space
space
space
<<
มกราคม 2565
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
space
space
9 มกราคม 2565
space
space
space

Tesla ดีตรงไหน ทำไมขายดีนัก
Jan 12, 2022

นี่ขนาดเทสล่ามี CEO ที่กวนประสาทขนาดนี้ น่าหมั่นไส้ขนาดนี้ รถเทสล่าก็ยังเป็นรถ EV ที่ขายดีเป็นอันดับหนึ่ง (ณ ปัจจุบัน อนาคต ก็ต้องคอยดู) ถึงโดยส่วนตัวเราจะไม่ได้ชื่นชมในตัวคุณอีลอน มัสก์เป็นพิเศษ แต่ก็ต้องยอมรับว่าถ้าไม่มีบุคคลผู้นี้ เทสล่าก็คงไม่ได้มาถึงจุดนี้ บางทีความเพี้ยนความพิลึก ความ eccentric ของคนบางคน มันก็แฝงมากับความเป็นอัจฉริยะหรือการมองเห็นสิ่งบางอย่างที่คนปกติธรรมดา นิสัยดี ๆ เค้าอาจจะมองไม่เห็นหรือทำไม่ได้หรือเป็นสิ่งที่คนปกติเค้าไม่ทำกัน

จะว่าไปมันก็ไม่เห็นน่าจะแปลกตรงไหน เทสล่าเป็นบริษัท (ตอนนี้ต้องเรียกว่าใหญ่พอ) ใหญ่ระดับโลกที่ผลิตเฉพาะ EV มาก่อนใคร บริษัทใหญ่ ๆ ที่ผลิตรถยนต์เครื่องสันดาปปกติมีเยอะ ทั้งค่ายอเมริกัน ค่ายเยอรมัน ค่ายญี่ปุ่น แต่ไม่มีบริษัทไหนที่ทำเฉพาะ EV มานานเท่าเทสล่า สิ่งที่เทสล่ามีคือองค์ความรู้ในด้าน EV แบบที่บริษัทอื่น ๆ (ยัง) ตามไม่ทัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง motor, powertrain, battery, software, AI, etc คือเธอมีครบหมดทุกอย่างที่จะผลิต EV ที่ดีเลิศ ขาดอยู่ก็แต่ความเก๋าในเรื่องของการประกอบรถยนต์ การพ่นสี ความประณีต การทำรถให้ดูมีราคา หรือ รถเป็นรถ แบบที่ค่ายเยอรมันเค้าทำกัน

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเราได้เขียนบล็อกเกี่ยวกับ ข้อเสียของรถ EV หรือข้อเสียของรถ Tesla ไปก่อนหน้านี้แล้ว ตอนนี้ก็เลยขอเขียนหัวข้อดีบ้าง ว่ารถ Tesla มันมีดียังไง ทำไมถึงขายดิบขายดี ผลิตไม่ทันป้อนตลาด โดยจะขอแยกเป็นข้อ ๆ ดังนี้

1. Efficiency อันนี้เราขอยกขึ้นมาพูดเป็นเรื่องแรก เพราะเป็นเหตุผลหลักที่เราลงเอยตัดสินใจสอยเทสล่ามาครอบครอง  เราเห็นรถสวย รถหล่อ รถหรู มีราคา รถแพง รถอะไรต่อมิอะไร น่าใช้ไปหมด แต่ท้ายที่สุด ความมีประสิทธิภาพกลายเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดอันหนึ่ง  ความมีประสิทธิภาพในทีนี้ อาจจะไม่ได้แปลออกมาเป็นเรื่องประหยัดพลังงานซะทีเดียว  จะเห็นว่ารถ eco car (กรณีรถเครื่องยนต์สันดาป) ทั้งหลาย เช่น กรณี รถสัญชาติญี่ปุ่นหลาย ๆ ยี่ห้อ รถคันเล็ก ๆ ที่ผลิตมาให้ประหยัดน้ำมัน วิธีประหยัดก็คือใส่เครื่องยนต์เล็ก ๆ กินน้ำมันน้อย ๆ แล้วมันก็จะประหยัด  ปัญหาของรถเหล่านี้ก็คือมันขาดความเป็นรถ มันจะขับไม่สนุก มันจะไม่มีพละกำลัง มันจะขึ้นภูชี้ฟ้าไม่ได้ (เร็ว) สุดท้ายมันแปลออกมาเป็นประสบการณ์ใช้งานที่ไม่น่าพิสมัย รถเล็ก ๆ รถประหยัด เบา ๆ ช่วงล่างไม่ดี เวลาขับเร็ว ๆ ออกถนนใหญ่นี่จะมีความรู้สึกว่า ถ้าเปิดหน้าต่างแล้วยื่นปีกออกไปสัก 1 เมตร มันคงจะบินได้เป็นเครื่องบินไปเลย คือมันไม่มีความเกาะถนน
    จะเห็นว่าเทสล่าไม่เคยออกตัวเป็นรถ eco car เลย แต่สิ่งที่เป็นลักษณะร่วมที่เห็นในทุก ๆ รุ่น ทุก ๆ คันที่ผลิตออกมาคือจะเป็นรถที่เร็ว เร่งออกตัวได้เร็ว ซึ่งปกติรถที่พละกำลังแรง จะขาดความประหยัด ผู้ใช้ต้องเลือกเอา แต่สำหรับเทสล่า มันมาคู่กัน คือแรงเร็ว และก้อประหยัดพลังงานได้ด้วย อันนี้คือความหมายของความเป็นเลิศด้าน efficiency ที่เราหมายถึง 
    การที่รถ EV จะแรงดีและประหยัดไฟฟ้าด้วยมันก็จะเป็นผลรวมขององค์ประกอบของน้ำหนักรถยนต์ ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน (Cd - drag coefficiency) กำลังมอเตอร์ มอเตอร์กี่ตัว และ แบตเตอรี่ปล่อยไฟได้ตามที่ต้องการ  ซึ่งพอดูคุณสมบัติเหล่านี้ก็จะพบว่ารถ Tesla ก็ยังครองความเป็นหนึ่ง คือ เร็ว แรง และประหยัดด้วย
    ในท้องตลาดถ้าจะหารถที่ประหยัดพลังงานสูสีกับ Tesla ก็มีคับ พวก Kia Niro, hyundai ioniq หรือแม้แต่พวกเม้งกวง MG ก็พอไหว แต่รถเหล่านั้น ไม่มีใครเร่งได้เร็วและแรงเท่า Tesla 
     จะเอารถแรงและเร็วไปทำไม ถ้าใครเคยขับรถก็คงจะทราบว่าเวลาเหยียบรถอืด ๆ นี่มันเซ็งแค่ไหน มันไม่ใช่เรื่องจะไปซิ่งแข่งความเร็ว แต่มันเป็นเรื่องสมรรถนะของรถ การจะเร่งเพื่อแซง หรือเร่งเพื่อพ้นไฟแดง เร่งเพื่อขึ้นทางลาดชัน หรือขึ้นเขา มันผิดกันเยอะ  เรามั่นใจว่าไม่มีรถ EV ในท้องตลาดคันไหนที่จะกินไฟเพียงแค่ 140-150 Wh/km และสามารถเร่งจาก 0-60 mph ได้ในเวลาเพียง 3.1 วินาทีเหมือน Tesla M3 performance ของเรา เพราะถ้าดูอย่าง Tesla model S plaid 1040 HP เค้าเร่งได้ 1.99 seconds แต่กินไฟระดับ 200-250 Wh/km นะคับ  ถ้าอยากได้ประหยัดกว่านี้ Model 3 RWD กินไปแค่ 115-130 Wh/km ถ้าใช้ล้อ 18 นิ้วและครอบฝา aerowheel (หน้าตาเฉิ่มเบ๊อะ) แต่เค้าก็เร่งสู้ M3P ไม่ได้ (0-100, 6.1 S ช้ากว่า Snow นิดนึง) สำหรับเราตรงเนี้ย ประมาณ Model 3 performance กำลังสมดุลย์ดี (ถึงตอนนี้ใช้มา 4 เดือน จริง ๆ คิดว่าถอย M3 long range มาก็ยังโอเคนะ)

2. Performance เรื่องนี้ก็อาจจะคล้าย ๆ กับข้อ 1 ในเรื่อง efficiency แต่ก็ไม่เหมือนกันซะทีเดียว เพราะหัวข้อเรื่อง performance จะพูดถึงสมรรถนะของรถจริง ๆ ในบรรดารถที่เราเป็นเจ้าของที่เมืองไทย (ไม่นับรถ Volvo S60 ของบิดาคนขับที่ได้มรดกมา ไม่นับ Honda accord, Honda civic hybrid ที่เคยใช้งานที่เมกาตอนปี 2000, 2004) รถคันแรกที่ซื้อที่เมืองไทยคือ Lexus CT200h ซึ่งเป็นรถค่ายพี่โต ออกแนวรถประหยัด ถึงจะทำรูปแบบออกสปอร์ต เตี้ยชะ แต่ก็ไม่ได้เร็วหรอก เครื่องยนต์แค่ 1.8 cc มีมอเตอร์ตัวเล็ก ๆ ช่วยแต่แรงรวมกันได้แค่ 134 HP เร่ง 10.3 วินาทีกว่าจะไปจาก 0-100 กม/ชม ต่อจะให้อ้างว่าประหยัดยังไง เราก็ต้องยอมรับว่าสมรรถนะแบบนั้นมันขับได้ไม่สนุก มันไม่สามารถเร่งในที่คับขันได้ เร่งหนีไฟแดงก็ไม่ทัน ขึ้นภูชี้ฟ้าก็อาจจะไปช้ามาก ๆ มันได้แค่นั้นจริง ๆ พอมาเป็นน้องสโนว์ Mercedes C350e เค้าพกเครื่องยนต์มา 1.9 cc แต่มอเตอร์แรงขึ้นทำให้พละกำลังรวมกันได้ 279 HP เร่ง 5.9 วินาที จาก 0 ถึง 100 ซึ่งทำให้การขับขี่ได้ประสบการณ์ที่ดีขึ้น สามารถเร่งได้ตามสภาพ แต่เวลาเหยียบเร่งแรง ๆ เครื่องยนต์ก็จะพาลติดขึ้นมา อาจจะบวกกับช่วงล่าง airmatic และความเป็นรถเยอรมัน ทำให้ประสบการณ์การขับขี่มันเหนือกว่าน้องเล็ก (Lexus CT200h) อย่างเทียบไม่ติด ตอนนั้นเวลาผ่านไป 5 ปี หมายถึงเราใช้น้องเล็กมาครบ 5 ปี ก่อนจะถอยน้องสโนว์มา แอบเข้าไปดู Lexus CT200h รุ่นปี 2016 (ที่ซื้อน้องสโนว์) ปรากฎสเปคของ CT200h เหมือนเดิมทุกประการไม่มีการอัพเดตใด ๆ ทั้งสิ้น
    มาถึงตอนนี้เป็นน้องโบลต์ (Tesla model 3 performance) น้องโบลต์ไม่ใช้น้ำมันแล้ว มีแต่มอเตอร์หน้าเป็น induction motor ธรรมดา แต่มอเตอร์ตัวหลังเป็น IPM-sync RM(Internal permanent magnet-sync-reluctance motor) พละกำลังรวมกันได้ 449 HP เร่งจาก 0-100 km/hr ใช้เวลา 3.3 วินาที ดังที่ทราบก็คือเราไม่ได้ขับเอง ส่วนใหญ่ร้อยละ 99.9 เราจะเป็นผู้โดยสาร แต่ก็ได้เห็นคันขับรถเราเปลี่ยนนิสัยการขับให้ดูว่าการขับแบบโหดเลวร้ายมันทำได้อย่างไร ไม่ว่าจะเข้าโค้ง แซง เร่งพ้นไฟแดง น้องโบลต์เธอก็แสดงให้เห็นว่าเธอทำได้ ถ้าคนขับเต็มใจที่จะเหยียบกดลงไป จะสารภาพว่าจนถึงป่านนี้ใช้รถมาถึงเดือนที่ 5 ยังไม่เคยเล่น track mode ยังไม่เคยเอาไปสนามแข่ง (ชาตินี้คงจะไม่ไป ขอบาย) ตะกี้ก็ลองชวนคนขับว่าจะเล่น track mode ไหม เธอตอบว่าเด้วสถิติการประหยัดไฟจะเสียไป สรุปว่ารอให้หายงกก่อน ให้พ้นระยะหายงกไปก่อน เวลาอยู่ในท้องถนน เหลียวหน้ามองหลังรถรอบข้าง ต้องขอตอบว่าถ้าไม่เอาไปที่จอดรถ supercar ระดับตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไปในห้างบางห้าง ในท้องถนนแทบจะหารถคันใดที่แรงกว่าน้องโบลต์ได้ยากมาก แต่สิ่งที่มักจะพบในท้องถนนคือ รถแต่งที่ไปติดท่อไอเสียใหญ่ ๆ ไปโหลดเตี้ย ๆ หรือบิ๊กไบค์ที่ส่งเสียงดัง ๆ สิ่งของก่อมลพิษด้านเสียงเหล่านี้มักจะเห็นขับขี่ในท้องถนนและส่งเสียงดังเป็นพิเศษ แต่ไม่ได้เร็วอะไรเท่าไหร่  ความแอบสุขเล็ก ๆ ของเราก็คือเวลาคนขับเราเขาขับตามรถกลุ่มนี้ซึ่งมักจะขับเร็วบนถนนใหญ่ ๆ พวกกลุ่มเสียงดังพวกนี้เค้าก็ไม่ชอบเห็นใครขับมาจี้ เค้าก็จะพยายามเร่งหนี แต่ก็หนีไม่ได้ สุดท้ายเรารำคาญหนวกหูก็ต้องบอกคนขับเราว่าหนวกหูไปเถอะ แล้วเค้าก็จะกดคันเร่งแซงไป แล้วมลพิษทางเสียงเหล่านี้ก็จะค่อย ๆ เบาลงเรื่อย ๆ ขนาดเล็กลงเรื่อย ๆ สุดท้ายกลายเป็นจุดเล็ก มองไม่เห็นและไม่ได้ยินอีกต่อไป แอบสะใจที่สุด เพราะของเรานี่ไม่มีเสียงอะไรเลย จ้างก็ตามไม่ทัน โถ พวกเธอมีแต่เสียง ฮึ่ม ฮึ่ม หาความเร็วไม่เจอ
    สมรรถนะของรถเทสล่าก็คงจะเป็นผลรวมของทั้งแบตเตอรีที่ดี มอเตอร์แรง powertrain ที่ลงตัวและการพัฒนา software อย่างต่อเนื่อง การขี้โกงเอาน้ำหนักแบตไปถ่วงไว้ด้านล่าง ทำให้ช่วงล่างหนึบและรู้สึกรถเกาะถนนแม้จะเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง ก็ยังไม่รู้สึกว่ารถจะหลุดโค้งหรือพลิกแต่อย่างใด ก็เรียกว่าส่วนผสมดีเลิศ ขนาด supercar ตั้งหลายต่อหลายคันก็ยังเร่งสู้ Tesla M3P คันนี้ไม่ได้ (ต้องพวกราคาเกิน 10 ล้าน) ถ้าจะมีถอยหลังเรื่อง performance นิดนึงก็อาจจะการที่เราไปเปลี่ยนล้อให้มีขนาดเล็กลงจาก 20 นิ้ว เหลือ 18 นิ้ว ซึ่งอาจจะส่งผลต่อ performance ระดับสนามแข่ง แต่แลกมาด้วยความประหยัดพลังงาน และประหยัดเงินเวลาเปลี่ยนยาง พูดง่าย ๆ ก็คือ performance ก็จะเอา efficiency ก็จะเอา ประหยัดด้วยก็เอา เอาหมด เช็ค เช็ค เช็ค ถูกทุกข้อ

3. รถเทสล่าจะแพ็คจัดเต็มไปด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงและมีการพัฒนาไปเรื่อยอย่างไม่หยุด
    ถ้าคุณเป็นจอม hardware core คุณจะชื่นชมกับส่วนประกอบต่าง ๆ ในรถและจะพบว่าชิ้นส่วนและองค์ประกอบต่าง ๆ ในรถของคุณถูกคัดสรรมาแล้วและเป็นของล้ำ ๆ เทคโนโลยีนำหน้าชาวบ้านตามไม่ทัน เป็นต้นว่า มอเตอร์ เทสล่าก็ไม่ได้รีรอที่จะใส่มอเตอร์แบบ permanent magnet synchonized reluctance motor มาให้ ซึ่งเป็นมอเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าแบบเดิม ถ้าเป็น Model S -plaid ก็จะได้มอเตอร์แบบเดียวกันบวก carbon sleeve rotor ซึ่งคนอื่นเค้าไม่มีกันหรือยังไม่สามารถทำได้ แบตเตอรี่ก็เป็นแบตที่ดีที่สุด (ที่สามารถ mass produce ได้ในตอนนี้)ที่ทางเทสล่าร่วมมือกับ panasonic คิดค้นขึ้นมาโดยในปัจจุบันสำหรับรถ long range และ performance ตอนนี้ใช้ NCA (Nickel Cobalt Aluminium) ซึ่งจะมี energy density สูงสุดพร้อมระบบ active liquid cooling ชั้นดี และในปัจจุบันเทสล่าน่าจะยังเป็นผู้ผลิตเจ้าเดียว (อาจจะ BYD อีกเจ้า) ที่ออกแบบ ผลิตระบบแบตเตอรี่ใช้กับรถตัวเอง เค้าควบคุมเบ็ดเสร็จเหมือน apple ก็คือผลิตฮาร์ดแวร์เอง ผลิตซอฟท์แวร์เอง  ระบบ HVAC ก็ใช้ระบบ heat pump + octovalve ซึ่งให้ประสิทธิภาพดีกว่าการ heat โดยไฟฟ้าผ่านขดลวด resistive/ceramic heat นอกจากนี้ เทสล่ามีการปรับปรุง hardware ไปเรื่อย ๆ เช่นกัน ไม่มีการรอข้ามปีหรือตกรุ่นหรือปรับโฉม อันนี้ล้อไปกับการอัพเดตซอฟท์แวร์ การอัพเกรดฮาร์ดแวร์ก็ทำไปเรื่อย ๆ โดยไม่รอปี ไม่รอ trim ใหม่ อะไหล่เก่าหมดก็ทดแทนด้วยอะไหล่ใหม่แล้วก็อาจจะเป็นส่วนประกอบที่พัฒนาขึ้น เป็นต้นว่า headlight เมื่อปีก่อนก็มีการเปลี่ยน headlight เป็น matrix LED headlight ซึ่งสว่างกว่าเดิมและสามารถควบคุมด้วยซอฟท์แวร์ได้ ซึ่งตอนแรกเราก็ไม่แน่ใจว่าเค้าเป็น matrix LED headlight จริงรึเปล่า แต่พอ tesla ออก V11 software update ออกมาแล้วไฟหน้าสามารถฉายแปรอักษรเป็นคำว่า Tesla ได้ แค่นั้นก็ยืนยันได้ทันทีว่าอันนี้คือ matrix LED headlight กระจกรถก็มีการปรับเป็นแบบ double pane จู่ ๆ ก็มี heated steering wheel โผล่มา หรือมีการเพิ่มลำโพงส่งเสียงเตือน pedestrian warning system แสดงให้เห็นว่าบริษัทก็จะทำการปรับปรุงทั้งในส่วนของ hardware และ software ไปเรื่อย ๆ โดยไม่รอให้รถตกรุ่นก่อนหรือรอปรับโฉม ดังนั้นก่อนจะซื้อรถก็อาจจะแอบตามข่าวดูนิดนึง เพราะถ้าเป็นช่วงรอยต่อแล้วดันได้ hardware เก่าไปคงเสียดายแย่ อย่างเช่น ตอนนี้ตัว MCU (Media Control Unit) กำลัง upgrade จาก intel Atom ไปเป็น AMD Ryzen บางคนที่รู้เค้าก็จะแอบรอก่อน สำหรับ Tesla ถ้าเห็นการเปลี่ยนแปลงอะไหล่อะไรเกิดขึ้นใน Model Y สิ่งนั้นมักจะตามมาถึง Model 3 ในไม่ช้าเนื่องจากสองรุ่นนี้ใช้อะไหล่คล้าย ๆ กันกว่า 70% นอกจากมีการเพิ่มเติมเข้ามาแล้ว บางที บางจังหวะ ก็อาจจะมีการหายไปเช่นกัน เช่น model 3/Y ในอเมริกาตอนนี้ไม่มี radar sensor อีกต่อไปเพราะทดแทนด้วย tesla vision หรือกรณีน้องโบลต์เรา lumbar support ด้านคนนั่งด้านหน้า (ด้านเรา) หายไปเฉยเลย สำหรับปี 2022 ได้ข่าวว่าลำโพงจะหายไป 1 ตัว เด้วต้องรอคอนเฟิร์ม เป็นต้น

4. รถเทสล่าน่าจะเป็นรถยี่ห้อแรกที่มี internet connectivity มีการอัพเดตซอฟท์แวร์เรื่อย ๆ และค่อนข้างถี่ด้วย ทำตัวเหมือน smart phone ซึ่งตอนนี้ก็มีรถ EV หลาย ๆ เจ้าทำเลียนแบบ (เกือบทุกยี่ห้อแระ) แต่เราเชื่อว่ายังไม่มีใครที่ออก software updates ได้ถี่เท่าเทสล่า การมี software update ทำให้ผู้ใช้รถรู้สึกเหมือนได้รถใหม่ หรือทำให้รถเก่าไม่เก่าไปเรื่อย ๆ เพราะ update ตัวดี ๆ มักจะนำ features ใหม่ ๆ เข้ามา เช่น อาจจะมีการปรับ powertrain แล้วอยู่ดี ๆ ก็ได้ระยะทางเพิ่มขึ้น หรือรถเร่งได้เร็วขึ้น ของบางอย่างเทสล่าก็แอบล็อกซอฟท์แวร์ไว้แล้วขอเก็บตังค์ถ้าผู้ใช้ต้องการเพิ่มเช่นกรณี acceleration boost ในรถ Tesla M3 long range (จ่าย $2000, จะเร่งได้ 3.7-3.9 sec from 0-60 mph จากเดิม 4.1 sec) ในบางครั้งการ update software ก็อาจจะนำไปสู่เสียงด่า อย่างเช่นเมื่อช่วงปลายปีที่แล้วก่อน christmas มี V11 update ซึ่งมีการปรับเปลี่ยน UI (user interface) กันยกชุด เรียกว่าเปลี่ยนหน้าตากันใหม่หมดเลย รู้สึกเหมือนได้รถใหม่ และก็มี features เพิ่มขึ้นมาเยอะ ในขณะเดียวกันก็มีการย้ายปุ่ม เปิ่มอะไรบางอย่าง เข้าไปอยู่ข้างในเมนูลึกขึ้นแล้วก็มีคนออกมาด่า ทางเทสล่าก็รับฟัง ทางคุณอีลอน มัสก์ก็ออกมาทวิตว่าเด้วจะปรับปรุงให้ ของบางอย่างก็เป็นลูกเล่นที่อาจจะไม่ค่อยมีประโยชน์แต่เป็นสิ่งที่รถคันอื่นอาจจะไม่มี เช่น การทำ light show การทำ megaphone (การเปิดเสียงออกสู่ลำโพงภายนอก ทำเหมือนพวกหาเสียง ขายของ หรือจะเปิดเสียงตด ผ่าน pedestrian warning speaker) หรืออย่าง sentry mode ที่ตอนนี้สามารถที่จะเปิดดูแบบ real time ได้ผ่านแอปและเจ้าของสามารถพูดเตือน ไล่ ด่า ผู้ที่กำลังทำมิดีมิร้ายกับรถได้โดยตรง ซึ่ง sentry mode ของเทสล่าก็เดินทางมาค่อนข้างไกล จากสมัยก่อนทำได้เพียงแค่ถ้าจะดูคลิป ผู้ใช้จะต้องมาดึง thumb drive ในรถไปเสียบคอมดู จนกระทั่งซอฟท์แวร์อนุญาตให้เปิดดูผ่านจอในรถได้เลย จนตอนนี้สามารถดูแบบ real time ได้ พูดง่าย ๆ ก็คือในส่วนของ software ก็มีการพัฒนาไปเรื่อย ๆ

5. เทสล่าฟังเสียงบ่น ฟัง user และปรับปรุงพัฒนาระบบหรือสินค้าตัวเองให้ดีขึ้น ท่าน Technoking (เทคโน-คิง) ของบริษัทหรือคุณอีลอน มัสก์เค้าแสดงให้เห็นว่าเค้าได้ยิน เค้ารับฟังเสียงบ่นหรือความต้องการของลูกค้า และมันก็สะท้อนให้เห็นว่าเค้าฟังจริงและทำจริง ถ้าใครติดตามก็จะพบว่าอะไรที่ลูกค้าอยากได้ และมัน make sense สุดท้ายมันก็จะเกิดขึ้นจริง เป็นต้นว่าผู้ใช้รถอยากได้ sentry mode สุดท้ายบริษัทก็ทำให้มันเกิดขึ้น คนบ่นเรื่องผิวสัมผัสภายในรถแบบ piano gloss black เป็นรอยง่าย อันนั้นก็ถูกกำจัดไปในที่สุด ลูกค้าบอกว่าเทสล่าควรจะเลิกใช้แบต 12V แบบกรด-ตะกั่ว เค้าก็เห็นด้วยและอันนั้นก็เรียบร้อยไปแล้วสำหรับ Model S/X รุ่นปรับโฉมเมื่อปีที่แล้วและกำลังจะตามมาใน Model 3/Y รุ่นปีนี้ ลูกค้าอยากได้ wireless smartphone charging บูม มา อยากได้ USB-C high power outlet เช็ค มา การตอบสนองต่อเสียงบ่นเสียงเรียกร้องของผู้ใช้ก็ทำให้เกิดความพึงพอใจต่อสินค้าและบริการ การที่คุณอีลอนเข้ามาตอบทวิตเตอร์โดยตรง รู้จักใช้แพลตฟอร์มของ social media ในปัจจุบันเป็นสิ่งที่เราไม่เห็น CEO ของบริษัทอื่น ๆ เค้าทำ ก็แอบขำ ๆ ว่าทวิตเตอร์คุณอีลอนนี่ก็พาซวยไปหลายรายการแล้วสำหรับตัวเค้า ดาบสองคม ต้องรู้จักเลือกใช้

6. รถเทสล่าเป็นรถที่มีความปลอดภัยในด้านอุบัติเหตุการขับขี่สูง
     รถเทสล่าไม่ใช่เฉพาะ model 3 รถเทสล่าทุกคันทุกรุ่นตั้งแต่ model S, X, 3, Y ผ่านการทดสอบของ NHTSA (National Highway Traffic Safety Administration) ของรัฐบาลอเมริกา ได้ 5 ดาวแสดงถึงความปลอดภัยสูงสุดในทุก ๆ ด้านที่ถูกทดสอบ (https://www.nhtsa.gov/vehicle/2013/TESLA/MODEL%252520S/5%252520HB/RWD#safety-ratings-side) ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่เทสล่าอ้างว่าเป็นเป้าหมายของเค้าตั้งแต่ปี 2013 ตอนออก Model S รุ่นแรก ๆ และเคลมว่ารถตัวเองปลอดภัยกว่า Volvo ถึงขั้นโม้ว่าได้รับคะแนนความปลอดภัยสูงสุด 5.4 ดาว จนกระทั่งทาง NHTSA ต้องออกมาเตือนด้วยความหมั่นไส้ว่าเค้าแจกเป็นจำนวนดาวไม่มีจุด 5.4 ดาวก็ปลอดภัยเท่า ๆ กับรถคันอื่น ๆ ที่ได้ 5 ดาว ในสมัยก่อนเมื่อปี 2013 ดูเหมือนจะมีรถจำนวนไม่มากที่ได้ 5 ดาว พอตอนหลัง ๆ บริษัทผู้ผลิตต่าง ๆ ก็พยายามหันมาเน้นด้านความปลอดภัยจนกระทั่งในยุคปัจจุบัน รถยี่ห้อชั้นนำส่วนใหญ่ที่ขายในท้องตลาดพอไปผ่านการทดสอบโดย NHTSA ก็มักจะได้ 4-5 ดาวกันไปหมด ทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนซื้อตู้เย็นประหยัดไฟเบอร์ 5 คือหมดความหมายไปโดยปริยาย เพราะใคร ๆ ก็ได้  สำหรับกระบวนการทดสอบนั้นก็ได้แก่ frontal crash test, side pole crash test, side barrier crash test, rollover resistance test และ overall safety score ซึ่งเป็นการทดสอบที่ถือว่าไม่ละเอียดเท่าไหร่ เพราะไม่ได้ทดสอบการชนจากด้านหลังโดยทาง NHTSA อ้างเหตุผลว่าสาเหตุการตายส่วนใหญ่มาจากการชนด้านหน้าและด้านข้าง และตัวเองมีงบประมาณที่จำกัด เป็นหน่วยงานของรัฐ  นอกจาก NHTSA แล้วยังมีอีกองค์กรหนึ่งที่ทดสอบรถได้แก่ Insurance Institute for highway safety (IIHS) ซึ่งจะทดสอบเพิ่มในเรื่องของ moderate-overlap front crash, driver's-side small-overlap front crash, passenger-side small-overlap front crash, side impact crash, roof strength, head restraints  ที่แปลกก็คือเทสล่ามักจะไม่ได้เคลมการทดสอบของ IIHS เท่าไหร่ ด้วยความสงสัยเราก็เลยกดเข้าไปดู ปรากฎว่าของ IIHS เค้าไม่ได้แจกเป็นดาว เหมือนของ NHTSA แต่จะเรตให้เป็น เกรดและสี เช่น สีเขียว = Good, สีเหลือง = Acceptable, สีส้ม = Marginal และ สีแดงคือ Poor ถ้าเป็นสีเขียวแต่แสดงสัญลักษณ์เป็น 3 ขีด แปลว่า superior ซึ่งน่าจะหมายถึงดีมาก การทดสอบก็ละเอียดและยุ่บยั่บไปหมด แต่สรุปว่าของ Tesla Model 3 ได้ สีเขียว G ทุกอัน ยกเว้นแค่ 2 รายการที่ได้สีเหลือง - acceptable คือ child seat latch กับ lower leg/foot ด้านคนขับจากการชนด้านหน้า ที่เหลือเขียวหมด
     เหตุผลที่เทสล่าอ้างว่ารถตัวเองมีความปลอดภัยก็คือการออกแบบโครงสร้างให้รับแรงชนได้ทั้งด้านหน้าและด้านข้างรวมทั้งด้านหลังด้วย (แต่ NHTSA ไม่ได้ทดสอบ) ความขี้โกงของเทสล่าอีกสองอย่างคือการมีพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหน้า -frunk ซึ่งจะแอบทำหน้าที่เป็น crumple zone หากมีการชนรุนแรงด้านหน้าก็จะสามารถยุบตัวลงได้ ดีกว่ารถสันดาปที่เวลาชน เครื่องยนต์ที่อยู่ในส่วนกระโปรงหน้าจะถูกแรงชนมหาศาลเลื่อนที่เข้ามาในห้องผู้โดยสารและก่อให้เกิดการบาดเจ็บแก่ผู้ขับขี่โดยตรง ส่วนแบตเตอรี่หนัก ๆ ที่ถ่วงไว้ใต้ท้องรถด้านล่างก็เป็นตัวอธิบายที่รถเทสล่าพลิกหงายได้ยากมาก โอกาสจะ roll over แทบจะเป็น 0 นอกจากนี้การวาง air bags การมีระบบเบรกอัตโนมัติ ABS (anti-lock brakes), stability control การเตือนจาก sensor ทั้งกล้องและเรดาร์ (นอก US) และ ultrasonic sensors รอบคันก่อนการชน การเตือนการชนจากรถที่วิ่งเข้ามาในจุดบอด การใช้ software ต่าง ๆ เช่น การเบรกก่อนชน การบังคับพวงมาลัยไม่ให้รถออกนอกเลนที่ขับอยู่ หรือพวก autopilot ทั้งหลายที่เข้ามาช่วยก็มีผลต่อความปลอดภัย
     เราเองก็เชื่อว่ารถเทสล่าคงจะมีความปลอดภัยในเรื่องอุบัติเหตุพอสมควร แต่สิ่งที่หลาย ๆ คนรวมทั้งตัวเราเป็นกังวลก็คือเรื่องแบตเตอรี่ไฟลุก อันนี้น่าจะเป็นความกังวลระดับโลก โดยต้องยกเครดิตให้ซัมซุงสมัยออกโทรศัพท์ Note 7 ปี 2016 ที่เป็นสาเหตุให้เรื่องแบตลิเธียมไฟลุกเป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก  ของเทสล่าเองเมื่อปี 2013 ก็เป็นเคสแรกที่มีรายงานว่ามีควันออกมาจากแบตเตอรี่ แต่ไม่ได้เกิดไฟลุกท่วมทั้งคัน อันเป็นผลจากเศษชิ้นส่วนอะไรสักอย่างจากรถบรรทุกตกลงบนถนนแล้วกระเด็นเข้าใต้ท้องรถเจาะรูแผ่นเหล็กกล้าหนา 6.4 mm ให้เป็นรูและแบตโมดูลนั้นก็ overheat และลุกไหม้ หลังจากนั้นเทสล่าก็จัด titanium underbody + aluminum deflector plate ป้องกันใต้ท้องรถ แล้วก็ไม่เคยได้ยินข่าวแบบนั้นอีก  แต่ทุกคนที่รู้จักแบต lithium ดีพอโดยเฉพาะแบตลิเธียมแบบ NCA ที่เทสล่าใช้ในรถ long range และ performance (ตอนนี้รถรุ่น standard range ใช้ lithium iron phosphate หมดแล้วซึ่งปลอดภัยกว่ามาก) แบต NCA จะไฟลุกได้ง่ายกว่า NMC ซะอีกถ้ามีการ misuse, puncture, overcharge, overheat ในเมืองไทยเมื่อประมาณเดือน ส.ค. ปีที่แล้ว (2564) ก็มีข่าวเทสล่า model 3 ซิ่งแล้วเกิดอุบัติเหตุ รถกระเด็นไปไม่พลิกหงาย คนขับไม่ตาย เดินออกจากรถได้ แต่พื้นล่างของรถไปกระแทกขอบฟุตบาต คงจะกระแทกแรงมากเพราะซิ่งเร็วและรถมันก็หนัก และมันก็จะไม่ยอมพลิก แรงกดคงจะไปกระทบถึงแบตแล้วสุดท้ายก็มีควันออกมาเกิดไฟลุกไหม้ท่วมทั้งคัน แบตลิเธียมก้อนใหญ่ ๆ แบบสำหรับรถ EV เวลาไฟลุกแล้วมันดับยากมาก เรียกว่าแทบจะต้องยกเอารถทั้งคันไปแช่ในแม่น้ำ ตอนนั้นทางดับเพลิงดับเท่าไหร่ก็ไม่ยอมวาย ถึงขึ้นตั้งเอาเครนมาจับรถพลิกตะแคงแล้วฉีดใต้ท้องรถอยู่เป็นเวลานาน ความน่าสะพรึงเรื่องไฟลุกยังมาจากรถ Chevrolet ของ GM รุ่น Bolts ที่ติดไฟลุกได้เองทั้ง ๆ ที่จอดอยู่และไม่ได้ชาร์จ ถึงขั้นที่บริษัทแนะนำผู้ใช้รถว่าให้จอดไว้นอกบ้าน (555) แล้วก็ไปโทษ LG ซึ่งเป็นผู้ผลิตแบตให้ บังเอิญว่า LG เค้าทำแบตเป็นแบบ pouch (เป็นซอง ๆ อลูมิเนียม) ซึ่งทาง Tesla เค้าวิจารณ์ว่า cell pouch แบบนี้มันไม่มีความแข็งแรงพอจะ contain อะไรได้ งานนี้ก็ซวยไปส่งผลให้ต้องมีการ recall กันยกใหญ่ เจ๊งไปตาม ๆ กัน ตอนปลายปีที่แล้ว Q4 ทาง GM ขายรถ EV ออกได้แค่ 26 คัน 


ข้อมูลของฝรั่งแสดงให้เห็นว่าอุบัติเหตุไฟลุกไหม้รถเกิดขึ้นในรถใช้น้ำมัน รถ hybrid มากกว่ารถ EV หลายเท่าตัว หนังฮอลลีวูดก็ชอบมีฉากแบบนี้ประจำ แต่เวลารถใช้น้ำมันไฟลุกจะไม่เป็นข่าวใหญ่โตเท่ารถ EV

     เรื่องคนกลัวไฟลุกท่วมแบตเตอรี่นี้ทางเทสล่าก็มีการชี้แจงบนเว็บไซต์เป็นวรรคเป็นเวร เค้าอ้างว่ารถยนต์สันดาปก็ไฟลุกท่วมได้เวลามีอุบัติเหตุแต่มักจะไม่เป็นข่าวใหญ่โต แต่ถ้ารถ EV ไฟลุกมักจะเป็นข่าว อันนี้ก็จริง  ทางเทสล่าเคลมว่ารถของเค้าโอกาสติดไฟลุกน้อยกว่ารถยนต์สันดาปทั่วไปประมาณ 10 เท่าด้วยมาตรการทั้งหลายที่เค้าใส่ลงไปรวมถึง pyrofuse ตัวแสบซึ่งจะตัดไฟจากแบตก้อนใหญ่ทันทีถ้าเค้า detect ได้ว่ารถมีการชนหรือมีอุบัติเหตุ เราเคยดูคลิปฝรั่งเค้าบ่นให้ฟังว่ารถเทสล่า Model Y เค้าโดนชนท้ายแล้ว pyrofuse มันทำงาน (บ่นว่าได้กลิ่นตุ ๆ ไหม้ ๆ ) แล้วก็พบว่ารถไม่สามารถขับได้เลยเพราะแบตก้อนใหญ่ถูกตัดไฟ ต้องเอารถมาลากออกจากที่เกิดเหตุ (ตอนลากรถเทสล่าที่ตายขึ้นรถยกนี่ใช้วิธีลากจริง ๆ) ในขณะที่รถกะบะที่มาชนเป็นรถยนต์สัปดาปถึงด้านหน้าจะชนจนยุบก็ยังขับออกจากที่เกิดเหตุได้ ข้อดีก็คือมีระบบการตัดขาดรถออกจากแห่งพลังงานก้อนใหญ่เพื่อป้องกันอันตรายต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นจากไฟ 400V  ซึ่งพวกรถยนต์ใช้น้ำมันปกติเค้าไม่มีระบบตัดท่อส่งน้ำมัน ข้อเสียก็คิดว่าค่าซ่อมคงจะแพงแล้วก็ทำให้ผู้ใช้ไม่สามารถใช้งานรถได้เลยจนกว่าจะเข้าอู่ซ่อม  เรื่องไฟลุกไหม้แบตนี่เราคิดว่าสำหรับปัจจุบันเค้าคงทำได้แค่นี้ จะเอาพลังงานใส่แบตเตอรี่ หรือเอาไฮโดรเจนก๊าซใส่แท๊งค์ หรือเอาน้ำมันใส่ถัง ถึงเวลามีอุบัติเหตุและเหตุไม่คาดคิด มันก็เกิดไฟไหม้ลุกท่วมได้เหมือนกัน คิดว่าในอนาคตมนุษย์ก็คงจะพยายามพัฒนาให้ความปลอดภัยมันสูงขึ้น เอาเป็นว่าเราอย่าซิ่งเร็ว อย่าเมา อย่าเอาพื้นใต้ท้องรถไปกระแทกอะไรแรง ๆ อย่าเอาสว่านไปเจาะใต้ท้องรถ อย่าให้ใครยิงปืนทะลุแบต ก็น่าจะโอเค  ถ้าไฟมันจะลุกท่วม ทางเทสล่าเค้ามี fire retardant materials ล้อมรอบเซลแบตเตอรี่แต่ละอันซึ่ง cell แต่ละอันไม่ว่าจะเป็น 18650, 2170 หรือ 4680 format ที่กำลังจะออกมาเค้าหุ้มด้วยโลหะที่เป็น stainless steel แถมยังมี pyrofuse ที่จะคอยตัดไฟเข้าออกแบต มีระบบระบายความร้อน ถ้ามันจะ overheat จริงไม่ว่าจะจากสาเหตุใดมันก็น่าจะมีข้อความขึ้นเตือนในระบบหรือมีควันออกมาเตือนก่อน แล้วก็น่าจะมีข้อความเตือนให้ผู้โดยสารออกมาจากรถ มันคงจะไม่ได้ตูมแล้วก็ระเบิดตายคาที่ทันที หวังว่า  และเราคิดว่าเหตุผลอันนี้เป็นเหตุผลที่บริษัทประกันภัยทั้งหลายแอบคิดค่าเบี้ยประกันแพง ๆ โดยเฉพาะรถเทสล่าซึ่งไม่มีตัวแทนจำหน่ายเป็นทางการในประเทศไทย

7. Tesla แหก แหวกแนว แหกกฎเดิม ๆ ทุกประการ เป็นต้นว่า เทสล่าเป็นบริษัทรถยนต์เจ้าแรกที่ขายตรงไม่ผ่านดีลเลอร์ (ก่อนที่ Rivian จะเลียนแบบทำตาม) ในแง่ดีก็คือผู้บริโภคก็จะไม่โดนโขกราคาเพิ่มจากดีลเลอร์ ราคาถูกกำหนดโดยบริษัท Tesla motor โดยตรงและก็ทำให้เราสามารถเห็นราคาของแต่ละประเทศได้อย่างตรงไปตรงมา Tesla น่าจะเป็นรถ EV ยี่ห้อแรกที่ให้ผู้ใช้รถสามารถใช้ smart phone, tablet เป็นกุญแจรถได้ สะดวกตรงที่ไม่ต้องพกกุญแจหรือไม่จำเป็นต้องพก keyfob (สำหรับ Model 3/Y ถ้าอยากได้ต้องซื้อตะหาก) และมี app สามารถใช้ควบคุมรถได้ต่าง ๆ นานา รวมถึงการนัดหมาย service (ในกรณีประเทศที่ขายอย่างเป็นทางการ) Tesla น่าจะเป็นรถยี่ห้อเดียวที่ยอมให้ผู้ใช้รถเข้าถึงฐานข้อมูลรายละเอียดของรถดังที่เราได้เขียนไปในบล็อกก่อนหน้านี้เรื่อง TeslaFi เหมาะกับ nerds ทั้งหลายที่ชอบดูข้อมูล นอกจากนี้ในรถยังมี features ต่าง ๆ ที่รถยี่ห้ออื่นอาจจะไม่มี เช่น sentry mode, dog mode, camp mode, game online, netflix, spotify, etc. เทสล่าไม่โฆษณา ไม่เล่นการเมือง (ขนาด Biden ยังสะกดคำว่า Tesla ไม่เป็น) ไม่เคยไปออกงาน motor show, งาน CES (Consumer Electronic Show) เค้าใช้วิธีให้ผู้ใช้บอกต่อหรือระบบ refer กล่าวคือ ผู้ซื้อรถใหม่สามารถใช้ referal code ของผู้แนะนำและจะได้สิทธิ์พิเศษในการชาร์จที่ Tesla supercharger network ระยะทาง 1000 ไมล์ (อันนี้ยกเลิกไปแระ) หรือการที่เทสล่ามีแฟนคลับ มียูทูปเบอร์คอยทำคลิปทำวิดิโอ คือให้ความดีของสินค้าตัวเองถูกบอกกล่าวต่อโดยคนอื่น โดยผู้ใช้ ทำให้เทสล่าไม่ต้องเสียค่าโฆษณาและทุ่มเม็ดเงินไปลงที่ R&D ได้อย่างเต็มที่  เทสล่ามีเทคโนโลยีแหวกแนวที่ไม่มีใครเหมือนหรือตามไม่ทัน เป็นต้นว่าการเปลี่ยนวิธีการผลิตรถมาใช้ giant stamping machine ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ผู้ใช้งานรถเทสล่าสามารถแจ้งปัญหาเกี่ยวกับรถผ่านทางแอพและนัดหมายบริการ โดยถ้าเป็นงานซ่อมเล็ก ๆ เทสล่าจะมี mobile unit มาทำให้ถึงที่ที่เกิดเหตุ หรือที่ที่ผู้ใช้รถอยู่ เป็นต้น  สำหรับที่เมกา ตอนนี้ทางเทสล่าเร่ิมให้บริการประกันภัยรถยนต์โดยอาศัยข้อมูลที่ได้จากการขับจริงของผู้ใช้รถ (เค้าขออนุญาตเราก่อนดึงข้อมูล จริง ๆ ถ้ามันแอบดึงเราก็คงไม่รู้) อันนี้ทำให้คนซื้อประก้นรู้สึกว่ามันแฟร์เพราะถ้าเราเป็นคนขับที่ระวัง ปลอดภัย ค่าเบี้ยประกันเราก็น่าจะย่อมเยา สมเหตุผล

8. Tesla มีเครือข่าย supercharger network ที่ใหญ่ที่สุดในโลก อันนี้ก็เหมือนเดิม เฉพาะในประเทศที่เค้าเข้าไปขายอย่างเป็นทางการ  supercharger network มีการขยายตัวเพิ่มและเพิ่มจำนวน stalls อยู่เรื่อย ๆ รวมถึง speed ความเร็วในการชาร์จก็มีการพัฒนาอยู่ต่อเนื่อง ยังไม่มีรถ EV ยี่ห้อไหนที่มี supercharger network เป็นของตัวเองในระดับขนาดนี้ ขนาด Rivian ที่ออกมาประกาศว่าจะทำ แต่ก็ยังไม่ได้เกิดอย่างเป็นรูปธรรม ของแบบนี้มันใช้เวลาพอควร เพราะเทสล่าเค้าเริ่มทำอันนี้มาตั้งแต่สมัยเค้าเร่ิมผลิต Tesla Roadster/model S/X ตอนแรก ๆ และก็เพิ่มสถานีไปเรื่อย ๆ  การมี supercharger network ที่กว้างขวางทั่วถึงและ integrate การ app/navigation ในรถ สามารถคำนวณระยะทางที่จะวิ่งได้และบอกสถานีชาร์จให้ทำให้ผู้ขับขี่หมดความกังวลและหมดปัญหาเรื่อง range anxiety มีคนหลาย ๆ คนเลือกที่จะซื้อ tesla เพราะเหตุผลเรื่องนี้เป็นหลักก็มี แต่ยังมิใช่ในประเทศไทย ได้แต่หวังว่า สักวันหนึ่ง

9. Tesla เป็นผู้นำ (ถึงแม้จะโม้ไว้เยอะ) เรื่องของ full self driving (FSD) โดยนโยบายของเทสล่าเค้าคือรถทุกคันจะมี hardware ติดตั้งมาพร้อมสำหรับ FSD แต่ในส่วนของ software/AI ก็ยังมีการปรับปรุงพัฒนาไปเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบัน เทสล่ามี FSD Beta version ออกมาให้ผู้ใช้งานสามารถ download ได้ (ในประเทศอเมริกา) โดยเงื่อนไขคือผู้ขอสมัครใช้งานจะต้องมี Tesla safety score ตั้งแต่ 98 คะแนนขึ้นไป โดย Tesla safety score เป็นการให้คะแนนของผู้ขับในแง่ของความปลอดภัยโดย Tesla ซึ่งนอกจากเอามาเป็นเกณฑ์ในการอนุญาตให้ผู้ใช้งานทดลองใช้ FSD beta version แล้ว ในอนาคตทางเทสล่า (เฉพาะที่เมกานะฮับ) ก็จะมีการขายประกันภัยโดยมีการใช้คะแนนจากตรงนี้ไปกำหนดเบี้ยประกันของแต่ละคนด้วย สำหรับผู้ใช้ในประเทศอื่น FSD ยังเป็นเรื่องไกลตัวพอสมควรก็ต้องรอดูต่อไป แต่ถึงตอนนี้ Tesla ก็เพิ่มราคาค่า FSD software จากเดิม USD 10,000 ขึ้นไปเป็น $12,000 เรียบร้อย ดูออกจะมั่นใจและหยิ่งจองหองมาก ยิ่งมี beta tester ให้ Tesla ในท้องถนนมากเท่าไหร่ เค้าก็ยิ่งมีข้อมูลสำหรับ AI server เค้าในการที่จะเรียนรู้และปรับปรุง FSD ไปเรื่อย ๆ อันนี้น่าจะเป็นอันที่คู่แข่งคนอื่น ๆ คงจะตามทันยากจริง ๆ

10. Tesla มีคุณลักษณะบางอย่าง หลาย ๆ อย่างที่รถยี่ห้อไม่มี ไม่ทำ ยังไม่ก๊อปไปหรือจ้างก็คงไม่ทำ อาทิ เช่น data logging ถึงทุกวันนี้ เราก็ยังไม่เห็นรถยี่ห้อใดที่จะอนุญาตให้ผู้ใช้ดึงข้อมูลจากรถได้มากเหมือนเทสล่า ไม่ว่าจะเป็นการดึงข้อมูลโดยตรงผ่าน OBDC (OnBoard Diagnostic Connector) ซึ่งจะให้รายละเอียดทางเทคนิคเกี่ยวกับแบต อุณหภูมิ มอเตอร์ BMS, etc อย่างขนลุก หรือการดึงข้อมูลแบบออนไลน์ผ่าน datalogger เจ้าต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งตั้ง server ที่บ้านเองดึงข้อมูลโดยใช้ e-mail account และ password    รวมถึง features ต่าง ๆ ที่แสนจะเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งบางอย่างก็เป็นของมีประโยชน์จริง บางอย่างก็ออกแนวบันเทิงหรือไร้สาระไปเลย เช่น sentry mode, dog mode, camp mode, เสียงตด, light show (ทำโปรแกรมเองได้ด้วย), megaphone, games (ยอมให้เล่นตอนขับรถได้ด้วย กำลังโดน NHTSA เอาเรื่องอยู่), careoke (karaoke) -ตอนนี้มีไมค์ต่างหากขายด้วยที่เมืองจีน, netflix, tiktok, tidal/spotify

11. รถ Tesla ตอนนี้เป็นรถที่มี depreciation ต่ำที่สุด ปีที่ผ่านมาเคยมีเหตุการณ์ว่ารถมือสองยังขายทำราคาได้ไม่ต่างจากรถมือ 1 มาก อาจจะด้วยเหตุผลหลาย ๆ ข้อ เป็นต้นว่าเทคโนโลยีของ Tesla เค้ามักจะนำหน้าคู่แข่ง การมี software updates อยู่เรื่อย ๆ การขึ้นราคาค่อนข้างบ่อย การที่รถ Tesla มีเทคโนโลยีเกี่ยวกับแบตเตอรี่ที่ดีที่สุดที่ใช้งานได้จริงในตอนนี้ หรือการที่ EV นั้นมีความทนทานและต้องการ maintenance น้อยกว่ารถยนต์สันดาปเป็นต้น หรือการที่คิวรอรถใหม่มันนานมาก มีคนอยากได้มากจนการผลิตคันใหม่ป้อนไม่ทัน ก็จะทำให้คนหันมายอมจ่ายรถ used ที่อยู่ในสภาพดีมากขึ้น

12. อันนี้น่าจะเป็นข้อสุดท้าย เพราะถ้าจะพร่ำพรรณาคงจะไปได้อีกเรื่อย ๆ แต่มันก็จะเป็นความดีเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ  เราว่าในบรรดารถ EV ทั้งหลาย มีรถอยู่ไม่กี่คันที่หน้าตาไม่พิลึกมาก ดูดี ไม่จำเป็นต้องแลดูเป็นรถ EV ออกนอกหน้าจนเกินเหตุ มีคุณลักษณะที่เราอยากได้ที่ลงตัว ไม่จำเป็นต้องทำเป็นสีฟ้า หรือมีแถบสีฟ้าตามตัวรถ สำหรับรถ Tesla แต่ละรุ่นแต่ะคัน ยกเว้น Cybertruck เราว่าเค้าออกแบบทำให้รถหน้าตาดูไม่ต่างจากรถยนต์สันดาปปกติมาก และมี features การใช้งานที่ดูดี ยกตัวอย่างเช่นการมี frunk ไว้เก็บของ ก็ถือเป็นข้อดีมาก ๆ อยากหนึ่ง  สำหรับ Model 3/Y ความเก๋อีกอย่างคือความ minimal คือรถจะดูเรียบ ๆ ทั้งภายนอกและภายใน ไม่เป็นที่สะดุดตามากและไม่น่าหมั่นไส้ (โดยเฉพาะรถสีขาว) เวลาขับไปในท้องถนน มันจะดูเบลนด์อิน คือถ้าไม่สังเกต ก็จะไม่รู้สึกสะดุดตาว่านี่มันรถอะไรหรือคนส่วนหนึ่งก็ยังไม่รู้จัก มันไม่ได้ถึงกับ stand out ออกมา เมื่อเทียบกับ Porsche Taycan เป็นต้น การทำให้รถดูเรียบง่าย มีปุ่มเปิ่มอะไรน้อยที่สุด ช่วยให้คนใช้รถมีความสงบและสามารถตั้งสมาธิและโฟกัสไปกับการขับขี่ได้ดี ขับไปไหน ๆ ก็จะไม่เป็นที่สะดุดตามาก ดูเผิน ๆ ก็อาจจะไม่รู้สึกว่ามีความพิเศษอะไร แต่คนที่รู้จักรถ ก็มักจะมองจนเหลียวหลัง หรือหลงเสน่ห์ในความเรียบง่ายของเค้า ขนาด รปภ. ที่ทำงานยังงงจนเปิดประตูให้ไม่ได้เวลารถมาจอดเทียบทางเข้า หรือไม่รู้จักรถ พี่ ๆ รถพี่นี่มันรถอะไรอะ... แอบขำเล็ก ๆ

 


Create Date : 09 มกราคม 2565
Last Update : 2 กุมภาพันธ์ 2565 17:54:32 น. 0 comments
Counter : 532 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณnewyorknurse


ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
space

gollygui
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]






space
space
[Add gollygui's blog to your web]
space
space
space
space
space