ประถมต้น - เพชร พลอย ทองหยอง ของนอกกาย

หัวข้อจั่วไว้ดูแปลกใช่ไหมล่ะ ประถมต้น ทำไมมีอะไรมาเกี่ยวกะเรื่องเครื่องประดับเงินทอง แต่นี่คือสิ่งที่ฉันเรียนรู้ตั้งแต่เด็ก

มิใช่ว่าครอบครัวเรารวยล้นฟ้ามาจากไหน ทุกอย่างได้มาจากการเก็บ ตอนเด็กๆ เมื่อเรายังอยู่กันที่บ้านถนนนครใน ทุกเดือนแม่จะเอากล่องเครื่องประดับออกมาจากตู้เซฟ ซึ่งเรียกว่าตู้เซฟไปงั้นแหละ จริงๆแล้วกุญแจมันก็วางอยู่บนโต๊ะนั่นเอง ไอ้กล่องเหล็กดำๆ ดูไร้ค่านี้ก็ตั้งอยู่ในตู้หนึ่งของโต๊ะเขียนหนังสือ ที่แม่ตั้งหลบมุมไว้ที่หัวเตียง

ก่อนเราจะนอน แม่จะเอากล่องดำนี้ออกมา แล้วค่อยๆ หยิบสร้อยเอย แหวนเอย ออกมาวางให้เราดู เช็ดมันเล็กน้อย ให้พวกเราหยิบมาใส่เล่น แม้ว่ามันจะมีราคาแต่แม่ไม่เคยทำให้เรารู้สึกว่าเราต้องสะสม ต้องสรรหา ต้องสร้างทรัพย์สมบัติ

แต่กลับกันหมด แม่บอกว่า ของอะไรก็ไม่มีค่าเหมือนวิชาความรู้ เพราะมันอยู่กับตัว ใครจะบังคับเอาไปได้เป็นไม่มี มีแต่ให้กันได้ และแม้แต่อยากจะให้ แต่ผู้รับไม่ยอมรับโดยดี มันก็ไม่ได้เข้าไปถึงเขา และที่สำคัญที่สุด

แม้ว่าจะให้ไปแล้ว มันก็ไม่หมดไปจากเรา มีแต่จะเพิ่มพูน

สิ่งที่เพิ่มพูน คือจิตใจของเรา ที่มีความสุข จากการเกิดกุศล เพราะให้ทาน มิใช่เกิดจากการทำบุญ

เด็กน้อยอายุไม่ถึงสิบขวบ จึงได้เห็นแก้วแหวนเงินทอง มากมาย ที่แม้ทุกวันนี้จะมีเครื่องประดับใส่เอง แต่ฉันกลับไม่คิดจะซื้อทอง เพชร หรืออัญมณีราคาแพงอะไรเลย เครื่องประดับที่มี เป็นของถูกๆ เก๋ๆ ที่สอยมาตอนลดราคาเหลือ 1 - 2 ยูโร จากร้าน Six ช่วงลดกระหน่ำ เท่านั้น

ใครอย่าให้แม่รู้นะ แม่ขำฉันตายเลย

+++++++++++++++++++++++++

หากถามว่าทุกวันนี้อยากจะได้มรดกที่แม่เก็บไว้ไหม ฉันอยากจะบอกให้เต็มภาคภูมิว่า หากแม่ไม่รู้จะเก็บไว้ทำอะไร แล้วมีคนอยากซื้อต่อ ฉันจะเต็มใจให้แม่ขายให้หมด ในส่วนที่เป็นของฉัน อยากให้แม่เอาเงินไว้เลี้ยงหมาแมวจรจัด จับมันทำหมัน แล้วก็เอาเงินให้บ้านเด็กกำพร้า บ้านพักคนชรา เหมือนอย่างที่แม่ทำอยู่นี่แหละ

ไม่มีอะไรอยู่กับเราไปจนตาย แต่เงินทองที่แม่ใช้ไป เลี้ยงพวกเราให้เป็นแบบนี้ พวกหนูไม่รู้ว่ามันเยอะแค่ไหน แต่ว่ามันมีค่ามากที่สุดในโลก ไม่ใช่ของสำคัญที่อยู่ในกล่องดำพวกนั้นหรอก

แม่เป็นแม่ที่ดีที่สุดในโลกเลยจ๊ะ ถึงแม่จะไม่ได้ซื้อทองเก็บไว้ให้พวกเราเป็นตันก็เหอะ จุ๊บๆ




Create Date : 06 กรกฎาคม 2555
Last Update : 6 กรกฎาคม 2555 2:38:15 น.
Counter : 662 Pageviews.

1 comment
ประถมปลาย - งานฝีมือกะครูจินตนา
ในโรงเรียนวัดแบบนี้ เรามีวิชาพื้นฐานมากมาย ที่ได้หัดใช้ฝีมือ

วิชาแรกที่ฉันไม่ค่อยชอบ เพราะตัวเองมือหนักบ้าง เบาบ้างกะไม่ค่อยถูก คือวิชาแกะสลัก

ทุกคนจะต้องมีมีปลายแหลมๆ สีแดงดำ เอามาเรียน พร้อมกับมันแกว (ซึ่งหายากลำบากจริงๆ พ่อต้องพาฉันไปวนมอเตอร์ไซต์รอบตลาด กว่าจะได้สวยๆ มาแกะสักหัว) แล้วฉันเองก็ไม่ชอบรสชาติของไอ้มันแกวนี่เลย กว่จะมาชอบกินมันก็ตอนโตแล้ว

ครูจินตนา จะมีห้องเรียนวิชางานประดิษฐ์อยู่ติดกะหอประชุม ที่เราเอาไว้ซ้อมดนตรี บางครั้งเวลาเสียงดังหนวกหูมาก แกก็จะเดินมาดูสักทีนึง หลังๆ ฉันเลยวิ่งจากห้องซ้อมดนตรี ใส่แต่ถุงเท้า ไปเข้าห้องงานประดิษฐ์ดูครูจินตนาแกทำงานฝีมือ ไม่ว่าจะถักโครเชต์เสื้อตุ๊กตา ผ้ารองแก้ว ผ้าปูโต๊ะ หรืองานพับกระดาษ ร้อยมาลัย ร้อยลูกปัด ที่ช่วยฝึกให้ฉันเป็นคนใจเย็นขึ้นเยอะ

มาถึงเรื่องถักโครเชต์ คนที่สอนฉัน กลับไม่ใช่ครูจินตนา แต่เป็นเพื่อนในห้องคนนึง ฉันอยากเขกหัวตัวเองที่ตอนนี้ดันนึกชื่อเธอไม่ออก เธอเป็นเด็กในห้องที่อายุมากกว่าเพื่อน ผิวคล้ำ ผอมสูง ชอบตัดผมหน้าม้า พูดน้อย แต่สิ่งที่ฉันชอบเธอมากที่สุดคือ เธอสอนฉันถักโครเชต์เป็นครั้งแรก

หลักพักเที่ยงถ้าฉันไม่ต้องโดนไล่ไปซ้อมดนตรี พอกินข้าวกะพวกที่เอาข้าวห่อมาด้วยกันเสร็จแล้ว ฉันก็จะปีนกลับจากระเบียงหลังห้อง กลับเข้าห้องมา แล้วเอาเข็มถัก มาเรียนกะเธอ เธอมาโรงเรียนด้วยวิธีลำบาก เพราะว่าที่บ้านเธอเป็นบ้านไม้ ตั้งอยู่บนดินเลน แถวที่เรียกว่าท่าสะอ้าน ต้องเดินผ่านสะพานไม้มา ฉันเคยไปเที่ยวแถวนั้นกับเธอครั้งนึง แม้ว่ามันจะดูเฉอะแฉะ แหยะๆ แต่ฉันทึ่งมาก ว่าผู้หญิงที่แต่งตัวรุงรังเนี่ย มีฝีมือซ่อนอยู่เยอะเลย แล้วก็มีความอดทนสูงที่ไม่ลุกขึ้นมาถีบ เพื่อนสาวพูดปาก ซักมาก อย่างฉัน

บางครั้งฉันก็ไปช่วยครูจินตนาทำของขาย แล้วก็เลยได้หัดไปทำเองที่บ้านด้วยเหมือนกัน สมัยก่อนแม้ว่าพวกเราจะชอบไปซื้อของมาหัดทำโน่นนี่เละเทะ เต็มบ้าน แม่กะพ่อไม่เคยบ่น (เพราะว่าพ่อก็มีของเล่นเยอะเหมือนกัน) ทุกวันนี้ถ้าฉันมีลูก ฉันคิดว่า ฉันก็จะปล่อยให้ลูกได้ทดลองเหมือนกัน อย่าไปลองเสพยาก็แล้วกันนะ



Create Date : 22 ธันวาคม 2554
Last Update : 22 ธันวาคม 2554 19:56:16 น.
Counter : 386 Pageviews.

0 comment
ประถมปลาย - การแข่งขันทางวิชาการ
การแข่งขันทางวิชาการ ไม่ใช่เรื่องใหม่

โรงเรียนทุกโรงเรียนจะต้องมีสอบ สอบกลางภาค สอบปลายภาค สอบวัดจุดประสงค์ แล้วไม่รู้ว่าตอนไหน ที่ครูจะแอบสังเกตเห็นวี่แวว จับนักเรียนคนนั้นไปลงแข่งขันกับโรงเรียนอื่น

ฉันเพิ่งย้ายมาอยู่เทศบาล 1 เมื่อป.สี่ ปีนี้ก็มีการแข่งขัน
อย่างแรงคือ ครูชูศรี จับฉันส่งไปให้ไปเขียนไทย อันเนื่องมาจากลายมือ (ที่ถ้าคุณเห็นลายมือฉันวันนี้จะร้องกรี๊ด ก็ฉันไม่ได้เขียนหนังสือไทยมาสิบกว่าปีแล้ว) ที่เห็นก็พิมพ์เอา

การแข่งขันจะมีแบบแข่งกันภายในโรงเรียนเทศบาล 1-2-3-4 หรือแข่งกันในระดับประถมศึกษา ซึ่งก็จะต้องไปแข่งกับโรงเรียนอนุบาลสงขลา โรงเรียนวิเชียรชม โรงเรียนแจ้งวิทยา และอื่นๆ มากมาย กดดันเด็กตัวน้อยๆ แท้ๆ เลยทีเดียว

ฉันไม่เคยสนใจว่าจะชนะอะไรรึเปล่า สิ่งที่ชอบมากกว่าคือ วันนั้นไม่ต้องไปโรงเรียน เนื่องจากคุณครูจะพานักเรียนที่จะแข่งขันไปยังโรงเรียนเจ้าภาพ ทำให้รอดจากวิชาเรียน ที่ไม่อยากเรียนที่โรงเรียนไป แล้วยังได้ไปเจอเพื่อนหน้าใหม่ๆ จากโรงเรียนอื่น ทิวทัศน์แปลกๆ แถมได้ไปสำรวจโรงเรียนอื่นเขาด้วย

ปีหนึ่ง มีการแข่งขันเล่นดนตรีไทย วงมโหรีเล็ก พวกเราโดนจับแต่งชุดไทย แต่งหน้าตั้งแต่เช้า กว่าจะได้แข่งโน่น เที่ยง หิวจะแย่ กินอะไรก็ไม่ได้ เพราะครูอ้อย กะครูพิไลพรสั่งไว้ว่าห้ามกิน เดี๋ยวปาก(ลิปสติก) จะหลุด

เฮ้อ ....

คนอื่นน่ะยังไม่เท่าไหร่ เพราะว่าเลิกแข่งก็เสร็จเลย แต่ฉันนี่สิ ยังต้องวนไปแข่งอย่างอื่นอีก แข่งพวกคณิตศาสตร์มันจะสนุกเพราะว่าไปแข่งกะเพื่อน คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย แต่ถ้าแข่งระดับจังหวัด จะต้องไปแข่งที่ศึกษาจังหวัด ครูก็ไม่ไป เอาฉันไปทิ้งไว้เฉยๆ จำได้ตอนนั้น ฉันต้องไปแข่งอ่านจับใจความ เพราะครูบรรณารักษ์ส่งชื่อฉันไป

อันนี้เป็นเรื่องยาว ต้องแว้บเข้าไปคุยถึงเรื่องห้องสมุดซะหน่อย

ห้องสมุดที่ท.1 เป็นห้องโถงใหญ่มาก ต้องขึ้นกระไดไม้ไป ตั้งอยู่บนเรือนอนุบาล ซึ่งก็เหมาะพอดี เพราะเด็กอนุบาลมันต้องนอนกลางวัน ห้องสมุดก็จะต้องเงียบๆ ตลอด

ทุกคนจะมีบัตรห้องสมุดโดยอัตโนมัติ เป็นกระดาษขาวๆ ตีบรรทัดไว้ ยืมหนังสือกลับบ้านได้อาทิตย์ละ 3 เล่ม ไม่ได้มีค่าใช้จ่ายอะไร นี่แหละสิ่งที่ฉันชอบ แรกๆ ฉันเริ่มจากการยืมกลับบ้าน เพราะว่าการบ้านฉันทำเสร็จหมดแล้วตั้งแต่ที่โรงเรียน ถ้าไม่รีบทำให้เสร็จ เพื่อนจะไม่มีที่ลอก ฉันก็เลยโดนบังคับให้รีบทำให้เสร็จ คนอื่นจะได้ยืมกัน ตอนเช้า (ไม่ดีเลยน้อ)

พอถึงบ้าน อาบน้ำได้ฉันก็จับหนังสือพวกนี้แหละอ่านก่อนเลย ไม่รู้จะทำอะไร ระหว่างรอแม่กะพ่อกลับมา

หลังๆ เมื่อฉันต้องอยู่เย็นเพราะซ้อมดนตรีไทยและวงดุริยางค์ ก็ต้องใช้เวลาตอนเที่ยง มาแอบอ่านหนังสือแทน ครูบรรณารักษ์เลยจำหน้าฉันได้ละมัง เพราะฉันกินข้าวเสร็จไม่คุยกะใคร ถ้าไม่มีใครชวนเล่นยาง (ช่วงหน้าฝน) ล่ะก้อ ฉันกบดานอยู่ในห้องสมุด สบายยย

และเพราะเรื่องหนังสือ น้องชายฉันคือเจ้าโอห์ม มันเป็นเด็กที่น่ารัก และไม่เคยลืม ว่าพี่สาวชอบอะไร ฉันมีความหลงใหลในปลาดึกดำบรรพ์ ที่ชือ่ปลาซีลาคานต์ เพราะว่าฉันมีความเชื่อแปลกๆ ที่เหมือนคนคริสต์คือ ฉันไม่เชื่อ ว่าคนเรามาจากลิง ใครอยากจะมาจากลิง ก็เชื่อเอาเถอะ แต่ฉันไม่ละคนนึง ฉันคิดว่า อะไรก็ตาม มันก็เกิดมาจากสิ่งนั้นตั้งแต่แรก ไม่มีทางที่ลิงจะกลายเป็นคนขึ้นมาได้ และปลาซีลาคานต์ ที่เกิดมาพร้อมกับไดโนเสาร์ ก็เป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ไอ้ปลาเนี้ยมันก็ไม่ได้วิวัฒนาการไปเป็นตัวแลน หรือสัตว์อื่นแต่อย่างใด จนทุกวันนี้มันก็ยังหน้าตาเหมือนเดิมเด๊ะๆ

+++++++++++++++++++++

อ้าว เล่าเรื่องวิชาการ ไหงมาออกสัตว์โลกล้านปี

การไปแข่งขันวิชาการ ทำให้ชีวิตเด็กประถมอย่างฉันเครียดมาก เพราะกลัวไม่ได้อย่างใจคุณครู เรื่องแพ้ฉันไม่กลัว เคยกลัวซะที่ไหน เพราะคู่แข่งน่ะ หน้าตาก็ไม่ได้เห็น เวลาไปทดสอบ ก็เจอแต่หน้าครูคนสอบเท่านั้นเอง ที่ตั้งของศึกษาธิการนี่ก็อยู่ติดกับโรงเรียนวรนารีเฉลิมอีกด้านก็โรงเรียนมหาวชิราวุธ ครูที่พาไปบอกว่า เมื่อเธอเรียนจบ เธอก็จะมาเรียนที่โรงเรียนสตรี วรนารีเฉลิมนี่แหละ คนเก่งๆ อย่างนี้น่ะ

ผู้ใหญ่เขามักจะสรุปอะไรตามความคิดของตัวเองเสมอเลยหรือ แล้วถ้าฉันอยากไปเรียนโรงเรียนวัดที่อื่นล่ะ?



Create Date : 22 ธันวาคม 2554
Last Update : 22 ธันวาคม 2554 19:46:05 น.
Counter : 438 Pageviews.

0 comment
ประถมปลาย - ไอ้จิม
เหมือนว่าทุกอย่างในชีวิตของฉันจะเริ่มเมื่อประถมปลาย แต่จริงๆไม่ใช่อย่างนั้น หลายๆ อย่างมันมีที่มาตั้งแต่ก่อนหน้านั้นแล้ว

ไอ้จิม ที่ว่า เป็นฝรั่งที่มาแลกเปลี่ยนและมาอยู่กะเราที่บ้าน

แม่ไปเป็นสมาชิก AFS ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครรู้ และอยู่ๆ โดยไม่มีปี่มีขลุ่ย วันนึงแม่ก็บอกว่า จะมีฝรั่งมาอยู่ที่บ้าน ให้พวกเราช่วยกันดูแลด้วย

++++++++++++++++++++++++

ฉันเข้าใจว่า ฝรั่งเนี่ยมันโง่มาก ต้องให้เด็กๆ อย่างฉันดูแล หารู้ไม่ว่าการไปดูแลฝรั่งให้แม่ ทำให้เราเปลี่ยนแปลงไปทางบุคลิกภาพขึ้นอีก โดยไม่รู้ตัว

วันแรกที่ไอ้จิมมาถึง ฉันตะลึง

มันเป็นฝรั่งผอมก๊องแก๊งผู้ชาย อายุน่าจะมากกว่าฉันเท่านึง จิมเป็นชื่อที่พวกเราเรียกกันเอง เพราะชื่อจริงๆ เค้าชื่อ James A. Johnson จิมบอกว่าเรียกว่าจิมละกัน พวกเราจึงรุมกันเรียกว่าจิม และลับหลังว่า ไอ้จิม

จิมมาอยู่กะเรานาน จนเราเกือบลืมไปเหมือนกัน โดยมีกระเป๋าเป้ใบไม่ใหญ่ อย่างอื่นที่บ้านเรามีให้หมด จิมกินข้าวกะเรา นั่งล้อมวงกินกันบนพื้นบ้านนี่แหละ จานใครจานมัน และกินก๋วยเตี๋ยวร้านน้ากิม ที่พวกเราชอบกินกันเป็นอาหารเช้า (แปลกไม๊เนี่ย)

++++++++++++++++++++++++

วันที่สำคัญที่สุดของฉันวันนึงเป็นวันเสาร์ ที่จิมบอกว่า พาไปเที่ยวแหลมหน่อย

ฉันก็เห็นว่าหลังบ้านเรามันก็ติดทะเลอยู่แล้ว อยากว่ายน้ำก็ลงไป แต่จิมบอกว่าไม่เอา จะเอาทะเล ชายหาด แซนด์ ซี อ่ะ อย่ากระนั้นเลย ฉันไปถามแม่ แม่ไม่ว่าอะไร แค่พยักหน้าหงึกๆ บอกให้ไปสั่งบะหมี่แห้งมาเป็นของกินมื้อเที่ยง เอาช้อนไปเองด้วยสองคัน และกระติกน้ำดึ่ม ก่อนจะให้เงินมาด้วยอีกหน่อย

ฉันอายุแค่สิบเอ็ดขวบ พาฝรั่งตัวสูงเท่าเสาไฟฟ้าไปเที่ยวแหลม เราเดินไปขึ้นรถตุ๊กๆ ที่หัวมุมถนนนครนอก (ตอนนี้มันเป็นที่ตั้งของประตูเมืองสงขลาไปละ) นั่งรถไป ผ่านเส้นทางตลาด สถานีตำรวจ แล้วค่อยๆ เลี้ยวไปทางท่าแพ ก่อนจะอ้อมผ่านแหลมสนอ่อน และไปลงที่นางเงือก

+++++++++++++++++++

นี่แหละทะเล ไอ้จิมบอก

ฉันสังเกตได้ว่าฝรั่งเป็นแบบนี้ทุกคน ตั้งแต่ที่ฉันเจอคนแรก จิมมันเอาของกินไปแบกไว้เอง ไม่ให้ฉันหนัก เราเดินกันไปเลียบบนหาดตรงที่น้ำทะเลซัด จะได้เดินไม่ยาก

จิมบอกว่าขุดหลุมฝังของไว้ เวลาไปว่ายน้ำจะได้ไม่ต้องกลัวคนมาขโมย ฉันก็ไม่คิดว่าจะมีใครขโมย เพราะทั้งหาด ก็ไม่เห็นมีคนเช้าซะขนาดนี้ แต่เราสองคนก็ช่วยกันจัดการเรียบร้อย จิมว่ายน้ำเก่งมาก มันยังมีหน้ามาชวนให้ฉันว่ายไปด้วยกันถึงเกาะหนู

จะบ้าเรอะ แม่ตีฉันตาย

พอเหนือ่ย เราก็ขึ้นจากน้ำมาตากให้ตัวแห้ง แล้วเดินไปหาศาลานั่งกินก๋วยเตี๋ยวแห้งกัน ก่อนจะเดินมาหารถโบกกลับ

สมัยนั้นสงขลาไม่ค่อยมีฝรั่ง การที่มีเด็กเดินกะฝรั่งสักคน ทำให้คุณยายขายหนมจาก และไข่ปิ้ง ต้องทักทายขึ้นมาด้วย ใครๆ ก็ใจดีกะไอ้จิมกันใหญ่ อิอิ

ในแต่ละอาทิตย์ ถ้าฉันไม่ต้องไปซ้อมดนตรี หรือไปเล่นบ้านเพื่อน ฉันก็จะรอไอ้จิม เพื่อจะได้พาไปหาที่เล่นแปลกๆ กัน เสียดายที่ความจำฉันไม่ดี ไม่งั้นคงจะมีเรื่องอะไรมากมายมาเล่า แต่อย่างน้อยก็อยากเล่าเรื่องดีๆ เรื่องที่มันตัวเหม็น หรือว่าชอบนอนตด อะไรเนี่ย เล่าแล้วมีแต่ฮา อย่าเล่าเลย 555



Create Date : 22 ธันวาคม 2554
Last Update : 22 ธันวาคม 2554 19:29:21 น.
Counter : 449 Pageviews.

1 comment
ประถมปลาย - เด็กหลังวิก และคนแก่
ต้องท้าวความก่อน

วิกหนัง (โรงหนัง) สหภาพยนตร์ เคยตั้งอยู่ที่หัวมุมถนนพัทลุง ตัดกะนครใน เมื่อตอนที่ฉันยังเป็นเด็กประถม

โรงหนังนี้เป็นที่ดินของน้าชัย น้องชายของแม่ โดยน้าชัยไม่ได้ทำโรงหนังเอง แต่มีคุณตาวินัย น้องชายของคุณตา เป็นคนเช่าอีกที คุณตาวินัย ยังเช่าโรงหนังอีกโรง ซึ่งอยู่อีกฝั่งของถนนพัทลุง ชื่อโรงหนังเปรสสิเดนท์ด้วย แต่อันนั้นไม่ค่อยเกี่ยวกับพวกเราสามพี่น้องเท่าไหร่

ด้านหลังโรงหนัง จะมีประตูบานนึง เปิดเข้าไป ปกติแล้วน้านวยเป็นคนฉายหนัง เช่าบ้านยายอยู่ในสวนด้วยกัน ครอบครัวของน้านวยเป็นครอบครัวคนรายได้น้อยที่เป็นรูปแบบในหนังไทยเลยทีเดียวแหละ คือมีพ่อที่ขยันมากๆ น้านวยทำงานฉายหนังตอนเที่ยงและค่ำ แล้วก็ยังทำงานถีบสามล้อ เมื่อก่อนตอนสมัยประถมต้นฉันก็ได้อาศัยสามล้อน้านวยนี่แหละไปโรงเรียน

น้าณี เมียแก เป็นผู้หญิงร่างใหญ่ ขยันทำงานเหมือนกัน น้าณีจะขายของที่หน้าโรงหนัง แล้วเวลาอื่นแกก็จะทำงานทำความสะอาดบ้าน ให้คนแถวบ้านฉัน รีดผ้า และสารพัดงานแสนขยัน

น้านวยกะน้าณีมีลูกสาวลูกชายอย่างละคน เป็นเพื่อนเล่นของพวกเรา ที่ทำให้จุดมุ่งหมายสวนยายเป็นที่ที่น่าสนใจมากกว่า การมาแล้วโดนยายจับไปนั่งฟังพระสวด หรืออ่านหนังสือธรรมะธรรโม สวรรค์วิมานอะไรในแนวนั้นอย่างเดียว

หลุยส์เป็นลูกสาวที่อายุรุ่นๆ เดียวกับบัว ฉันแก่กว่าบัวสองปี และยังผ่านอะไรมามากกว่า รู้สึกตัวเองแก่แดดยังไงไม่รู้ พอมีเพื่อนรุ่นเดียวกัน บัวกะโอห์มก็จะติดหลุยส์ และพากันไปหาอะไรซุกซนทำในสวน

คิงพี่ชายหลุยส์ เป็นหนุ่มหน้าตาดี รุ่นๆ พอกันได้กับพี่โน้ต ลูกของน้าชัย บอกได้ว่าลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นจริงๆ เพราะพ่อแม่ก็หน้าตาดี ฉันละน้อยใจวาสนาตัวเองจริงๆ

นอกจากครอบครัวนี้แล้ว ก็ยาย ก็ยังมีคนแก่อีกคน ซึ่งเราไม่ได้รู้จักเป็นญาติอะไรด้วยเลย แต่พวกเราเรียกแกว่าก๋งฮก ตามยายที่เป็นเชื้อสายจีน
ก๋งอาศัยอยู่ในบ้านไม้เก่าๆ ชั้นเดียว ในบ้านแกไม่มีอะไรนอกจากโต๊ะ เก้าอี้ เตียงและมุ้ง ข้างนอกเป็นครัวเล็กๆ ที่ทำกับข้าวได้ ก๋งเป็นตัวอย่างของการพึ่งพาตัวเอง และการอยู่อย่างพอเพียง

ก๋งฮกเป็นชายจีนแก่มากๆ ที่ตอนนั้นพวกเราประมาณอายุว่าน่าจะ 70 กว่า แต่แกก็ยังอยู่ของแกคนเดียว ก๋งได้เงินบ้างจากที่แม่ และยายให้ แกสามารถทำกับข้าว หาอะไรกินได้จากต้นไม้ต้นไร่ในสวน และพวกเราก็ได้เรียนการจุดเตา หุงข้าวและอื่นๆ จากตะแกเยอะเหมือนกัน โดยเฉพาะว่าอะไรกินได้ และกินไม่ได้

งานหลักๆ ของก๋งแกคือขายของเก่า กระดาษ พลาสติก เหล็กและอื่นๆ ในแต่ละวันแกจะไปเดินเล่นเก็บขยะของเก่าพวกนี้มาสะสม เอาไปขายที่ร้านเจ๊ก ซึ่งเจ๊กแกก็จะปั่นซาเล้งมารับซื้อที่หน้าวิกเป็นประจำด้วย แรกๆ เรารู้สึกว่าพวกเราไม่ได้ดูแลคนแก่ในบ้านเท่าไหร่ แต่ก๋งบอกว่า ถ้าแกไม่ได้ทำงาน แกจะตาย คำพูดที่ติดหูมาจนทุกวันนี้ แม้ว่าเราจะทำงานเล่นเหมือนเป็นงานอดิเรก แต่เรารู้สึกเสมอว่า ถ้าไม่ได้ทำอะไรให้เป็นประโยชน์แก่โลกนี้ เราก็คงคิดเหมือนก๋ง คือ ตายซะดีกว่า ถ้าเราต้องป่วยนอนแหง็กหยอดข้าวต้ม กินเนื้อเกลืออยู่บนเตียง ให้เราตายซะ เราจะมีความสุขมากกว่า

ก๋งอยู่กะเรา จนพวกเราโต ย้ายบ้านไป มารู้ตอนหลังว่าแกเสีย น้าชัยและแม่กะยายก็ช่วยกันดูแลให้เป็นอย่างดี

+++++++++++++++++++

อีกคนในบ้านที่เราจะไม่ลืมก็คือยายทวด

ยายทวดเป็นคนในบ้านอีกคน ที่พวกเราไม่รู้ว่าเป็นญาติทางไหน แต่ยายทวดชื่อจริงๆว่าละม่อม เดิมแกก็อยู่กับยาย ที่บ้านน้าชัย สมัยประถมต้น พวกเราก็ยังเปิดประตูเดินทะลุบ้านจากบ้านแม่ ไปบ้านน้าชัยแล้วไปเล่นกับทวดเสมอ ให้แกเล่าเรื่องสมัยโบราณให้ฟัง เรื่องหิ่งห้อย คนไปตกปลา แล้วก็เรียนการทำร่มจากดอกลำพู ฉันก็เลยได้รู้จักดอกลำพูว่ามันหน้าตาเป็นอย่างไร

ยายทวดเป็นคนสำคัญที่ทำให้ฉันพูดภาษาใต้ได้ โดยที่ฉันไม่เคยรู้ตัวมาก่อน เพราะไม่เคยพูดกะใครเลย นอกจากแกคนเดียว เวลาแกไม่ได้อย่างใจ แกจะบ่นเสมอว่า ไม่โหร่ยี่ห้อไหร๊ ฉันไม่เคยคิดโกรธแก แต่ขำทุกที

เมื่อฉันยังเป็นเด็กเล็กๆ นมไม่แตกพาน เราจะมาอาบน้ำกันที่ตรงลานซักผ้า เพราะบ่อน้ำ อยู่ในส่วนที่เป็นบ้านน้าชัย ทวดจะเป็นคนตัก แกจะสาวๆๆ ถุ้ง หรือถังตักน้ำที่ทำจากถังน้ำมัน มีแกนไม้ตรึงไว้ด้วยตะปู แล้วมีเชือกพลาสติกเส้นโตๆ ผูกไว้

กว่าฉันจะอาบน้ำเสร็จแต่ละวัน ทวดแกก็คงตักจนเหนื่อย หลายถุ้ง แต่แกไม่บ่นอะไร แกจะมาจับตัวเราถูขี้ไคลด้วยหินแผ่นแบน ถูซะแสบไปหมด หลังจากเช็ดตัว แกก็จะเอาแป้ง ที่ไมได้เอาจากกระป๋องมาทา เป็นแป้งสีออกเหลืองนิดๆ กลิ่นหอมๆ แกชอบให้ลูกหลานตัวขาวๆ สวยๆ เวลาออกไปเล่น อย่าให้ทวดเห็น แกจะรีบเรียกเรามาใส่หมวกก่อน ไม่งั้นตัวดำหมด แกห่วง

++++++++++++++++++

ทวดจะเป็นคนเก็บขนม หรือของอร่อยๆ ไว้ให้พวกเราเสมอ แม้ทุกวันนี้ แกจะไม่อยู่แล้ว ฉันยังเก็บต่างหูฝังพลอยที่แกได้ให้ฉันไว้ ตอนที่ฉันเริ่มเรียนชั้นมัธยม แกบอกว่าเป็นสาวแล้ว ต้องแต่งตัวสวยๆ ทุกวันนี้ฉันเรียนรู้ว่า เมื่อเราเกิดเป็นผู้หญิง เราต้องดูแลตัวเองให้สวยงาม ไม่งั้นใครจะมามองเรา เพราะว่าไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง ผุ้ชายแม้จะบอกว่าเลือกกันที่ความดี แต่สุดท้าย มันก็มองเพราะสิ่งสวยงามที่เห็นภายนอกก่อนทั้งนั้นแหละว้า



Create Date : 22 ธันวาคม 2554
Last Update : 22 ธันวาคม 2554 19:17:05 น.
Counter : 352 Pageviews.

0 comment
1  2  3  

Valentine's Month



เที่ยวไปสองไพเบี้ย
Location :
สงขลา  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]



รบกวนอย่าส่งข้อความหลังไมค์ค่ะ ติดต่อที่อีเมล์ตรง smileyinbelgium@hotmail.com นะคะ