ร้อยเรื่อง สาระพัน "จีน"

รักกระจาย ที่ ปักกิ่ง

เผลอแป๊บเดียว ผมก็อยู่ที่ปักกิ่งมาครึ่งปีกว่าๆแล้ว นั่งเขียน Blog บ่นให้ท่านๆ อ่านกันมาก็หลายฉบับ... ที่ผ่านมาก็แอบหายไปซะเป็นเดือนๆ ไม่ได้ไปไหนหรอกครับ ช่วงจะสิ้นปีงบประมาณ การทำงานของทุกหน่วยงานต้องมีการประเมินกันอย่างหนักหน่วง ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ทุกๆคนยุ่งกันตัวเป็นเกลียว หัวเป็นน็อตเลยครับ การประเมินเดี๋ยวนี้ผมบอกท่านเลยว่าไม่ธรรมดาครับ จะมานั่งโม้ นั่งเทียนแบบเดิมๆ ไม่ได้แล้วครับ นั่งส่งหลักฐานทำงานกันอย่างละเอียดถึงพริก ถึงขิง พองานเริ่มเบาลง ก็ค่อยกลับมาเขียนกันอีกสักครั้งหนึ่งครับ...

วันนี้ก็จะว่ากันด้วยความรัก แบบหวานชื่น ละมุนละมัย... ช่วงที่ผมมาปักกิ่งเมื่อตรุษจีนที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับช่วงวาเลนไทน์ ผมเห็นความรักที่ปักกิ่งเค้ารักกันแบบเปิดเผย น่ารัก ตรงไปตรงมา ตามสไตล์จีน ผ่านหน้าหนาว หน้าใบไม้ผลิ หน้าร้อน หน้าฝน จนเข้า หน้าใบไม้ร่วง แล้ว ความรักหวานๆ ยังไปเห็นอยู่แบบไม่เสื่อมคลาย...

ผู้ชายที่ปักกิ่งตอนบทจะรัก... หรือตอนที่เพิ่งเริ่มจีบผู้หญิง.. เค้าจะเอาใจผู้หญิงสาระพัดเลยครับ ถึงแม้ว่าตัวเองจะแมน กล้ามใหญ่ขนาดไหน ถ้าตามจีบใครสิ่งที่เห็นเป็นที่คุ้นตาคือจะถือกระเป๋าผู้หญิงให้ ลองคิดดูนักกล้ามแบบลุงอาโนล์ดฯ ใส่เสื้อยืดโชว์กล้ามฟิตเปรียะ และถือกระเป๋าถือผู้หญิงสีชมพู เดิมตามสาวน้อยต้อยๆๆๆ น่ารักไปอีกแบบหนึ่งครับ..

ตามสวนสาธารณะ หรือตอนนั่งพักผ่อนตามริมทาง ผู้ชายจะคอยให้ผู้หญิงนั่งตัก คิดดูนะครับผู้หญิงจีนตอนเหนือ ที่กินขนมปัง แป้ง เนื้อ และไขมันเป็นอาหารหลัก ตัวสูงใหญ่ น้ำหนักไม่ใช่เล่นๆ บางครั้งผู้ชายตัวนิดเดียว ด้วยความรัก หนุ่มเจ้าเลยต้องยอมให้สาวนั่งตัก บางครั้งก็อดสงสารผู้ชายไม่ได้ ตัวนิดเดียว กลัวว่ากระดูกท่อนขาหนุ่มน้อยจะหักล่ะครับ

ส่วนบทเลิฟซีน อันนี้สุดยอด และเป็นไฮท์ไลท์เลยครับ การแสดงออกทางความรักของชาวปักกิ่ง จะเปิดเผย ตรงไปตรงมา การกอด จูบ ในที่สาธารณะถือเป็นเรื่องธรรมดาที่หาชมได้โดยทั่วไป ผมไปมาหลายที่.. ไปแอบดูเลิฟซีนของญี่ปุ่น ของเกาหลี หรือ ของฝรั่ง ตามสวนสาธารณะมาแล้ว... ผมยอมให้ที่ปักกิ่งนี่แหละครับ โชว์กันได้ทุกที่ ไม่เลือกสถานที่ ตั้งแต่ป้ายรถเมล์ บันไดห้างสรรพสินค้า สถานีรถไฟใต้ติน (ขณะที่มีคนเป็นหมื่น เป็นแสนกำลังเดินผ่าน) ริมถนน ตามแหล่งท่องเที่ยว ในตู้โดยสารรถไฟใต้ดิน ฯลฯ

บทรักที่จัดสรรมาโชว์ก็เรียกได้ว่าแบบจัดเต็มครับ กอดจูบ ลูบคลำ ล้วงควัก แลกหมัด แลกลิ้น กันแบบไม่เกรงใจฟ้าดิน และจัดเต็มแบบไม่เขินกรรมการ ผมมองก็แล้ว จ้องก็แล้ว แกก็ยังจะภูมิใจเสนอ... บางครั้งก็ในชุดนักเรียนนี่แหละครับ (ชุดนักเรียนมัธยมที่ปักกิ่ง จะใส่ชุดพละไปโรงเรียน) เห็นแล้วก็ได้พลอยสะดิ้วกิ้วกันแต่เช้า เค้าจะนัดกันมาตามสถานีรถไฟใต้ดิน เจอกันก็แถเข้าหากัน แล้วจัดโชว์กันเลย ผมฝอยไปเดี๋ยวก็จะหาว่าโม้ ภาพประกอบเรื่องวันนี้ผมเสี่ยงตายถ่ายมาได้ บทเลิฟซีนในรถไฟใต้ดินสาย 1 ฟัดกันมาพักใหญ่ๆ แล้วครับ จนผู้หญิงทรงตัวไม่อยู่ ต้องทรุดลงไปตามที่เห็นในภาพแหละครับ ...

พอรักกันไปสักพักหนึ่ง พอเริ่มเบื่อกัน.. ตอนนี้ผู้ชายก็จะเริ่มไม่สนใจ ผู้หญิงก็จะเป็นฝ่ายตามครับ ผู้ชายปักกิ่งบทโหดจะโหดแบบขนลุกเหมือนกันครับ การตะโกนด่าผู้หญิงดังๆในที่สาธารณะ เห็นได้บ่อยๆครับ ด่ากันจนร้องห่มร้องไห้ จนเราแอบสงสารไม่ได้ ผู้หญิงที่ปักกิ่งจะสวยๆ ขาวๆ อวบๆ ส่วนผู้ชายแถวนี้ เฮ้อ..หน้าตาอย่างกับเตาอั้งโล่ บอกตรงๆ เสียดายผู้หญิงครับ... แต่เค้าด่ากันอย่างไรก็ไม่เคยเห็นถึงขั้นลงไม้ลงมือนะครับ ส่วนหนึ่งก็คงต้องยกให้กฎหมายที่มีบทลงโทษที่แรง และเฉียบขาดของประเทศจีน ธรรมดาของโลกครับ ...มีรัก.. ก็ต้องมีเลิกรัก...

สุขสันต์วันเทศกาลจงชิว ครับ
----จิ้งกุ่ง---




 

Create Date : 24 สิงหาคม 2554   
Last Update : 24 สิงหาคม 2554 9:51:48 น.   
Counter : 627 Pageviews.  

เลือกตั้ง "ที่โน่น"... หนาวถึง "ที่นี่"

ผ่านไปแล้วครับกับบรรยากาศการเลือกตั้ง ลุ้นกันตั้งแต่ในประเทศยันต่างประเทศ ที่ปักกิ่งก็ไม่แพ้ประเทศอื่น มีรายงานข่าวกันอย่างทันเหตุการณ์ จนเผลอนึกไปว่ากำลังนั่งอยู่ที่กรุงเทพฯ สรุปผลคะแนนก็ทันควัน แทบๆ จะวินาทีเดียวกันกับกรุงเทพฯ... การเมืองในประเทศไทย คนจีนให้ความสนใจกันมากครับ ผมผ่านไปเมืองไหน ผู้หลักผู้ใหญ่ในเมืองต่างๆ ก็จะถามกันว่า จะมีเหตุการณ์ร้ายเกิดหลังเลือกตั้งหรือไม่ คิดว่าใครจะได้เป็นนายกคนต่อไป....

ตัวเก็งหลักที่คนจีนรู้จักก็คือ อาพีฉือ และ อิงลู่ (ตอนนี้เปลี่ยนเป็น อิงลา แล้ว) ตอนแรกฟังเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกว่าเป็นใคร พอได้คำอธิบายก็ถึงได้เข้าใจว่า ก็คือ ท่านนายกอภิสิทธ์ และ ท่านว่าที่นายกยิ่งลักษณ์ ที่คนจีนเค้าใส่สำเนียง Chinglish เข้าไปเต็มๆ จนฟังแล้วนึกว่าผู้สมัครชาวจีนซะอีก คนจีนเค้ากังวลเรื่องความวุ่นวายมากกว่าผลการเลือกตั้งซะอีก แต่ละคนก็พยายามจะงัดปากถามผมให้ได้ว่าผมเชียร์ใคร หรือพยายามถามว่า ผมเป็นสีแดง หรือ สีเหลือง เพราะที่เค้าได้ยินมาคือคนไทย แบ่งสีกันชัดเจน ถึงขนาดตั้งหมู่บ้านกันเป็นเขตๆ เหมือนแข่งกีฬาสีโรงเรียนกันแล้ว...

ผมก็ตอบแบบขี้ม้าเลียบค่ายไปเรื่อย แต่ก็ยืนยันว่าไม่มีเหตุร้ายหลังเลือกตั้งอย่างแน่นอน เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ ทุกฝ่ายก็รอการเลือกตั้งกันอยู่... เมื่อการเลือกตั้งมาถึง ทุกคนก็ไปลงคะแนนตามความต้องการ ผลการเลือกตั้งออกมาแล้ว ทุกคนก็ยอมรับ และทุกอย่างก็ยุติ... แค่นั้น... บางคนก็ถามไปถึงท่านอดีตนายกทักษิณฯ ว่าอยู่ที่ไหน จะกลับประเทศไหม... มากมายครับ เค้าถามเพราะเค้าให้ความสนใจประเทศไทยของเรา... ผมก็ตอบตามจริงว่าไม่ทราบ หากจะกลับหรือไม่กลับ อันนี้ก็ไม่รู้.... เพราะคงตอบแทนท่านอดีตนายกฯ ไม่ได้จริงๆ...

คนไทยในสายตาชาวจีน จะเป็นภาพลักษณ์ที่สวยงามมากครับ มีรอยยิ้มแจกให้ทุกๆคน มีการให้อภัยต่อผู้กระทำผิดเสมอ มีคำพูดที่ติดปากว่า “ไม่เป็นไร”... แต่จากปรากฎการณ์ความรุนแรงที่ผ่านมา ทำให้ภาพมืดของคนไทยเผยแพร่ออกสู่สายตาชาวโลก ภาพมืดที่ทุกคนบนผืนโลกนี้ต่างก็มีกันอยู่.. แต่ก็พยายามปิดบังซ่อนเร้นกันอย่างที่สุด ทั้งความรุนแรง อคตินิยม อวิชชา อารมณ์ที่อยู่เหนือเหตุผล... ซึ่งผมก็ไม่โกรธคนจีนที่ถามผมตรงๆ แต่กลับรู้สึกยินดี ที่คนจีนให้ความสนใจในประเทศไทยอย่างจริงใจ....

คนจีนมองคนไทยเป็นเพื่อนมานานแล้ว มีมิตรภาพที่มอบให้กันมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย... เมืองสุโขทัย กับราชวงศ์ซ่ง ของประเทศจีน... คนไทยมาเรียนการทำเครื่องปั้นดินเผาแบบราชวงศ์ซ่ง หรือ ซ้อง แล้วกลับไปตั้งชื่อว่าเครื่องปั้นดินเผา “ซ้องโกลก” จนกลายมาเป็นเครื่อง “สังคโลก” ที่ชาวสุโขทัยส่งขายจากลุ่มแม่น้ำยม ผ่านอ่าวไทย และคลุมไปทั่วทั้งเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ในสมัยโบราณ...

เมื่อคราวประเทศจีนเปิดประเทศ และอนุญาตให้คนจีนออกไปเที่ยวต่างประเทศได้ ประเทศแรกที่อนุญาตให้คนจีนไปเที่ยวได้ ก็คือ “ประเทศไทย” ในสมัยที่ประเทศจีนเป็นคอมมิวนิสต์ ไม่มีใครกล้าคบกับประเทศจีน ประเทศไทยก็เป็นประเทศแรกๆ ที่กล้าเข้าไปเชื่อมสัมพันธ์ไมตรีกับประเทศจีน...

จวบจนวันนี้ ประเทศจีนให้ความสนใจข่าวการเมืองในประเทศไทยมากมาย.. รู้ทุกแง่มุม วิเคราะห์กันช็อตต่อช็อต และทุกข่าวที่ออกมา ก็ช่างน่าชื่นชมจริงๆ ทุกข่าวเชื่อมั่นในเสถียรภาพของประเทศไทย ทุกข่าวยืนยันว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ร้ายในประเทศไทย... สร้างความเชื่อมั่นให้กับคนจีนในชาติอย่างที่สุด.... สถิตนักท่องเที่ยวล่าสุดในเว็บกระทรวงการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวจีนมาเที่ยวประเทศไทย มากกว่าฝรั่งทุกชาติ มากกว่าญี่ปุ่น มากกว่าทุกๆ ประเทศที่ไม่มีชายแดนติดกับประเทศไทย ตอนนี้ก็เหลือแค่คนไทยแล้วล่ะครับ... ที่จะทำให้ข่าวความเชื่อมั่นของคนจีน ในเสถียรภาพของประเทศไทย ....เป็นจริงดังที่ข่าวเค้าว่า... จริงๆ...

--- จิ้งกุ่ง ----




 

Create Date : 07 กรกฎาคม 2554   
Last Update : 7 กรกฎาคม 2554 8:59:48 น.   
Counter : 249 Pageviews.  

แฟชั่นสะท้านใจ "เปิดพุง"

ประเทศจีนตอนนี้ก็เข้าหน้าร้อนอย่างเต็มตัวแล้ว อากาศเมืองจีนจะร้อนแบบกระด้าง ไม่มีความชื้น.. แสงแดดในวันที่แจ่มใสจะแรง จะทำให้เราแสบผิวจนเกรียม คนแถวนี้ก็เริ่มเปลี่ยนเสื้อผ้า มาเป็นเครื่องแต่งกายแบบฤดูร้อน ใส่กางเกงขาสั้น ใส่รองเท้าผ้าใบ หรือรองเท้าแตะสวยๆ หลากสีสรร เดินกันขวักไขว่ตามถนนหนทาง แฟชั่นฤดูร้อนเริ่มเห็นกันได้ในทุกๆ ที่แล้ว…

สำหรับในต่างจังหวัด การระบายความร้อนจะแตกต่างกันออกไปซักเล็กน้อย โดยจะออกไปในแนวที่ค่อนข้างสบายๆ เช่น การถอดเสื้อขับรถ การถอดเสื้อเดินเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยว ถอดเสื้อกินอาหารตามแผงขายอาหาร รวมถึงในห้างสรรพสินค้าต่างๆ อย่างเปิดเผย และแฟชั่นอย่างหนึ่งที่ผมเห็นว่าน่ารักดี คือแฟชั่นการ “เปิดพุง”...

แฟชั่นการเปิดพุง ผมไปเห็นครั้งแรกแบบเต็มๆ ที่เมืองจี่หนาน ในมณฑลซานตง คนแถวนั้นเค้าพาผมไปเลี้ยงอาหารเย็นในร้านอาหารแห่งหนึ่ง เป็นห้องอาหารที่ติดแอร์เย็นสบาย พอผมเริ่มรับประทานอาหารไปได้สักพัก เริ่มอิ่มแล้ว ผมมองไปรอบๆ ข้างก็จะเริ่มคนเค้าเปิดพุงกันทีละโต๊ะ ไม่ได้เปิดคนเดียวนะครับ เปิดกันทั้งโต๊ะ ทุกคน (ที่เป็นผู้ชาย)... และเปิดกันแทบจะทุกโต๊ะ คนที่จี่หนานเค้าบอกผมว่ามันเป็นธรรมเนียม กินอิ่มแล้วพุงจะร้อน ต้องระบายความร้อนออกซักหน่อย จะได้สบาย...

หลังจากนั้นผมก็เดินทางเวียนไปมาหลายๆเมือง ผมก็จะเห็นคนเค้าเปิดพุงกันมากมาย ในทุกๆที่ ซึ่งหากไม่คิดมากมายอะไร เราจะเห็นถึงความน่ารักของการเปิดพุง คนที่ไม่มีพุง พอเปิดพุงแล้วจะดูขาดๆ เหมือนกับกินก๋วยเตี๋ยวไม่ครบเครื่อง... เพราะแฟชั่นการเปิดพุง จะเหมาะกับคนที่มีพุงนิดๆ มีผิวผุงที่สวย และสะดือที่เป็นหลุมดูงดงาม... ผมเจอคนเปิดพุงบางคนมีแผลเป็นคาดยาวที่พุง ดูแล้วก็รู้สึกน่ากลัวมากกว่าน่าเอ็นดู... บางคนสะดือจุ่น ขึ้นมาเป็นลูก อันนี้ดูแล้ว ก็รู้สึกไม่งดงาม ไม่สบายตา.... แฟชั่นการเปิดพุง จึงอาจจะบ่งบอกถึงความมีอันจะกิน อีกทางหนึ่งด้วย เพราะคนที่ไม่มีสตางค์ ก็คงจะไม่มีปัญญาหาซื้อของกิน ให้พุงได้โตงดงามขนาดนั้น...

สำหรับคนที่มีกล้ามท้อง มักจะไม่เลือกการเปิดพุง แต่ะจะใช้วิธีการถอดเสื้อเลย ถอดเสื้อเสร็จ ก็เอาเสื้อมาพาดไหล่ เดินส่ายให้เห็นถึงปลีของกล้ามท้อง และกล้ามแขน ดูแล้วแปลกตาดี คนแถวนี้จะมีแต่ตี๋ตัวขาวๆ พอมีกล้ามเหมือนดูเผินๆ คล้ายกับกบเผือก ตัวเขื่องๆ.... แฟชั่นการเปิดพุงจะนิยมเฉพาะในหมู่ผู้ชาย ผมไม่เคยเห็นผู้หญิงเปิดพุงซักที ... สำหรับการเปิดพุงที่ปักกิ่ง จะเห็นได้แต่ตามแหล่งท่องเที่ยว และพื้นที่ที่ห่างจากใจกลางเมือง ในห้างแถวใจกลางเมืองหาชมได้ยากครับ (แต่ก็พอมีให้ดูบ้าง.. ไม่ดาดดื่น...)

ถ้าใครมาเที่ยวปักกิ่งในช่วงนี้ นอกจากชุดเสื้อผ้าบาง กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะสีสวย ร่มลายลูกไม้ หรือ หมวกสานแนวป่านศรนารายณ์แล้ว ผมว่าแฟชั่นเปิดพุง ก็น่าจะลองพิจารณากันครับ ท่านจะได้สัมผัสถึงการระบายความร้อนจากร่างกายทางสะดือ ท่านจะสามารถอวดผิวพุงของเราอย่างภาคภูมิใจ (ผมดูแล้วผิวพุงคนไทยกินขาดครับ ดูเนียน เรียบสวยกว่าเยอะ..) ถ้าใครจะไปโชว์แถวไหน เวลากี่โมง บอกผมล่วงหน้าได้นะครับ ผมยินดีจะไปเก็บภาพเอามาแบ่งให้เพื่อนๆได้ชมกัน ผมว่าคนไทยเราเข้ากับความสบายๆ ของคนแถวนี้ได้ครับ

---- จิ้งกุ่ง ----




 

Create Date : 04 กรกฎาคม 2554   
Last Update : 4 กรกฎาคม 2554 9:25:37 น.   
Counter : 423 Pageviews.  

สงคราม ทลายตับ

ผมเพิ่งเดินทางกลับมาจากต่างจังหวัด ไปปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ผมขึ้นเหนือไป ฮาร์บิน มณฑลเฮยหลงเจียง ลงมาฉางชุน ที่ มณฑลจี๋หลิน และ ไปต่อที่เจิ้งโจว มณฑลเหอหนาน เพิ่งกลับมาถึงปักกิ่งหมาดๆ เมื่อซักไม่กี่ชั่วโมงนี่เอง มาถึงปักกิ่งก็เรียกได้ว่าโทรมทรุดคุดทะราดกันมาเลยเชียวล่ะครับ ผมไปงานแนวเจริญไมตรีจิต งานเลี้ยงต้อนรับมากมาย ผู้หลักผู้ใหญ่ในท้องถิ่นที่กรุณามาต้อนรับในหลายๆ ที่ หลายเมือง โดยเฉพาะที่เจิ้งโจว โดนไปเต็มๆ แบบไม่เว้นวัน เว้นคืน เริ่มจากเมืองเจิ้งโจว เมืองเจียวจั้ว ตัวแทนมณฑลเหอหนาน เมืองไคเฟิง เมืองลั่วหยาง เมืองเติงเฟิง ฯลฯ

การเลี้ยงต้อนรับแบบจีนมีหลายแบบครับ ของผมจะเจอทั้งแบบทางการเต็มๆ และแบบกึ่งทางการ... ถ้าเราได้รับเชิญไปงานเลี้ยงต้อนรับ อย่างแรกเลยเราต้องตรวจสอบให้ชัดเรื่องการแต่งกายก่อน ว่าแต่งตัวอย่างไร ถ้าไม่แน่ใจ... ให้จัดเต็มๆ เกินไปไว้ก่อนครับ ผมว่าเกิน อย่างไรก็ดีกว่าขาด อยู่แล้ว... พอไปถึงในงานเลี้ยง จะมีคนพาเราไปนั่งที่โต๊ะ โต๊ะของเราจะมีชื่อเราติดไว้ครับ ในบางแห่งที่มีแหล่งท่องเที่ยวสวยๆ บัตรป้ายชื่อก็จะทำเป็นรูปแหล่งท่องเที่ยวสวยๆ มีคำต้อนรับภาษาจีน พร้อมกับมีชื่อเราติดอยู่ด้วย บัตรนี้สามารถเก็บมาเป็นของที่ระลึกได้ครับ ในบางครั้งพลิกไปดูด้านใน เค้าจะพิมพ์ประวัติเมือง เรื่องราวที่สำคัญของเมืองเอาไว้ด้วย แบบว่าเป็นทั้งป้ายชื่อ และ โบร์ชัวร์ในอันเดียวกันเลย ...

พอเรานั่งประจำที่แล้ว อย่าเพิ่งรีบกินนะครับ รอสักนิดหนึ่ง ให้พรรคพวกมากันให้ครบก่อน รอประธานของงานมาก่อน... พอประธานมาก็จะมีการกล่าวต้อนรับกันซักเล็กน้อย ไม่เยิ่นเย้อเหมือนงานบ้านเราครับ เสร็จปั๊บก็จะมีการดื่มต้อนรับ.. ในปัจจุบันจะมีเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์อยู่ 2 ประเภทบนโต๊ะ คือจะเป็นไวน์แดง กับ เหล้าขาวท้องถิ่นของจีน ผมแนะนำให้เลือกอย่างเบาที่สุดไว้ก่อนครับ... เพราะการดื่มในงานต้อนรับจะยืดเยื้อ ยาวนาน และรุนแรง... เหล้าขาวจีน ดีกรีสูงมาก อย่างระดับดีกรีต่ำๆ ก็ไล่กันที่ระดับสี่สิบกว่าๆ ดีกรี ขึ้นไป ยิ่งขึ้นไปทางตอนเหนือของจีน ระดับดีกรียิ่งสูง ผมเคยเจอระดับ 60-70 ดีกรีมาแล้ว สูงจนสงสัยว่าตกลงจะเอาไว้กิน หรือจะเอาไว้ล้างแผลกันแน่....

การชนแก้วครั้งแรก จะเริ่มจากประธานก่อน เมื่อมีการดื่มต้อนรับ จะมีการพูดว่า “กานเปย” แปลว่า “หมดแก้ว” อย่าบ้าจี้กระแทกครั้งแรกรวดเดียวจนหมดนะครับ... ต้องเล่นเนื้อเล่นตัวซักหน่อย ออกตัวไว้ก่อนครับว่า... กินไม่เก่ง สู้คนจีนไม่ได้ คนจีนคอแข็ง มีสุขภาพแข็งแรงกว่า ยกยอปอปั้นกันเข้าไป... คนจีนก็ยกยอกลับมา ตามประสาธรรมเนียมจีน แต่สุดท้ายจริงๆ แก้วแรกส่วนมากจะต้องดื่มจนหมด....

ช่วงที่สอง ก็จะเป็นช่วงแนะนำอาหารเด็ด เจ้าภาพก็จะคอยแนะนำอาหาร ว่าจานนั้นกินอย่างไร จานนี้อร่อยอย่างไร แล้วจะคะยั้นขะยอให้ลองกิน บางทีเจอเมนูแปลก ผมเจอหมี่กรอบแมงป่องเข้าให้แบบเต็มๆ เจอตอนแรกก็อึ้งกิมกี่ไปเลย... แต่สุดท้ายก็ต้องกินซักเล็กน้อย คิดซะว่า ถ้ากินแล้วตาย เค้าคงไม่ยกมาให้เรากินหรอก... พอถึงจังหวะนี้แล้ว เจ้าภาพจะเริ่มลุกเดินไปชนกับโต๊ะอื่นๆ ทีมใครเยอะกว่า ก็จะได้เปรียบครับ เหมือนเล่นเกมส์... บางครั้งก็โดนทีมเจ้าภาพมารุมชนแก้ว พยายามถ่วงไว้ครับ รินเหล้าให้น้อย กินแค่จิบ นานๆ ถึงกระดกให้หมดซักทีหนึ่ง... บางครั้งพอเจ้าภาพเริ่มเพลี่ยงพล้ำ เราก็จะยกพวกไปรุมเจ้าภาพเอาคืนซักครั้งหนึ่ง หน้าตา หู จมูก แดงไปหมดด้วยฤทธิ์แอลกอฮอลล์...

ถ้ามีการ “กานเปย” บางครั้งจะแสดงความบริสุทธิ์ใจว่ากินหมดแก้วจริงๆ ด้วยการคว่ำแก้วโชว์ เราอาจใช้เทคนิคเหลือก้นแก้วนิดๆ ไม่ต้องเกลี้ยงมาก ตอนเทคว่ำลง เหล้าจะได้หกลงไปซักหน่อยนึง เราจะได้ไม่ต้องกินจนมากเกินไป... การกินเหล้าจะสามารถกินแทนกันได้ ถ้าใครในทีมเริ่มเพลี่ยงพล้ำ หน้าเริ่มแดง นั่งเฉิ่ม หูแดงแว๊บๆๆ แล้ว แต่เรายังไหว เราสามารถช่วยเพื่อนได้ โดยการขอกินแทน.. ไม่ผิดกติกาครับ... ข้อควรระวังของการกินเหล้ากับคนจีน คือ ถ้ากินไม่ไหว ห้ามแอบเอาเหล้าเททิ้งนะครับ ... เค้าถือว่าเป็นการกระทำที่หยาบคายสุดๆ แบบให้อภัยกันแทบไม่ได้เลย...

การชนแก้วจะมีการชน 2 แบบ ชนแบบเดี่ยวๆ คือ ชนกันแบบ 1 ต่อ 1 ก็คือถือแก้วเหล้าไปขอชนกับเค้าได้เลย ก่อนดื่มก็กล่าวกันซักนิด ขอบคุณกันซักหน่อย อุตส่าห์ให้การต้อนรับที่แสนอบอุ่น ดื่มเพื่อมิตรภาพ ภราดรภาพ ฯลฯ พูดจากป้อยอกันไป... สำหรับการชนแก้วแบบที่สอง จะเป็นการชนแบบ ชนทั้งโต๊ะ... ชนแบบนี้จะใช้การชนแบบทุติยภูมิ (ขอใช้ศัพท์เท่ห์ๆหน่อยเถอะ) คือ ยกแก้วบอกทั้งโต๊ะว่า “ชนแก้ว” แล้วเอาก้นแก้ว เคาะกับจานหมุนบนโต๊ะ แทน... พอเราเคาะเป็กๆๆ ทุกคนก็จะเอาแก้วของตัวเองมาเคาะที่จานหมุนพร้อมๆกัน... แล้วเปล่งเสียงว่า “สาธุ”.. เอ๊ย! “กานเปย”.... แล้วยกดื่มพร้อมๆ กัน...

การกินเหล้าแบบงานเลี้ยงต้อนรับ เราจะต้องเก็บอาการเมาให้ได้ครับ ห้ามออกท่าทางว่าเมา... เราจะพูดจาเสียงดังได้ ยิ่งเสียงดัง จะถือได้ว่ายิ่งมีความ “สนิทสนม” กัน.. แต่อย่าออกแนวเพ้อเจ้อ ลามปาม พูดจาข่มคนอื่น พยายามถ่อมตัวเอาไว้... กินเหล้ากับคนจีน ต้องรักษาสติให้ดี... คนจีนเวลาเมา ถึงเมาอย่างไรเค้าก็จับตาดูเราอยู่ตลอดครับ... การกินเหล้าในงานต้อนรับ หรืองานเชื่อมสัมพันธ์ไมตรี... ระวังเรื่องการท้าทายครับ... อย่าไปท้ากันว่ากินมากเท่านั้น เท่านี้ แน่จริง กินเท่านั้นก่อนสิ... ฉันจะกินเท่านี้ให้ดู คนจีนบ้าเลือดครับ ขนาดเอาเหล้าเทใส่อ่างปลาทองยกกินกันมาแล้วก็มี ถ้าไม่อยากตับวาย อย่าท้าทายเด็ดขาด... เค้าลุยเราแน่ๆ ครับ....

สำหรับอาหารในงานเลี้ยงประเภทนี้ จะมีมากมายหลายอย่าง ออกมาแบบกระหน่ำไม่ยั้ง สลับสับเปลี่ยนกันมา แต่ละชุดจะเป็นแค่จานเล็กๆ ไม่ใหญ่มาก... และที่ผมเจอจากหลายๆ เมืองที่ผ่านมา... อาหารหวาน กับอาหารคาวจะออกมาปนๆกัน ไม่แยกคาว ไม่แยกหวาน กินปนๆ กัน ก็สนุกไปอีกแบบนึงครับ ส่วนตอนสุดท้ายจะเป็นอาหารหนัก หมี่บ้าง ข้าวบ้าง ซาลาเปา หมั่นโถว ไปจนถึง เสี่ยวหลงเปา โน่นแหละ... เลี้ยงแบบถ่อมตัว กลัวว่าแขกจะไม่อิ่ม... ในงานเลี้ยงประเภทนี้ ของกินจริงๆ เค้าจะเลี้ยงเราแบบกินครึ่ง ทิ้งครึ่ง.... เราต้องกินให้เหลือ กินเสร็จ อย่าห่อกลับนะครับ เค้าสั่งเผื่อทิ้งอยู่แล้ว เหลือทิ้งไม่ต้องเสียดาย ...คิดซะว่ามันเป็นธรรมเนียม....

--- จิ้งกุ่ง ---




 

Create Date : 01 กรกฎาคม 2554   
Last Update : 1 กรกฎาคม 2554 15:49:17 น.   
Counter : 326 Pageviews.  

ตี้เถี่ย - รถไฟปลากระป๋อง

รถไฟใต้ดินปักกิ่ง นับเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกที่คุ้มค่า คุ้มราคาที่สุด อย่างหนึ่งของปักกิ่ง ถึงแม้ว่าสายรถไฟจะไม่ละเอียด เข้าไปทุกซอกซอยแบบของญี่ปุ่น แต่ด้วยที่ ค่ารถไฟที่ถูกแสนถูก วิ่งกันสุดปลายฟ้า ตลอดสายคิดราคาเดียวเพียง 2 หยวน หรือ ประมาณที่ 10 บาท ทำให้รถไฟใต้ดินหรือ “ตี้เถี่ย” เป็นสุดยอดพาหนะยอดนิยมไปอย่างไม่ต้องสงสัย

รถไฟใต้ดินของปักกิ่งจะมี ทั้งหมดอยู่ 10 กว่าสาย สายหลักๆ ที่ วนเวียนอยู่ในเมืองจะมีอยู่ 6 สาย มีสายหมายเลข 1 ผ่ากลางเมืองจากตะวันตก ไป ตะวันออก และ สายอื่นๆ จะทำหน้าที่ส่งคนจากชานเมือง เข้าสู่ตัวเมือง และ กระจายคนจากสาย 1 เวียนส่งรอบเมือง .....

นอกจากนั้น รถไฟใต้ดินของปักกิ่ง ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ค่อนข้างครบครัน เช่น ลิฟท์ช่วยคนพิการลงบันได ระบบตรวจสอบความปลอดภัย ระบบเอ็กซ์เรย์กระเป๋า ไปจนถึงเครื่องมือตรวจระเบิดไฮเทค แบบตรวจไอระเบิดที่เจือปนมากับอากาศ แบบที่คุณหญิงหมอพรทิพย์เคยเอามาออกทีวี สมัยตอนที่จะเอามาแทนเครื่อง ตรวจระเบิดรุ่นล้างป่าช้านั่นแหละครับ แต่บ้านเราซื้อไม่ไหว เพราะราคาแพงมาก ที่นี่เค้ามีใช้ในทุกสถานีรถไฟใต้ดิน...

ฟังดูเหมือนกับจะสุขสันต์หรรษา แต่ด้วยประชากรจำนวนมหาศาลในกรุงปักกิ่ง ว่ากันคร่าวๆว่าอาจจะมีจำนวนในหลัก 30 ล้านคน (ในทะเบียนมี 20 ล้าน นอกทะเบียนอีกเพียบ) คนที่ใช้บริการจึงมีมากมายประดุจมดปลวก และเนื่องจากราคาที่ถูกแสนถูก ทุกคนเลยมีสิทธิ์ที่จะใช้อย่างเสรี ทั้งคนงานก่อสร้าง กรรมกรแบบหาม คนอพยพย้ายถิ่น (อันนี้จะเจอมากครับ อุ้มลูก จูงหลาน หอบผ้า หอบผ่อน กันมาแบบ 2-3 กระสอบ) ...

การขึ้นรถไฟใต้ดินจึงมีสภาพเหมือนกับเราถูกยัด อัดเข้าไปในกระป๋องสี่เหลี่ยม ที่แทบจะไม่มีช่องว่าให้หายใจ คางเกยไหล่ พุงชนพุง และสิ่งที่ร้ายกาจยิ่งกว่านั้น... ถ้าใครมีเพื่อนเป็นคนปักกิ่ง จะทราบดีว่า คนปักกิ่ง เป็นคนง่ายๆ เรื่องแปรงฟัน เรื่องอาบน้ำ ไม่จำเป็นต้องทำกันบ่อยๆ เพราะฉนั้นในยามเช้านอกจากการแออัดจนใส้แทบปลิ้นแล้ว ยังมีกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์จะถูกส่งถ่ายออกมาจนอบอวลไปทั้งตู้รถไฟใต้ดิน ไม่ลองไม่รู้ครับ แรกๆ ผมเหม็นจนแสบจมูก แต่ตอนนี้ก็เริ่มชินแล้วเหมือนกัน แต่ก็ยังอดขย้อนหน่อยๆ ไม่ได้

การเบียดกับคนงานก่อสร้าง หรือ คนใช้แรงงาน เราก็ต้องระวัง เพราะความสกปรกของเสื้อผ้าหรือสัมภาระที่เขากระเตงแบกกันมาแบบมากมาย จะให้ให้เสื้อผ้าเราเปื้อนได้ เพียงแค่เฉียดกันเต็มๆ ครั้งเดียว ... นอกจากนั้นสิ่งที่น่ารบกวนอีกอย่างหนึ่งคือ คนเหล่านี้จะขนของต่างๆ ขึ้นมาบนรถไฟมากมาย ขนมาแบบไม่แคร์ใคร ผมเคยเห็นเค้าขนพัดลม ขนหม้อหุงข้าว ขนผ้านวม ที่นอนปิ๊คนิค ฯลฯ ขึ้นรถกันมาแล้ว... บางทีขนขึ้นมาแล้ว ยังไม่สะใจ พ่อยังนั่งตั้งวงกันอยู่ในตู้รถไฟนั่นแหละครับ เอาของมากองๆ กันไว้ นั่งล้อมวง จิบน้ำชาสบายใจเฉิบๆ คนอื่นก็เบียด จนแทบจะเหยียบหัวกันอยู่แล้ว แต่เขาเหล่านั้น ไม่แคร์ สบายๆ สไตล์เป่ยจิง....

การขึ้นรถตี้เถี่ย ก็ไม่ต้องกังวลมากครับ แค่ไปต่อแถว และขยับคิวไปเรื่อยๆ พอถึงคิวเรา ตัวเราหลุดขึ้นไปบนขบวนรถ คนภายนอกขบวนจะพยายามแย่งขึ้นไปอีก จะบี้จะอัดเบียดขึ้นมาเรื่อยๆ เราต้องพยายามแทรกเข้าสู่ช่องว่างด้านในรถให้ลึกที่สุด ถ้าใครไม่หลบ ผมว่าโดนเบียดม้านแตกได้เลย .. พอประตูรถปิด เราก็เริ่ดสูดกลิ่นไอของรถไฟปักกิ่งได้ตามสบายครับ...

ก่อนจะถึงจุดหมายปลายทางสัก 2 สถานี ให้เราเริ่มขยับตัวออกไปทีละนิดๆ ไปจนถึงบริเวณใกล้ๆประตูรถ หากสังเกตดีๆ จะเห็นว่ามีแนวคนบริเวณประตูรถไฟ คล้ายๆ กับแถว อัดกันอย่างเป็นระเบียบ เรียงกันอยู่ 2 แถว...เป็นแถวที่เตรียมสำหรับการลงรถครับ ให้เราขยับไปอยู่ใกล้ประตูมากที่สุด ด้วยการสลับที่กับคนข้างหน้า... โดยวีธีการกระซิบถามคนหน้าว่า “เซี่ยเชอมา?” แปลว่า จะลงรถหรือเปล่า ถ้าเค้าไม่ เค้าจะถอยมาสลับกับเรา เราก็จะค่อยๆ ขยับแทรกต่อไปข้างหน้า... หากถามแล้ว มีคนผงกหัวว่าจะลง ให้เราต่อแถวต่อจากคนคนนั้นเลยครับ... แล้วรอจนถึงสถานี....

คำเตือนก็คือ.. ถ้าเรายังไม่ต้องการลง ห้ามไปขวางทางนะครับ ตอนคนเค้าพุ่งลงรถ กระแสแรงยังกะสายน้ำแยงซีเกียงตอนน้ำหลาก หากเรากระเด็นลงไปโดยยังไม่ถึงสถานี ลำบากต้องหารถต่อกลับมาอีก... พอถึงสถานีที่เราต้องการจะลง เราก็พุ่งลงไปตามกระแสคนนั่นแหละครับ ใครขวางหน้า พุ่งชนให้กระเด็นได้เลย ไม่ผิดกติกาใด... แต่สิ่งที่ทุเรศทุรังมากกว่านี้คือ คนที่สถานีที่รอขึ้นรถ จะพยายามพุ่งสวนขึ้นมา เราต้องแท็คเค้าให้กระเด็นออกครับ... แล้วรีบแทรกตัวออกจากรถให้เร็วที่สุด... สายที่จะเจอเหตุการณ์นี้เป็นประจำคือสายยอดนิยมของปักกิ่ง คือสายหมายเลข 1 ซึ่งวิ่งไปมาระหว่างสถานีสือหุ่ย กับ ผิงกั่วหยวน ครับ...

สิ่งที่สะดวกสบายกับการคมนาคมขนส่งของปักกิ่งอีกอย่างหนึ่ง ก็คือการใช้บัตรร่วมครับ บัตรรถไฟใต้ดิน สามารถใช้ได้กับ รถเมล์ รวมถึง รถแท็กซี่ได้ในทุกๆสาย เป็นบัตรอัตโนมัติ แค่สัมผัสกับเครื่องตรวจ เค้าก็หักตังค์ค่าโดยสารจากบัตรแล้ว สะดวกดี แต่ปัญหาที่เจอโดยมากจะเป็นที่ระบบเปิด-ปิดของรถไฟใต้ดิน เพราะว่ามีคนใช้กันมาก ระบบเลยรวนอยู่บ่อยๆ บางที่แตะบัตรแล้ว มันก็ไม่เปิดซะอย่างนั้น แต่ไม่ต้องห่วงครับ เค้ามีเจ้าหน้าที่คอยดูแลอยู่ ถึงแม้จะหน้าหงิกไปนิด เสียงดังไปหน่อย ก็ยังดีกว่าไม่มีใคร

คราวหน้าถ้ามาถึงปักกิ่งกันแล้ว ผมท้าให้ลองใช้รถไฟใต้ดินปักกิ่ง สายที่หนึ่ง ตอนช่วงแออัดครับ ประสบการณ์ที่เราหาไม่ได้จากที่อื่น แล้วถ้าหากยังมีใคร ยังจะยืนยันกับผมว่า “หว่อ อ้าย เป่ยจิง” ผมจะทำโล่ห์ “ เฟรนด์ ออฟ เป่ยจิง” ให้คนละอันเลยครับ....

---- จิ้งกุ่ง -----




 

Create Date : 21 มิถุนายน 2554   
Last Update : 21 มิถุนายน 2554 9:11:02 น.   
Counter : 372 Pageviews.  

1  2  3  

จิ้งกุ่ง
Location :
Beijing China

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




คนเล็กๆ ที่เพิ่งสัมผัสกับคนจีนเพียงไม่กี่เดือน และยังต้องสัมผัสกันอีกหลายๆ ปี ในเมืองวุ่นวาย ของจีนตอนเหนือ ชื่อ "ปักกิ่ง"
[Add จิ้งกุ่ง's blog to your web]