Group Blog
กรกฏาคม 2558

 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
คำอธิบายถึงเจตนาที่จัดทำ Blog สวดมนต์ให้ถึงกรรมฐาน



สวดมนต์..เพื่อให้ถึงกรรมฐาน


ขออภิวาทแด่ พระพุทธเจ้า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
ขอนมัสการแด่พระธรรม ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้ว
ขอนอบน้อมแด่พระสงฆ์ ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ พระเถระ พระอริยะเจ้าทั้งหลาย ผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ผู้ที่ควรแก่การเคารพนพน้อม



      ธรรมทั้งหลายทั้งปวงที่ผมโพสท์กล่าวทั้งหมด เป็นธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้และตรัสไว้ดีแล้ว ประเสริฐแล้ว หาประมาณมิได้ พึงปฏิบัติและให้ผลได้ไม่จำกัดกาล เป็นธรรมเพื่อให้เราทั้งหลายได้เห็นทางพ้นทุกข์ จนถึงที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ผมได้นำธรรมอันประเสริฐทั้งหลายเหล่านั้นมาพิจารณาปฏิบัติ กรรมฐาน สมถะ และ วิปัสนา ทำให้ผมได้รู้เห็นและขยายความข้อธรรมและแนวปฏิบัติต่างๆตามจริต และ สติกำลังร่วมกับปัญญาของผมได้ดังนี้...หากธรรมที่ผมได้โพสท์กล่าวนั้นมีความผิดพลาด ผิดเพี้ยน ไม่เป็นจริงด้วยประการใดๆ ขอท่านทั้งหลายพึงรู้ว่าธรรมนั้นมาจากความคิดพิจารณาด้วยสติปัญญาอันน้อยนิดของผมแล้วกลั่นกรองออกมาเป็นแนวทางปฏิบัตินั้นๆ

      หากเป็นคุณประโยชน์แก่ท่านทั้งหลายให้พึงระลึกรู้โดยจริงว่า ธรรมอันประเสริฐทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้นแล เป็นธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้และตรัสสอน ไม่ใช่ธรรมของผมแต่อย่างใด




พระธรรมคำสอนในส่วนนี้ พระตถาคตได้ที่ตรัสสอนแก่พระอานนท์ในพระสูตร(แต่จำไม่ได้ว่าพระสูตรใด เช่น ใน ๓ เดือนก่อนปรินิพพาน และ การสนทนาของพระอานนท์กับนางโกกิลา พระธรรมคำสอน เพื่อให้ละกามราคะเมถุนความกระสันที่มีต่อพระอานนท์นั้น) เท่าที่เราพอจะจำได้แล้วเมื่อระลึกตรึกนึกน้อมตามแล้วเกิดความถึงใจให้มีจิตตั้งมั่นที่จะละในกามทั้งปวงได้ดังนี้



พระตถาคตเจ้านั้นย่อมตรัสชี้แนะสั่งสอนสาวกดังนี้ว่า..
"สุขทางโลก หรือ สุขทางโลกียะนั้น ไม่เที่ยง ประกอบไปด้วยทุกข์"


นั่นเพราะ..
"สุขทางโลกียะนั้น มันเป็นสุขจากความเข้าไปยึดมั่นถือมั่นตัวตนในสิ่งไม่เที่ยงแท้ยั่งยืน  ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ล้วนมีแต่ความเสื่อมสุญสลายไปทุกๆขณะ มันเป็นสุขที่ประกอบไปด้วยกามคุณ กามารมณ์ กามเมถุน มันสุขแค่ประเดี๋ยวชั่วคราว สุขแค่ชั่ววูบแล้วก็ดับไป ไม่เที่ยงแท้ยั่งยืน ล้วนประกอบไปด้วยทุกข์ เพราะเมื่อเสพย์แล้วก็เกิดความทุกข์ลำบากจากการแสวงหาใคร่ที่จะเสพย์อีกบ้าง สูญเสียบ้าง เมื่อความสุขนั้นดับไปสูญไปบ้าง หรือ ยังซึ่งความฉิบหายให้เราและผู้อื่นในภายหลัง"





เช่น เมื่อกินเหล้า สูบบุหรี่ หรือ เมถุนแล้ว สุขกับการเสพย์มันก็แค่ประเดี๋ยวชั่ววูบชั่วคราว แล้วก็ดับไป เมื่อดับไปแล้วก็ทุกข์ร้อนรนตะเกียกตะกายแสวงหามาให้ได้เสพย์อีก เมื่อเสพย์มันแล้วก็ต้องแลกกับ กุศล ความดีงาม ภัณฑะ ทรัพย์สิน สิ่งของมีค่าทั้งปวงที่สั่งสมมา เพื่อแลกกับที่จะได้เสพย์มันเพียงชั่วคราวเท่านั้น



เราเองก็ได้รู้รสความสุขเพียงประเดี๋ยวชั่วครู่ชั่วคราวจากกามคุณ ๕ คือ ทั้งเหล้า ยา ปลาปิ้ง บุหรี่ เมถุน แต่ทำร้ายกุศลที่ดีงาม ทรัพย์สิน บุคคล สิ่งของอันเป็นที่รักที่หวงแหนยิ่ง ที่สั่งสมมาอย่างยากลำบาก ที่เก็บไว้เพื่อลูกเมีย เพื่อเตี่ยแม่ จนนำความสูญเสียความฉิบหายมาให้มีมากมานักต่อนักแล้ว ดังนั้นเราควรละความสุขทางโลก อันไม่เที่ยงสุขแค่ประเดี๋ยวประด๋าวชั่ววูบชั่วคราวนั้นเสีย ละความสุขในกามารมณ์ กามคุณ ๕ กามเมถุน ทั้งปวงเสียได้ เราจักไม่ทุกข์อีก




พระตถาคตตรัสสอนว่า.. "เพราะละความสุขทางโลกียะที่มีแค่ชั่วคราววูบหนึ่ง ไม่เที่ยงแท้ยั่งยืน ทั้งหลายเหล่านี้เสียได้ จึงถึงสุขแห่งโลกุตระอันเป็นนิรันด์ เป็นอมตะสุขได้"

(ความไม่แสวงหา ความไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งไรๆ ความปล่อยวาง ความว่างจากกิเลส ความดับกิเลส ความสละคืน คือ  บรมสุข)





บทนำ


      หลายๆคนมักจะบอกว่าสมัยพุทธกาลไม่มีสวดมนต์ ไม่รู้ว่าจะสวดไปทำไม แต่ด้วยเหตุอย่างนี้ๆว่า..กรรมฐาน ๔๐ มี อนุสสติ เป็นต้น ที่มีคุณมาก มีอานิสงส์มาก พลิกแพลงเข้าถึงได้ในฌาณ ๘ เพราะอนุสสติเป็นความทำไว้ในใจทั้งสิ้น ไม่ใช่แต่เพียงสวดบริกรรมเท่านั้น โดยผมเห็นกรรมฐานในบทสวดอย่างนี้ว่า

"บทสวดคือคำบริกรรม เป็นวิตก" และ "ความทำไว้ในใจ แนบอยู่ในอารมณ์นั้นๆตามบทสวดแผ่ไปไม่มีประมาณ เป็นวิจาร"

ขั้นต่ำได้อุปจารฌาณ ขั้นสุดถึงอรูปฌาณด้วยความเข้าถึงในบทสวดมนต์ พระสูตร พระปริตร พระคาถานั้นๆด้วยความทำไว้ในใจโดยแยบคายในอารมณ์นั้นอันปราศจากความตรึกนึกคิดไรๆทั้งสิ้น จนมีจิตอันไรยึดเอากายเป็นที่ตั้ง เพราะจริงๆแล้วบทสวดมนต์ทั้งหลายคือคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น แต่ผู้ที่ไม่ปฏิบัติที่รู้เพียงปริยัติมักจะกล่าวว่าสิ่งนี้ๆไม่ถึงฌาณขั้นโน้นขั้นนี้ ได้แค่เพียงเล็กน้อยอย่างนี้โดยที่ตนเองแม้ขณิกสมาธิยังไม่ถึงเลย แต่ก็ไม่ใช่ว่าเขาไม่ปฏิบัติ เขาอาจจะยึดในศีลอยู่ ยึดในสติอยู่ แต่ไม่สามารถปรับเอา ศีล ทาน และ สติที่เขาทำอยู่นั้นมาสงเคราะห์ลงในถึงธรรมในระดับต่างๆได้
ดังนั้นแล้วผู้ไม่สวดมนต์และแนะให้ผู้อื่นไม่สวดมนต์ปฏิบัติตามคือผู้ที่ไม่ถึงซึ่ง พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ พระอริยะเจ้าทั้งหลาย ผู้เข้าถึงพระธรรมคำสอนจริงๆต่อให้ศีลนั้นมี 1000 ข้อ ท่านก็ถือได้โดยง่าย และ ท่านจะไม่ตำหนิ ติดเตียน กล่าวอ้าง เพ่งโทษ แบ่งแยกจำแนกระดับธรรม หรือ เปลี่ยนแปลงพระวินัยเลย ด้วยมองว่าเป็นของถูกต้อง เป็นสิ่งดีงาม เป็นกุศล และเป็นกรรมฐานทางแห่งการพ้นทุกข์ทั้งหมด ดังนี้..

       ผมมีความประสงค์ปารถนาอยากให้พุทธบริษัททั้งหลายได้ปฏิบัติเพื่อความเป็นประโยชน์สุขของท่านทั้งหลายโดยไม่อิงกิเลสเครื่องล่อใจ ให้เห็นการปฏิบัติที่หาได้จริง มีอยู่จริงในบทสวดมนต์ทั้งหลายเพื่อการระลึกถึง สวดมนต์และปฏิบัติได้ถูกต้องไม่บิดเบือดตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอน ไม่ใช่การกระทำด้วยกิเลสเครื่องล่อใจ แต่ทำเพราะเห็นว่าเมื่อปฏิบัติแล้ว กระทำแล้ว เจริญแล้ว ได้ผลเป็นกุศล ก่อให้เกิดกประโยชน์แก่ผู้เจริญระลึกปฏิบัติได้ตามจริง เป็นสิ่งที่รู้เห็นได้ง่าย เข้าใจได้ง่าย สัมผัสได้ง่าย โดยไม่ต้องอนุมานคาดคะเนตรึกนึกเอา

บทสวดมนต์ พระสูตร พระปริตร พระคาถาทั้งหลาย นั้นมีทั้งข้อวัตรปฏิบัติ แนวทางกรรมฐานทั้งหลาย หรือ ด้วยบารมีใด การปฏิบัติอย่างไร เพราะเหตุอย่างนี้ๆเป็นต้น จึงส่งผลต่างๆเกิดขึ้นมา ด้วยพรรณดังที่ผมกล่าวไว้ ท่านทั้งหลายจงพึงเจริญหมั่นเพียรสวดมนต์น้อมรับธรรมปฏิบัติทั้งหลายนี้ๆเข้ามาสู่ตน เพื่อการปฏิบัติให้ถึงทางพ้นทุกข์ เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่ท่านทั้งหลายผู้เจริญปฏิบัติอยู่ หรือ บิดา มารดา บุพการี ญาติสนิท มิตรสหายทั้งหลายทั้งที่มีชีวิตอยู่และละจากโลกนี้ไปแล้วของท่านทั้งหลายที่เจริญและปฏิบัติอยู่จะพึงได้รับอานิสงส์ผลบุญทั้งหมดทั้งสิ้นนี้เทอญ..




หากบันทึกกรรมฐานของผมพอที่จะเป็นประโยชน์ดีงามแก่ท่านผู้แวะเยี่ยมชม Blog ได้บ้างแม้เพียงเล็กน้อยก็ตามแต่ หรือ ทำให้ท่านทั้งหลายที่แวะเยี่ยมชม Blog ได้เห็นแนวทางพ้นทุกข์ตามจริงที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนไว้ดีแล้ว ได้เกิดศรัทธาพละในพระรัตนตรัย คือ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ และ พระพุทธศานาแล้ว เกิดเจตนาแห่งกุศลดีงามเหล่าใด

ด้วยเดชแห่งบุญนั้น..ผม ก๊กเฮง และ ครอบครัว บุตรชายคนสุดท้องของ เตี่ย..กิมคุณ เบญจศรีวัฒนา ขออุทิศผลบุญที่กระทำมาทั้งหมดนี้ส่วนหนึ่งให้แด่ "เตี่ยกิมคุณ เบญจศรีวัฒนา พร้อมทั้งบุพการี ญาติ พี่ น้องทั้งหลายที่ละโลกนี้ไปแล้ว" และ ส่วนหนึ่งขอมอบให้แด่ "คุณแม่ซ่อนกลิ่นเบญจศรีวัฒนา พร้อมทั้งบุพการี ญาติ พี่ น้อง ลูก เมีย ที่ยังมีชีวิตอยู่" ขอให้ท่านทั้งหลายเหล่านั้นจงได้รับผลบุญนี้เทอญ


ขอขอบพระคุณครับ






Create Date : 22 กรกฎาคม 2558
Last Update : 13 สิงหาคม 2558 21:31:01 น.
Counter : 959 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

BlogGang Popular Award#13



สมาชิกหมายเลข 1075032
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]