไปที่ตัวบ้านหลังใหญ่ทันที
ใจเด็ดแอบลอบเข้ามาภายในตัวบ้าน ก่อนจะปิดประตูลงอย่างเงียบกริบ ทันใดนั้นใจเด็ดก็ใจหายวาบเมื่อหันไปเห็นใจจอมยืนหน้าทะมึนอยู่
“พ่อ”
ใจเด็ดปิดปากได้ทันก่อนจะเห็นว่าที่แท้ ใจจอมนั่นคือรูปภาพนั่นเอง ใจเด็ดหันมองซ้ายมองขวา เมื่อเห็นว่าปลอดคนจึงมุ่งหน้าไปที่บันไดทันที

ส่วนที่บริเวณหน้าบ้าน รถของสรนุชแล่นเข้ามาที่ประตูใหญ่ รปภ.เดินเข้ามา สรนุชลดกระจกลง
“ฉันเป็นตัวแทนจากบริษัทสยามบาคาตี้
“งั้นเชิญเลยครับ”
สรนุชกดกระจกขึ้นก่อนจะขับรถผ่านประตูเข้าไป
ทางด้านใจเด็ดลอบเข้ามาในห้องทำงานของใจจอม โดยไม่รู้เลยว่าสัญญาณกันขโมยที่อยู่ภายในห้องเริ่มทำงาน
ใจเด็ดเดินมาที่โต๊ะของใจจอมก่อนจะอึ้งไป เมื่อมองเห็นรูปของทุกคนวางเรียงรายอยู่บนโต๊ะยกเว้นรูปของเขา ใจเด็ดนิ่งไปก่อนจะตัดสินใจทิ้งเรื่องส่วนตัวแล้วหันมาจัดการธุระที่ตัวเองต้องดั้นด้นมาถึงนี่
“โฉนด...โฉนด...”
ใจเด็ดเปิดดูตามลิ้นชักที่เปิดได้แต่ก็ไม่พบโฉนดที่ต้องการ จนกระทั่งใจเด็ดตั้งใจจะเปิดที่ลิ้นชักหนึ่งแต่มันเปิดไม่ออก ใจเด็ดพยายามนึกทบทวนก่อนจะจำได้ว่าใจจอมเก็บกุญแจไว้ที่ใต้หินทับกระดาษ ใจเด็ดหยิบหินทับกระดาษออกก่อนจะนำกุญแจมาเปิดลิ้นชักนั่น แต่แล้วใจเด็ดก็ต้องอึ้งไป ไม่ใช่เพราะใจเด็ดพบกับโฉนดที่ตัวเองต้องการ แต่สิ่งที่ทำให้เขาอึ้งไปนั่นคือรูปของเขาที่ถูกเก็บปิดตายอยู่ในลิ้นชักนั่นเอง
ทันใดนั้นเสียงสัญญาณกันขโมยก็ดังขึ้น ใจเด็ดหันขวับด้วยความตกใจ !!!
เสียงสัญญาณเตือนภัยดังขึ้น ภายในศูนย์รักษาความปลอดภัยประจำบ้านของใจจอม ทุกคนตื่นตัวทันที หัวหน้ารปภ.มองดูสัญญาณกันขโมยก่อนจะรู้ว่าตำแหน่งที่ดังมาจากห้องทำงานของใจจอม หัวหน้ารปภ.รีบคว้าวิทยุสื่อสารสั่งงานทันที
“มีผู้บุกรุกที่ห้องคุณท่าน...ย้ำมีผู้บุกรุก”

สรนุชกำลังเปิดฝากระโปรงท้าย แล้วหยิบกระเช้าของขวัญออกมา ระหว่างนั้นสรนุชถูกรปภ.ที่กำลังวิ่งกันวุ่นวายกระแทก
“โอ๊ย”
“ขอโทษครับคุณผู้หญิง” รปภ.เอ่ยขึ้น
สรนุชมองดูเหตุการณ์ที่เริ่มวุ่นวาย “เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ”
“มีคนบุกรุกห้องคุณใจจอมน่ะครับ”
สรนุชฉงนไปด้วย “บุกรุก..?”
รปภ.ทำความเคารพสรนุชอีกครั้งก่อนจะรีบวิ่งออกไป สรนุชมองตามก่อนจะเดินตามรปภ.เข้าไปด้วยความสนใจ โดยลืมไปว่ารถของตนเปิดฝากระโปรงท้ายเอาไว้!

เวลาเดียวกันนั้นใจเด็ดวิ่งลงมาจากบันไดด้วยความรีบร้อน ใจเด็ดกำลังจะวิ่งออกประตู แต่แล้วใจเด็ดก็ต้องเบรคกระทันหันเมื่อเห็นกลุ่มรปภ.วิ่งกรูกันเข้ามา ทั้งใจเด็ดและรปภ.ที่โดนใจเด็ดถีบยันยอดอกต่างตกใจเมื่อเจอะหน้ากัน
“เฮ้ย ! แกนี่เอง” รปภ.ร้องตะโกน
ใจเด็ดหันรีหันขวางก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปในห้องหนึ่ง แล้วล็อคประตูทันที กลุ่มรปภ.วิ่งเข้ามาจะเปิดแต่ก็เปิดไม่ได้
“อ้อมไปด้านหลัง”
ทั้งหมดรีบวิ่งกรูกันออกไปทันที
ใจเด็ดยืนหันรีหันขวางอยู่ภายในห้องนั้น ก่อนจะหันไปเห็นหน้าต่าง ใจเด็ดรีบพุ่งไปที่หน้าต่างทันที

ใจจอม กับหทัย มองดูเหตุการณ์ที่กำลังวุ่นวายมีรปภ.วิ่งกรูกันไปทางหนึ่ง ทำให้แขกภายในงานเริ่มสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น ใจเพชร วิ่งเข้ามาหาใจจอมและหทัย
“มีอะไร” ใจจอมถามอย่างร้อนรน
“มีคนเข้าไปในห้องคุณพ่อครับ” ใจเพชรบอก
“อะไรนะ! แล้วมันเป็นใคร” ใจจอมตะลึง
“กำลังตามจับกันอยู่ครับ”
ใจจอมได้ยินอย่างนั้นก็รีบวางแก้วแล้วเดินตรงไปที่ตัวบ้านทันที
ส่วนใจเด็ดวิ่งมาตามทางก่อนจะเห็นรปภ.กลุ่มนึงวิ่งไล่กวดมา ใจเด็ดวิ่งหนีสุดชีวิตก่อนจะต้องเบรกเอี๊ยดเมื่อเจอเข้ากับรปภ.อีกกลุ่มที่วิ่งมาข้างหน้า ใจเด็ดหันรีหันขวางไม่รู้จะเอาไงเลยตัดสินใจวิ่งเข้าไปบริเวณงานเลี้ยงทันที รปภ.ทั้งสองกลุ่มวิ่งตามใจเด็ดไปติดๆ

เป็นเวลาเดียวกับที่สรนุชกำลังหอบหิ้วกระเช้าของขวัญเดินมาตามทางริมสระน้ำ ก่อนจะเห็นใจจอมเดินดุ่มๆเข้ามา โดยมีใจเพชรเดินตามมาติดๆ สรนุชหยุดปัดเผ้าปัดผมให้เรียบร้อยพร้อมกระแอมให้คล่องคอเพื่อเตรียมอวยพร แต่แล้วทันใดนั้นใจเด็ดวิ่งฝ่าต้นไม้เข้ามาโดยไม่ทันมีใครได้คาดคิด
ใจจอม กับใจเพชรเห็นอย่างนั้นก็ถึงกับอึ้งไป
“ไอ้เด็ด” ใจจอมตะโกนออกไป
ใจเด็ดหันขวับไปตามเสียงก่อนจะที่หัวใจจะหล่นไปที่ตาตุ่มเมื่อพบใจจอมตัวเป็นๆ ยืนตัวสั่นด้วยความโกรธพร้อมกับใจเพชรพี่ชาย ใจเด็ดเหวอ !
แล้วรีบกลับตัวไปในทิศทางตรงกันข้ามทันที โดยไม่ทันเห็นสรนุชที่ยืนอยู่ แล้วทันใดนั้นใจเด็ดก็ชนเข้ากับสรนุชเต็มๆ
“ว้าย.....”
สรนุชร้องออกมาด้วยความตกใจพร้อมกับร่างของเธอได้ถูกใจเด็ดชนจนลอยละลิ่วลงสระน้ำ เสียงดังตูม !
“เฮ้ย” ใจเด็ดยืนตกตะลึง
สรนุชตกน้ำ ทำให้หทัยและบรรดาแขกเหรื่อหันมองกันเป็นตาเดียว แค่แวบแรกหทัยก็จำได้ทันทีว่าเป็นใจเด็ด
“ใจเด็ด..ลูกแม่!”
สรนุชโผล่พรวดขึ้นมาจากสระน้ำ
“ไอ้บ้า” สรนุชตะโกนออกมาอย่างโกรธจัด
“เอ่อ...” ใจเด็ดอึกอัก
ใจเด็ดละล้าละลังจะช่วยไม่ช่วยดี แต่เพราะใจจอมกับใจเพชรที่กำลังเข้ามา และรปภ.ที่โผล่จากพุ่มไม้ออกมา ทำให้ใจเด็ดต้องรีบไปจากที่นั่นทันที แต่ก่อนไปใจเด็ดไม่ลืมที่จะบอกกับสรนุช
“ขอโทษนะคุณ”
ว่าแล้วใจเด็ดก็รีบวิ่งหนีออกไปทันที ก่อนจะชนเข้ากับแขกจนเสียงร้องออกมาดังวุ่นวายไปทั้งงาน
สรนุชยืนโกรธอยู่ในน้ำแทบจะร้องไห้ “ฮึ่ย..! บ้าๆๆ”

ใจเด็ดวิ่งมาที่ประตูใหญ่หน้าบ้านของใจจอม เห็นว่าประตูใหญ่กำลังจะปิดลง ใจเด็ดวิ่งสุดชีวิตเข้ามาแต่ก็ไม่ทัน
จังหวะนั้นใจเด็ดได้ยินเสียงกลุ่มรปภ.วิ่งไล่กวดมาด้านหลังก็คิดหาทางเอายังไงดี ระหว่างนั้นใจเด็ดหันไปเห็นรถคันหนึ่ง รถของสรนุชนั่นเอง เปิดฝากระโปรงหลังเอาไว้
ไวเท่าความคิด...ใจเด็ดรีบวิ่งที่รถก่อนจะเข้าไปหลบในท้ายกระโปรงรถของสรนุชทันที ใจเด็ดค่อยๆดึงฝากระโปรงท้ายลง แต่ยังไม่ปิดสนิทเพื่อจะแอบมองกลุ่มรปภ.ที่วิ่งกันเข้ามา

หทัยเป็นธุระพาสรนุชเข้ามาในบ้าน และกำลังส่งผ้าเช็ดตัวให้กับสรนุชที่กำลังเปียกโชก หน้าตามุ่ยกำลังโกรธอย่างแรง โดยมีใจจอม กับใจเพชรยืนหน้าเครียดอยู่ข้างๆ
“ต้องขอโทษด้วยจริงๆ นะคะที่เป็นอย่างนี้” หทัยเอ่ยขึ้น
“ไม่ต้องขอโทษหรอกค่ะ...ไม่ใช่ความผิดของคุณซะหน่อย” สรนุชว่า
“ทำไมจะไม่ใช่ละ....ก็ผู้ชายคนนั้นน่ะเป็น...”
หทัยกำลังจะบอกว่าใจเด็ดเป็นลูกเธอเอง แต่แล้วใจจอมก็ร้องขึ้นเสียก่อน
“หทัย”
สรนุชแปลกใจ “ทำไมคะ...พวกคุณรู้หรือคะว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร”
“เอ่อ...”
ครอบครัวใจจอมต่างหันมองหน้ากัน ใจจอมรีบพูดขึ้นเหยียดๆ
“ก็เป็นพวกโจรกระจอกน่ะจ้ะไม่มีอะไรหรอก”
หทัยไม่พอใจที่ใจจอมเรียกใจเด็ดอย่างนั้น “คุณ!”
ใจเพชรตัดบทเพราะไม่อยากให้หทัยสะเทือนใจ
“ฝากขอบคุณคุณสมพลด้วยนะครับ...แล้วก็ต้องขอโทษสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นกับคุณด้วย”
“ไม่เป็นไรค่ะ...ขอแค่จับตัวนายนั่นได้เมื่อไหร่...รบกวนโทร.บอกดิฉันด้วยก็พอ” สรนุชแค้นไม่หาย
“เอ่อ...หนูจะทำอะไรเหรอจ๊ะ” หทัยถามขึ้น
สรนุชยิ้มให้ แต่ไม่ตอบ “หนูลานะคะ”
สรนุชยกมือไหว้ทุกคนก่อนจะเดินออกไป ใจจอมมองไปรอบๆ เห็นสภาพงานเละเทะก็ยิ่งแค้นใจเด็ด
“ไอ้ลูกเวร...แกต้องการให้ฉันตายในงานวันเกิดตัวเองหรือไง...” ใจจอมหันไปสั่งกับใจเพชร “จับมันมาให้ฉันให้ได้...มันกับฉันมีเรื่องต้องคุยกัน”
แววตาใจจอมขณะพูดกร้าวขึ้นมาด้วยความโกรธ ในขณะที่หทัยมีสีหน้าเครียดด้วยความเป็นห่วงใจเด็ด เช่นเดียวกับใจเพชร

ใจเด็ดค่อยๆ เปิดฝาท้ายกระโปรงรถของสรนุชขึ้นดูสถานการณ์ พอเห็นว่าปลอดคนก็พยายามจะลงมาจากท้ายกระโปรงรถ แต่แล้วใจเด็ดก็ต้องมุดกลับเข้าไปเหมือนเดิม เมื่อเห็นสรนุชหากุญแจรถในกระเป๋าสะพายเดินตรงมา
“โจรกระจอกเหรอ..? ฮึ่ย” สรนุชยังโกรธไม่หาย “อย่าให้เจออีกก็แล้วกัน”
ใจเด็ดพยายามทำตัวเงียบกริบเพื่อรอจังหวะให้สรนุชเดินผ่านไปก่อน แต่แล้วใจเด็ดก็ต้องชะงักไปเมื่อได้ยินเสียงสัญญาณกันขโมยดังขึ้นที่ใกล้ตัว
“เฮ้ย ! อย่าบอกว่ารถคันนี้เป็น”
สรนุชแปลกใจเมื่อได้ยินเสียงสัญญาณกันขโมยของรถเธอร้องดังขึ้น สรนุชเดินมามองแล้วก็เห็นว่าที่ท้ายฝากระโปรงท้ายของเธอปิดไม่สนิทนี่เอง
“อ้าว...ปิดไม่สนิทเหรอเรา”
สรนุชทำท่าจะเปิดฝากระโปรงขึ้น ใจเด็ดตาโตตกใจรีบถดตัวกระเถิบเข้าไป ในจังหวะที่สรนุชเปิดฝากระโปรงขึ้น ใจเด็ดเห็นสรนุชครึ่งตัวเข้าไปแล้ว
ทันใดนั้นสรนุชก็ปิดฝากระโปรงท้ายรถดังตึ่ง ! ใจเด็ดโล่งอกที่สรนุชไม่เห็น
ใจเด็ดใจหายถอนหายใจอย่างโล่งอก “ฟู่...เกือบแล้ว” แต่แล้วนึกขึ้นได้ เมื่อมองไปรอบๆ ที่มืดสนิท “เฮ้ย ! ผมอยู่ในนี้...อย่าเพิ่งไปคุณ”
สรนุชไม่ได้ยินเสียงตะธกน ค่อยๆ ถอยรถออกก่อนจะขับออกไปโดยไม่รู้ว่ามีใจเด็ดติดท้ายรถไปด้วย
ไม่นานหลังจากนั้นรถของสรนุชแล่นมาบนท้องถนน ภายในรถ สรนุชที่อยู่สภาพมอซอราวกับผีใน กำลังควานหาโทรศัพท์มือถือขึ้นมาจากช่องใส่ของข้างเบาะที่นั่งแล้วกดโทร.ออก ก่อนจะหยิบบลูธูทใส่หู
ส่วนที่ท้ายกระโปรงรถ ที่ใจเด็ดพยายามดิ้นรนอยู่ที่ท้ายกระโปรง
“นี่คุณ...ผมอยู่ในนี้...คุณ.....”
ใจเด็ดทั้งเตะทั้งยันที่ท้ายกระโปรงรถเพื่อให้สรนุชได้ยิน
ในที่สุดสรนุชก็ได้ยินเสียงดังตึงตังมาจากท้ายรถ
“อะไรน่ะ”
สรนุชรีบกดวางสายก่อนจะแปลกใจเมื่อยังได้ยินเสียงนั่นดังอย่างต่อเนื่อง

รถสรนุชแอบเข้าจอดข้างทางอย่างกะทันหัน ก่อนที่สรนุชจะกดเปิดกระโปรงท้าย ในขณะที่ใจเด็ดที่กำลังอาละวาดอยู่ที่ท้าย พอเห็นฝากระโปรงก็ชะงักไป

ใจเด็ดรีบเปิดฝากระโปรงขึ้น อันเป็นจังหวะเดียวกับสรนุชเดินมาที่ท้ายรถพอดี เมื่อสรนุชเห็นใจเด็ด ทั้งสองคนต่างก็ตกใจ!!












Create Date : 04 เมษายน 2555
Last Update : 4 เมษายน 2555 11:26:18 น.
Counter : 228 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

มิกัง
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]