不要问我从那里来

Hong Kong Trip # 尋找周杰倫: Day 1

Day 1: 23.09.2010

ห่างหายจากการอัพบล็อกไปนานมาก 555 ทีแรกกะจะทำอัพเดทเรื่องเรียนโท จนตอนนี้เรียนจบแล้ว ก็ไม่ได้เขียน ประจำเลยเรา

ส่วนทริปฮ่องกงนี้ กะว่าจะเขียนเป็นที่ระลึกหน่อย เพราะว่า เป็นครั้งแรกที่ได้ไปฮ่องกง เพื่อตามหาความฝัน (น้ำเน่านิ) จริงๆไม่ใช่อะไรหรอก ไปฮ่องกงไม่ได้ไปชอปปิ้ง แต่ไปตามดูคอนเสิร์ตของเจย์ โจวเจี๋ยหลุนค่ะ ตอนเจย์มาไทย ก็ได้ไปดูแล้ว สนุกมากมาย แล้วปีนี้เป็นปีที่ 10 ที่อยู่ในวงการเพลง ดังนั้นต้องมีอะไรพิเศษมากแน่ๆ เลยตั้งใจว่าอยากไปดู และแน่นอนว่า ต้องฮ่องกง เพราะยังไม่เคยไป ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ไปนอกทั้งที ต้องไปที่ๆยังไม่เคยไปสินะ



จะว่าไปก็เกือบจะไม่ได้ไปดูแล้วหล่ะ เพราะว่าที่ประกาศครั้งแรกเล่น 4 วัน แล้วเพิ่มอีก 2 วัน จองตั๋วไม่ทันเลยหล่ะ พยายาม login ตั้งนาน จนเข้าได้ก็สายไปซะแล้ว Y_Y แต่พอประกาศเปิดอีก 2 รอบ ก็ตั้งใจว่า จะต้องจองให้ได้ จนในที่สุดก็ได้มา อยากได้แบบแพงสุด หน้าสุด แต่มีบุญได้แค่นี้แหล่ะ คิดซะว่าได้ไปดู ไปซึมซับบรรยากาศแล้วกัน



จนถึงวันเดินทาง ครั้งนี้เดินทางโดยแอร์เอเชีย เครื่องลำเล็กมาก Y_Y กะว่าครั้งต่อไปไม่อยากเลือกแล้ว นั่งไม่สบายเอาซะเลย (แต่ทำไงได้ low cost airline อย่าคิดมากนั่งแป๊ปๆเดี๋ยวก็ถึง) จะบอกว่าการเดินทางไปฮ่องกงไม่ยากจริงๆ ยิ่งได้ข้อมูลจากเวบ//www.hongkongfanclub.com ขอบอกว่าของเค้าดีจริง บอกละเอียดทุกขั้นตอน เราไปซุ่มแอบอ่านเยอะมากๆๆ ได้อะไรดีๆจากในนั้นเยอะแยะ เราเลือกไฟล์ทเช้าและกลับไฟล์ทดึกสุด เพื่อให้มีเวลาเที่ยวอย่างเต็มที่ (เอาให้คุ้ม ว่างั้นเหอะ)

วันแรกถึงฮ่องกงประมาณ 10 โมงครึ่ง ก็ซื้อตั๋ว Airport Express ที่สามารถใช้เดินทาง MTR ได้ฟรีตลอด 3 วัน แล้วก็เติมเงินนิดหน่อยไว้สำหรับเป็นค่าเดินทางโดยรถเมล์ค่ะ ขอบอกว่าสะดวกสบายๆจริงๆ ครั้งนี้เราเลือกลงที่ Kaowloon Station เพื่อนั่งรถ free shuttle bus ไปถึงโรงแรมที่พักค่ะ จอดถึงหน้าโรงแรมเลย เราเลือกโรงแรม Harbour Metropolis ระดับ 4 ดาวเชียว ไม่ใช่ว่ารวยหรืออะไรหรอกนะ เพราะเค้าบอกว่า อยู่ติดกับฮ่องกงโคลีเซี่ยม สถานที่จัดคอนเสิร์ตในระยะเดินถึง 1 นาที แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆค่ะ ต่อให้เลิกดึกแค่ไหนก็กลับที่พักสบาย อิอิ

พอไปถึงโรงแรมก็จัดการเช็คอิน แต่ว่าห้องยังไม่เรียบร้อย เพราะว่าโดยหลักแล้ว เค้าจะให้เข้าห้องได้ประมาณบ่ายสอง ก็เลยฝากสัมภาระไว้ แล้วไปตะลุยเที่ยวกันดีกว่า ที่แรกที่ไปก็คือ ไปไหว้เจ้าแม่กวนอิมที่ Repulse Bay การเดินทางง่ายนิดเดียวค่ะ ขอกอปปี้การเดินทางจากเวบ hkfc มาเลยแล้วกันนะ

การเดินทางไป Repulse Bay

ออกเดินทางการโดยใช้บริการรถไฟใต้ดิน ไปลงสถานี Central ออกทาง Exit A แล้วให้ขึ้นสะพานลอยไปฝั่งตรงข้ามและให้ลงบัดไดเลื่อนไปโผล่ที่ใต้ตึก ก็จะเจอท่ารถ สายตระกูล 6 อยู่ มีพวก 6(นั่งอ้อมมาก), 6A, 6X, 66 นั่งรถเมล์ 2 ชั้นสาย 6X ไปลงที่ Repulse Bay เล็งตึกนี้ให้ดี ๆ ถ้าเห็นแล้วรีบลงเลย แสดงว่าถึงแล้ว ตึกนี้มีชื่อว่า The Repulse Bay หน้าตึกมีป้ายรถเมล์ ลงตรงนี้เลย ข้ามทางม้าลายเดินมาฝั่งนี้ เดินลงบันไดมาที่หาด (หรือจะเดินผ่านทางสวนก็ได้) จากหาดเดินไปทางด้านซ้ายเรื่อยๆ จะเห็นศาลเจ้าแม่กวนอิมอยู่ไกลๆ ประมาณ (สามร้อยเมตร) ไกลพอสมควร เพราะรถเมล์จอดแค่ป้ายนี้

แต่จะบอกว่าช่วงนี้ร้อนมากค่ะ เดินไปก็เหนียวตัว เพราะว่าเป็นที่ๆติดทะเล ระยะทางไกลอยู่เหมือนกัน แล้วระหว่างทางก็เห็นคนมาที่หาดเต็มเลย เหมือนมาทำกิจกรรมอะไรกัน เห็นมีจับกลุ่มร้องเพลงกันเยอะอยู่ และเหมือนไม่ใช่คนฮ่องกงด้วย เดาว่าน่าจะเป็นคนฟิลิปปินส์ เพราะเท่าที่รู้มา คนฟิลิปปินส์มาทำงานที่ฮ่องกงกันเยอะอยู่

ในที่สุดก็มาถึงแล้ว เฮ้อ เหนื่อยมาก มีทัวร์มาเยอะเลย เท่าที่ฟังออกก็น่าจะเป็นเกาหลี กับ ญี่ปุ่น แล้วก็จีน ที่ตลกก็คือ ไกด์จะเล่าถึงประวัติของ ไฉ่ซึ่งเอี้ย ที่เป็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภเงินทอง ก็จะเล่าถึงทริกการลูบองค์ เพื่อความร่ำรวย เราก็รอเพราะว่าก็จะทำเหมือนกัน จนในที่สุดก็ได้ลูบสมใจ โดยไม่ลืมที่จะเอาแบงค์ลูบตัวท่าน แล้วเก็บไว้ในกระเป๋าเช่นกัน เสียดายลืมถ่ายรูปไว้ Y_Y



ถึงเวลากลับ ปรากฏว่าเดินเลยไป ต้องเดินย้อน Y_Y เมื่อยเลยหล่ะ ก็นั่งรถกลับโรงแรม นั่ง นอน เล่นๆ ถึงเวลาประมาณซักหกโมงครึ่ง ก็ออกไปหาอะไรกินที่สถานที่รถไฟ ซึ่งใกล้โรงแรมอีกเช่นกัน ชื่อสถานี Hung Hom ก็เลยฝากท้องกับแมคโดนัลด์ แบบว่ารีบกิน อะไรทำนองนั้น เพราะคิดไปว่า น่าจะใกล้เวลาเล่นคอนสองทุ่มครึ่ง แต่ปรากฏว่า เอ๊ะ ทำไมคนน้อยๆ ระหว่างนั้นก็มีคนมาขายแท่งไฟ สีชมพู เยอะแยะเลย แต่เราไม่ได้ซื้อนะ เพราะว่าอยากนั่งดูแบบเฉยๆนะ

แล้วก็เห็นซุ้มขายของที่ระลึก เราก็นึกว่าจะใหญ่โตเหมือนของเด็กจอนนี่ ที่ไหนได้ ตั้งอยู่สองโต๊ะเล็กๆ มีขายพวกอัลบั้มเก่าๆด้วย ก็เลยซื้ออัลบั้มล่าสุดที่เป็นกล่องเหล็กสามมิติ กับ badge ที่เค้าแยกขาย เราว่าราคาถูกมากนะ อัลบั้ม 100 HKD ส่วน badge 30 HKD แต่ที่เสียดายมากๆคือ พัดหน้าพี่เจย์ ก็นะลังเลว่าจะเอาไม่เอา สุดท้ายพอจะเดินไปซื้อ ปรากฏว่า คนมาจากไหนไม่รู้มามุงเต็มเลย แล้วเราก็ได้รู้ว่า คนฮ่องกงมาดูคอนเสิร์ตกันตรงเวลาจริงๆ ใกล้ๆสองทุ่มครึ่งถึงค่อยมากัน ประมาณสองทุ่มสิบห้า เจ้าหน้าที่ก็เริ่มเปิดให้เข้าไป ขอบอกว่าเป็นคอนฯที่ไม่ตรวจกระเป๋าใดๆทั้งสิ้น เห็นคนลากกระเป๋าเดินทางมาดูด้วย มีคนแบกกล้องที่เลนส์ซูมบึ้กบึ้มมา ก็เข้าไปดูได้ กลับมานึกถึงคอนเสิร์ตเด็กจอนนี่ เค้าเล่าว่าตรวจซะกระจุย พี่เจย์ใจดีจริงๆเลยฮ้าฟฟฟฟ



เอาละคราวนี้เดินเข้ามาในฮอลล์ ที่นี่จะแบ่งสีตามโซน มีสีแดง เขียว เหลือง น้ำเงิน แต่โซนสีเหลืองปิด เพราะว่าครั้งนี้เจย์เล่นคอนที่ไม่ใช่เวทีกลาง (นึกภาพถึงสนามกีฬาในร่มที่มีแสตนด์ล้อมรอบนั่นแหล่ะค่ะ) ของเราก็นะ ใกล้ก็ที่คิด เรียกว่าก็พอเห็นเจย์ได้บ้างอ่ะนะ

คนก็เริ่มทยอยเข้ามากัน ระหว่างนั้นเราก็มองไปรอบๆ ก็สังเกตว่า คนมาดูคอนฯมีทั้งหลายวัย ทั้งวัยรุ่น คนทำงาน วัยกลางคนก็มีนะ แต่ไม่ได้เยอะมาก ทั้งชายและหญิง เราว่าสัดส่วนใกล้ๆกันเลยหล่ะ ทำให้รู้สึกดีใจกับเจย์ว่ามีแฟนๆหลากหลายดีมาก เข้าถึงคนได้ทุกกลุ่ม และที่เราสังเกตเห็นอีกอย่างคือ มีคนถือถุงหรือกระเป๋า haagen dazs ยืนอยู่รอบๆ ใจก็นึกว่า เอ๊ะ อย่าบอกนะว่าจะมาแจกไอติม รอแล้วรอเล่าไม่เห็นแจก สรุปว่า ที่ไหนได้ เค้ามาขายค่ะ แหม ไอ้เราก็นึกว่าพี่เจย์จะลงทุนเหมาไอติมแจกแฟนๆ แล้วก็แฟนๆก็นั่งกินขนมไปด้วยระหว่างที่รอ ได้กลิ่นก็เริ่มอยากกินเหมือนกัน 555



และแล้วคอนฯก็เริ่มตอน 8.45 เลทไปหน่อย พอไฟมืด ก็เริ่มมีประกาศซึ่งฟังไม่ออก เพราะเป็นจีนกวางตุ้ง แป๊ปนึงคอนเสิร์ตก็เริ่ม รายละเอียด เอาเป็นว่าไม่เล่าว่าเล่นเพลงอะไรบ้าง แต่ก็จะเล่าตามที่จำได้แล้วกัน

พอร้องไปได้ซักสามสี่เพลงก็มี MC เจย์ก็สวัสดีชาวฮ่องกง แล้วก็พูดว่า ถ้าร้องผิด ร้องเพี้ยน ยังไงก็ทำเป็นลืมๆไปซะ คนในฮอลล์ก็กรี๊ด เราก็กรี๊ดเหมือนกัน แหม ออกตัวแรงนะคุณพี่ แต่เท่าที่ฟังก็ไม่ค่อยเพี้ยนนะ เนื้อก็มีหลุดนิดหน่อย แต่ขอชมว่าระบบเสียงดีมากๆๆๆๆ ได้ยินชัดเจน แจ่มแจ๋ว เรียกว่า อิมแพค อารีน่า ของเราห่วยมากมาย เฮ้อ ทำไมเราไม่ได้เป็นอย่างเค้าบ้างนะ แล้วก็ถ้าจำไม่ผิด เจย์บอกว่า จะเล่นไม่ให้เหมือนวันอื่นๆ แต่ตอนดูเสร็จก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ไม่เหมือนวันอื่นตรงไหน อาจจะเพิ่มเพลงมั้ง เราเองก็จำไม่ค่อยได้ รู้แต่ว่าร้องเพลงที่เราชอบเยอะมาก อย่าง kai bu liao koa ก็ร้อง แต่เสียดายคือ ทำไมไม่ร้อง an jing เค้าอยากตะโกน ying wei wo tai ai ni

รอบนี้ที่เราดู แขกรับเชิญก็มี ซินดี้ ออกมาเล่นเปียโน เพลงของเธอเองเพลงนึง แล้วก็เพลงก็เจย์ จำไม่ได้แล้วว่าเพลงอะไรบ้าง แล้วก็มี Drifter แล้วก็อีกคนนึงคือ Gary เรารู้สึกว่ามันจะเยอะไปไหม แล้วก็นะ สงสาร Gary มากๆๆๆๆๆ ตอนที่เค้าออกมาร้อง คนในฮอลล์เดินออกไปกันเยอะเลย (เดาว่าไปเข้าห้องน้ำ) เราว่าเค้าคงเห็นหล่ะ เพราะคนเดินกันขวักไขว่จริงๆ จนพอ Gary ร้องจบ เจย์ออกมา ก็พูดถึง gary ว่า เป็นคนชวนมาร้องเพลงออกอัลบั้ม เพราะเห็นว่าได้ร่วมงานกันเยอะแล้ว ก็เลยคะยั้นคะยอให้มาเป็นศิลปินบ้าง เจย์ก็บอกอีกว่า ต่อไปเค้าแก่ลง ร้องเพลง เต้นไม่ไหวแล้ว ก็อยากจะเป็นเถ้าแก่บริหารงาน อยากให้ช่วยสนับสนุนศิลปินของเค้ากันด้วย T_T ซึ้งหง่ะพี่เจย์ แต่ก็นะ คนที่มาดูคอนฯ เค้าก็อยากดูเจย์เต็มๆนิ ก็เข้าใจทั้งเจย์และคนดู เอาเป็นว่า ก็จะพยายามสนับสนุนเจย์กันต่อไป



ที่ชอบมากๆในคอนฯนี้ก็มีอยู่สองสามอย่าง(จริงๆคือชอบทุกอย่าง) อย่างแรกก็คือ เปียโนสี่ฤดู อย่างที่สอง ที่เป็นจอแล้วเจย์ร้องเพลงเมดเล่ย์ที่เป็นครบ 10 ปี มีการเล่นฉากทั้งในจอและตัวจริง และก็อย่างที่สาม VTR ที่ปิดท้ายด้วยประโยคที่ประมาณว่า shui jiao wo shi zhou jie lun และก็โฆษณาหนัง the green hornet กรี๊ดสนั่นเลย อ้อ อีกอย่างนึงคือ เล่นเชลโล่ค่ะ จำได้ว่าตอนต้น เจย์บอกว่ามีของเล่นใหม่มา เดี๋ยวจะเอามาโชว์ ตอนแรกก็งงๆ พอตอนหลังอ่านข่าวถึงรู้ว่า เจย์ไปถอยเชลโล่ที่ฮ่องกงนี่เอง รวยจริงพ่อคุณ



สุดท้ายอังกอร์สามรอบ เป็นคอนเสิร์ตที่สนุกมากๆๆ ไม่แพ้ครั้งแรกที่ได้ดูในไทยเลย เจย์น่ารักจริงๆค่ะ มีพูดหยอดตลอด มีมุกทำให้ขำ เต้นก็เก่ง เสียงแทบไม่มีตกเลย สุดยอด สุโก้ยมากๆ

จบทริปวันแรก กลับห้องพัก หลับสนิท ส่วนวันที่สอง ที่เป็นคอนฯรอบสุดท้ายของฮ่องกง จะมาเล่าในวันถัดไป สนุกไม่แพ้วันแรกเลยหล่ะ ^^

ในบรรดารูปที่ถ่ายมา ชอบรูปนี้ที่สุด แสงบนเวทีส่องไปที่เจย์คนเดียว สวยงามเหลือเกิน




 

Create Date : 23 ตุลาคม 2553   
Last Update : 23 ตุลาคม 2553 23:05:02 น.   
Counter : 337 Pageviews.  

Beijing : I love you # 2

ห่างหายจากตอนแรกไปนาน ทีแรกกะว่าจะเขียนทุกอาทิตย์ แต่ความขี้เกียจและเกิดรู้สึกทะแม่งๆบางอย่างกับตัวเอง เลยไม่อัพเดทมันซะเลย 55555

คราวที่แล้วจบตรงที่ว่ากำลังจะเดินทางใช่ม้า แต่ขอเกริ่นนิดนึงก่อนว่าทำไมเราถึงเลือก BLCU เรื่องมันมีอยู่ว่า ตอนที่กำลังหาข้อมูลแล้วก็พอดีว่ามีงานจัดนิทรรศการศึกษาต่อประเทศจีน (แหม ดวงมันจะไป ก็มีงานนี้มารองรับเลยเชียว) ก็เห็นที่บูธนี้แหล่ะ คนเยอะคึกคักสุดๆ ก็พอรู้จักมหาลัยนี้มาบ้างแล้ว แล้วยิ่งมาดูบูธ อืมม์ ไว้ใจได้แน่ เพราะว่าเป็นมหาลัยที่เชี่ยวชาญการสอนภาษาจีนให้กับนักศึกษาต่างชาติ แถมยังเป็นศูนย์กลางการสอบวัดระดับภาษาจีน HSK (Hanyu Shuiping Kaoshi) อีกด้วย เรายังมีถามอาจารย์ที่ดูแลบูธนี้ด้วยว่า “ถ้าคนไม่เคยรู้ภาษาจีนมาก่อนไปเรียนที่นั่นเลยได้ไหมคะ เค้าสอนเป็นภาษาอังกฤษในขั้นเริ่มต้นหรือเปล่า” อาจารย์ท่านนั้นก็ตอบมาว่า “ไม่ต้องห่วงค่ะ เรียนได้เลย อาจารย์พูดอังกฤษได้” อ่ะฮ้า เสร็จเรา รอดแน่ ในใจคิดแบบนั้น ก็เลย เอาวะ เลือกที่นี่แหล่ะ แล้วเป็นเมืองหลวงด้วย คงจะเจริญพอใช้ได้น่า เราเองเป็นพวกวิตกจริตเอามากเหมือนกัน ยังไงก็ขอสบายหน่อยแล้วกันนะ รูปห้องนอน สถานที่ทั่วไปจากรูปถ่ายก็พอไหวนะ ก็ตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่า ที่นี่(ก็ได้) ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่มันก็มี เกี่ยวกับเรื่องภาษานี่แหล่ะ ก็เอาไว้เล่าตอนต่อไปแล้วกัน

เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก แป๊ปๆก็ใกล้จะเดินทางแล้ว ที่ OCA เค้ามีปฐมนิเทศด้วยน้า กับนักศึกษาที่กำลังจะไปเรียนจีนทั้งหมดเลย เราก็เอาแม่ไปด้วย ไปฟังเพื่อความอุ่นใจ ก็แปลกๆดี อายุปูนนี้แล้ว ยังต้องพาแม่ไปด้วย แต่พอเข้าไป เออ ผู้ปกครองก็เยอะดี คิดว่า ทุกคนก็ห่วงลูกหลานอ่ะนะ ไปไกลหูไกลตา ก็ขอมาฟังเพื่อความอุ่นใจ มีข้อสงสัยก็ถามกันไปเลย

ทีนี้ก็มีปัญหากันเรื่องตั๋ว เนื่องจากว่านักเรียนไทยทุกคนขอ request เป็นสายการบินไทย แต่ช่วงเวลาที่เราจะไปไม่มีตั๋วการบินไทยเลย จะรอก็ไม่ได้ เพราะว่าใกล้เปิดเรียนแล้ว ก็เลยต้องเลือกเป็นสายการบิน Air China ของจีนแทน ก็หวั่นๆใจนิดนึง แต่ทำไงได้อ่ะ มันไม่มีแล้วจริงๆ Y_Y

วันเดินทางทั้งครอบครัวมาส่งกันพร้อมหน้าพร้อมตา แต่ว่าเครื่องมันขึ้นตอนหลังเที่ยงคืนไปแล้ว เค้าก็อยู่กันได้ถึง 4 ทุ่มก็กลับไป แปลกนะ บางคนร้องไห้ แต่เราไม่เลย ลั้นลา มาก เพื่อนสนิทก็มาส่ง ให้ดอกไม้ กับตุ๊กตามา ขอโทษทีเถอะ กระเป๋าเดินทางกับของใช้ที่ยัดลงไปน่ะ หลายกระเป๋าอยู่ ก็เลยเอาแต่ตุ๊กตาไป ดอกไม้ฝากที่บ้านกลับ แล้วก็มาเม้าท์ตัวเองนิดนึง ขนสมบัติบ้าอะไรไปก็ไม่รู้ เยอะมาก ขนาดสายการบินใจดีให้ตั้ง 40 โล ยังเกินนะนั่น บ้าดีแท้ แต่ว่าก็เดินทางครั้งแรกนี่นา ไปอยู่ก็ตั้งนาน อะไรที่คิดจะขนไปได้ก็ขนไปหมด อ้อ เรื่องเงิน เนื่องจากว่าพ่อแม่ไม่ค่อยไฮเทค จะให้โอนเงินเข้าแบงค์ที่โน่นก็น่าจะลำบากเอาการ ก็เลย ขนเป็นเงินสดๆไป อุแหม่ ตอนนั้นที่ติดตัวไปก็สองแสนได้มั้ง เยอะมาก วิตกจริตสารพัด เพื่อนบอกว่า ‘แก เอาเงินติดตัวไปตลอดเวลาเลยนะ ใส่กระเป๋าสะพายแล้วคล้องตัวไว้เลย ห้ามเอาออกห่างจากตัวเด็ดขาด พาสสปอร์ตด้วย เคยมีคนทำเงินหายมาแล้วด้วย’ แค่นี้ ข้อยก็สติแตก มือจับกระเป๋าสะพายที่คล้องคอตลอดเวลา ไม่ให้ห่างจากตัว แต่ที่ไหนได้ ตอนที่ต้องเดินเข้า gate เค้าก็ให้เอากระเป๋าที่สะพายอยู่ มา x-ray อยู่ดี ตอนนั้นตาก็จ้องไปที่กระเป๋าตลอดเลย โผล่ออกมาก็คว้ามาคล้องคออย่างรวดเร็ว เหอๆๆๆๆ

เอาหล่ะ ก็มาถึงตอนขึ้นเครื่องแล้ว ตื่นเต้นๆๆๆๆ แล้วก็เห็นว่า อ้อ ในเครื่องบินมันเป็นเช่นนี้เอง จำไม่ได้ว่านั่งติดหน้าต่างหรือว่านั่งตรงกลาง ก็ได้เจอหน้าเพื่อนๆที่ต้องร่วมชะตากรรมในมหาลัยเดียวกันแล้ว ถ้าจำไม่ผิดจะประมาณ สิบกว่าคนได้ บางกลุ่มเค้าก็เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เรียนแล้ว ไอ้เราก็มาคนเดียว คุยกับเค้าก็ไม่ค่อยเก่ง ก็ได้แต่เงียบๆไปตลอดการเดินทาง สำหรับอาหารที่ได้กินบนเครื่องครั้งแรกเป็นอะไรรู้ไหมมม มันห่อมาในฟอล์ยอย่างดี เราก็เปิดมาด้วยความหวังว่าน่าจะเป็นพวกอาหารไทยอร่อยๆอ่ะนะ แต่ว่ามันคือ .....ข้าวต้มฮับ ข้าวต้มกับพวกผักดอง ima shock me เลย แบบว่า เฮ้ย จิงเหยอออเน่ แต่ก็กินเพราะว่า ไม่มีอะไรจะกิน 55555

ใช้เวลาอยู่บนเครื่องประมาณ 4-5 ชั่วโมงได้ หลับๆตื่นๆ มันไม่คุ้นนี่นา แต่แปลกนะ ไม่มีอาการปวดหูเลย มีก็แต่หูอื้อบางครั้งเท่านั้นเอง เอาหล่ะ ก็เตรียมตัวลงจากเครื่อง สัมภาระเยอะโคตรๆๆ หอบหิ้วพะรุงพะรังกันน่าดู พอถึงเวลาต้องไปเอากระเป๋าเดินทางใบเป้ง ปรากฎว่า ตอนแรก ยกผิดอัน แบบว่า เฮ้ย ใบนี้ของเราแน่ ลายนี้แหล่ะ ปรากฎว่า ยกออกมาดู ชิบ...มันไม่ใช่ของเรา แล้วของเราหล่ะ คนอื่นจะหยิบผิดเปล่า วิตกจริตสติแตกไปเลย รีบแบกกระเป๋าใบนั้นขึ้นรางไปเหมือนเดิม ซักพัก ใบของเราก็โผล่มา เฮ้อ รอดตัวไป

พอทุกคนในกลุ่มได้กระเป๋ากันเรียบร้อยแล้ว ก็เดินออกไปเพื่อที่จะเดินทางไปมหาลัย ตอนนั้นก็เอาเสื้อโค้ตเตรียมออกมาแล้วด้วย เค้าบอกว่าหนาว เราก็..มันจะหนาวซะขนาดไหนกันเชียว นี่มันฤดูใบไม้ผลิมะใช่เหรอ (ไม่ใช่ว่าไม่เช็คอุณหภูมินะ แต่นึกไม่ออกว่าอุณหภูมิแบบเลขตัวเดียวมันจะหนาวขนาดไหน ในความคิดเราตอนนั้น จากการ์ตูนที่อ่านมา ฤดูใบไม้ผลิ มันต้องอบอุ่นสิ ถึงจะถูก) ขึ้นรถบัสไปก็ไม่ค่อยหนาวเท่าไหร่นี่นา ใส่โค้ต มีผ้าพันคอ พอไหวอยู่นี่ (ชะล่าใจ)

ในที่สุดก็เดินทางมาถึงมหาลัย แต่ก็ไปหอพักกันก่อน ก็แยกย้ายกันไป แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ที่หอเดียวกันหมด เพราะว่าหอที่อยู่เป็นหอพักห้องคู่ที่ดีที่สุดในมหาลัย (บอกแล้วว่าเราขอความสบายเป็นหลัก 5555)

ตอนสองคงจะพอแค่นี้ก่อน ตอนต่อไปจะมาถึงตอนที่ลงทะเบียนอันแสนทุลักทุเล อากาศหนาวที่เคยปรามาสไว้ แล้วก็คลาสเรียนครั้งแรกกับอาจารย์ประจำชั้น ^^





 

Create Date : 14 พฤศจิกายน 2550   
Last Update : 15 พฤศจิกายน 2550 12:43:30 น.   
Counter : 192 Pageviews.  

Beijing : I love you # 1

ถ้าถามว่าในชีวิตที่ผ่านมามีความสุขที่สุดช่วงไหน ก็มีอยู่ 3-4 ช่วงเวลานะ เช่น สอบเข้าม.ปลายโรงเรียนที่ต้องการได้ / entrance ติดคณะที่เลือกเป็นอันดับ 1 / รับปริญญาจากในหลวง แล้วก็ไปเรียนที่ปักกิ่ง!!!

ประเดิมบล็อคหัวข้อใหม่ด้วยเรื่องนี้แล้วกันนะ ^^

ทำไมต้องปักกิ่ง นั่นสิเนอะ เรื่องนี้ไม่ใช่อยู่ดีๆคิดเองว่าจะไปเลยนะ แต่เพราะว่าได้คุยกับเพื่อนสนิทสมัยเรียนมหาลัย ที่เค้าไปเรียนที่ปักกิ่ง (ปู่เสี้ยว) ก็เล่าๆๆๆว่าเป็นไงมั่ง ประกอบกับว่าช่วงนั้นเบื่องานที่ทำอยู่ พอคุยไปคุยมา เออ ค่าใช้จ่ายก็ไม่ถึงกับแพงมาก แล้วช่วงนั้นภาษาจีนก็กำลังบูมได้ที่ทีเดียว พอหลังจากคุยกับเพื่อนเสร็จ ก็ลุยหาข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่เรียน ค่าใช้จ่าย เจอเวบที่ดีมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือ china2learn ก็ได้ข้อมูลมาเยอะเชียว แล้วก็ไปคุยกับธนาคารกรุงเทพ สุดท้ายก็ไปจบที่ OCA ซึ่งก็มีข้อมูลเรียนเยอะเชียวหล่ะ

เมื่อคำนวณค่าใช้จ่ายแล้ว ก็บากหน้าไปคุยกับสปอนเซอร์ส่วนตัว(ป๊ากับม๊านั่นเอง) ซึ่งก็ใจดีม๊ากเลย ไม่ถามไรมาก แค่ถามว่า แน่ใจแล้วนะ พร้อมที่ไปจริงๆ แค่นั้นเอง ที่เหลือก็ผ่านโลด เหอๆๆๆ

เสร็จแล้วก็ตั้งหน้าตั้งตารอเวลาที่จะสมัคร แต่แล้วก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้ช็อค อึ้ง ตะลึง และคิดว่า โปรแกรมนี้ ชั้นคงไม่ได้ไปแล้วแน่ๆก็คือ เหตุการณ์ 911

จำได้ว่าวันนั้นกลับไปถึงบ้าน เค้ากำลังดูทีวีข่าวเรื่องนี้กันอยู่ แล้วแค่ไม่กี่นาที ก็เจอภาพที่เครื่องบินลำที่ 2 ชนตึก WTC ช็อคค่ะ ช็อคมาก แบบว่า เฮ้ย นี่มันหนังหรือว่าเรื่องจริง หรือว่าเราฝันไป ก็อึ้งกันไปทั้งบ้าน เปิดเนตเช็คข่าวกันให้วุ่นวายเลยทีเดียว ตอนนั้นยังไม่ทันได้คิดถึงเรื่องไปเรียนเลย แต่พอวันรุ่งขึ้นระหว่างที่กำลังคุยกับเพื่อนที่ออฟฟิศเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า "แล้วชั้นจะได้ไปเรียนปักกิ่งได้ไหมนะ อร๊ากกกก" วิตกจริตไปสารพัด แต่ก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ถึงเวลาก็ไปปรึกษาพี่ที่เป็นหัวหน้างาน เค้าก็ใจดีมากเลย ให้คำแนะนำเยอะแยะมากมาก ซึ้งใจจริงๆ

ช่วงระหว่างนั้น ก็ตัดสินใจแล้วว่าเลือก OCA นี่แหล่ะ เป็น agency เตรียมจัดการเรื่องอื่นๆให้เรา เลือกมหาลัยได้แล้วว่าเป็น Beijing Language and Culture University (BLCU หรือ BeiYu) ก็เตรียมเอกสารไปเรื่อย พวก transcript ภาษาอังกฤษ ก็เลยต้องกลับไปที่มหาลัยขอเพิ่มเติม ทำ passport เรียนภาษาจีน รอเวลาที่จะออกเดินทางนอกประเทศครั้งแรก ตื่นเต้นไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว จะบอกว่า ไม่มีมีความรู้สึกอาลัยอาวรณ์บ้านและครอบครัวเลย(ใช้ไม่ได้เลยใช่ไหมหล่ะ Y_Y) มีแต่ความรู้สึกว่า "จะได้ไปใช้ชีวิตคนเดียว ได้เป็นอิสระ" คิดแค่นี้จริงๆ

ตอนต่อไปคงจะเป็นเรื่องการขึ้นเครื่องบินครั้งแรกในชีวิต พร้อมกับการเผชิญอากาศหนาวอุณหภูมิ 5 องศาเป็นครั้งแรก การลงทะเบียนและการเริ่มเรียนภาษาจีนใน class ครั้งแรกเนอะ

รูปข้างล่างเป็นประตูทิศใต้ที่เราใช้ประจำ เพราะว่าเป็นทางออกที่ใกล้หอที่เราพักมากที่สุก ไปซุปเปอร์มาร์เกต ออกไปนั่งรถเข้าเมือง และจิปาถะ อ้อ กดตังค์จาก ATM ด้วย เหอๆๆๆ




 

Create Date : 15 ตุลาคม 2550   
Last Update : 15 ตุลาคม 2550 18:21:51 น.   
Counter : 341 Pageviews.  


Valentine's Month


 
maples
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add maples's blog to your web]