<<
พฤศจิกายน 2556
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
26 พฤศจิกายน 2556
 

"ความสุขหมายเลข9" ฝนสุดท้าย ณ ขุนตาน (ลำพูน)

"ความสุขหมายเลข9" ฝนสุดท้าย ณ ขุนตาน (ลำพูน)


วันที่ 13 กันยายน 2556


     https://www.facebook.com/natcha.roungsuti พูดคุยกันเรื่องท่องเที่ยวที่นี่!!



           เพลงประจำตอนนี้ The wind of life คงเข้ากับทิวทัศน์และความรู้สึก
           ต่างๆในการเดินทางออกมาได้ชัดเจนที่สุด ให้ความรู้สึกชุ่มฉ่ำราวกับ
           อยู่กลางฝน แต่เปี่ยมไปด้วยความสุข


          ไม่รู้ว่าหายไปนานเกินไปรึเปล่า จะมีคนลืมมั้ย ตอนนี้กลับมาแล้วค่ะ
          พร้อมกับการเดินทางเล็กๆมาฝากเช่นเคย ทริปนี้น่าจะเป็นไฮไลท์
          นึงในฤดูฝน ฉันกับเพื่อนวางแผนกันหนักมากว่าจะเลือกกันว่าที่ไหนดี
          ที่เดินทางง่าย ใช้เงินน้อยตามธีมหลักของเรา คือเที่ยวได้ เที่ยวง่าย
          ประหยัด สุดท้ายสรุปเอาเป็นที่ลำพูนเหตุเพราะว่า
                     - เป็นฤดูฝน
                     - สีเขียวสดของใบไม้
                     - นั่งรถไฟ

          ปัจจัยพวกนี้แหละที่ทำให้ทริปนี้เป็นลำพูน จังหวัดเล็กๆที่เราทั้ง 2คน
          ไม่เคยไปเหยียบเลย ฉันจดจ่อกับข้อมูลจากหน้าจอคอมพิวเตอร์
          เอาจริงๆไปง่ายมาก เริ่มเขียนตารางการเดินทางและรายการเที่ยว

ตารางการเดินทาง

          วันที่ 13 กันยายน 
          ขึ้นรถไฟที่หัวลำโพงเวลา 22.00 น.

          วันที่ 14 กันยายน
          ถึงสถานีขุนตาน 13.00 น.
          เดินขึ้นดอย เข้าที่พัก เดินดูรอบๆ

          วันทั้ 15 กันยายน
          ลงจากขุนตาน มาขึ้นรถไฟเข้าลำพูน
          จำเวลาไม่ได้ค่ะ น่าจะ 11.00 - 12.00 น.
          ก็จะถึงเมืองลำพูน เที่ยวในตัวเมือง
          20.00 น.กลับกรุงเทพ


ขบวนนี้แหละ


22.00 น.รถกำลังจะออกแล้ว เดินมองหาที่นั่ง

          สำหรับการนั่งรถไฟครั้งนี้เราวิ่งมาซื้อตั๋วแล้วขึ้นเลย ไม่ได้จองล่วงหน้า
          สนนราคาที่นั่งละ 408 บาท อ้างอิงตามราคาในเว็บรถไฟ จำราคาซื้อจริงๆไม่ได้
          ราคาที่เราซื้อน่าจะถูกกว่านี้นะถ้าจำไม่ผิด รถไฟจะวิ่งไปถึงสถานีขุนตานเลย
          อะไรจะสะดวกปานนั้น รถจอดปุ๊บ เดินขึ้นดอยชมความงามธรรมชาติได้ปั๊บ

          แต่จุดประสงค์หลักของฉันกลับไม่ใช่ความงามบนดอย ฉันเลือกรถไฟ
          เพราะระหว่างทางต่างหากหละที่สำคัญ ไม่ได้รีบไปไหนเลยอยาก

          สูดอากาศให้เต็มปอด

          มองธรรมชาติให้เต็มตา

          และเดินทางอย่างเนิบช้าอย่างเต็มใจ


 ภายในรถไฟพัดลม เบาะนั่งสบายกว่าที่คิดนอนก็สบาย ลมเย็นตลอดทางแม้ไม่มีเครื่องปรับอากาศ

          ขอยกมือสารภาพเลย ว่านี่คือการนั่งรถไฟสายเหนือครั้งแรกในชีวิต
          อะไรทั้งหลายแหล่ที่เป็น"ครั้งแรก" มักตื่นเต้น วูบวาบ มองไปทางไหน
          ก็บันเทิงใจไปหมด ฉันก็เป็นหนึ่งในจำพวกนั้นที่ตื่นเต้นมากเป็นพิเศษ
          ตลอดระยะทางหลายร้อยกิโลเมตร ฉันมองทิวทัศน์ที่ค่อยๆเปลี่ยนไป
          ทุ่งนา  อุโมงค์ ภูเขา ลำธาร บ้านเล็กๆในชนบท ท้องฟ้าสีเทา


ข้อดีดี๊ดีของการนั่งรถไฟคือไม่อดยากปากแห้ง เพราะอาหารขายแทบจะทุกชั่วโมง อาหารง่ายๆตอนเช้าผัดกระเพรา


ลองสูดหายใจลึกๆสิ!!


เกษตรกรรมตลอดเส้นทาง สีเขียวอ่อนตัดสลับเข้มครอบคลัวทั่วอาณาบริเวณ


              ระหว่างนั่งรถไฟเห็นภาพกระท่อมหลังเล็กๆอยูในทุ่งนา เห็นบ้านบางหลังอยู่ในภูเขา
              คำถามแรก เค้าอยู่กันยังไงนะ? ไม่มีร้านสะดวกซื้อ ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีถนนใหญ่
              เค้าใช้ชีวิตกันยังไง? ไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวก สิ่งต่างๆที่พูดถึงตอนต้นเป็น
              ปัจจัยในการใช้ชีวิตของคนเมืองอย่างฉันและคุณที่อ่านข้อความนี้อยู่

              ถ้าวันนึงพวกเราได้ไปใช้ชีวิตในภาพนี้หละ มันคงเป็นการปรับตัวที่ยากไม่น้อยเลย
              ที่สุดแล้วคำถามทั้งหมดเกิดขึ้นริมหน้าต่างรถไฟ ที่ฉันได้แต่เฝ้าตั้งคำถาม
              ไม่มีใครตอบได้ ฉันรู้แค่ว่าชอบที่นี่ อยากมีโอกาสทำความรู้จักกับใครซักคน
              ที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่และเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ เดินไปตามแนวคันนา จับปลาในลำธาร

              "อยากรู้ว่าเค้าเบื่อมั้ยที่เห็นภาพนี้ทุกวัน เค้าจะรู้มั้ยว่ามีคนๆนึงตกหลุมรักภาพนี้"


เธอเห็นภาพนี้แล้วใช่มั้ย หวังว่าเธอคงมองภาพนี้และคิดเหมือนฉัน



ลำธาร น้ำไหลเชี่ยว โอบด้วยอ้อมกอดของภูเขา


บางครั้งระหว่างทางสำคัญกว่าจุดหมาย


และแล้วก็มาถึง


              จริงๆไฮไลท์ระหว่างทางที่สวยๆนี่เยอะเหลือเกิน บางจุดฉันถ่ายเป็นวีดีโอไว้
              เลยไม่มีภาพหิ้วมาแปะในนี้ เราถึงขุนตานเวลา 13.00 น. รถไฟของเราช้าไป
              หนึ่งชั่วโมงเลยทีเดียว แวะไหว้เจ้าพ่อขุนตาน และเดินสำรวจ


ป้ายสถานีสีสวย


ชีวิตหลายชีวิตกำลังเดินทาง


ถูกป่าโอบล้อมไว้หมดแล้ว


สถานที่บรรจุอดีต เดาว่าสถานีคงมีชีวิตอยู่มาก่อนที่ฉันจะเกิด คงต้องเรียกว่าคุณปู่สินะ


ลองเปลี่ยนมุม


สวัสดีคุณทวด






         สถานที่แห่งนี้มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์มากมายทีเดียว จนฉันต้องกลับมาค้นข้อมูล
         เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่นี่ พอได้อ่านข้อมูลทั้งหมดปุ๊บฉันอุทานกับตัวเองว่า
        "ดีแล้วหละที่ไม่หาข้อมูลก่อน"ถ้ารู้เรื่องราวคงกล้าๆกลัวๆกว่านี้เยอะ
         จริงๆฉันค่อนข้างไม่ถูกกับเรื่องผีๆเท่าไร ใครที่อยากไปให้ไปก่อนนะ
         ไปซึมซับธรรมชาติสวยๆ แล้วค่อยกลับมาค้นข้อมูลจะได้ไม่พะวง ฮ่าๆ


เขตรอยต่อระหว่าง ลำปาง และ ลำพูน


กี่คนกันนะที่ถูกสิ่งนี้ดูดกลืนชีวิตไป


ทางขึ้นมีสองทางค่ะ ถ้ามาจากสถานีรถไฟสามารถเดินขึ้นได้เลย
แต่ถ้าขับรถไปต้องเข้าอีกทาง ทางขึ้นไม่โหดมากแต่ก็เล่นเอาหอบเหมือนกัน


คุณหลอกดาว!! บันไดมีแค่ไม่กี่ร้อยเมตรเอง


ไม่นานก็ขึ้นมาสูง


จากบันไดกลายเป็นทางเดินลัดเลาะภูเขา ถดูฝนดินทั้งเปียกทั้งลื่นต้องเดินอย่างระมัดระวัง
ไม่ต้องกลัวหลงค่ะทางมีเส้นเดียวพร้อมป้ายบอกตลอดทาง ระยะทางแค่กิโลเมตรกว่าๆ


กว่าจะถึงตรงนี้เล่นเอาเหงื่อท่วมกันเลยทีเดียว




               เมื่อขึ้นมาถึงแล้วสิ่งแรกที่ทำคือเช็คอินเข้าที่พัก บ้านพักราคาถูกมากๆคืนละ 500.-
               ถ้ามาวันธรรมดามีโปรโมชั่นลดเหลือ 350.- พนักงานอัธยาศัยดี น่ารักมากๆเลยค่ะ

               จริงๆฉันแอบแปลกใจว่า ที่นี่เดินทางค่อนข้างง่ายแต่ทำไมถึงไม่เป็นที่นิยม
               อาจจะเพราะขุนตานไม่สูงเท่าดอยดังๆดอยอื่นหรือเปล่า หรือไม่มีอะไรโดดเด่น
               ไม่มีใบเมเปิ้ล ไม่มีทะเลหมอกใหญ่โต ขุนตานเป็นเพื่อนตัวเล็ก ในบรรดา
               ดอยทั้งหมด ฉันว่าขุนตานเป็นเพื่อนที่เงียบๆแต่มีเสหน่ห์ให้อยากลองค้นหา

               วันที่พวกเรามาเห็นมีนักท่องเที่ยวมาอีกกรุ๊ปเท่านั้น ไม่มีใครนอนค้างนอกจากเรา
               คืนนั้นทั้งดอยเลยมีแค่พวกเราสองคน

               หลังจากจองที่พักแล้วสิ่งแรกที่ร่างกายถามหาคืออาหาร แต่เอ๊ะ!! เราไม่มีของกิน
               ติดในกระเป๋าเลย ความหิวโหยและเหนื่อยอ่อนพาเราสองคนไปที่ศูนย์อาหาร
               อย่างรวดเร็ว เจอคุณพี่คนขายพร้อมคำตอบว่า

                "ของหมดครับ ช่วงนี้ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวเลยไม่ได้ซื้ออะไรไว้"

               บรรยากาศเริ่มมาคุ คุณพี่คนขายคงเห็นแววตาของเด็กสองคนที่
               กำลังต่อสู้กับกระเพาะอาหารโดยมีเสียงโครกครากๆ ดังออกมาเป็นระยะๆ
               คุณพี่คนขายแนะนำว่าทานอาหารง่ายๆมั้ย เช่น ไข่เจียว เดี๋ยวไปส่งที่บ้านพัก
               ตอนนี้มีมาม่าคัพ ให้ทานไปก่อน "ว้าว!! รอดตายแล้ว" ฉันอุทานขึ้น

               ปกติแทบจะไม่กินเลยพวกไข่เจียวเนี่ย แต่วันนั้นไข่เจียวเป็นอาหาร
               ที่อร่อยๆที่สุด เป็นมื้อเย็นหนาวเหน็บมีข้าวสวยร้อนกับไข่เจียว
               เป็นตัวช่วยให้ร่างกายอบอุ่น


บ้านพัก มีน้ำอุ่นให้ด้วย


ระยะไกล


ด้านในนอนสบายมาก เปิดหน้าต่างไว้อากาศเย็นสบายทั้งคืน


มองจากระเบียงบ้านพัก

         เราใช้เวลาทั้งวันในการนอนพักผ่อน เพราะเหนื่อยล้าจากการเดินทาง
         เพื่อนฉันวางแผนว่าจะเดินขึ้นไปบนเขาตอนตี 5 เพื่อไปดูทะเลหมอก

         ตี 5 นาฬิกาปลุกดังขึ้นเราทั้งสองแบกร่างสลึมสลือเดินออกที่ถนนเพื่อ
         ไปจุดสำหรับเดินขึ้นเขา ทางมืดสนิทไม่มีแส่งไฟมีแต่แสงของพระจันทร์
         เราไม่มีไฟฉายอาศัยเพียงแค่แสงเฟลซจากโทรศัพท์มือถือ

         ฉันเริ่มท้อแท้เพราะทางมืดและน่ากลัวมาก แสงไฟแทบจะไม่ช่วยอะไร
         เพื่อนฉันยังคงมุ่งมั่นที่จะไปต่อ ฉันทักท้วงหลายรอบด้วยความกลัว
         "กลับมั้ยแก" คำนี้เหมือนจะไม่ส่งผลอะไรเลย เรามาถึงจุดสำหรับเดินขึ้นเขา
         ทันใดนั้นฝนก็ตกลงมา เราคิดว่าเดินมืดๆขึ้นไปบนเขาเวลาฝนตกคงเสี่ยง
         เกิน เดินกลับที่พัก ทำให้ทริปนี้รู้สึกเสียดายเล็กๆที่ขึ้นไปไม่ถึงยอดดอย
         แต่ไม่เป็นไร เหมือนเป็นการสัญญาว่าวันนึงฉันจะกลับมาอีกและขึ้นไปให้
         ถึงยอดดอยให้ได้ แต่ต้องเป็นตอนกลางวันนะ กลางคืนขอบายหละ


เดินลงมาเช็คเอ้าท์ออกจากที่พัก เลยแวะจุดชมวิวใกล้ๆซักหน่อย


ถูกโอบกอดด้วยภูเขา


เส้นแบ่งเขตระหว่างสองจังหวัด แค่กระโดดข้ามเส้นเราก็ไปมาสองจังหวัดได้แล้ว





เดินไม่มีเบื่อ

            ฉันเดินกลับจากดอยขุนตาน ด้วยความเสียดายนิดๆแต่ช่างเถอะ
            บางทีคนเราก็เจอสถานการณ์บางอย่างที่มันเฉพาะหน้าจริงๆ

            บางสิ่งไม่เป็นอย่างที่เราคาดหวัง เป็นปกติที่จะเสียดายหรือรู้สึกแย่
            แต่นั่นแหละ มันเป็นโอกาสพิเศษที่มอบให้กับเรา เป็นโอกาสในการแก้ตัว
            ครั้งนี้ไม่สำเร็จ แต่ครั้งหน้าฉันเชื่ออย่างสนิทใจว่ามันต้องสำเร็จแน่นอน

            ระหว่างเดินกลับถนนเงียบไม่มีรถสวนมาเลยซักคัน
            ไม่นานเราก็มาถึงสถานีรถไฟอีกครั้งเพื่อตีตั๋วไปลำพูน


ฟ้าครึ้มบ้าง สว่างบ้าง ไม่มีอะไรที่จะอยู่ตลอดไป


คิดถึงใครอยู่?


 ภายนอกหน้าต่าง


            และแล้วเราก็มาถึงลำพูนในเวลาเที่ยง ใช้เวลาเดินทางจากขุนตาน
            แค่หนึ่งชั่วโมง เดินออกมาจากสถานีรถไฟถามทางนิดหน่อย
            ว่าจะขึ้นรถสีฟ้าเข้าเมืองได้ที่ไหน รถสีฟ้าเป็นรถโดยสารระยะสั้น
            ราคาไม่แพงค่ะแค่ไม่กี่บาท

            เราลงจากรถที่ด้านหลังวัดพระ
ธาตุหริภุญชัย เดินต่อเข้าไปในวัด
            ไม่มีความรู้เกี่ยวกับสถานที่เลย โชคดีที่เรามีอินเทอร์เน็ตและสามจี


ฟ้าครึ้มๆเหมือนฝนจะตก


ชื่อเต็มของวัดคือ วัดพระธาตุหริภุญชัยวรวิหาร ถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวแลนด์มาร์คเลยก็ว่าได้

              ลำพูนจะมีรถพาทัวร์รอบตัวเมืองราคาไม่แพง ซื้อตั๋วหน้าวัด
              แต่เรามาไม่ทัน ฮือๆๆ แห้วไป รถมีรอบ 9.00 น. กับ 13.00 น.
              กว่าเราจะมาถึงก็บ่ายสองแล้ว






กำลังจัดงานพิธีอะไรบางอย่าง ซึ่งเราก็ไม่รู้ ใครรู้บอกทีค่ะ

       คนเยอะมาก ช่วยกันทำงานพิธีอย่างเต็มที่ แย่หน่อยที่ฝนโปรย
       มาเป็นระรอกๆไม่มีทีท่าว่าจะหยุดขาด ฉันนั่งอยู่ในส่วนหนึ่ของวัด
       จากที่มองลำพูนผ่านสายตา ฉันว่าจังหวัดนี้เป็นจังหวัดเล็กๆที่น่าอยู่
       ผู้คนดูใจดีไปหมด เมืองสะอาดสะอ้าน จากไม่เคยรู้จักตอนนี้เริ่มคุ้นเคยแล้ว


ด้านหน้าวัด มีร้านเฉาก๊วยนมสด แม่ค้าใจดีพูดเพราะมาก
รสชาติเฉาก๊วยนมสดแก้วละ 25 บาทตราตรึงมาจนถึงวันนี้
ของเค้าดีจริงๆ ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงค่ะ


ถนนหน้าวัด เดินข้ามมาจะมีสะพานเป็นซุ้ม OTOP เดินข้ามสะพานจะเจอร้านก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋นลำไย


ก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋นลำไย ก็อร่อยแบบแปลกๆลิ้นดีค่ะ ถ้าใครไม่เคยกินลองมากินก็ไม่เสียหาย


            จริงๆวันนี้เราผิดแผนไปสองรอบ รอบแรกคือการขึ้นดอยขุนตาน
            รอบสองคือมาไม่ทันทัวร์รอบลำพูน เลยทำให้เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์
            เรื่องการบริหารเวลา วันนี้เราต้องกลับบ้าน ฉันอาศัยถามทางเพื่อเดินไป
            บขส. เปิด GPRS ในมือถือกันงงไปด้วย จนแล้วจนรอดเราก็เดินมาถึง
            สถานีขนส่งราคาตั๋วกลับรู้สึกจะประมาณ 400 กว่าๆ

            เกิดข้อผิดพลาดขึ้นอีกแล้ว เนื่องจากเราไม่ได้จองตั๋วรถทัวร์ไว้
            เลยไม่มีตั๋วรอบที่เร็วที่สุด รอบที่เราขึ้นคือ 20.00 น. เอาไงเอากัน
            ขอให้มีรถกลับ กทม.ก็พอแล้ว ถึงบ้านโดยสวัสดิภาพในตอนเช้า

            จะว่าไปทริปนี้ก็เป็นทริปง่ายๆ ใช้เวลาแค่ 2 วัน ส-อา ใครๆก็เดินทางได้
            อาจจะเหนื่อยหน่อยก็เท่านั้น ร่างกายอาจจะเหนื่อยล้าจากการเดิน
นอนไม่เต็มอิ่ม ตรงกันข้ามกับจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยพลัง เหมือนได้
            ชาร์จแบตให้ความรู้สึก สัญญาว่าคงได้มีโอกาสกลับไปอีก
            กลับไปอยู่ที่นั่น..........ที่จังหวัดลำพูน


ค่าใช้จ่าย

ตั๋วรถไฟชั้นสอง พัดลม      ราคา 408.-
ค่าอาหารทั้งทริป              ราคา 350.-
ค่าที่พักขุนตาน                ราคา 500.- หารสอง
ค่ารถไฟขุนตาน - ลำพูน     ราคา  10.-
รถจากสถานีรถไฟ มาพระธาตุ  ราคาไม่เกิน 15.-
ค่ารถทัวร์กลับกรุงเทพ       ราคา 400 ต้นๆ

รวมทั้งทริปคนละประมาณ    1,500 บาท


แล้วพบกันใหม่กับการเดินทางครั้งหน้าค่ะ






 

Create Date : 26 พฤศจิกายน 2556
3 comments
Last Update : 26 พฤศจิกายน 2556 16:58:49 น.
Counter : 4320 Pageviews.

 
 
 
 
อยากรู้ว่าเค้าเบื่อมั้ยที่เห็นภาพนี้ทุกวัน เค้าจะรู้มั้ยว่ามีคนๆนึงตกหลุมรักภาพนี้...

ชอบคำนี้มากๆ ครับ มันมีทั้งอารมณ์ ทั้งความรู้ และมันตั้งอยู่บนสัจธรรมซะด้วย
 
 

โดย: NaiKonDin วันที่: 26 พฤศจิกายน 2556 เวลา:10:55:51 น.  

 
 
 
thx u crab
 
 

โดย: Kavanich96 วันที่: 27 พฤศจิกายน 2556 เวลา:4:48:45 น.  

 
 
 
รอชมทริปต่อไปเลยครับ เป็นบล๊อกที่ชอบมาก ทำให้ผมอยากไปเที่ยวโดยไม่ต้องมีข้อแม้ ใด อยากไปก็เก็บกระเป๋าไปกันเลย
 
 

โดย: noikiki IP: 125.25.128.90 วันที่: 14 ธันวาคม 2556 เวลา:22:15:21 น.  

Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Become_the_Wind
 
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]




Hello เพิ่งเริ่มเขียน บล๊อค ตื่นเต้นมากมายยย ~
New Comments
[Add Become_the_Wind's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com