เที่ยวและงานบันดาลสุข
Group Blog
 
All Blogs
 

แนะนำ Daily Coach Tour บาหลี

บาหลีเป็นเกาะใหญ่พอสมควร แต่การเดินทางไปท่องเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ไม่สะดวกนัก

ระบบรถโดยสารสาธารณะในบาหลีไปสู้ดี เป็นรถโดยสารขนาดเล็กที่เรียกว่า Bemo ซึ่งเวลาออกในแต่ละเส้นทางไม่แน่นอนต้องรอผู้โดยสารเต็ม และเป็นรถแบบหวานเย็น จอดรับส่งผู้โดยสารไปทั่วจึงเสียเวลามาก และไม่มีป้ายว่าไปไหนให้เห็นเด่นชัด

รถ Bemo


ส่วนการเช่ารถหรือมอเตอร์ไซค์ขับเที่ยวเอง แม้ร้านให้เช่ามีมาก แต่เพราะถนนอันคับแคบ เส้นทางคดเคี้ยว และป้ายบอกทางไม่ค่อยชัดเจน นักท่องเที่ยวจึงหลงทางได้ง่าย

คนไทยที่เดินทางไปบาหลีโดยเฉพาะคนห้องนี้จึงนิยมเช่ารถพร้อมคนขับกันไปเลย ซึ่งค่าเช่าก็สูงพอสมควร จึงเหมาะสำหรับคนที่เดินทางไปเป็นกรุ๊ปแล้วแชร์ค่าเช่ากัน

แต่สำหรับท่านที่เดินทางไปคนเดียว ผมมีข้อแนะนำอีกทางเลือกหนึ่งคือซื้อบริการ Daily Coach Tour ซึ่งขายอยู่ตามสำนักงานการท่องเที่ยวและเอเย่นต์ทัวร์ตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ

Daily Coach Tour เป็นทัวร์แบบวันเดียวไปเช้าเย็นกลับ หรือไปบ่ายกลับค่ำ เป็นทัวร์จอยหรือทัวร์แชร์ รถแต่ละคันจุลูกทัวร์ได้สูงสุด 7 คน เมื่อสำนักงานท่องเที่ยวหรือเอเย่นต์ทัวร์หาลูกค้าให้รถแต่ละคันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปก็ออกทัวร์ได้ คนที่ซื้อทัวร์นี้จึงมีโอกาสเจอเพื่อนใหม่ๆ จากทุกมุมโลก

ไปบาหลีคราวนี้ผมไปพักที่อูบุดเป็นส่วนใหญ่ ไปคนเดียว จะเช่ารถพร้อมคนขับก็ไม่คุ้ม จะเช่ามอเตอร์ไซค์ขับเที่ยวก็กลัวหลงทาง เลยตัดสินใจซื้อ Daily Coach Tour เกือบทุกวัน รู้สึกว่าคุ้มค่าดีครับ เลยนำมาแนะนำเผื่อจะเป็นประโยชน์สำหรับท่านที่จะไปบาหลี แล้วอยากเที่ยวรูปแบบนี้

โดยส่วนใหญ่ผมซื้อทัวร์จาก Ubud Tourist Information สำนักงานการท่องเที่ยวของเมือง ซึ่งตั้งอยู่ตรง 4 แยกหน้าวังอูบุด แต่บางเส้นทางผมก็ซื้อจากเอเย่นต์ทัวร์ซึ่งตั้งราคาไว้ถูกกว่า ก่อนตัดสินใจซื้อที่ไหนลองเดินดูหลายๆ ที่เปรียบเทียบกันนะครับ

เส้นทางทัวร์ 8 เส้นทาง ซึ่งครอบคลุมแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเกาะบาหลีเกือบทั้งหมดนี้ เป็นข้อมูลจาก Ubud Tourist Information ครับ ซี้อจากเอเยนต์ทัวร์อาจได้ถูกหรือแพงกว่า แต่พบว่าส่วนใหญ่แพงกว่าครับ

ราคาที่ปรากฎในแต่ละเส้นทางไม่รวมค่าเข้าชมแหล่งท่องเที่ยวในแต่ละที่นะครับ ส่วนอาหารเที่ยงคนขับซึ่งทำหน้าที่ไกด์ไปด้วยจะพาไปกินบุฟเฟ่ลันซ์ ซึ่งราคาสูงพอสมควร (300-400 บาท) จึงควรเตรียมเงินไปพอสมควร

ควรเตรียมโสร่งและสายรัดเอวไปด้วยครับ เพราะตามประเพณีเขาทุกคนไม่ว่าชาวบาหลีหรือคนต่างชาติต้องสวมใส่ก่อนเข้าวัดเพื่อแสดงความเคารพ โดยเฉพาะช่วงมีพิธีกรรมต่างๆ ซึ่งหน้าวัดแต่ละที่มักมีแม่ค้าขายหรือให้เช่าโสร่ง แต่ราคาแพงมาก

1.Singaraja-Lovina
ออกจากอูบุด 8.30 น. ราคา 200,000 รูเปียส
-Mengwi : วัดของราชวงศ์
-Bedugul : สวนพฤษศาสตร์และวัดริมทะเลสาบ Beratan
-Gitgit : น้ำตกใหญ่สุดของบาหลี
-Lovina : หาดสีดำ จุดชมปลาโลมา ด้านเหนือเกาะ
-Banjar : บ่อน้ำแร่
-Munduk : ไร่กาแฟ

Mengwi


2.Sun Set Tour
ออกจากอูบุด 14.00 น. ราคา 130,000 รูเปียส
-Baha : นาขั้นบรรได
-Mengwi : วัดประจำราชวงศ์
-Lodtuntuh : สหกรณ์จิตรกรรม
-Alas Kedton : ป่าลิง ค้างคาว
-Tanah Lot : วัดชมพระอาทิตย์ตก ริมทะเล


3.Bedugul Tour
ออกจากอูบุด 9.00 น. ราคา 130,000 รูเปียส
-Baha : นาขั้นบันได
-Mengwi : วัดประจำราชวงศ์
-Lodtuntuh : สหกรณ์จิตรกรรม
-Bedugul : สวนพฤษศาสตร์และวัดริมทะเลสาบ Beratan


4.Kintamani-Besakih Tour
ออกจากอูบุด 9.00 น. ราคา 140,000 รูเปียส
-Goa Gajah : วัดถ้ำช้าง
-Tampak Spring : วัดน้ำพุศักดิ์สิทธิ์
-Temen : ไร่กาแฟ
-Penelokan : ชมวิวภูเขาไฟและทะเลสาบบาตูร์
-Besakih : วัดใหญ่ที่สุดของบาหลีเชิงภูเขาไฟอากุง
-Bukit Jamblu : นาขั้นบันได
-Klungkng : อาคารศาลสถิตยุติธรรมโบราณ

Tampak Spring


5. Kintamani-Volcano Tour
ออกจากอูบุด 9.00 น. ราคา 125,000 รูเปียส
-Goa Gajah : วัดถ้ำช้าง
-Pejeng : วัดแห่งขุนเขา
-Gunung Kawi : วัดศิลา
-Tampak Spring : วัดน้ำพุศักดิ์สิทธิ์
-Temen : ไร่กาแฟ
-Penelokan : ชมวิวภูเขาไฟและทะเลสาบบาตูร์
-Kintamani : วัด Ulun Danu

ภูเขาไฟและทะเลสาบบาตูร์มองจากวัด Ulun Danu


6.Besakih/Mather Temple
-Goa Gajah : วัดถ้ำช้าง
-Gianyar : โรงงานผลิตผ้าบาติก
-Bengli : วัดใหญ่อันดับ 2 ของบาหลี
-Besakih : วัดใหญ่ที่สุดของบาหลีเชิงภูเขาไฟอากุง
-Bukit Jamblu : นาขั้นบันได
-Klungkng : อาคารศาลสถิตยุติธรรมโบราณ

Goa Gajah


7.Besakih/Mother Temple
ออกจากอุบุด 8.30 น. ราคา 160,000 รูเปียส
-Gianyar : โรงงานผลิตผ้าบาติก
-Klungkung : อาคารศาลสถิตยุติธรรมโบราณ
-Besakih : วัดใหญ่ที่สุดของบาหลีเชิงภูเขาไฟอากุง
-Sebetan : สวนเกษตร สละ
-Candidase : รีสอร์ทหรูริมหาด
-Tenganan : หมู่บ้านฮินดูแห่งแรกของบาหลี
-Goa Lawah : วัดถ้ำค้างคาว และแหล่งผลิตเกลือ

8.Uluwatu Tour
ออกจากอูบุด 9.00 น. ราคา 160,000 รูเปียส
-Peliatan : นิทรรศการภาพเขียน
-Mas : ศูนย์เกาะสลักไม้
-Celuk : ศูนย์หัตถกรรมเครื่องเงินและทอง
-Denpasar : พิพิธภัณฑ์บาหลี
-Kuta : หาดชื่อดังของบาหลี (คล้ายพัทยา)
-Uluwatu : วัดริมหน้าผา

หาด Kuta




 

Create Date : 15 ตุลาคม 2553    
Last Update : 16 ตุลาคม 2553 9:38:12 น.
Counter : 3352 Pageviews.  

แชมป์อาหารริมทาง


ได้อ่านผลโหวตในเว็บ //www.lonelyplanet.com แล้ว ผู้เขียนไม่รู้สึกแปลกใจเลย ที่เมืองไทยจะได้รับผลโหวตเป็นอันดับ 1 ของโลกในฐานะเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวที่มีอาหารริมทางดีที่สุดโลก
อาหารริมทาง หรือ “Street Food” เป็นที่พึ่งของบรรดานักเดินทางทั่วโลก เนื่องจากราคาถูก กินได้สะดวกและรวดเร็ว จนบางคนแปลเป็นไทยได้เจ็บปวดว่า “อาหารแดกด่วน”
ผู้เขียนมีโอกาสเดินทางไปหลายประเทศ ทั้งประเทศแถบเพื่อนบ้านไปจนถึงประเทศในยุโรป ก็ยังไม่เคยพบเลยว่ามีที่ไหนสามารถหาอาหารอาหารจานด่วนได้ตลอด 24 ชั่วโมง แถมหลากหลาย และราคาถูกแสนถูกเหมือนเมืองไทย
อาหารริมทางที่เมืองนอก อย่างในยุโรปหรืออเมริกาก็พอมีบ้าง แต่มีขายเฉพาะกลางวัน ส่วนใหญ่ก็อยู่ในรูปซุ้มขายแฮมเบอร์เกอร์หรือที่ฝรั่งเรียกว่าอาหารจั๊งฟู้ด ซึ่งถูกแปลเป็นไทยว่ “อาหารขยะ” เนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนาการน้อย
ผิดกับบ้านเรามีอย่างหลากหลายจะเลือกแบบเนื้อสัตว์ ก็มีทั้งเนื้อวัว หมู ไก่ ปลา กุ้ง หมึก หรือจะเลือกแบบอาหารมังสะวิรัต ซึ่งฝรั่งกำลังนิยมในเชิงอาหารเพื่อสุขภาพ ก็มีให้เลือกกินทุกเวลา ในราคาย่อมเยา แถมปัจจุบันยังมีเมนูอาหารนานาชาติที่เคยอยู่ในเมนูภัตตาคารหรูๆ ก็เอาลงมาขายกันริมทางกันด้วย นักท่องเที่ยวนานาชาติที่โหวตให้ไทยเป็นแชมป์ด้านอาหารริมทางชอบกินอะไร จะรู้ได้ก็ต้องไปดูที่ถนนข้าวสารศูนย์กลางของนักท่องเที่ยวแบบสะพายเป้ที่นิยมชมชอบอาหารราคาถูก
ที่แพร่หลายมานาน และปัจจุบันก็ยังได้รับความนิยมไม่เสื่อมคลาย คือผัดเส้นถังแตก เพราะระยะแรกที่ทำออกมาขายกันแค่กล่องละ 10 บาท เหมาะกับคนที่กำลังอยู่ภาวะถังแตก แต่จากการสำรวจล่าสุดพบว่าได้ขึ้นราคาเป็นกล่องละ 20 บาทแล้วในปัจจุบัน
เหตุผลที่ผัดเส้นถังแตกได้รับความนิยมนอกจากปัจจัยเรื่องราคาแล้ว ยังนับว่าเป็นอาหารมังสะวิรัต เพราะมีแต่ผักและเส้นซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในโลกตะวันตกในเชิงอาหารเพื่อสุขภาพ ทั้งที่จริงๆ แล้วเหตุผลที่แม่ค้าไม่ใส่ไข่หรือเนื้อสัตว์หมือนผัดไทย หรือก๋วยเตี๋ยวผัดอื่นๆ เพราะต้องการประหยัดต้นทุน
เมนูอื่นๆ ที่ได้รับความนิยม อาทิข้าวไข่เจียว ปอเปี๊ยะทอด ข้าวเหนียวมะม่วง ผลไม้ต่างๆ เนื้อย่างบาบีคิว ไปจนถึงอาหารแปลกๆ ของชาวอิสานเช่นแมลง และหนอนทอดกรอบ
ทีนี้มาดูความเห็นบรรดานักเดินทางจากต่างถิ่นที่แขวนปากท้องไว้กับอาหารริมทางบ้านเรา ผู้ใช้ชื่อว่า socki ให้ความเห็นว่า “ในกรุงเทพฯ สามารถเลือกหารับประทานอาหารอันหลากหลายได้ตลอดเวลาอย่างไม่น่าเชื่อในราคาไม่แพงและอร่อยจริงๆ”
dave925 บอกว่า “ผมไปมาแล้ว 30 ประเทศ เห็นว่าประเทศไทยโดดเด่นที่สุดในเรื่องอาหารริมถนน ผมคิดว่าที่นักท่องเที่ยวมากมายหลั่งไหลไปประเทศไทยเพราะอาหารริมทางที่สะอาดและบริการที่ดี กระตุ้นให้ผู้คนจำนวนมากได้ลิ้มลองอาหารราคาถูก”
จากความเห็นนี้ สรุปได้ว่าเหตุผลหนึ่งซึ่งดึงดูดให้นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะกลุ่มแบกแพกเกอร์เดินทางมาเที่ยวในประเทศไทยเพราะอาหารการกินที่หลากหลาย ราคาถูก และหาได้ง่ายดายจากรถเข็นขายอาหารริมถนน เรื่องนี้ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครซึ่งมักมองบรรดาหาบเร่แผงลอยคือผู้ร้ายที่จะต้องกำจัดออกไปให้พ้นทางได้เห็นความสำคัญของอาหารริมทางบ้าง แต่ขณะเดียวกันก็ควรจัดระเบียบให้ดูดี ไม่กีดขวางจราจร และดูแลในเรื่องความสะอาดและสุขอนามัย
ขณะเดียวกันก็อาจปิดถนนซอยบางสาย เช่นย่านเยาวราช แล้วเปิดเป็นภัตตาคารกลางแจ้ง ตลาดโต้รุ่งเหมือนย่านไชน่าทาวน์ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย หรือสิงคโปร์ รับรองได้ว่าจะสามารถดึงนักท่องเที่ยวมาสู่ประเทศไทยได้อีกมาก

เขียนในนาม "ฝันไกล" ลงในคอลัมน์ "แบกเป้ท่องโลก" นสพ.รายปักษ์ Traveler




 

Create Date : 11 กันยายน 2553    
Last Update : 11 กันยายน 2553 2:02:35 น.
Counter : 514 Pageviews.  

ฮวงซุ้ยเที่ยวได้

ไม่นานมานี้ ผู้เขียนมีโอกาสเดินทางไปท่องเที่ยวที่ประเทศไต้หวัน กัลยาณมิตรเจ้าถิ่นพาไปเที่ยว ณ สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งซึ่งน่าสนใจมาก คือฮวงซุ้ย

ฮวงซุ้ยแห่งนี้คงไม่น่าสนใจเท่าไร หากไม่ใช่เป็นที่ฝังศพของนักร้องดัง ชาวไต้หวัน นาม “เติ้ง ลี่ จวิน” หลายคนอาจไม่รู้จัก แต่พอบอกว่าเป็นคนร้องเพลง “เถี่ยน มี่ มี่” เป็นร้องอ๋อทันที

ถึงเธอเป็นชาวไต้หวัน แต่เธอก็โด่งดังไปทั่วโลก โดยเฉพาะในหมู่คนจีน ซึ่งก็เป็นที่รู้กันอยู่ดีว่าคนจีนนั้นมีอยู่ทั่วโลก ไชน่าทาวน์มีอยู่แทบทุกเมืองใหญ่ในโลก เธอมีชื่อหนึ่งว่า “เทริซ่า เต็ง”

ตอนที่เติ้ง ลี่ จวิน เสียชีวิตเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ.2528 จึงกลายเป็นข่าวดังทั่วโลก ยิ่งเธอเสียชีวิตแบบปริศนา

ผลชันสูตรแจ้งว่าเธอเสียชีวิตเพราะโรคหอบหืด แต่ก็มีข่าวบางกระแสว่าเธอถูกฆาตกรรม บางกระแสว่าเธอฆ่าตัวตาย ซ้ำเธอยังมาเสียชีวิต ที่จังหวัดเชียงใหม่ ในเมืองไทยนี่เอง ข่าวเธอเสียชีวิตกระทันหันจึงกลายเป็นข่าวพาดหัวหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์ไทยทุกฉบับในยุคนั้น

พิธีศพของเติ้ง ลี่ จวิน ถูกจัดขึ้นแบบรัฐพิธี โลงศพขอเธอถูกคลุมด้วยธงชาติสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) โดยอดีตประธานาธิบดีลีเต็งฮุย และประชาชนจำนวนหลายพันเข้าร่วมพิธีด้วยความอาลัยรัก

ศพของเติ้ง ลี่ จวิน ถูกฝันที่สุสานจินเป่าซาน อันเป็นสุสานบนภูเขาในเมืองจินซาน มณฑลไทเป ทางตอนเหนือของไต้หวัน ป้ายหลุมศพมีรูปปั้นของเติ้ง ลี่จวิน และคีย์บอร์ดเปียโนไฟฟ้าขนาดใหญ่ตั้งอยู่ที่พื้น

เมื่อมีคนเหยียบแต่ละแป้น จะมีเสียงออกมาต่างกัน แม้ว่าชาวจีนจะเชื่อว่าควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปในสุสานก็ตาม แต่สุสานของเติ้ง ลี่ จวิน มักมีแฟนเพลงจากทั่วโลกเข้ามาเคารพและรำลึกถึงเธออยู่เสมอ

ไกด์กิตติมศักดิ์ของเราเล่าว่า โดยปกติแล้วคนที่จะมาฝังศพที่สุสานเป่าซาน ต้องจ่ายค่าซื้อที่ไม่กี่ตารางเมตรกันถึง 70 ล้านเหรียญไต้หวัน (ประมาณ 70 ล้านบาท) แต่สำหรับเติ้ง ลี่ จวิน เจ้าของสุสานเรียกเก็บเป็นพิธิแค่ 1 เหรียญ เพราะเธอสร้างคุณูปการให้ประเทศชาติมากมาย

นับว่าผู้บริหารสุสานเป่าซานคิดถูก เพราะปัจจุบันสุสานแห่งนี้ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของไต้หวันไปแล้ว

บริเวณสุสานของเติ้ง ลี่ จวิน อยู่ในมุมที่สวย และกว้างใหญ่ ในขณะที่สุสานอื่นๆ เป็นเสมือน ทาวน์เฮาส์ ปลูกต่อกัน และยังมีคอนโดมิเนียมสูงหลายสิบชั้นสำหรับเก็บกระดูก

สุสานแห่งนี้เป็นสุสาน สำหรับคนรวย ดำเนินการโดย นักธุรกิจเอกชน ที่วาดความฝันว่า จะให้เป็น ดินแดนสวรรค์สุขาวดี ของคนที่ตายจากโลกมนุษย์นี้ สังเกตจาก สภาพฮวยซุ้ย ซึ่งสร้างด้วย หินอ่อน สวยงาม มีหินแกะสลัก รูปพระ เทวดา นางฟ้า สัตว์ต่าง ๆ รายล้อม

ที่สำนักงานขาย มีใบจองสุสาน และจัดเป็นพิพิธภัณฑ์อยู่ในอาคารที่สร้างเป็นลักษณะสถูปสูง ซึ่งเป็นที่ รวบรวมป้ายวิญญาณ รายชื่อของผู้ตายทั้งหมด มีรูปปั้นหุ่นขี้ผึ้ง เหมือนจริง ของอรหันต์ ๑๘ พระองค์ รูปร่างหน้าตา ค่อนข้างดุดัน บางองค์พิการ แต่รูปปั้น พระโพธิสัตว์ จะมีรูปร่าง หน้าตางดงาม ตามความเชื่อพุทธมหายาน

ข้างในพิพิธภัณฑ์ มีไม้จันทน์ขนาดกว่า ๑๐๐ กก. แกะเป็นหมอนสวดมนต์ มีบาตรใหญ่ที่สุดในโลก และมีรูปปั้น ต้าซือจือหูหว่า (ผู้ดูแลมนุษย์ ที่ฉลาดและโง่) ที่ลือชื่อ

ได้มาเที่ยวฮวงซุ้ยชื่อดังของไต้หวันแล้ว ทำให้คิดถึงเมืองไทยเรา ก็มีฮวงซุ้ยใหญ่ๆ ที่ฝังศพคนจีนอยู่มากมาย เช่นที่ชลบุรี หรือสระบุรี แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้เนรมิตให้เป็นแดนสุขาวดีเหมือนที่ไต้หวัน อาก๋ง อาม่าก็เลยนอนอยู่ใต้สุสานอย่างเหงาๆ รอแต่วันลูกหลานไปเซ็งเม้งปีละครั้ง

เขียนไว้ในคอลัมน์แบกเป้ท่องโลก
หนังสือพิมพ์ Traveler

หลับสบายเถอะเติ้ง ลี่ จวิน



นักท่องเทียวมาเยี่ยมเธอมากมาย


ทิวทัศน์อันงดงามของสุสานสุสานจินเป่าซาน


คอนโดเก็บกระดูก


ประติมากรรมงดงาม


ท่านๆ ที่นอนอยู่ที่นี่ไม่เหงาเพราะมีคนมาเยี่ยมเยือนทุกวัน


พระพุทธเจ้าผจญมาร


พระพุทธองค์และพุทธสาวก


ฮวงซุ้ยที่มีทิวทัศน์งดงาม


ภาพมุมกว้าง




 

Create Date : 11 กันยายน 2553    
Last Update : 15 กันยายน 2553 10:32:35 น.
Counter : 4999 Pageviews.  

นอนหลับฝันดีที่สนามบิน



สำหรับชาวแบคแพคแล้ว ไปเที่ยวแต่ละทีต้องหาทางประหยัดทุกวิถีทาง หลายครั้งพวกเราต้องไปรอต่อเครื่องบินกันหลายๆ ชั่วโมง หรือรอกันข้ามคืนเพื่อให้ได้ใช้สายการบินราคาค่าโดยสารประหยัดที่สุด

หรือเพื่อให้ได้ราคาตั๋วโดยสารถูกสุดๆ ก็ต้องออกเดินทางด้วยไฟลท์เช้าตรู่มากๆ หรือไปถึงจุดหมายเอากลางดึก ในช่วงที่รถเมล์ รถไฟฟ้าเข้าเมืองหยุดวิ่งแล้ว เหลือแต่รถแท็กซี่ ซึ่งค่าโดยสารแสนแพง ซึ่งอย่าหวังเลยว่าจะได้แอ้มเงินจากกระเป๋าเรา

ครั้นจะหาโรงแรมใกล้ๆ สนามบิน ส่วนใหญ่ก็ไม่ถูกนัก แถมได้นอนแค่ครึ่งคืนซึ่งไม่คุ้ม หลายคนจึงสมัครใจที่จะนอนที่สนามบินกันเลย ทำให้ประหยัดเงินไปได้อักโข

ชาวไทยเราอาจไม่คุ้นกับการประหยัดเงินวิธีนี้ แต่ชาวแพคแบคฝรั่งเขาทำกันเป็นกิจวัตร มีมาเนิ่นนาน จนมีผู้ตั้งตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญเปิดเว็บไซต์ขึ้นชื่อ //www.sleepinginairports.net/index.htm เพื่อให้คำแนะนำ และเป็นช่องทางแลกเปลี่ยนข้อมูลของคนที่นิยมนอนค้างในสนามบิน
เจ้าของเว็บบอร์ดเขาบอกว่า ดูเหมือนคนที่อาศัยสนามบินเป็นโรงแรมมีไม่มากและดูไม่ดีในสายตาคนทั่วไป แต่จากประสบการณ์รวบรวมข้อมูลจากคนคอเดียวกันมากว่า 14 ปี พบว่าเป็นชุมชนใหญ่พอสมควร และทุกวันนี้ก็ไม่ได้มีเฉพาะคนหนุ่มสาวที่กระเป๋าแบนแฟนทิ้งเท่านั้น แต่พบว่ามีทุกกลุ่มอายุและทุกกลุ่มรายได้ที่นิยมนอนตามสนามบินทั่วโลก

แต่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถนอนได้ในทุกสนามบิน เพราะสนามบินท้องถิ่นเล็กๆ บางแห่งปิดตอนกลางคืน หรือไม่อนุญาตให้ผู้โดยสารนอนค้างคืน บางแห่งนอนได้แต่อาจไม่สะดวกสบาย หรือไม่ค่อยปลอดภัย

ดังนั้นก่อนวางแผนไปนอนที่สนามบินแห่งไหนจึงควรหาข้อมูลกันก่อน ซึ่งเว็บไซต์ข้างต้นได้รวบรวมรายงานจากคนที่เคยไปนอนไว้ถึง 6,880 แห่งทั่วโลก

ในปี 2009 ที่ผ่านมาเว็บไซต์แห่งนี้ได้จัดโหวตหา 10 อันดับ สนามบินที่น่านอนมากที่สุด ซึ่งวัดจากสิ่งอำนวยความสะดวก ความเป็นมิตรของเจ้าหน้าที่ และความสบายของที่นั่งที่นอน ได้แก่ 1.สนามบินชางกี สิงคโปร์ 2.อินเชิน กรุงโซล 3.ฮ่องกง 4.ซีโพล ฮัมเตอร์ดัม 5.ดูไบ 6.มิวนิค 7.กัวลาลัมเปอร์ 8.สนามบินนานาชาติ แฟงค์เฟิร์ต 9.ซูริค 10.โคเปนเฮเกน

ส่วนสนามบินที่น่านอนน้อยที่สุด ซึ่งทางเว็บไซต์แนะนำไว้ว่า ควรหลีกเลี่ยง หากไม่จำเป็นจริงๆ ก็ไม่ควรนอนได้แก่ 1.สนามบินชาร์ล เดอโกล ปารีส 2.เซอเรเมไทโร มอสโคว์ 3.เดลี 4.ลอสแองเจลิส 5.เจเอฟเค นิวยอร์ก 6.ฮานอย 7.มนิลา 8.ฟูมิซิโน โรม 9.ฮาห์น แฟงค์เฟิร์ต 10.ฮีตโรว์ ลอนดอน

น่าแปลกที่ไม่มีสนามบินบ้านเราติดอันดับอยู่เลยทั้งสนามบินน่านอน และสนามบินไม่ควรนอน

เว็บไซต์นี้ยังได้ให้ข้อมูลเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยสำหรับคนที่จะไปนอนที่สนามบินดังนี้ เช่น ที่หมายแรกชาวเราควรเลือกนอนคือตามเก้าอี้นั่งต่างๆ ซึ่งบางสนามบินเป็นม้ายาวและมีพื้นที่กว้างทำให้นอนได้สะดวก แต่บางแห่งก็เป็นที่นั่งเดียวๆ หรือท้าวแขนกั้นทำให้นอนไม่สะดวก จะนั่งหลับก็เมื่อยมาก จึงควรหามุมนอนกับพื้นดีกว่า

จากนั้นต้องเล็งหาจุดที่เหมาะต่อการนอนเสียหน่อย เช่นบริเวณที่คนเดินผ่านไปมาน้อย แต่อย่าเปลี่ยวเกินไป มีคนอื่นนอนอยู่ก่อนบ้างแล้ว ไม่ใกล้ลำโพงประกาศของสนามบินเกินไป และต้องนั่งรถเวียนไปอีกไปเทอร์มินัลหนึ่ง หากหาที่เหมาะๆ ในเทอร์มินัลแรกไม่ได้

ควรเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมมูล เช่นถุงนอน แผ่นรองนอน หรือผ้าห่มผืนใหญ่ๆ เขาไปแนะนำให้นอนบนพื้นเปล่าๆ เพราะนอกจากดูไม่ดีแล้วพื้นสนามบินบางแห่งยังไม่ค่อยสะอาด ผ้าห่ม หมอน ซึ่งอาจยืมได้จากสายการบินในกรณีเจอเครื่องดีเลย์ นาฬิกาปลุก และสิ่งแก้เบื่อเช่นหนังสือ นิตยสาร เอ็มพี 3

ต้องเตรียมคำถามไว้ตอบเจ้าหน้าที่สนามบินซึ่ง 95% ไม่สนับสนุนให้นอนที่สนามบิน แม้ไม่ไล่ แต่จะมาถามซอกแซก เช่นทำไมไม่ไปนอนโรงแรมเหมือนคนอื่นเขา และอาจขอดูตั๋วเดินทางพรุ่งนี้ และอย่าทำตัวเป็นนักนอนที่สนามบินแบบมืออาชีพ แต่ทำตัวให้น่าสงสารเหมือนไม่มีที่ไป หากไปทำกร่างอาจถูกไล่ได้ง่าย เพราะในมุมมองของเจ้าหน้าที่สนามบินส่วนใหญ่คือ “สนามบินไม่ใช่โรงแรม”

ในหลายสนามบินมีเลาจ์ไว้ให้ผู้โดยสารพัก มีห้องน้ำและห้องอาบน้ำ มีเครื่องดื่มและอาหารเลี้ยงว่าง โดยเก็บค่าบริการไม่แพงนัก ไปนอนสนามบินไหนก็ควรเล็งหาไว้ก่อน จะสะดวกสบายมากขึ้น

สนามบินเป็นที่สาธารณะ อาจมีมิจฉาชีพแฝงเข้ามา จึงต้องระมัดระวัง กระเป๋าต้องวางไว้ใกล้ตัว ตอนหลับอาจต้องคล้องสายไว้กับมือหรือเอาขาเกี่ยวไว้ ต้องติดตัวตลอดเวลาแม้เข้าห้องน้ำ หากเจอคนมาไถเงิน วิธีรับมือง่ายๆ คือแกล้งฟังไม่รู้เรื่อง ตอบโต้ไปด้วยภาษาแปลกๆ ยิ้ม โบกมือ และอย่าแสดงท่าทางว่ากลัว

สุดท้ายการนอนที่สนามบินไม่เพียงแต่ช่วยประหยัดเงิน แต่ถือว่าเป็นการผจญภัยอย่างหนึ่ง ดังนั้นจึงสนุกและมีความสุขกับมัน แล้วคุณจะนอนหลับและฝันดีที่สนามบิน


จากคอลัมน์แบกเป้ท่องโลก นสพ.Traveler ฉบับ 1-16 ส.ค.53
โดยฝันไกล




 

Create Date : 26 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 26 กรกฎาคม 2553 8:29:25 น.
Counter : 4821 Pageviews.  

จากฮอยอันถึงอยุธยา ไทยแพ้เวียดนาม (อีกแล้ว)

ได้อ่านข่าว “แร้งลง…มรดกโลก อยุธยา” ใน Traveler เมื่อฉบับก่อน ทำให้คิดเมืองมรดกโลก “ฮอยอัน” ที่ผู้เขียนไปเยือนเมื่อปีที่แล้ว

ฮอยอันเป็นเมืองเล็กๆ ในภาคกลางของเวียดนาม แต่เมืองนี้ได้สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวให้แก่ประเทศเวียดนามมหาศาล เพราะเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของประเทศ ที่ชาวญวนล้วนภาคภูมิใจ


ความเหมือนของฮอยอันและอยุธยา อยู่ตรงที่ต่างก็เป็นเมืองมรดกโลกด้านประวัติศาสตร์วัฒนธรรมเหมือนกัน แต่ระบบการจัดการของ 2 เมืองนี้กลับต่างกันลิบลับ

ขณะที่ฮอยอันยังคงมีบรรยากาศย้อนยุคไปในศตวรรษที่ 16-17 หน่วยงานผู้รับผิดชอบสามารถรักษาฮอยอันไว้ได้ภายใต้บรรยากาศเก่าๆ โดยได้รับความร่วมมือจากคนพื้นที่อย่างดีเยี่ยม สามารถเรียกนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมเยือนได้ปีละหลายล้านคน

ขณะที่อยุธยาบ้านเรากลับถูกปล่อยปละละเลยให้เกิดทัศนอุจาดทั่วไป ทั้งกลุ่มพ่อค้าแม่ขายที่เข้าไปบุกรุกตั้งร้านค้าบริเวณโบราณสถานสำคัญ ปล่อยให้มีการก่อสร้างอาคารสมัยใหม่บดบังหรือทับพื้นที่ประวัติศาสตร์

จึงน่าศึกษาว่าชาวเวียดนามเขามีวิธีการจัดการกันอย่างไร จึงสามารถรักษาเมืองฮอยอัน ไว้เป็นเมืองมรดกโลกอันน่าภาคภูมิ ไม่ต้องมามัวกังวลใจว่าจะถูกยูเนสโกถอดถอนออกจากบัญชีมรดกโลกเมื่อใดเหมือนอยุธยาบ้านเรา

ชาวญี่ปุ่นเริ่มเข้ามาตั้งถิ่นฐานในฮอยอันตั้งแต่ต้นคริสตศตวรรษที่ 16 หลักฐานสำคัญคือสะพานญี่ปุ่นกลางเมือง ซึ่งยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นสัญญลักษณ์ของเมือง


ฮอยอันได้กลายเป็นเมืองท่าใหญ่ในช่วงคริสตศตวรรษที่ 17-18 พ่อค้าวาณิชและนักเดินเรือชนชาติต่างๆ ทั้งญี่ปุ่น จีน ดัชท์ และชาติต่างๆ ในยุโรปอพยพมาอยู่ทำมาค้าขาย ก่อให้เกิดชมชนนานาชาติ แต่งแต้มสีสันทางด้านวัฒนธรรมอันหลากหลาย

ความเจริญรุ่งเรืองของฮอยอันเริ่มร่วงโรยลงตั้งแต่คริสตศตวรรษที่ 19 ภายหลังจากท่าเรือบริเวณอ่าวดานังซึ่อยู่ไม่ไกลนักเจริญขึ้นมาแทนที่ ฮอยอันได้กลายเป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆ ริมแม่น้ำอันตื้นเขิน


แม้เผชิญกับสงครามอยู่หลายปี แต่สถาปัตยกรรมอันโดดเด่นของฮอยอันก็รอดพ้นจากการถูกทำลายมาได้ ยังหลงเหลือโบราณสถานอยู่ถึง 194 แห่ง รัฐบาลเวียดนามเห็นคุณค่าของฮอยอัน จึงได้วางโครงการอนุรักษ์ให้เป็นสมบัติของชาติตั้งแต่ปี 1985 และปี 1999 ยูเนสโกได้ประกาศให้ฮอยอันเป็นมรดกโลก


รัฐบาลเวียดนามได้ตั้งสมาคมฮอยอันขึ้นมาทำหน้าที่ส่งเสริมและอนุรักษ์เมือง โดยได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลญี่ปุ่นส่งที่ปรึกษามาทำงานร่วมกับทีมงานชาวเวียดนาม

งานชิ้นแรกคือออกสำรวจอาคารบ้านเรือนในเขตเมืองเก่าครอบคลุมถนน 3 สาย พบว่าหลายหลังได้ถูกดัดแปลงจนสูญค่า ทีมงานได้คัดเลือกอาคารหลายหลังเข้าร่วมโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูให้มีสถาปัตยกรรมแบบโบราณ โดยได้รับความช่วยเหลือด้านงบประมาณจากรัฐบาลเวียดนามครึ่งหนึ่งและอีกครึ่งออกโดยเจ้าของอาคาร

เห็นได้ว่าความสำเร็จของโครงการนี้นอกจากความเอาจริงเอาจังของสมาคมฮอยอันซึ่งรัฐบาลเวียดนามอยู่เบื้องหลังและการใช้กฎหมายควบคุมการก่อสร้างอย่างเคร่งครัดแล้ว จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของประชาชนในพื้นที่ด้วย

วิธีการที่รัฐบาลเวียดนามใช้ไม่ใช่การไล่ที่ประชาชนเพื่อเอาอาคารบ้านเรือนมาเก็บรักษาไว้ แต่ยังปล่อยให้ประชาชนทำมาค้าขายในอาคารเดิมของตนต่อไป และรณรงค์ให้เจ้าของของอาคารเห็นประโยชน์จากอนุรักษ์และฟื้นฟูเมืองเก่าขึ้นมา จนยอมเสียค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่ง


ประโยชน์ที่เจ้าของอาคารได้รับนอกจากได้ซ่อมแซมอาคารบ้านเรือนของตนเอง โดยออกเงินแค่ครี่งเดียวแล้ว ยังได้ประโยชน์จากทำมาค้าขายคล่องขึ้นจากจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นหลังโครงอนุรักษ์และฟื้นฟูเมืองเก่าสำเร็จ

แต่แค่นี้อาจยังไม่พอทางทีมงานจึงมีอีกมาตรการเพื่อดึงดูดให้คนในพื้นที่เข้าร่วมโครงการ โดยการเปิดอาคารบางหลังที่มีลักษณะโดดเด่นที่เป็นศาลเจ้า สมาคมต่างๆ หรือบ้านของตระกูลเก่าแก่บางหลังให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชม โดยขายเป็นตั๋วค่าเข้าชมเป็นแพคเกจ ซื้อเพียงใบเดียว สามารถเลือกเข้าชมในอาคารตามจำนวนที่กำหนดไว้ และแบ่งรายได้ส่วนหนึ่งให้เจ้าของอาคาร และส่วนหนึ่งได้กลายเป็นกองทุนเพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูเมืองในอนาคต


ความสำเร็จในการบริหารจัดการเมืองฮอยอันทำให้ที่นี่กลายเป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิตที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ประชาชนในพื้นเต็มใจให้ความร่วมมือกับรัฐบาล เพราะเขาได้ประโยชน์โดยตรง


ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าสายเกินไปหรือไม่ที่ผู้เกี่ยวข้องในการอนุรักษ์และฟื้นฟูเมืองมรดกโลกอยุธยาเมืองหลวงเก่าของไทยจะพิจารณาตัวอย่างความสำเร็จของฮอยอัน

จากคอลัมน์ แบกเป้ท่องโลกกว้าง นสพ.Traveler 1-16 ส.ค.52
โดย ฝันไกล










 

Create Date : 26 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 15 กันยายน 2553 23:44:11 น.
Counter : 1880 Pageviews.  


mamao
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ผู้เขียนเป็นคนหนึ่งซึ่งชอบเที่ยวสไตล์แบกเป้เดินทางไปทั่ว สมัยก่อนก็อาศัยข้อมูลจากหนังสือหรือนิตยสารซึ่งมีข้อจำกัดมากมาย ทั้งต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงในการซื้อหา รวมทั้งมีข้อมูลไม่ครบถ้วนและไม่ค่อยทันสมัย แต่เมื่อถึงยุคดิจิตอล ก็ได้พึ่งพาข้อมูลออนไลน์จากเพื่อนพ้องน้องพี่ที่มาร่วมแชร์ประสบการณ์ ผู้เขียนเองมีโอกาสได้รับเชิญจากหนังสือพิมพ์รายปักษ์ Traveler ให้เขียนคอลัมน์ประจำ "แบกเป้ท่องโลกกว้าง" จึงขอนำข้อเขียนที่ลงตีพิมพ์แล้วมาร่วมแชร์บ้างครับ รวมทั้งรีวิวจากการไปท่องเที่ยวทั้งในและนอกประเทศ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อท่านๆ บ้างไม่มากก็น้อย แล้วช่วยให้ Comment และเพิ่มเติมนะขอรับ

ขอแถมให้อีกบล็อกครับ เป็นบันทึกจากงานอาชีพล้วนๆ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อทุกท่านครับ
Friends' blogs
[Add mamao's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.