กันยายน 2562

1
2
3
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
All Blog
โลกธรรมนั้นน่ะมันทำให้ใจของเราเป็นทุกข์นะ ให้เรารู้จักโลกธรรมตามความเป็นจริง
โลกธรรมนั้นน่ะมันทำให้ใจของเราเป็นทุกข์นะ ให้เรารู้จักโลกธรรมตามความเป็นจริงนะ
 
การสร้างบารมี พระพุทธเจ้าให้เราเข้าใจเรื่อง "โลกธรรม"

ถ้าเรารู้จักโลกธรรมแล้วเราก็ได้ชื่อว่า รู้จัก "ธรรมะ'

เมื่อเรารู้ธรรมะแล้ว ใจของเราจะได้สร้างบารมี อยู่ในท่ามกลางโลกธรรมนี้แหละ

"โลกธรรม" นั้นเป็นสถานที่สร้างบารมี สร้างความดี สร้างคุณธรรมของมนุษย์ทุกคนนะ
ร่างกายที่ถือว่าเป็นของ ๆ เรานี้ พระพุทธเจ้าให้ถือว่าเป็นโลกธรรมนะ

ทำไมถึงถือว่าเป็นโลกธรรม?
เพราะร่างกายนี้มันมีแก่ เจ็บ ตาย พลัดพราก เวทนาที่มันมีอยู่ในกายของเรานี้ก็ถือว่า...เป็นโลกธรรมเหมือนกัน เพราะเดี๋ยวก็สุข เดี๋ยวก็ทุกข์ เฉย ๆ มันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
 
สัญญาความจำที่มันอยู่ในร่างกายของเรา มันก็ไม่เที่ยงแท้แน่นอน เดี๋ยวก็จำได้ เดี๋ยวก็จำไม่ได้ เพราะสัญญานั้นมัน ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตนของเรา มันเป็นโลกธรรม มันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
 
สังขาร…ความปรุงแต่งที่มันอยู่กับกาย อยู่กับใจของเรานี้ มันก็หยุดอยู่นิ่ง ๆ ไม่ได้ มันคิด มันปรุง มันแต่ง มันจะหยุดปรุงแต่งก็…เมื่อเราตาย หรือ หมดลมหายใจ

ให้เรารู้จักสังขารความปรุงแต่ง ว่านี้มันเป็นโลกธรรม
เราจะไปตามโลกธรรมไปมันไม่ไหวหรอก เดี๋ยวเราเป็นโรคประสาท โรคจิตแย่เลยเรา!!
 
วิญญาณ…ตัวผู้รับรู้ที่มันอยู่ประจำในกายกับเรานี้ ที่อาศัยตา หู จมูก ลิ้น กาย แล้วรับรู้
รับรู้แล้วก็ส่งมาหาใจของเรา ถ้าเราไม่รู้จักโลกธรรมตามความเป็นจริง เรานี้ก็แย่เหมือนกันนะ
 
ในชีวิตประจำวันของเรานี้นะ มันเกี่ยวข้องกับโลกธรรมทั้งวัน ทั้งคืน
พระพุทธเจ้าให้เรารู้จักโลกธรรม เราจะได้แยกใจออกจากโลกธรรม มันจะได้มีเรื่องน้อยลง มีปัญหาน้อยลง ใจของเราจะได้สงบ ใจของเราจะได้เย็น
 
มนุษย์ คนเรานี้นะ ถ้าเราเอาใจไปไว้ที่ไหนมันแย่เลยนะ เพราะสิ่งต่าง ๆ นั้นมันเป็นโลกธรรม เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอน มันเป็นนิมิตทางใจที่ให้เราตามโลกธรรมนั้นไป
 
พระพุทธเจ้านั้นท่านให้เราเสียสละโลกธรรมออกจากใจของเรานะ
อย่าได้พากันตามโลกธรรมไป ใจของเราผัสสะอารมณ์ที่เป็นโลกธรรม เราอย่าได้ตามไป
เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่าง นั้นไม่มีอะไรนะ มันเพียงแต่มาปรากฏการณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
 
132ถ้าใจของเราไม่หลงในโลกธรรม ไม่หลงในนิมิต สิ่งเหล่านั้นมันก็ไม่มีอะไร

เพราะทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ไม่มีอะไรที่จะจีรังยั่งยืน
หายใจเข้าแล้วก็ต้องหายใจออก หายใจออกแล้วก็หายใจเข้า
เราทานอาหารก็ต้องระบายออก เรายืน เรานั่ง เรานอน ต้องเปลี่ยนอิริยาบถอยู่ตลอดเวลา
สิ่งเหล่านี้นะ คือเหตุ คือปัจจัยที่ให้เราเกิดสติ เกิดปัญญา เกิดธรรมะนะ
 
ตั้งแต่ก่อนน่ะ มนุษย์เราทุกคนเป็นเด็ก ความเป็นเด็กมันก็ต้องเปลี่ยนไป ความเป็นหนุ่มเป็นสาวมันก็ต้องเปลี่ยนไป ที่เราพบเราเห็นในชีวิตประจำวันมันมีแต่เปลี่ยนแปลงไปทั้งนั้น
 เราไม่ต้องไปหาธรรมะที่ไหนหรอก เพราะธรรมะสัมผัสกับใจของเรานี้นะ โลกธรรมมันมาสัมผัสกับใจเรานี้
 
138ความสุขเราก็อย่าไปติดอยู่ในความสุขนั้น เพราะความสุขก็เป็นโลกธรรมเหมือนกัน
138ความทุกข์เราก็ไม่ต้องไปติดกับความทุกข์นั้น เพราะความทุกข์นั้นก็เป็นโลกธรรมเหมือนกัน
138ความเจ็บความตายเราก็ไม่ต้องไปติดกับความเจ็บความตาย เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นโลกธรรม

เขาก็ต้องเปลี่ยนแปลงของเขา ใจของเราก็ต้องรู้นะ ความเกียจคร้านมันเกิดขึ้นกับเรา เราต้องรู้ เราจะไม่ต้องติดอยู่ในความเกียจคร้าน

เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นโลกธรรม ทำให้เรามีปัญหา

ความอยาก ความต้องการ ความปรารถนา แสวงหาความสุข ความสะดวก ความสบาย เพื่อสนองอารมณ์ สนองตัว สนองตน พระพุทธเจ้าให้เรารู้จักนะ นี้แหละ คือ "โลกธรรม" 

เรากำลังหลงอยู่ในโลกธรรม เรายินดีในกามคุณทั้งหลาย ที่เรากำลังแสวงหาความชอบใจ ถูกใจ
ที่มนุษย์ มีปัญหาเพราะแสวงหาอารมณ์ที่มันเป็นกามคุณ
 
พระพุทธเจ้าให้เรารู้จักนะ อารมณ์ที่เป็นกามคุณ

ใจของเราที่บริสุทธิ์แท้ ๆ นั้นมันจะไม่มีกามคุณอยู่ในใจ มันจะไม่มีนิวรณ์อยู่ในใจ
 
นิวรณ์นั้น คือ โลกธรรมนะ
 

เราจะหนีโลกธรรมนั้นน่ะ เราต้องหนีด้วยปัญญา คือ รู้แจ้งเห็นจริง ว่าโลกธรรมทั้งหลาย ทั้งปวงนั้นไม่ควรเข้าไปยึดมั่น ถือมั่น เราพากันมาเรียนรู้ มาศึกษา เพื่อแยกใจของเราออกจากโลกธรรม
 
ความพอ ความต้องการของเราทุก ๆ คนนั้นนะ มันไม่รู้จักพอหรอก ยิ่งได้มากมีมากเท่าไหร่ก็ยิ่งไม่รู้จักพอ
 
ถ้าเราตามโลกธรรมไปเท่าไหร่...131ใจ...ของเรายิ่งมีปัญหานะ!! 
131ใจ..ของเรายิ่งเศร้าหมองนะ
131ใจ…ของเรายิ่งมีมลทินนะ
ถ้าเราตามโลกธรรมไป…131ใจ..ของเราไม่สง่างามนะ
 
 
ผู้ที่ตามโลกธรรมไปนั้น ศีลนั้นย่อมไม่ดี สมาธินั้นย่อมไม่ดี เพราะ ไม่มีปัญญารู้แจ้งตามความเป็นจริง!!

คนที่ตามโลกธรรมนั้นไป ถือว่า..เป็นอลัชชีนะ ความไม่ละอายต่อบาป เกรงกลัวต่อบาปย่อมมีมากยิ่งทวีคูณ

ที่เราพากันปฏิบัติให้เข้าถึงมรรคผลนิพพานไม่ได้นั้น เพราะเราไม่รู้จักโลกธรรม ทำตามความอยากความต้องการ ทำตามนิวรณ์เป็นสิ่งที่เสียหายมาก ๆ ตั้งอยู่ในอลัชชี ไม่ละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป
 
ศีลนี้ดีนะ ศีลนี้จะมาหยุดเรามาเบรกเรา เพื่อไม่ให้เราทำตามโลกธรรม

มนุษย์เรานี้นะถ้าไม่มีศีล ไม่สามารถที่จะปฏิบัติบรรลุมรรคผลนิพพานได้นะ
เพราะศีลนี้ คือพื้น คือฐาน ของสัมมาสมาธิ
 
มนุษย์เราทุก ๆ คนน่ะ ถ้าไม่มีศีล ไม่รักษาศีลนั้น สัมมาสมาธินั้นเกิดขึ้นไม่ได้นะ
เพราะเหตุว่าพื้นฐานแห่งการรองรับ สัมมาสมาธินั้นมันไม่มี
และสัมมาสมาธิ ต้องเป็นพื้นฐานรองรับสัมมาปัญญา
สัมมาปัญญา เป็นพื้นเป็นฐาน ให้เกิดธรรมะ 
ธรรมะเกิดขึ้น ไม่ได้ ถ้าไม่มี สัมมาปัญญา
และ ธรรมะ ก็เป็นพื้นเป็นฐานให้เกิด วิมุต หลุดพ้น หมดกิเลส สิ้นอาสวะ
 
ศีลห้า เป็นพื้นฐาน ให้กับประชาชนทุกคนที่กำลังเป็นมนุษย์ ต้องมีศีลห้าเป็นพื้นฐาน
ถ้าเราไม่มีศีลห้า ร่างกายเรา เป็น มนุษย์ แต่ใจเรา ไม่ใช่นมนุษย์นะ!!!
 
ให้เราทุกคนกลับมาดู ใจ ตัวเราเอง
ใจ..ของเรามีศีลห้ามั้ย??

ชีวิตประจำวันของเรา..ใจมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
 
ถ้าใจเราไม่มีศีลห้า ใจเราก็ เป็นเปรต เป็นยักษ์ เป็นมาร เป็นผี เป็นอสูรกาย เป็นเดรัฉาน มันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ขึ้นๆ ลงๆ
 
ถ้าเรามีความละอาย ต่อบาป เกรงกลัวต่อบาป ใจก็เป็นเทวดา เป็นพระอริยะเจ้า
 
ศีลห้า นี้ เป็นสิ่งสำคัญ ...

ถ้ามีศีลห้า เราจะไม่ตกนรก ไม่ไปเกิด เป็นเปรต ไม่ไปเกิด เป็นผี เป็นยักษ์ เป็นมาร เป็นอสูรกาย เป็นเดรัฉาน ศีลห้า นี้ ปิดอบายภูมิ ศีลห้า นี้ดีมาก ไม่ให้ชีวิตเราตกต่ำ ไม่ตกไปในทางที่ชั่ว!!
 
พระพุทธเจ้าให้ทุกคนเข้าใจ เน้นศีลห้า เป็นสิ่งสำคัญมาก

ศีลห้า พระพุทธเจ้าท่าน เน้นที่เจตตนา ให้งดเว้นในสิ่งที่ผิด สิ่งไหนผิดไม่คิด ไม่พูดไม่ทำ สงสัยอยู่ก็ไม่ฝืนทำ ถ้าฝืน ทำไปก็ผิดศีลแน่นอน
 
ใจ ของเรา มันต้องตั้งอยู่ในพื้นฐาน ศีล สมาธิ ปัญญา....เราทุกคนต้องดำเนิน ชีวิตอยู่ใน ศีล สมาธิ ปัญญา
 
ผู้ที่ได้เกิดเป็นมนูษย์ ถือ ว่าประเสริฐมาก สถานที่สร้างบารมีของเราทุกๆคน อยู่บนพื้นฐานแห่งความเป็นมนุษย์

ใจ ของเราทุกคนไม่มีพลัง ก็เพราะว่า...ไม่มี ศีล เป็นพื้นฐาน เพื่อจะรองรับให้มันเกิด สัมมาสมาธิ
 
พระพุทธเจ้าท่าน ให้เราดำเนินชีวิต ทั้งทางกาย ทางใจ ไปพร้อมๆ กัน โดย การไม่ทำบาปทั้งปวง
ทำแต่บุญ แต่กุศล ไม่ประมาท ไม่เพลิดเพลิน ให้ มีสัมมาทิฐิ มีศีล สมาธิ ปัญญา นี้อยู่ตลอดเวลา
 
ชีวิตของเรา ถือว่า เป็นชีวิตที่ประเสริฐ ให้เราเอามาบำเบ็ญบารมี ตามรอย พระพุทธเจ้า
 
มนุษย์เราทุกคน ถึงจะเป็น มหาเศรษฐี มีทรัพย์สมบัติมากมายแค่ไหน ถึงเวลาตายไป ก็ไม่เห็นมใครเอาทรัพย์สมบัติ ข้าวของเงินทอง ติดตัว ไปด้วยได้เลย 

บุญกุศล บารมี คุณธรรม ที่เราทุกคนได้บำเบ็ญ ประพฤติ ปฏิบัติ เป็นปฏิปทา เดินตามรอย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ที่เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ จะเป็นที่พึ่งอันประเสริฐ เป็นแสงสว่าง ให้พวกเราเดินตามรอยพระองค์ สู่มรรคผลนิพพาน ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายของพวกเราทุกๆคน
 
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
ณ.วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม 
เมตตามอบให้ ณ วันที่ ๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๑
 



Create Date : 18 กันยายน 2562
Last Update : 18 กันยายน 2562 13:03:31 น.
Counter : 69 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#15



MaKiNoh
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]