บันทึกการพิชิต มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ของ นร ป โท อังกฤษ วัย 26 ปี (Hodgkin Lymphoma)

<<
สิงหาคม 2558
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
17 สิงหาคม 2558
 

ตอนที่ 33 เก็บสเต็มเซลล์















ก่อนอื่นต้องขออภัยพ่อแม่พี่น้องและทุกๆคน ที่ห่างหายไปนานจริงๆไม่ได้หายไปไหนค่ะ แค่งานเยอะ เลยไม่ว่างมาอัพเดช ตอนนี้สุขสบายดียังไม่ได้เป็นอะไรไปนะคะ >< 


และขอสรุปเรื่องราวชีวิตไว้นิดนึง แบบประวัติเรื่องย่อการรักษา เป็น Timeline เพื่อให้เข้าใจง่ายแก่ผู้อ่านทุกท่านนะคะ

2013

May: พบว่าตัวเองเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ชนิด Hodgins Lymphomaเจอก้อนที่ขั้วปอดขนาด 9 CM
May – Dec: ให้ยาคีโม สูตร ABVD 12 ครั้ง ระหว่างนั้นมีติดเชื้อราที่ปอดและเป็นงูสวัด

2014

Jan-Feb: ก้อนที่ขั้วปอดเหลือ 6 CM ต้องฉายแสงอีก 18 ครั้ง
Feb: เป็นวัณโรค ขณะฉายแสง ต้องหยุดฉายแสงไป 2 อาทิตย์เพื่อรักษาตัว
May: เจอก้อนเนื้อขนาด 4 CM ข้างในหัวใจห้องล่างขวา ต้องทำการผ่าตัดโดยด่วนและก้อนที่ขั้วปอดโตเป็น 10 CM และยังมีก้อนเล็กก้อนน้อยใหม่ เพิ่มในปอดเพิ่มอีก
June – Nov: ให้สูตรยาคีโม 3 สูตรแบบสลับกัน MINE/ESHAP/EPOCH ทั้งหมด 6ครั้ง

รอยยิ้มของพ่อ

หลังจากโดนคีโมบึ้มอย่างสะบักสะบอม ไปอีกรอบคราวนี้ก็ถึงเวลาลุ้นผล ว่า ผล PET SCAN จะออกมาเคลียร์ไหม ปรากฎว่า ก้อนที่ขั้วปอดจาก 10CM เหลือแค่ 2.9*1.6 CM (SUV Max 4 จาก 20) เป็นอันว่าตอบสนองต่อยา แต่ว่ายังไม่หมด เพราะว่าตัวก้อนนั้นยังจับน้ำตาลอยู่ แต่ที่น่าดีใจและเป็นข่าวดีที่สุดในรอบปีคือ ตอนก่อนผ่าหัวใจนั้นมีก้อนในหัวใจอยู่ 4 CM พอหลังผ่า หนึ่งเดือน ได้ไปทำเอคโค่ใหม่ที่หัวใจ ปรากฎว่าก้อนในหัวใจที่เดิมขึ้นมาใหม่เป็น 5 CM แต่หลังจากให้ยาคีโมไปอีก 6 ครั้ง ก้อนในหัวใจหายไปหมดแล้ว หายวับไปเลย เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ณ ตรงนั้น ตอนเราทำเอคโค่ประเมินซ้ำหลังจบคอรส์คีโม เป็นการทำเอคโค่ที่ยาวนานที่สุด คือ ตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึงเที่ยงใช้หมอทั้งหมด 3 คน ในการตรวจสอบ เพื่อยืนยันว่าไม่มีก้อนแล้วจริงๆ

เป็นครั้งแรกที่เห็นรอยยิ้มของป๊าในรอบปี  ป๊าเป็นเสือยิ้มยาก ไม่เคยยิ้มเลย แม้แต่ตอนลูกรับปริญญา ก็ไม่เคยยิ้ม ตอนที่เห็นป๊ายิ้มได้นี่รู้สึกดีใจกว่าก้อนที่หัวใจไปอีก ก็ไม่รู้ทำไมรู้สึกแบบนั้น แต่แค่รู้สึกว่าดีใจที่อย่างน้อยก็มีสิ่งดีๆเกิดขึ้นในชีวิตป๊าบ้าง อาจารย์หมอเจ้าของไข้ ก็แซวว่าตัวกะเปี๊ยก เล็กนิดเดียว ทำอะไรกันต้องนาน ปกติเค้าเอคโค่ กัน ครึ่งชั่วโมง แต่อาจารย์ก็พูดไปยิ้มไป เรารู้หน่าอาจารย์ก็ดีใจในผลงานตัวเองไม่แพ้กัน เพราะสูตรยาที่อาจารย์เอามาใช้กับเรา พยาบาลที่วอร์ดคีโมอยู่มาเป็นสิบปีก็งง ไม่เคยเห็น ใช้สามสูตรสลับกัน   ตัวอาจารย์เอง ก็เผลอหลุดปากออกมาว่า “ดีนะ ที่ผ่านมาได้” เพราะตอนที่เราได้สูตรยา EPOCH อาจารย์บอกว่า ตายไปหนึ่ง โคม่าไปสอง อาจารย์หมอก็เลยกลัวว่า เราจะตายก่อนเพราะยามันแรงมาก แกก็โล่งใจที่แกจัดหนักจัดเต็ม และยังพยุงเราให้ถึงฝั่งอย่างปลอดภัย

แม้จะถึงฝั่งอย่างปลอดภัย แต่การเดินทางครั้งนี้ก็ยังไม่จบเพราะว่า ยังมีก้อนเหลืออยู่บ้าง แม้ก้อนในหัวใจ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่มันเคยยึดไว้พ่ายไปแล้ว แต่เราก็ไม่ควรประมาท และต้องวางแผนการเดินทางต่อ ร่างกายเราก็ผ่านมรสุมมาเยอะเหลือเกิน และแผนการเดินทางใหม่ของอาจารย์นั้น คราวนี้ท้าทายกว่าเก่า เพราะอาจารย์บอกว่า “ ต้องเริ่มเก็บ Stemcell แล้วนะเพื่อทำการปลูกถ่ายไขกระดูก ”

การปลูกถ่ายไขกระดูกคืออะไร

การปลูกถ่ายไขกระดูก คือหนึ่งในวิธีการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือด เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว (ลูคีเมีย) มะเร็งต่อมน้ำเหลือง หรือ โรคผิดปกติเกี่ยวกับเม็ดเลือดต่างๆจากไขกระดูก อวัยวะส่วนที่อยู่ด้านหลังของเราตรงก้นกบนั่นแหละ ไขกระดูก  เป็นอวัยวะสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดต่างๆเหมือนเป็นโรงงานผลิตเลือดในร่างกาย เพราะฉะนั้น ถ้าอยากหายขาดจากโรคเหล่านี้ต้องเปลี่ยนโรงงานผลิต หรือ ไขกระดูก โดยการปลูกถ่ายไขกระดูกนั้น มี 2 ประเภท คือ การใช้เซลล์ต้นกำเนิดของตัวเอง (Autologousstem cell transplant) และ การใช้เซลล์ต้นกำเนิดของคนอื่น (Allogenic bone marrowtransplant)

ปล. ไขกระดูก ไม่ใช่ ไขกระดูกสันหลัง  มันคือคนละส่วนกัน เห็นกระทู้หนึ่งในพันทิป เขียนผิด อย่าเข้าใจอะไรกันผิดๆนะคะ

การใช้เซลล์ต้นกำเนิด หรือที่เราเรียกว่า Stemcell ในโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองถือว่า เป็นโรคที่โชคดีที่สามารถใช้ Stemcell ของตัวเองในการปลูกถ่ายไขกระดูกได้ แต่ถ้าเป็น ลูคีเมีย หรือมะเร็งเม็ดเลือดขาวนี่ต้องใช้ของคนอื่นเท่านั้นถึงจะรักษาหายขาด เราเองก็ดีใจที่ ตนสามารถเป็นที่พึ่งแห่งตนได้วู้วววว แผนการรักษาต่อจากนี้ก็คือ เก็บสเต็มเซลล์ของตัวเองเพื่อปลูกถ่ายไขกระดูก แล้วก็ลัลลา แล้วจ้า

แต่เดี๋ยวก่อน ก่อนที่จะไปถึงปลายทางที่สดใสมันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะการปลูกถ่ายไขกระดูก ต้องอยู่ในห้องปลอดเชื้อ และมันก็คือการทำคีโมอย่างหนึ่ง คือหมอจะใส่ระเบิดบึ้มคีโมขนานใหญ่ทำให้ไขกระดูกเราม่องเท่งไปเลย หลังจากนั้น จึงค่อยๆหยอดสเต็มเซลล์ที่เราเก็บได้ ใส่เข้าไปทางสายเลือดเพื่อให้ตัวสเต็มเซลล์เข้าไปในจุดที่บึ้ม และก็รอให้ร่างกายฟื้นฟูสร้างไขกระดูกขึ้นมาใหม่ ขั้นตอนนี้จะอันตรายมากที่สุด อาจตายได้ ต้องอยู่ในห้องปลอดเชื้ออย่างต่ำ 40วัน เหมือนอยู่ดีๆ เอาระเบิดเขวี้ยงไปที่ต้นไม้หน้าบ้านถอนรากถอนโคน ขุดดิน แล้วใส่เมล็ดเข้าไปใหม่ รอมันงอก ซึ่งบางทีมันอาจจะไม่งอกหรือ มีโรคแทรกซ้อน ทำให้ไม่กำเนิดต้นใหม่ สี่สิบวันอย่างต่ำ ที่โดนขังเดี่ยว  เพื่อนที่เคยทำสเต็มเซลล์บอกว่า แค่กินน้ำเปล่ายังเจ็บ มีปุ่มกดข้างๆ แต่ไม่ใช่ปุ่มอ็อดแต่เป็นปุ่มกดมอร์ฟีน แก้ปวด แค่ฟังอย่างนี้ก็สยองแล้ว ตอนนั้นไม่น่าไปถามหรืออ่านไดอารี่คนที่ทำสเต็มเซลล์มาก่อนเลย  ทำให้ป๊อดเลย ฟังๆอ่านๆ เบื้องต้น นี่คือขั้นตอนการรักษาใช่มั้ยเนี่ย สงสารร่างตัวเองจริงๆ แต่เอาวะ ลุ้นกันไปเลยทีเดียว บึ้มทีเดียว สร้างใหม่ทีเดียวเหมือนระเบิดนิวเคลียร์ลงพื้นที่ฆ่าซอมบี้และสร้างเมืองใหม่เพื่ออนาคตที่สดใสรอยู่ข้างหน้า ให้มันจบๆกันไปเลย

แต่คุณหมอบอกว่าไม่ต้องห่วงถ้าใช้ Stemcell ของตัวเองนั้นโอกาสแทรกซ้อนน้อย โอกาสตายน้อย แต่อะไรที่ขึ้นชื่อว่าเป็นส่วนน้อยที่คนไม่เป็นกัน เรานี่เป็นหมด ก็เลยเกิดความกลัวตายขึ้นมาทันที หมอยิ้มเบาๆบอกว่าไม่ต้องห่วงค่ะ เพราะว่าถ้าเป็นการรับ Stemcell จากผู้อื่น หรือรับจาก Donor มีสิทธิ์ตายสูงกว่า เพราะร่างกายสามารถจับได้ว่าเป็นเซลล์ต้นกำเนิดของคนอื่น เป็นสิ่งแปลกปลอม เกิดการต่อต้านได้ง่ายกว่า และถ้าผู้บริจากไขกระดูกมีกรุ๊ปเลือด A แต่เรามีกรุ๊ปเลือด B หลังจากปลูกถ่ายไขกระดูกสำเร็จ   เลือดเราก็จะเปลี่ยนเป็น Group A โดยอัติโนมัติ เหมือนโรงงานผลิตเปลี่ยนเครื่องปั๊ม  ผลผลิตก็เลยได้ต่างไปออกจากเดิม

เอาเป็นว่า เราใช้ของตัวเองได้  ก็ไม่ต้องซีเรียสเนาะ แต่คุณหมอก็บอกว่า มีงานวิจัยระบุว่าการปลูกถ่ายไขกระดูกโดยใช้เซลล์ของตัวเองนั้น (Autologous Bone MarrowTransplant) ควรทำสำหรับผู้ป่วยที่ดื้อยาหรือกลับมาเป็นซ้ำในหนึ่งปี พอทำการปลูกถ่ายเสร็จ 90%ของผู้ป่วยมีชีวิตปลอดมะเร็งไปอีก2-3 ปี แต่หลังจากนั้น 5-8 ปี ก็อาจกลับมาเป็นซ้ำได้ มันเป็นวิธีการรักษา ที่ไม่ได้มีผล 100%ว่าจะหายขาดจากโรค   หรืออาจจะเป็นมะเร็งชนิดอื่นได้อีก แต่เป็นแค่ทางเลือกในการรักษาเท่านั้น และคุณหมอยังบอกอีกว่าไม่ต้องไปกังวลกับอนาคตมากเอาชีวิตปัจจุบันให้รอดก่อน

ปัจจุบัน เสต็มเซลล์ ใช้แค่ รักษามะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และโรคธาลัสซีเมีย เท่านั้น!!.ถ้าเอาไปใช้อย่างอื่นเพื่อความงาม รักษาโรคอื่น หรือ เก็บรกเด็กไว้ทำเสตมเซลล์นี่ทางการแพทย์ไม่รับรองนะจะ เข้าใจด้วย ! อ่านเพิ่มเติมที่ลิงค์นี้ค่ะ

//www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1424922524


เคยมีลูกสาวเพื่อน อายุ 2 ขวบ เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบ ALL ซึ่งพ่อแม่น้อง เคยเก็บรกสเต็มเซลล์ไว้ตั้งแต่เกิด  แต่พอเกิดเรื่อง ปรากฎว่า รกสเต็มเซลล์นั้น ใช้ในการปลูกถ่ายไขกระดูกไม่ได้  แต่โชคยังดีที่ ได้รับสเต็มเซลล์ หรือ เซลล์ต้นกำเนิด จากพี่น้องได้ เด็กคนนั้น เลยได้ทำการปลูกถ่ายไขกระดูกและมีชีวิตรอดมาถึงทุกวันนี้


ขั้นตอนการปลูกถ่ายไขกระดูก

คุณหมอบอกว่ามี 3 ขั้นคร่าวๆ

1. ก่อนปลูกถ่าย

1.1 มีหลายอย่างต้องเตรียมพร้อม นั่นคือทั้งร่างกายและจิตใจ โดยในบางกรณี หมอต้องให้พบจิตแพทย์ เพื่อให้จิตแพทย์รับรองก่อนว่าผู้ป่วยมีจิตใจที่เข้มแข็งพอที่จะอยู่คนเดียว และรับมือกับการปลูกถ่ายไขกระดูกได้   โดยผู้ป่วย ต้องนอนอยู่ในห้องปลอดเชื้อ ที่มีเครื่องกรองอากาศ Hepa filter ในห้องจะไม่มีเชื้อราหรือ มีฝุ่นน้อย เพราะเม็ดเลือดขาวเราจะเหลือศูนย์ ห้ามทานผักผลไม้สดระหว่างการรักษา ห้ามทานถั่วเพราะว่าอาจมีเชื้อราแฝง อาหารต้องอุ่นแล้วอุ่นอีกอย่างต่ำ 5 นาที นมต้อง ผ่านการ Sterilized มา ผ้าห่ม เสื้อผ้า ผ้าปูที่นอน ต้องเปลี่ยนทุกวันและผ่านการฆ่าเชื้ออย่างดี ซักแบบพิเศษ ในห้องจะหนาวมากเพราะว่าต้องเป็นอุณภูมิที่เย็นมาก เพื่อที่จะฆ่าเชื้อโรครอบๆในห้อง   นี่เป็นแค่รายละเอียดคร่าวๆ หมอบอกว่าจะมีลิส บอกรายละเอียดอีกที  อย่าเพิ่งใจร้อนนะ

1.2 คุณหมอจะใส่สายสวนหลอดเลือดดำ Rightatrial catheter สำหรับให้ยาเคมีบำบัดไปบึ้มไขกระดูกเรา เพราะเป็นโดสสูง โดสแรงการให้ผ่านเส้นที่แขน จึงเป็นไปแทบไม่ได้ สายนี้สำคัญมากเพราะเป็นทั้งสายใส่ยาคีโมสายใส่เซลล์ต้นกำเนิด หรือแม้กระทั่งดูดเลือดต่างๆ จึงห้ามติดเชื้อเด็ดขาด ต้องดูแลรักษาความสะอาดอย่างดีส่วนใหญ่ใส่ที่คอ ขนาดของสายจะประมาณเท่าหลอดชานมไข่มุก สองหลอด

1.3 คนไข้บางรายอาจต้องได้รับการฉายแสงก่อน ทั่วตัวหรือ ฉายแสงที่สมอง ก่อนเข้ารับการปลูกถ่ายไขกระดูกเพราะว่าเชื้อมะเร็งอาจหนีขึ้นไปอยู่ที่สมอง เคยมีเคสของคนที่เรารู้จัก เค้าเคยทำสเต็มเซลล์แล้วแต่ก่อนทำไม่ได้ฉายแสงที่สมองพอปลูกถ่ายไขกระดูกเสร็จ ปรากฎว่ากลับมาเป็นซ้ำเพราะว่า เชื้อมะเร็งที่สมองกลับมาใหม่คราวนี้ก็ไม่รู้จะรักษาอย่างไรแล้ว สุดท้ายพี่แกก็ค่อยๆกล้ามเนื้ออ่อนแรง ตาบอดและ จากไปในที่สุด ในเคสของเราคุณหมอบอกว่าเดี๋ยวจะประเมินกันอีกที

2. ระยะปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด

ก็คือ การบึ้ม ไขกระดูกเรานั่นเองโดยการให้คีโมโดสสูง เหมือนคีโมสิบรอบพร้อมกันทีเดียว โดยจะให้คีโมหลายวัน วันละ 1-2 ชั่วโมงแล้วแต่สูตร เอฟเฟก ก็อาจมีการ แน่นหน้าอกเล็กน้อย หนาวสั่น มวนท้อง ท้องเสีย ฉี่ปนเลือดแต่อาการจะหายไปเองภายใน 12 ชั่วโมง นอนตื่นมาก็หายไปละ

3. ระยะหลังการปลูกถ่าย เซลล์ต้นกำเนิด

เม็ดเลือดขาว แดง เกล็ดเลือด ทุกอย่างจะค่อยๆลดลง โดยระยะนี้ คือระยะที่เราไม่มีไขกระดูกแล้วจ้า ร่างกายจะรอเซลล์ต้นกำเนิดทำงาน คือคุณหมอจะใส่สเต็มเซลล์ที่เราเก็บมาจากตัวเอง หรือ จากคนอื่นนี่แหละ เข้าไปในตัวเราและเราก็ลุ้น ว่าตัว Stemcell นั้นจะติด และเข้าไปเจริญงอกงามในไขกระดูกไหม ช่วงนี้จะใช้เวลาประมาณ 10-20 วัน และให้ระวังเรื่องการติดเชื้อมีไข้ต้องรีบแจ้งให้โลกรู้   เกล็ดเลือดอาจต่ำได้ ห้ามแคะขี้มูก แกะเกาส่วนต่างๆของร่างกาย ถ้ามีซีดอ่อนเพลียก็ให้เลือดเพิ่ม และอาจมีแผลในปาก กินอะไรไม่ได้ เพื่อนบอกว่าเจ็บปากเจ็บลิ้น จนต้องกินยาชา เพื่อให้กลืนข้าวได้ ผิวก็อาจจะแห้งมากๆ ก็คือ ช่วงรับเอฟเฟ็กนั่นแล แต่ถ้าผ่านช่วงนี้ไปได้ ก็ รอด !! ค่ะ ได้ชีวิตใหม่


ขั้นตอนการเก็บStem cell

อื้อหืมม บอกเลยว่าไม่ธรรมดา และท้าทายมากๆๆ เพราะว่า มันก็คือการทำคีโมอย่างหนึ่ง และเป็นการกดไขกระดูกให้เม็ดเลือดขาวในตัว ให้เหลือต่ำที่สุดและหลังจากนั้นก็ฉีดกระตุ้นทุกวันให้เม็ดเลือดขาว จากหลักสิบ ขึ้นมาเป็นหลักหมื่น เรียกว่ายิ่งกว่าตบหัวและลูบหลัง คือ กระทืบเม็ดเลือดขาวซ้ำให้เหลือตกต่ำสุดแล้วกระชากขึ้นมาใหม่ให้เกินหมื่น (คนปกติมีเม็ดเลือดขาวอยู่ที่ 3-5 พัน) มนุษย์คีโมจะรู้ดีว่า มันไม่ง่ายเลยที่จะเข็นเม็ดเลือดขาวให้ขึ้นขนาดจาก หลักร้อยเป็นหลักพัน ยังยากเย็นแสนเข็ญ กินไข่กันจนจะบินได้ และนี่จากสิบเป็นหมื่น ภายในเวลาที่กำหนด แล้ว ชั้นจะเอาเม็ดเลือดขาวที่ไหนมาให้ค่ะ?



1. ให้ยาคีโมชื่อ Cycophospamine 4,000 Mg โดสแรง

การเก็บเซลล์ก็คือการโดนยาคีโมขนานแรงอีกนะแหละเพื่อกดไขกระดูกให้ เม็ดเลือดขาวเหลือต่ำที่สุด ยิ่งต่ำยิ่งดีถ้าได้ยาคีโมสูตรนี้ต้องขอคุณหมอให้ผสม Mesna เข้าไปด้วยเพื่อกันกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ถ้ามันอักเสบเมื่อไหร่ ก็ไม่มียาตัวไหนแก้ได้ ต้องรอร่างกายฟื้นฟูเองเท่านั้นและบอกเลยว่าทรมานสุดๆ แต่ในกรณีของเรานั้น คุณหมอเจ้าของไข้ ได้คุยกับคุณหมอปลูกถ่ายไขกระดูกว่าการเก็บสเต็มเซลล์รอบนี้ จะทำไปเพื่อการรักษามะเร็งไปด้วย คือ ปกติ การเก็บเซลล์ใช้ยาคีโมแค่ตัวเดียวคือ Cycophospamine แต่ครั้งนี้จะอัดไปเลย 4 ตัว คือ Etoposide,Vincristine, Doxorubicin, Cycophospamine (EPOCH) เม็ดเลือดขาวได้ตกต่ำสมใจคุณหมอสเต็มเซลล์แน่  แต่จะขึ้นทันใช้งานมั้ย นี่อีกเรื่อง ถ้าเป็นคนปกติที่มาเก็บสเต็มเซลล์ให้คนอื่นหรือ มาบริจาคสเต็มเซลล์ ก็ไม่ต้องโดนยาคีโม แต่แค่ต้องฉีดกระตุ้นเม็ดเลือดขาวเท่านั้น


2. ฉีดยากระตุ้นเม็ดเลือดขาว
หลังจากได้ยาคีโมไป
5 วันเต็ม24 ชั่วโมง วันที่ 6 ที่เริ่มถอดสาย   ก็คือวันที่เริ่มฉีดกระตุ้นเม็ดเลือดขาว ต้องฉีด Nueprojen 480 mg ไปทุกวัน จนกว่าเม็ดเลือดขาวจะขึ้นเกินหมื่น มนุษย์คีโมทั้งหลายจะรู้ว่าการฉีดกระตุ้นเข็มนึงนั้นมันทรมานแค่ไหน เพราะจะปวดกล้ามเนื้อ ไปทั้งตัว เหมือนวิ่งมาราธอนต่อตีแบต ไตรกีฬาทุกวัน รอบนั้น ไม่สามารถนอนได้กินได้เลย เพราะปวดไปทั้งตัว ต้องพึ่งยาแก้ปวดและยานอนหลับอย่างเดียวเท่านั้น เพื่อไม่ให้มีสติรับรู้อะไร แต่ถ้าสำหรับคนปกติที่มาบริจาคสเต็มเซลล์และมีร่างกายแข็งแรงอยู่แล้ว อาจจะแค่รู้สึกปวดบ้างแต่คงไม่ปวดมากเพราะไม่ได้โดนฉีดกระตุ้นทุกวันเหมือนมนุษย์คีโมอย่างพวกเรา คือ คนที่มาบริจาคหรือ Donor อาจโดนฉีดยาวันเดียวก่อน เก็บสเต็มเซลล์เพื่อให้เม็ดเลือดขาวพุ่งเกินหมื่นบางคนฉีดแล้วพุ่งไปถึง สี่หมื่นก็มี

3. ใส่สายสวนที่คอ( Double Lumen )

เป็นอีกหนึ่งภารกิจที่ท้าทานมากเช่นกันเพราะว่า ก่อนจะลงมือเก็บสเต็มเซลล์นั้น ต้องโดนเจาะเลือดทุกวัน วันไหนที่เม็ดเลือดขาวขึ้นคือ เกินหมื่น วันนั้นแหละคือวันพิชิตภารกิจ โดยก่อนที่จะเก็บสเต็มเซลล์จะต้องใส่สายสวนที่คอ หรือใส่ท่อขนาดใหญ่ ประมาณหลอดชานมไข่มุก สองหลอด  การเก็บเซลล์ก็เหมือนการบริจาคเลือด แต่ ต้องใช้เส้นเลือดใหญ่ของร่างกาย ไม่สามารถใช้ที่แขนหรือขาได้ เพราะเส้นเลือดเล็กไป ส่วนมากจะใช้ที่คอ หรือ ที่ขาหนีบแต่นิยมที่คอกันมากกว่า โดยการใส่ท่อไม่สามารถเจาะใส่แบบธรรมดาได้ต้องปรึกษาหมอดมยา ในการต่อท่อเข้าไป ก็คือต้องเข้าห้องผ่าตัดเล็กนั่นเอง โดยคุณหมอจะอัลตราซาวนด์ รอบๆคอเราส่วนมากจะทำที่คอฝั่งขวา เพราะว่า เส้นเลือดจะใหญ่กว่าฝั่งซ้าย พออัลตราซาวนด์ดูตำแหน่งรอบๆคอเสร็จ ก็จะจุดพิกัด และฉีดยาชา บริเวณนั้น หลังจากนั้นก็จะปักเข็มและใส่ท่อเข้าไปข้างๆ เหมือนมีสายยาวโผล่จากคอติดอยู่จนถึงหู ยาวประมาณ 20 ซม เป็นท่อแข็งๆรู้สึกเหมือนเป็นมนุษย์กลายพันธุ์ ของแท้ เหมือนมีท่อไว้ดำน้ำอยู่ข้างๆหูตลอดเวลาไม่สามารถที่จะนอนตะแคงทับได้ หันคอไปทางขวาก็ไม่ได้ ให้ความรู้สึกเหมือนคอเคล็ดปวดๆ หน่วงๆ ไปหลายวัน จนกว่าจะเอาท่อออก



การที่ต้องมีสองเส้นนั้นเพื่อให้การเก็บสเต็มเซลล์ไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว โดยการเก็บสเต็มเซลล์จะต้องเข้าเครื่องปั่น เจ้าหน้าที่จะเซ็ตเครื่อง เอาสายมาต่อกับท่อที่คอเราและทำการปั่นเลือดในตัวเรา ได้ยินแว่วๆว่าประมาณ ลิตร   โดยจะดึงเลือดในตัวเราทั้งหมด ออกมาปั่นและเครื่องจะแยกสเต็มเซลล์ออกจากกระแสเลือดของเราเอง หลังจากนั้นเครื่องก็จะคืนเลือดที่เหลือของเราเข้าสู่ในตัวเรา


4. การเก็บสเต็มเซลล์

การปั่นสเต็มเซลล์ครั้งนี้ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง เต็มๆเพราะเราเป็นคนตัวเล็ก ต้องใช้ความเร็วในการดึงเลือดออกจากตัวช้า ไม่งั้นจะเป็นอันตราย และต้องใช้เครื่องเก่า เครื่อง แมนเนล ทำด้วย เพราะว่า น้ำหนักน้อยเกิน ต้องคอยเฝ้าตลอด ถ้าเป็นคนตัวใหญ่ๆ ใช้เครื่องใหม่ แค่สามชั่วโมงก็เสร็จแล้ว โดยระหว่างการเก็บสเต็มเซลล์ ไม่สามารถไปห้องน้ำได้ ไม่สามารถลุกออกจากทั่นั่งได้ เพราะสายต่อที่คอกับเครื่องไม่สามารถแยกออกจากกันได้ จนกว่าจะทำภารกิจเสร็จ เพราะฉะนั้น คุณพยาบาลและเจ้าหน้าที่จะให้เราใส่ แพมเพิส และให้ถ่าย หรือ ฉี่ ในแพมเพิส ระหว่างเก็บสเต็มเซลล์ และต้องกินอาหารเช้ามาให้พร้อมก่อนเริ่มเก็บด้วย  ห้ามอดอาหารเด็ดขาด ในระหว่างและก่อนเก็บสเต็มเซลล์หนึ่งคืน จะต้องโดนกินแคลเซียมกันมือจีบ หรือ ตัวชาปากชา เพราะว่า การปั่นเก็บสเต็มเซลล์จะทำให้แคลเซียมหลุดออกมาจากกระดูกด้วย ซึ่งจะทำให้แคลเซียมต่ำ

แต่อยากบอกว่าการเก็บสเตมเซลล์ครั้งนี้ไม่ได้เจ็บ หรือ น่ากลัวอย่างที่คิด มันแค่ไม่สบายตัว เมื่อยคอแต่โดยรวมแล้วเจ็บแค่ครั้งแรก ตอนลงเข็มยาชาเท่านั้น หลังจากนั้นเป็นต้นมาก็จะชินกับอวัยวะใหม่ หรือ ท่อใหม่จากที่คอไปเอง

มีพอร์ต Port A Cath แล้วทำไมต้องใส่ สายสวนอีก ดูดเลือดจากพอร์ตที่อกไปเลยไม่ได้หรอ ?

เนื่องจากเส้นเลือดที่ต่อจากพอร์ตที่อกนั้น เล็กกว่าเส้นเลือดใหญ่ที่คอ และการเก็บสเต็มเซลล์ต้องปั่นและเปลี่ยนถ่ายเลือดอย่างรวดเร็ว ในเวลาจำกัด จึงจำเป็นต้องใส่สายสวนที่คอ  เพื่อให้การเก็บสเต็มเซลล์ เป็นไปอย่างราบรื่น 


นอกจากนี้ ถ้าถึงเวลาที่ต้องทำการปลูกถ่ายไขกระดูก ในห้องปลอดเชื้อจริงๆ  จะต้องผ่าตัดเอาพอร์ตเอ ออก และใส่สายสวนอีกรอบแทนพอร์ตเอ เพราะคุณหมอกลัวว่าตอนที่เม็ดเลือดขาวต่ำ แล้วพอร์ตจะติดเชื้อ เมื่อถึงเวลานั้น ที่พอร์ตติดเชื้อขึ้นมา จะผ่าเอาพอร์ตออก ก็ทำไมไ่ด้เพราะ เกล็ดเลือดไม่พอ เม็ดเลือดขาวไม่พร้อม และ การติดเชื้อจากพอร์ตครั้งนี้ อาจถึงชีวิตได้ 


เก็บเสต็มเซลล์ตอนที่เป็นมะเร็งอยู่ จะไม่กลับมาเป็นซ้ำหรอ

การเก็บสเต็มเซลล์ระหว่างที่โรคยังไม่สงบ หรือ ยังไม่หายนั้น คือหนึ่งในขั้นตอนการรักษา  การปลูกถ่ายไขกระดูกแบบนี้คือการรักษาเพื่อให้โรคสงบ ไม่ใช่การป้องกัน เพราะฉะนั้น การเก็บสเต็มเซลล์ระหว่างที่ยังมีเชื้อมะเร็งอยู่ จึงต้องให้คีโมก่อน และรอช่วงที่เม็ดเลือดขาวขึ้น และเก็บสเต็มเซลล์ที่หลุดออกมาพร้อมกับเม็ดเลือดขาว  การปลูกถ่ายไขกระดูก คุณหมอไม่รับรองว่าจะหายขาด หรือ จะไม่กลับมาเป็นซ้ำ แต่เป็นวิธีการที่มีผลวิจัยทั่วโลก ว่า เป็นวิธีการรักษาที่ทำให้คนไข้ดื้อยา มีระยะเวลาโรคสงบมากที่สุด 


เป้าในการเก็บสเต็มเซลล์

การเก็บเซลล์ควรทำตอนเช้า เพราะว่าตอนบ่ายจะได้นับสเต็มเซลล์ได้ว่า มีจำนวนเท่าไหร่ ถึงเป้าที่กำหนดไว้หรือไม่  ซึ่งเป้าที่หมอตั้งให้เรา สำหรับการปลูกถ่ายไขกระดูก นั้นคือ 2 ล้าน เซลล์ขึ้นไป  ถ้าเป็นผู้บริจาคมีร่างกายปกติ บางคน ก็เก็บ แค่วันเดียวก็ครบ หรือ ได้สเต็มเซลล์เกินเป้าด้วยซ้ำ  แต่ถ้าเป็นผู้ป่วยคีโมนี่บอกเลยว่า ไม่ต่ำกว่าสองวัน ในการเก็บ เพราะว่าโดนยาคีโมมาเยอะ ไขกระดูกน่วมไม่สามารถผลิตเม็ดเลือดขาวได้มากพอ หรือ สเต็มเซลล์ไม่ค่อยหลุดออกมาแล้ว ยิ่งวันที่เก็บสเต็มเซลล์ มีเม็ดเลือดขาวพุ่งมากขึ้นเท่าไหร่ สเต็มเซลล์ก็ยิ่งหลุดออกมามากเท่านั้น เพราะฉะนั้นวันที่เม็ดเลือดขาวพุ่งเกินหมื่น คือ วันดีเหมาะสำหรับการเก็บเกี่ยวสเต็มเซลล์ของเรานั่นเอง ยิ่งสามสี่หมื่นยิ่งดีทีเดียว

แปรรูปความฝันสู่เป้าหมาย

ขั้นตอนทุกอย่าง ฟังดูเหมือนง่ายแต่จริงๆแล้วมันไม่ง่ายเลยสำหรับเรา เพราะช่วงที่เราต้องเก็บเซลล์นั้น ร่างกายเราดันมีปัญหาช่วงที่เราโดนคีโมสูตร EPOCH เป็นช่วงที่เราปวดท้องมาก หาสาเหตุไม่ได้ ปวดจนไม่สามารถลุกขึ้นมากินข้าวหรือ เข้าห้องน้ำได้เลย กินยาแก้ปวดก็ไม่หาย ไม่สามารถนอนหลับได้ปวดตลอดเวลาไม่มีหยุด กินแล้วก็อาเจียน กินอะไรไม่ได้เลย คุณหมอก็กลัวว่าจะเป็นไส้ติ่งอักเสบแต่กดๆแล้วดูไม่น่าใช่ สุดท้ายต้องเข้าเครื่องทำ CT SCAN ขนาดคิวด่วนที่สุดของศิริราช เป็นคิวแทรกแซงทางโค้ง เป็นคนไข้แอดมิด ยังต้องรอ2 วัน กว่าจะได้ทำ หมอก็ไม่ให้ยาแก้ปวด หรือ ยาอะไรเลยเพราะว่าต้องรู้สาเหตุที่แท้จริงก่อน เดี๋ยวเรื่องจะบานปลายไปกันใหญ่ สั่งงดน้ำงดอาหาร ให้แต่แค่น้ำเกลือ หลังจากทำ CT SCAN ผลปรากฎว่าลำไส้อุดตัน คุณหมอสั่งให้งดน้ำงดอาหาร 7 วัน ห้ามกินอะไร แม้แต่ยา ก็ให้ฉีดเอาไม่ให้กิน

ตอนนั้นในใจคิดวางแผนไว้เต็มที่ว่า เราจะโดฟไข่กินโปรชัวร์เต็มที่ เพื่อให้เม็ดเลือดขาวจากหลักสิบ ขึ้นมาเป็นสามสี่หมื่นให้ได้ในเวลา 7 วัน พอหมอสั่งงดน้ำงดอาหาร เรานี่น้ำตาซึมเลย นอกจากภารกิจที่ดูยากเย็นแล้วในการเพิ่มเม็ดเลือดขาวแล้วเรายังไม่สามารถทำอะไร หรือช่วยร่างกายได้เลย น้ำตาไหลออกมาไม่รู้ตัว กลัวไปหมดกลัวเก็บสเต็มเซลล์ไม่ได้ กลัวปลูกถ่ายไขกระดูกไม่ได้ กลัวไม่หายขาดจากมะเร็ง แค่สเต็ปแรกยังเริ่มเก็บเซลล์ไม่ได้  ยังผ่านด่านแรกไม่ได้ แล้วเราจะไปถึงด่านสุดท้าย ได้อย่างไร เพื่อนสนิทก็ปลอบว่า เมิงทำเต็มที่แล้ว บางทีอาจมีเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้นก็ได้นะ อาจมีสิ่งดีๆที่เราไม่รู้รออยู่ด้านหน้า อย่าเพิ่งท้อ นี่เรามาไกลมากเกินกว่าจะยอมแพ้แล้ว

ตามปกติสำไส้อักเสบ นี่คืออาจต้องเข้าห้องผ่าตัดใหญ่ แต่เรายังโชคดีที่ฉีดยาแล้วลำไส้เริ่มทำงานเริ่มบีบตัว ช่วงนั้นต้องเอ๊กซเรย์ ดูลำไส้วันเว้นวัน ลำไส้ดูอืดและบวมมาก เราบอกได้เลยว่า สาเหตุที่ทำให้ลำไส้อักเสบ และดูเหมือนจะอุดตัน Pseudo obstruction เพราะว่าเรากินยาแก้ปวดเยอะเกินไป  ยาแก้ปวดพวกทามอล ทำให้ระบบการขับถ่ายผิดปกติ พอไม่ถ่าย สามสี่วัน ท้องก็ผูกและก็เป็นปัญหากับลำไส้ทีหลัง ที่เราต้องกินยาแก้ปวดเพราะร่างกายปวดตัวสั่นไปหมดจากการฉีดกระตุ้นเม็ดเลือดขาว เพื่อการเก็บสเต็มเซลล์ ทุกอย่างมันคือกรรม คือ ผลของการกระทำ  กินยาตัวนี้ มีผลข้างเคียงตัวนี้ ต้องกินยาอีกตัวแก้ กินยาแก้ยา และก็มีผลข้างเคียงไปเรื่อยๆ มันใช่เรื่องมั้ย T_T คิดแล้วก็ได้แต่น้อยใจในโชคชะตาของตัวเอง  แถวบ้านเรียกว่า ซวยซ้ำซ้อนค่ะ แต่เอาวะ No Choices ไม่มีทางเลือกมากแล้วหนิชีวิต มันอาจจะมีเรื่องดีๆเกิดขึ้นก็ได้

พอป๊ารู้ว่าเราต้องโดนงดน้ำงดอาหารเจ็ดวันและเป็นช่วงการเก็บสเต็มเซลล์พอดี ป๊าก็รีบปรึกษาหมอ หาตัวช่วย เพราะการงดน้ำงดอาหารนั้น (NPO) ทำให้น้ำหนักเราลงไปสามกิโล เหลือ 34.5 Kg แทบจะปลิว ไม่มีแม้แต่แรงทำอะไร น้ำหนักลง กินอะไรไม่ได้ ช่วงเอฟเฟกยาคีโมอีกผลเลือดต่างๆลงดิ่ง รู้สึกตัวเลยว่าช่วงนั้นร่างกายมันพีคมาก ป๊าปรึกษาหมอว่าควรทำอย่างไรดี เพราะในใจป๊าก็กลัวว่าเราจะเก็บสเต็มเซลล์ไม่ได้  คุณหมอบอกว่า มันมีตัวช่วยค่ะคุณพ่อ มันมียาตัวหนึ่งชื่อ MoZobil เป็นยาฉีดกระตุ้นให้สเต็มเซลล์หลุดออกมาแต่มันช่วยได้แค่ 10-15% นะคะ ไม่การันตีว่าจะได้ถึงเป้ามั้ย และการฉีดยาโดสหนึ่งก็แพงมากเข็มละสามแสนบาทค่ะ 

" คุณพ่อ โอเค ที่จะจ่าย สามแสนบาท กับการบูทสเต็มเซลล์ที่ไม่รู้จะช่วยได้ไหมคะ"  

แต่ป๊าก็ยอมเสี่ยง บอกว่า ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว ลองดู เป็นไงเป็นกัน

เราเองก็ถามพยาบาลว่า เคยมีคนฉีดแล้วเก็บสเต็มเซลล์ได้ใช่ไหม    คุณพยาบาลก็ตอบแบบให้กำลังใจว่า ป้าวัย 60 มาเก็บสเตมเซลล์ครั้งที่แล้ว ไม่ถึงเป้า  แต่พอฉีดยาตัวนี้เข้าไปหนึ่งเข็ม ก็ บูทขึ้นมาเลยนะ ได้ 3 ล้านเซลล์เลย  เกินเป้า เราเองก็คืนนั้นก็ตื่นเต้น มีความหวังว่าจะได้เก็บสเตมเซลล์และจะได้ปลูกถ่ายไขกระดูก และจะได้หายขาดจากมะเร็งต่อมน้ำเหลืองซักที มีชีวิตใหม่แล้ว

ตัวยา Mozobil มีทั้งหมด 24mg ด้วยน้ำหนักตัวอันน้อยนิดของเราสามารถแบ่งใช้ได้สองครั้ง โดยคุณหมอวางแผนจะฉีดล่วงหน้า 24 ชั่วโมงก่อนเวลาเก็บเซลล์ เช่น ฤกษ์เก็บเซลล์พรุ่งนี้ แปดโมงเช้า ก็ฉีดคืนนี้ตอนสี่ทุ่มจ้า เราฉีด 9 mg ต่อครั้ง สองครั้งใช้ไป18 mg และเหลืออีก 6 mg เป็นการเหลือทิ้งที่เสียดายมาก ทิ้งเป็นหมื่น แต่ก็ต้องยอมทิ้งเพราะช่วงนั้นเป็นช่วงปีใหม่ ห้องเก็บเซลล์ก็ปิดอีก เสาร์ อาทิตย์ หยุดเวลาราชการ แต่ร่างกายชั้นไม่ได้หยุดตามราชการนะ - -"

เม็ดเลือดขาวชั้นก็ดันมาเริ่มขึ้นวัน พฤ   ก็เลย เก็บได้แต่ พฤ ศ แค่สองวัน    เสียดายมาก ถ้ารอเก็บอีกทีวันจันทร์สเต็มเซลล์ที่หลุดออกจากเม็ดเลือดขาว มันจะไม่เฟรชแล้ว แล้วเม็ดเลือดขาวก็ต่ำกว่าเดิมอีกด้วยเสียดายจริงๆ




ชะตาฟ้าลิขิต

วันที่เก็บเซลล์นั้น วันแรกเก็บตอนเช้าและนับเซลล์ได้ตอนบ่าย เราเห็นสเต็มเซลล์ของเราครั้งแรกสีสวยส้มสดเหมือนน้ำมะเขือเทศปั่นจางๆ รู้สึกตื่นเต้นมาก ชีวิตใหม่ของชั้นคืออยู่ในถุงนั้นแต่ทว่า จำนวนเซลล์ที่ได้กลับได้แค่ 100,000 เซลล์ จากเป้าหลักล้าน เอาหน่าไม่แน่พรุ่งนี้อาจได้ตามเป้าก็ได้ เพราะเมื่อคืนตื่นเต้นก็เลยนอนไม่หลับ วันนี้กลับไปสวดมนตร์ให้หนัก พรุ่งนี้ทุกอย่างอาจดีขึ้น เจ้าหน้าที่ทั้งพี่นางฟ้าห้องเก็บสต็มเซลล์ คุณหญิงป้าที่เป็นพยาบาลช่วยดูเรื่องการเก็บสเต็มเซลล์และ พยาบาล ต่างยิ้มและให้กำลังใจเราตลอด แต่ทว่า ทุกอย่างมันก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เราหวังไว้ วันที่สองร่างกายกลับเพลียหนักกว่าเดิม เกล็ดเลือดเหลือแค่สองหมื่น ก่อนเก็บสเต็มเซลล์เกล็ดเหลือมีห้าหมื่น แต่เก็บไปได้วันเดียว เกล็ดเลือดและเลือดก็ตก เพราะว่า เวลาเครื่องปั่นเลือดออกจากร่างกายเรา เกล็ดเลือดก็ถูกเครื่องเหวี่ยงปั่นทิ้งไปด้วย ทำให้เรายิ่งเพลีย และเหนื่อยมีใจสั่นบ้าง หัวใจเต้นเร็ว ช่วงนั้น เกล็ดเลือดจากหลักสองแสนเหลือหลักหมื่น แต่เม็ดเลือดขาวเรายังทำงานดีอยู่ เหมาะกับการเก็บสเต็มเซลล์เพราะพุ่งไปถึงสองสามหมื่น แต่วันที่สองนี่สิเหมือนเป็นข่าวร้ายที่สุดในชีวิต   เมื่อคุณหมอมาแจ้งยอดสเต็มเซลล์ตอนเย็นว่า เราเก็บสเต็มเซลล์ได้ทั้งหมดแค่ 300,000 เซลล์นะ จากเป้า 2 ล้าน หมอคิดว่าเราคงทำการปลูกถ่ายไขกระดูกไม่ได้แล้วหละ  โลกทั้งใบเราตอนนั้นแทบจะถล่ม ความหวังในการมีชิวิตต่อของเราเหมือนหายไปคืนนั้นร้องไห้หนักมาก เศร้ามากเพราะเราตั้งความหวังกับการปลูกถ่ายไขกระดูก เพื่อบอกลาโรคมาก ถ้าเก็บสเต็มเซลล์ไม่ได้ ดูเหมือนการบอกลาโรคจะเป็นการบอกลาโลกมากว่า พอป๊าได้ฟังข่าวก็อึ้งๆไปนิด แต่ก็ยังมีสติอยู่ บอกว่าลงทุนไปสามแสนบาท ได้กลับมาสามแสนสเต็มเซลล์ คำนวนแล้วตกเซลล์ละบาท  ก็ถือว่ายังดี  และช่วงนั้นก็เป็นช่วงปีใหม่พอดี อาจารย์หมอ ทีมแพทย์ทั้งหมด รวมถึงเราจึงขอแยกย้ายกลับไปตั้งหลักทำใจ หาแผนกลยุทธ์ใหม่ก่อน หลังปีใหม่ค่อยว่ากันอีกที เราเองก็บอกอาจารย์หมอว่า ขอไปเดินสายทำบุญก่อนนะคะ  อาจารย์หมอก็บอกว่าพักรบ พักร้อน พักใจ หลังปีใหม่ ค่อยมาลุยกันใหม่ เฮ้ออออออ  



ติดตามเรื่องราวและ Tips สุขภาพดีๆได้ที่   

FB Page : เรื่องจริงกะเบลล์ Jingabell


https://www.facebook.com/cancerfreeforever/






 

Create Date : 17 สิงหาคม 2558
16 comments
Last Update : 31 สิงหาคม 2559 10:36:36 น.
Counter : 10219 Pageviews.

 
 
 
 
มาให้กำลังใจค่ะ
คุณเป็นคนที่เข้มแข็งมากๆ เลย

ขอให้วันพรุ่งนี้เป็นวันของคุณนะคะ
 
 

โดย: ๋Jingabel IP: 171.6.88.97 วันที่: 19 สิงหาคม 2558 เวลา:0:09:15 น.  

 
 
 
ดีใจที่ได้เห็น Blog ความเคลื่อนไหวของน้อง ก็พยายามเปิดหาข้อมูลเพิ่มเติมอยู่ตลอด ดีใจจริงๆ ครับ และขอเป็นกำลังใจให้น้อง สู้ๆๆๆๆ ต่อไป และต้องขอยกย่องป๊า...ที่คอยเป้นกำลังใจให้อย่างดีเยี่ยมตลอดมา ผมเข้าใจหัวอกคนเป็นพ่อแม่ ผมติดตามข้อมูลน้องมาตั้งแต่เพิ่งรู้ว่าลูกเป็น ได้ข้อมูลจากน้องเยอะมากๆ และคงมีอีกหลายคนที่ได้นำเอารายละเอียดของน้องมาช่วยในการดูแลญาติของตัวเองที่เป็น ก็ขอบุญกุศลที่น้องได้เผยแพร่ความรู้ให้กับผู้อื่นในครั้งนี้ จงช่วยให้น้องจงประสพความสำเร็จในการรักษา ขอให้หายเป็นปกตินะครับ สำหรับลูกชายผมตอนนี้ก็หายแล้ว แต่คุณหมอยังคงต้องเช็คสอบต่อไปอีกประมาณ 5 ปี
 
 

โดย: Tong IP: 110.164.206.245 วันที่: 19 สิงหาคม 2558 เวลา:7:44:59 น.  

 
 
 
แวะหาข้อมูลพอดีได้มาเจอ blog นี้ ขอบคุณที่แชร์ความรู้
ดีๆหลายอย่าง น้องและครอบครัวเก่งมากๆ ไม่ว่าเรื่องอะไร
จากนี้มันจะเป็นแค่เรื่องเล็กๆ และขอให้มีแต่สิ่งที่ดีในชีิวิตตลอดไปค่ะ
 
 

โดย: kk IP: 27.130.194.136 วันที่: 22 สิงหาคม 2558 เวลา:11:12:30 น.  

 
 
 
ขอบคุณค่ะ สำหรับทุกคอมเม้น รู้สึกดีจัง ที่อย่างน้อยประสบการณืของเรา ก็เป็นประโยชน์ให้กับคนอื่นบ้างๆ

บุญรักษาค่ะทุกคน :)
 
 

โดย: labellalala วันที่: 22 สิงหาคม 2558 เวลา:12:46:15 น.  

 
 
 
ขอบคุณนะคะ สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ และเป็นกำลังใจอย่างดียิ่งให้กับทุกคน โดยเฉพาะครอบครัวที่กำลังต่อสู้กับโรคที่มีความซับซ้อนเช่นกันค่ะ

Wish you the Best ka..
 
 

โดย: WK IP: 101.109.240.16 วันที่: 27 สิงหาคม 2558 เวลา:10:54:35 น.  

 
 
 
มาให้กำลังใจนะคะ ติดตามมาตลอดเพราะแฟนพี่ก้อเป็นระยะสี่ แล้วเลยเข้าใจจุดที่ขึ้นไปยืนมีความหวังแล้วก้อตกลงมาข้างล่างหาทางออกใหม่อีกรอบแล้วรอบเล่า แต่ยังไงเราก้อยังต้องพยายามต่อไปค่ะ สู้กับมันสู้มันเข้าไปไอ้มะเร็งเนี่ย คิดซะว่ามันต้องแพ้ความพยามยามเราซักวันสิน่า
 
 

โดย: เจี๊ยบ IP: 14.207.155.227 วันที่: 27 สิงหาคม 2558 เวลา:14:20:52 น.  

 
 
 
เก่งที่สุด
 
 

โดย: จี๋ IP: 125.27.42.63 วันที่: 28 สิงหาคม 2558 เวลา:16:12:06 น.  

 
 
 
ดีใจที่เห็นว่าน้องมาเขียนบล็อกอีก เข้ามาดูอยู่บ่อยๆ อยากเป็นหนึ่งกำลังใจให้ต่อสู้ และผ่านมันไปให้ได้นะคะ น้องเก่งและเข้มแข็งมาก พี่ชื่นชมจิงๆ และขอเป็นกำลังใจให้ครอบครัวของน้องด้วยคะ ขอบคุณข้อมูลต่างๆ ที่เป็นวิทยาทานให้กับผู้ป่วยท่านอื่นๆ ด้วยนะคะ ใจสู้ซะอย่าง ยังงัยก้อต้องชนะคะ :)))
 
 

โดย: Tweetysmile IP: 202.183.219.165 วันที่: 8 กันยายน 2558 เวลา:17:59:28 น.  

 
 
 
ดีใจที่สุด ที่ได้เห็นคุณกลับมาเขียนบล๊อกอีกครั้ง คุณเป็นเหมือนความหวังนึง เพราะสามีของพี่เป็นเหมือนคุณ ชนิดเดียวกัน แต่ก้อนใหญ่กว่า มีการดื้อยาสูตรปกติเหมือนคุณ ตอนนี้ก็ได้แต่ปรับเปลี่ยนสูตรยาไป ..ยอมรับว่าความหวังก็ถูกบั่นทอนบ้าง เวลาที่ต้องเปลี่ยนสูตรยา เนื่องจากการตอบสนองไม่ดีเท่าที่ควร ..แต่มันไม่ได้มีทางเลือกอะไรมากไปกว่านี้ ที่ทำได้คือการเผชิญหน้า และสู้มันต่อไปให้ดีที่สุด ช่วงเวลาเกือบปี ที่อยู่กับความรู้สึกแบบนี้ โดยที่เราเลือกที่จะไม่ให้ลูกรับรู้ ลูกยังเด็ก แต่เค้าก็คงสงสัย ว่าทำไมแม่กับป๊าไปหาหมอบ่อยๆ ทำไมป๊าไม่มีผม ฯลฯ..พี่ดีใจ ที่เห็นคุณดีขึ้น อย่างน้อยก็ทำให้พี่มีกำลังใจในการรักษาของสามีพี่เพิ่มขึ้นด้วยน่ะค่ะ ...ขอบคุณคุณ ที่ได้ถ่ายทอดเรื่องราว ความรู้ ประสบการณ์ให้ มีประโยชน์มากๆ ขอให้กุศลนี้ ส่งให้คุณหายจากโรคภัยอันตรายด้วยนะคะ สู้ๆนะคะ
 
 

โดย: nickynicky IP: 171.96.182.140 วันที่: 10 กันยายน 2558 เวลา:21:41:26 น.  

 
 
 
รักษาที่ไหนกันอ่ะคะ แฟนเป็นburkit lymphoma ค่ารักษาแพง และตอนนี้ก้อไม่รู้จะเอายังไงมีใครแนะนำได้ไหมaroon_sawad@hotmail.com
 
 

โดย: D IP: 171.96.240.43 วันที่: 27 กันยายน 2558 เวลา:17:48:13 น.  

 
 
 
วันนี้ไปฟังผล pet ของสามีมา ยังไม่จบเช่นเคย เหลือ 8.4×5 cm. สู้ต่อไป ยอมแพ้ไม่ได้ คิดแค่นี้พอ ที่เหลือให้เป็นหน้าที่หมอ คิดมากไปก็ไม่มีประโยชน์ เครียดเปล่าๆ....เป็นกำลังใจให้นะคะทุกๆคน
 
 

โดย: nickynicky IP: 171.96.184.148 วันที่: 1 ตุลาคม 2558 เวลา:20:52:37 น.  

 
 
 
ขอบคุณสำหรับการแชร์ประสบการณ์ให้คนที่เป็นโรคนี้หรือคนรอบข้างผู้ป่วยได้ศึกษาเป็นข้อมูลประกอบการรักษา ผมเพิ่งเสียคุณแม่ที่เป็นโรคมะเร็งสำไส้ใหญ่เมื่อเกือบ 3 เดือนที่แล้ว เข้าใจความรู้สึกของครอบครัวของคนที่ต้องต่อสู้กับเจ้าโรคมะเร็งร้ายนี้ ดีใจด้วยนะครับที่คุณมีคุณพ่อที่รักคุณมากๆและร่วมสู้อยู่เคียงข้างตลอด และขอให้คุณและครอบครัวต่อสู้กับโรคร้ายนี้ให้ได้และบอกเล่าประสบการณ์เพื่อเป็นวิทยาทานให้คนอื่นๆต่อไปครับ
 
 

โดย: กอล์ฟ IP: 171.101.246.153 วันที่: 30 ตุลาคม 2558 เวลา:17:34:30 น.  

 
 
 
สู้ๆนะคะ
 
 

โดย: 11 IP: 27.55.140.64 วันที่: 30 ตุลาคม 2558 เวลา:22:43:23 น.  

 
 
 
สู้ๆนะคะ ทำใจให้สบาย สู้เต็มที่เพื่อนครอบครัวนะคะ
 
 

โดย: Nana IP: 49.49.250.54 วันที่: 11 พฤศจิกายน 2558 เวลา:11:11:09 น.  

 
 
 
สู้ๆ คะ เราต้องชนะกับมันให้ได้นะคะ
 
 

โดย: เฟีย IP: 27.254.127.5 วันที่: 19 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา:17:13:53 น.  

 
 
 
พ่อเราเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดเดียวกัน ได้รับผลข้างเคียงจากยาสูตร ABVD ทำให้ปอดเป็นพังพืด เหนื่อย ตอนนี้ต้องนอนใส่เครื่องช่วยหายใจอยู่ในICU เราสงสารพ่อมากเลย ไม่รู้จะช่วยได้ยังไง
 
 

โดย: ตุ๋ม IP: 171.5.250.51 วันที่: 24 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา:22:47:20 น.  

Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Valentine's Month


 
labellalala
 
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 138 คน [?]




สาวตัวเล็ก วัย 26 ปี ผู้ไม่เคยยอมแพ้กับโชคชะตา - ขอบคุณที่ติดตามอ่านประสบการณ์ผู้ป่วยตัวเล็กๆที่แชร์ เรื่องจริง เจ็บจิง กับ การต่อสู้ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองคะ :) สามารถร่วมคอมเม้น ใต้ บล็อก เพื่อให้กำลังใจได้นะคะ ^___^ ติดตามการต่อสู้ ทิปสุขภาพต่างๆได้ที่ FB Page : เรื่องจริงกะเบลล์ Jingabell ค่ะ www.facebook.com/cancerfreeforever หรือ อีเมล์ติดต่อมาที่ Lymphomafighter@hotmail.com
New Comments
[Add labellalala's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com