อยากให้คนไทยกลับไปใช้ปิ่นโตไปกินมื้อกลางวันกันอีก เหมือนสมัยอดีต
หลังจากที่ได้ทำอาหารกลางวันและอาหารว่าง
ให้กับสมาชิกในครอบครัวไปทานที่ทำงาน ที่โรงเรียน และเวลาไปเที่ยว
ชัดเจนที่สุดคือ ความอิ่ม อร่อยและประหยัดเงินได้เยอะมากๆ
อาหารต่อมื้อต่อหัวที่แคนาดา มีราคาแพงมาก ถ้าจะเอาสารอาหารครบและอร่อยด้วย
ตกเป็นราคาต่อหัวประมาณ 10-15 เหรียญรวมเครื่องดื่ม. (ราคาตามศูนย์อาหารทั่วๆไป)
ตกเป็นเงินบาทไทยเอา 30 คูณเข้าไปแบบง่ายๆ
สมาชิกที่บ้านมีทั้งหมดหกคน หากกินอาหารกลางวันด้วยการซื้อกิน ก็ประมาณ 80$ (2,400 บาท)
ไม่รวมชากาแฟตบท้ายนะคะ กาแฟก็บวกเพิ่มไปอีกแก้วละแปดสิบบาท

เวลาใครชวนไปทานอาหารเย็นที่บ้าน หรือจะเป็นปิกนิคบาร์บีคิว ถือว่าให้เกียรติมาก(เลยไม่ค่อยปฏิเสธอ่ะ)

เวลานี้ได้ข่าวมาว่าที่ไทยเองราคาอาหารนอกบ้านแพงขึ้นๆ
กินข้าวข้างทางราคา 30 บาทไม่มีแล้ว
เมื่อสองสามปีก่อน ร้านหน้าปากซอยบ้าน ยังกินกระเพราไก่ไข่ดาวในราคา 40 บาทพิเศษได้
แต่น้องบอกมาว่า ไม่มีอีกแล้ว
ถ้าเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำหรือระดับปริญญาตรี 15,000 บาท
ก็คงอยู่ยากเหมือนกัน ถ้ามื้อกลางวันต้องซื้อข้าวกิน โดยเฉพาะผู้ชายกินข้าวจานเดียวไม่น่าจะอิ่มได้

สมัยเราทำงาน มื้อกลางวันเป็นเรื่องค่อนข้างละเอียดอ่อน ประมาณหนึ่ง
ไปกินข้าวกับคนนู้นได้ กับคนนี้ไม่ได้ คนนี้เขม่นกับคนนั้น กลุ่มนี้เขม่นกับคนนั้น สารพัดเรื่องราวระหว่างมื้อเที่ยง ไปกินข้าวกับบางกลุ่มก็ทำเอาแทบหมดตัว เพราะกลุ่มกินเก่งก็จะเสาะแสวงหาร้านอร่อย(แต่แพง) หรือไม่แพงแต่สั่งมาเยอะประมาณโต๊ะจีน ( เพราะหารค่าอาหารเท่ากัน)
เคยไปทำงานอยู่ที่หนึ่งในกรุงเทพฯ เอาหล่ะค่ะโดนรับน้องใหม่

ถูกแย่งตัวไปเป็นพวกพ้องด้วยมื้อกลางวัน ทำงานอยู่กรุงเทพฯ เหาะไปกินข้าวถึงอยุธยาก็เคยมาแล้ว
หารออกมาเกือบสามร้อยต่อมื้อ( ไม่มีสุราปะปนนะคะ) กินกับกลุ่มนี้ด้วยความเกรงใจเพราะเป็นเด็กใหม่
เงินหมดน้ำหนักเพิ่มขึ้นเกือบแปดกิโล พวกเจ๊ๆมักจะไซโคเราเสมอเรื่องผ่านโปร ทำเอาเราฝ่อไปสี่เดือน

ในที่สุดผ่านโปรแล้ว แล้วก็เริ่มรู้ว่าอะไรเป็นอะไร
เริ่มถอยฉาก หนีมาตั้งหลัก เริ่มงานเยอะ(ทำฟอร์ม)เก็บงานมาทำช่วงพักกลางวัน
บ้างก็นัดคนมาคุยเนื่องงานมื้อกลางวันแทน พี่เห็นกันจะๆทุกๆวัน
ขาเริ่มขาด มหันตภัยเริ่มคืบคลานเข้ามาเราเหมือนกัน
เริ่มโดนนินทาว่าร้ายใส่ร้ายสารพัด
จริงๆพี่พวกนั้นก็ไม่มีอะไรหรอกค่ะ แค่กินกันเก่งเกิ๊น ค่อนข้างน้ำหนักมากกันทั้งกลุ่ม(มีอยู่สามสาว)
ตอนเย็นเราก็เริ่มไปเล่นเทนนิสกับหน่วยงานที่ทำอยู่ ลงแข่งกีฬาภายในด้วยซ่ะเลย
ตอนมื้อกลางวันก็ห่อข้าวไปทานเอง เน้นอาหารสุขภาพไม่อ้วน
กว่าจะกลับมาหนักเท่าเดิมใช้เวลาถึงหกเดือน เพราะงานจะนั่งเป็นหลัก

การห่อข้าวไปทานมื้อกลางวันที่ทำงาน
ไม่พ้นโดนนินทาค่ะ ตอนแรกเราก็รีบออกตัวว่า อยากทานอาหารสุขภาพเพราะแถวที่ทำงานไม่ค่อยมี
แต่หลังๆไม่เน้นสุขภาพมากนัก เริ่มมีหมูเห็ดเป็ดไก่แทรกเข้ามา
แต่คนเริ่มชินกับอาหารกล่องเราเลยไม่ถามอะไรมากนัก
เราชอบการห่อข้าวไปกินที่ทำงานมากๆเลยค่ะ เพราะสามารถควบคุมปริมาณอาหารและความอยาก
ได้เยอะ ช่วยเรื่องการจัดระเบียบชีวิตและเวลาได้ดีมากๆ

ที่แคนาดา. สามีชอบกลับมาบ้าน
ถือกระเป๋ากล่องข้าวมาด้วยหน้าตายิ้มแย้ม
บอกว่าเพื่อนร่วมงานเห็นอาหาร(แซนด์วิช) ใส่ไส้สารพัด
ขนม(snack) สลัดผลไม้หรือซุป และเครื่องดื่ม ชมเค้ากันใหญ่ว่าเมียดี
สามีปลื้มใจเอามากๆ. ลูกๆหลานๆก็กลับมาบ้านแล้วบอกว่าอร่อย
แบ่งให้เพื่อนทานด้วย เด็กๆชอบเวลาเอาอาหารไทยไปทานที่โรงเรียน
โดยเฉพาะพวกแกงกะทิใส่ไก่ บอกว่า เพื่อนบอกว่าน่ากิน ขอมาชิมอยู่เรื่อย

อาหารกลางวันที่แคนาดา ก็ไม่จำเป็นต้องห่อไปกินทั้งหมด
ในโรงเรียนประถม จะมี lunch ที่มีคนทำมาขายแต่ต้องสั่งรายอาทิตย์ล่วงหน้า
ราคาประมาณ 5 $ ซึ่งจะเป็นแซนด์วิขหนึ่งชิ้น แอปเปิ้ลหรือสแน็คห่อเล็ก(อาจจะเป็นคุ๊กกี้หนึ่งชิ้น) พร้อมน้ำผลไม้หนึ่งกล่องเล็ก
ในโรงเรียนมัธยม จะมีเคาน์เตอร์เล็กๆมีอาหารขาย พวกพิซซ่าหรือแซนด์วิช (2 อย่าง) ราคา 5$ ไม่รวมน้ำ
ส่วนมาก เด็กๆจะไม่ได้ค่าขนมไปโรงเรียนหากอยากจะได้. พ่อแม่มักจะให้ทำงานแลกเงิน ซึ่งก็ไม่ได้มากมายอะไร เช่น รับจ้างตัดหญ้า เป็นพี่เลี้ยงเด็ก หรือทำงานที่ได้รับมอบหมายเป็นครั้งๆไป

แต่อย่างว่าค่ะ ครอบครัวแคนาเดี่ยนเองแต่ละครอบครัวก็แตกต่างกันไป ครอบครัวคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะคนเอเชียหรืออาหรับหรืออินเดียที่ย้ายมาตั้งถิ่นฐานในแคนาดา ค่อนข้างสปอย์ลูกๆกัน ด้วยสิ่งของราคาแพงเหมือนเด็กไทยลูกคนมีฐานะดีๆ เรามักจะเห็นเด็กฝรั่งแต่งตัวธรรมดาๆเมื่อเปรียบเทียบกับเด็กเอเชียแคนาเดี่ยน

สามีเป็นฝรั่งที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยมประมาณหนึ่ง
จริตเราเลยค่อนข้างตรงกันในหลายๆเรื่อง
โดยเฉพาะเรื่องความประหยัด และระเบียบวินัยในบ้าน
ก็โชคดีไป ไม่ต้องมาโต้เถียงกันมาก

วกกลับมาเรื่องปิ่นโตค่ะ
ตอนปีแรกเด็กๆมาเรียนแคนาดา ปรับตัวค่อนข้างยาก
เวลาไปเที่ยวนอกบ้าน ไม่ยอมทานข้าวก่นออกไปข้างนอก
ทั้งๆที่เราสั่งไว้แล้วว่าจะไม่ซื้ออะไรให้ทานนะ
น้ำก็ไม่พก อาจจะอาย ตอนช่วงมาแรกๆแม่กับยายเค้ามาด้วย
เอะอะอะไร ก็ซื้อกินๆ แต่เราเป็นคนรูดบัตรจ่าย
หลังๆ เราขับรถไปหย่อนไว้ แล้วไปรับกลับ.
คุณยายเจอค่ากินข้าวฟาร์ตฟู๊ดทุกวันๆละกว่าร้อยเหรียญ
บ่อยๆเข้าเริ่มนิ่งขึ้น แถมเด็กๆกินแบบอยู่เมืองไทย
ข้าว ขนม เครื่องดื่ม. แถมกินดื่มไม่หมด ไม่ห่อกลับด้วย(คงอาย)
ถึงแม้ว่าบางครั้งกินจากบ้านไปแล้ว พอไปเจออาหารนอกบ้านก็ขอกินอีก
นึกว่ามันถูกแบบเมืองไทย เจอน้ำดื่มหรือเครื่องดื่มกระป๋องละ 2.50 $( มีหนาว)
น้ำผลไม้คั้นสด ก็ประมาณแก้วละ 120 บาท ชานมไข่มุกก็ตก 150 บาท แก้วเท่าที่เมืองไทย


เวลาเด็กๆไปกับเรา เราต้องสวมบทคุณน้าใจร้าย ไม่ซื้อให้กินไม่ซื้อให้ดื่ม
ปล่อยให้หิวท้องกิ่ว สี่ห้าหน เลิกเลยค่ะ. ถ้าไม่มียายไปด้วย
ตอนแรกเด็กๆบอกว่าไม่เป็นไรหนูออกตังค์เอง(มาแนวประชด)
เราก็เลยบอก โอเค ดีเลยบอกแล้วไงว่ามีกฎว่าอย่างไร
อย่ามางี่เง่า งอแง ไม่งั้นส่งกลับเมืองไทย ถ้าอยู่ยากแบบนี้
โดนเราแข็งใจไปบ่อยๆๆๆๆๆ

แต่อีตาพ่อเนี่ยชอบแอบไปซื้อแม็คโดแนลไม่ก็พิซซ่ากินกับลูก ยังไม่รู้ว่าจะจัดการยังไงดี

สามปีผ่านไปเข้าสู่ปีที่สี่ เรายังคงเส้นคงวา

ไปเดินป่า ห่อแซนด์วิชพกสแน็คเตรียมน้ำดื่มไปเสมอ ไม่เป็นไร ไม่กินก็ช่าง
ทนหิวไม่ไหวหรอกค่ะ เดินป่ากันทีสองสามชั่วโมง ยังไงก็กิน
ไปสวน park กันก็เตรียมไป ไปไหนๆก็เตรียมอาหารไป ครบครัวใหญ่นะคะ ตั้งหกคน

ในที่สุด สาวๆเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น
เวลาเค้าจะไปเที่ยวไหน ไม่ต้องบอกเรื่องกินไปก่อนหนึ่งมื้อ
กินกันเองเรียบร้อย. ล้างจานคว่ำจาน
แถมเตรียมห่อขนม ของว่างหรือข้าวเตรียมไปกินเอง
อาจจะเปลืองมากหน่อยเวลาไปซื้อของเข้าบ้าน เพราะต้องซื้อทีเยอะๆ
ทั้งกับข้าว ข้าว ขนมปัง ขนม น้ำผลไม้
แต่ถ้าเทียบกับทานอาหารนอกบ้านแล้วคุ้มกว่าเยอะ อร่อยกว่ากันด้วย
พัฒนาการด้านการทำอาหารก็ดีขึ้น ขนมปัง คุ๊กกี้ พิซซ่า ฯล ทำเอง
จริงๆก็ไปเรียนมาเยอะหลายหลักสูตรก่อนแต่งงานค่ะ

ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ทานอาหารนอกบ้านกัน
เรามีการเลี้ยงฉลองกันปีละหกครั้งตามวันเกิดของแต่ละคน
คนนั้นมีสิทธิเลือกร้านที่อยากไปทานได้ แต่ละปีเด็กๆก็จะมองหาร้าน
ที่ตัวเองอยากไปทาน ซึ่งค่อนข้างจะราคาแพงหรูนิดหนึ่ง ก็โอเคค่ะ ยอมได้
ตกมื้อละสามร้อยเหรียญ อย่าลืมคูณด้วยหกนะคะ ตกไปทีปีละ 1,800$ ก็เกือบหกหมื่นต่อปีกินข้าวนอกบ้าน
ยังไม่รวมมื้อเล็กมื้อน้อยแถมๆตลอดปีอีกนะคะ

อยากห่อปิ่นโตไปกินที่ร้านจริงๆๆๆๆๆถ้าทำได้










Create Date : 29 เมษายน 2556
Last Update : 29 เมษายน 2556 6:21:48 น.
Counter : 2275 Pageviews.

3 comment
เหตุเกิดเมื่อไปทำบุญวัดไทย เจ้าที่วัดเค้าแรงจริงๆ
จริงๆแล้วเรื่องก็เกิดมานานกว่าปีแล้วค่ะ
ไม่เคยคิดว่าจะเจอด้วยตัวเอง

ปกติจะพาลูกหลานไปเข้าวัดสวดมนต์ทำวัตรเช้า
นั่งสมาธิและท้ายสุดคือตักบาตร
หลังจากตักบาตรร่วมกัน ผู้คนที่ร่วมกันมาทำบุญก็จะร่วมกันทานอาหารที่เหลือ

ฟังดูก็ปกติดี
แต่ที่ไม่ปกติคือ วันนั้นเราก็ทำกับข้าวอาหารไปสองอย่างไปตักบาตรทำบุญ

แต่ในช่วงก่อนสวดมนต์ พระท่านก็ถามไถ่ สนทนากันค่อนข้างนานเพราะมีเด็กๆไปด้วย
กรรมการวัดผู้หญิงสองคนก็มานั่งรอผู้คนมาวัดกัน ก็นั่งฟังแล้วชักสีหน้าเบื่อหน่ายใส่เรากับเด็กๆ
เหตุที่คุยกันนาน
เด็กๆเคยเป็นพุทธบุตรอาสาของวัดเมื่อปีก่อนๆ มาปุจฉาวิสัชชนากับพระสงฆ์ที่วัดนี้ให้ท่านกล่อมเกลาก็หลายหน และเพราะว่าไม่มีใครนอกจากครอบครัวเราและกรรมการหญิงสองท่านที่มาวัดในวันนั้น ท่านยคุยรอๆเผื่อจะมีคนอื่นมาทำบุญสวดมนต์เพิ่มอีก

ทุกอย่างปกติจนถึงเวลาทานอาหารร่วมกันนี่แหละค่ะ
ช็อตเด็ด เราเอื้อมไปตักกับข้าวอื่นๆที่ไม่ใช่เราทำไป
จานกับข้าวสองจานถูเลื่อนกลับไปอยู่ข้างขวามือของและรหว่างกลางของกรรมการวัดทั้งสองคน อย่างรวดเร็วและพร้อมๆกันทั้งสองจานทั้งสองคน

ช้อนค้างกลางอากาศเลยนะคะ
ถึงขั้นตกใจ เอ่ยอะไรว่ะเนี่ย
แต่กับข้าวที่เราทำไปเค้าก็ไม่ตักนะคะ

เลยมานั่งคุยๆกับแม่และหลาน สงสัยว่าเค้าคงโกรธที่พระมาคุยกับพวกเรานานไป
ไม่ได้ให้ความสำคัญหรือคุยกับกรรมการสองคนนี้มากนัก
แม่บอกว่าเกิดมาตั้งแต่เล็กแต่น้อยยังจะปาเข้าไปเจ็ดสิบ
ไม่เคยเจอะเคยเจอพฤติกรรมแบบนี้ น่ารังเกียจมากๆ

แม่ตั้งคำถามว่า คงจะจริงที่ว่าคนไทยในต่างแดนไม่รักกัน อิจฉาริษยากันแม้เรื่องเล็กๆน้อยๆ
หลังจากวันนั้น แม่ไม่ไปวัดไทยวัดนี้อีกเลย เพราะรังเกียจคนสองคนนี้ ไม่อยากเห็นหน้าอีกเลย

แม่ค่อนข้างโกรธเหมือนกันเพราะเด็กๆยังเข้าไปตักกับข้าว ความที่ไม่รู้เรื่อง
เค้าเอาแขนบังไว้ไม่ให้ตักถึง คนสองคนที่ว่านี่คนหนึ่งอายุเลยห้าสิบอีกคนก็น่าจะสี่สิบปลายๆ
วุฒิภาวะไม่สมกับเป็นผู้ใหญ่เอาเสียจริงๆค่ะ



Create Date : 18 เมษายน 2556
Last Update : 18 เมษายน 2556 11:52:16 น.
Counter : 2311 Pageviews.

3 comment
คิดถึงเมืองไทย
สงสัยช่วงนี้เป็นช่วงที่เค้าเรียกกันว่า โฮมซิค Homesick
ฝันว่าได้กลับเมืองไทยทุกๆคืน
ตื่นเช้าลืมตามาแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ๆ เป็นมาหลายวัน
ว่างเมื่อไร เป็นต้องอ่านข่าวฟังเพลง ดูหนัง เกมส์และรายการวาไรตี้จากเมืองไทยบ่อยมาก
จนลูก หลานและแฟน บอกว่าช่วงนี้ทำไมติดเนตจัง

อยากกลับเมืองไทยค่ะ บอกตรงๆ(บ่องตง) อิอิอิ
แต่ขัดสนเรื่องเงิน เวลา และจนปัญญา
อย่างแรกเลย ไม่มีใครดูแลเด็กๆ
ไม่สามาถทำใจและวางใจสามีได้
เพราะพี่แกเลอะเทอะ อาจจะหมดตัวเพราะคุณพ่อบ้าน
คงเฮโลไปกินนอกบ้านทุกวัน เพราะเด็กๆแทคทีมกันร้องขอ
ฮีคงยอมตามเคย เพราะเป็นพวกกลัวลูกไม่รัก
(ทะเลาะกันทีไหร่ ชอบบอกว่าลูกรักเค้ามากกว่าเราเพราะเรามันโหด)
พวกเด็กๆรู้จุดอ่อน ถูกเด็กๆหลอกเป็นประจำอ่ะ (จะขำดีไหมเนี่ย)

หรือถ้าเค้าทำอาหาร บ้านคงเลอะ เหนื่อยหนักไปกว่าเดิม
เป็นพวกอยากทำอะไร ไปขนซื้อเครื่องปรุงใหม่ทั้งเซต
จริงๆแล้วถ้าไม่ขี้เกียจหา ก็หาแล้วไม่เจอหรือเจอแล้วไม่รู้ว่ามันเรียกว่าอะไร

และหลักๆ ไม่รู้จะอ้างว่าคิดถึงพ่อแม่ที่เมืองไทยคงฟังไม่ขึ้น
เพราะแม่มาอยู่ด้วยเกือบหกเดือน พ่อเพิ่งบินมารับแม่กลับไทย เมื่อเดือนกุมภานี้เอง
แถมพ่อมาอยู่ด้วยเกือบสามอาทิตย์ เกร็งกันไปทั้งบ้าน
จะคิดถึงพี่ชายพี่สาวก็ใช่เรื่อง รู้ๆกันอยู่
จะอ้างว่าคิดถึงเพื่อนๆ มันก็ต่างแชทต่างไลน์คุยกันตลอด

เอาเป็นว่าคงต้องฝันกันต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีข้ออ้างใดๆฟังขึ้น
สามีเป็นโรคติดเมียติดลูก เลยไม่ได้ไปไหนอีกตามเคย

สปริงเบรคสองอาทิตย์ที่แวนคูเวอร์
อากาศอุ่นขึ้นเรื่อยๆ วันนี้ประมาณ 15 องศาซี
เราก็ยังหนาวไม่หาย แต่เด็กๆเริ่มใส่เสื้อตัวเดียวแล้ว
ไม่ใส่เสื้อกันหนาวเวลาออกไปเล่นนอกบ้าน
กำลังคิดว่าอาทิตย์สุดท้ายก่อนโรงเรียนเปิด ต้องพากันเที่ยวซ่ะหน่อย
(หลานสาวสองคนที่อยู่เกรดสิบกับสิบเอ็ด ไปร้องเพลงกับทางโรงเรียน
จัดไปทัศนศึกษาที่ดิสนีย์แลนด์ แอลเอ หกวันค่ะ รวมๆตกหัวละสองพันเหรียญ
ไปกันร้อยหกสิบคน )

ไว้รอสองคนนี้กลับมาพรุ่งนี้อาจจะต้องพาสาวๆขับรถข้ามไปอเมริกา เพลินๆอีกครั้ง
คงไม่ช็อปปิ้งหรอกค่ะ แค่ดูบ้านเมือง เพราะกระเป๋าฉีกไปเรียบร้อยแล้ว
ขับรถไปสองชั่วโมงก็ถึง ซีแอทเติ้ล
ยังไม่เคยขับไปคนเดียวเลยค่ะ สามีทำงานคงไปด้วยไม่ได้
กลับจากอเมริกา ครั้งหน้าจะมาเขียนใหม่ค่ะ



Create Date : 26 มีนาคม 2556
Last Update : 26 มีนาคม 2556 6:20:24 น.
Counter : 2457 Pageviews.

1 comment
ฮาโลวีน แวนคูเวอร์
วันนี้เด็กๆจะไป บ้านผีสิงกันค่ะ
สามีรับอาสาพาลูกสาวกับหลานสาวไปกันสามคน
แอบดีใจที่ไม่พาเราไป
เค้าบอกว่าที่นี่จะมีคนใส่ชุดผีเดินตามเหมือนเป็นเงาของเราไปทุกที่
ไล่แล้วก็ไม่ไปไม่ตอบโต้ค่ะ แต่เป็นการสุ่มเดินตาม คิดว่าคงไม่เดินตามทุกคนในงานแน่ๆ
ตื่นเต้นแทนเด็กๆ เพราะจะเป็นครั้งแรกที่เค้าเข้าบ้านผีสิงกัน

นึกถึงตอนเด็กๆไปเที่ยวแดนเนรมิต เล่นมันทุกเครื่องเล่นเลย
มาสะดุดเอาทีเจ้าบ้านผีสิงเนี่ยแหละ ใจมันเต้น
เสียฟอร์มไปไม่รู้กี่หนต่อกี่หนเพราะไม่กล้าเข้า
จนกระทั่งเป็นวัยรุ่นโตเป็นสาว. หึหึหึ คราวนี้อยากเข้า
เพราะมีหนุ่มที่สนใจเดินเข้าไปด้วย. ในที่สุดเสียฟอร์มอย่างแรง
ออกมาน้ำตาท่วมหน้า หน้าเละยิ่งกว่าผีข้างในอีก
เอาเป็นว่า จบ ไม่อยากยุ่งกับผี ทั้งที่รู้ว่าของปลอมก็ตาม

ไม่รู้เด็กๆเข้าไปจะออกมาเหมือนแม่ในอดีตไหมหนอ
หวังไว้ว่าคุณพ่อจะดูแลลูกสาวได้เป็นอย่างดีค่ะ



Create Date : 29 ตุลาคม 2555
Last Update : 29 ตุลาคม 2555 1:08:26 น.
Counter : 2652 Pageviews.

1 comment
วัดใจคนไทยนิ่งเฉย ปล่อยให้ แม้ว. ย่ำยีตามใจชอบ จากผู้จัดการออนไลน์
เพิ่งวางโทรศัพท์โทรกลับไปเมืองไทยหาพ่อ
ประเด็นหลักๆสองพ่อลูกคุยกันคือเรื่องการเมือง
ตอนแรกกะจะโทรไปฟ้องเรื่องหลานตามั่วนิ่มเรื่องทำการบ้านเลข
ไหงไปเรื่องการเมืองได้ก็ไม่รู้ สงสัยพ่อไม่รู้จะคุยจะด่าจะว่าให้ใครฟังมันส์ไปกว่าเรา
แล้วพ่อ(อายุ 69 ปี) แล้ว ฐานที่มีประสบการณ์ชีวิตสั่งสมมายาวนาน
เริ่มคุยเรื่องน้ำท่วมและเรื่องการเมือง
ร่วมๆหนึ่งชั่วโมง ส่วนมากพ่อคุย เราฟังแล้วอือ ค่ะพ่อ ค่ะใช่ค่ะพ่อ
พ่อมีความสุขมาก แต่ลูกต้องกลับมาหาเรื่องอ่านว่านี่มันอะไรกันหว่า
เลยไปเจอบทความนี้มา ขอแปะมาร่วมกันอ่าน เผื่อมีใครยังไม่ได้อ่านนะคะ

บทความ วัดใจคนไทยนิ่งเฉย ปล่อยให้ แม้ว ย่ำยีตามใจชอบ
เครดิตจาก ผู้จัดการออนไลน์. วันที่ 18 พฤศจิกายน 2554



ผ่าประเด็นร้อน
       
       ก่อนอื่นต้องตั้งคำถามก่อนว่า ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว มีบุญคุณอันอเนกอนันต์ เป็นวีรบุรุษของชาติ เสียสละเพื่อบ้านเมืองและชาวบ้านโดยไม่คิดสิ่งใดตอบแทน เข้ามาบริหารประเทศด้วยความเสียสละ ไม่มีแต่งตั้งญาติพี่น้อง พวกพ้องเข้ามาดำรงตำแหน่งทั้งตำรวจและทหารโดยวางฐานอำนาจ ปกป้องผลประโยชน์ส่วนตัว
       
       เขาเป็นเศรษฐีที่ใจบุญเสียสละ เคยบริจาคช่วยเหลือคนจนนับร้อยล้าน พันล้านบาท อยู่ตลอดเวลา และทนไม่ได้เมื่อได้เห็นเพื่อนร่วมชาติทุกข์ร้อน ทุกครั้ง ไม่เว้นแม้กระทั่งเหตุการณ์น้ำท่วมคราวนี้ ก็ทักษิณ ก็บริจาคมาสมทบนับร้อยล้านบาท
       
       เมื่อครั้งที่เป็นเจ้าของพรรคไทยรักไทย ผ่านการเลือกตั้งทุกครั้งไม่เคยซื้อเสียง ชาวบ้านศรัทธาเข้ามาล้วนๆ
       
       การผลักดันน้องสาวตัวเอง คือ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี มีผลงานน่าประทับใจ พอจะเป็นความหวังได้หรือไม่ มีความรอบรู้เก่งกาจหรือไม่ ขณะเดียวกัน หากเชื่อว่า ทักษิณ มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่เบื้อหลังการฟอร์มคณะรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยแล้วคิดว่า รัฐมนตรีแต่ละคนมีความรู้ความสามารถน่าภาคภูมิใจหรือไม่
       
       หากที่กล่าวมาทั้งหมดล้วนเป็นตรงกันข้าม ทักษิณ ไม่ใช่เทวดา คิดว่าเป็นแค่นักต้มตุ๋นคนหนึ่งที่อาศัยเล่ห์เหลี่ยมจนหลอกต้มให้ชาวบ้านที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่หลงไหล ไม่ควรได้รับอภิสิทธิ์ ใดๆ เหนือกว่าคนอื่น
       
       ถามว่า ทักษิณ วิเศษวิโสกว่าคนอื่น บ้านเมืองฉิบหายวายป่วงลงไปทันที หากไม่มีทักษิณ อยู่ในโลกนี้ ทั้งชาตินี้และชาติหน้า คนไทยจะรู้สึกแย่ทันทีถ้าขาดเขาไปสักคนหนึ่ง
       
       แต่อีกด้านหนึ่ง ถ้าเขาเป็นแค่ “คนหน้าเหลี่ยม” คนหนึ่ง ไม่ได้มีราคาค่างวดกับคนไทยส่วนใหญ่ ยกเว้นพวกรัฐมนตรีบางคนและ “หัวโจก” คนเสื้อแดงบางคนที่หวังพึ่งพาเงินทองและตำแหน่งจากการบงการของเขาแล้ว ทำไมคนแบบนี้จะต้องได้รับสิทธิพิเศษเหนือคนอื่น
       
       ทำไมคนอื่นถูกศาลตัดสินจำคุก คดีถึงที่สุด กลับไม่ยอมรับในกระบวนการยุติธรรม นอกจากหลบหนีแล้ว ยังบังอาจโจมตีกระบวนการยุติธรรม ให้ร้ายจาบจ้วงพระเจ้าอยู่หัว แต่มาวันนี้กลับคิดขอพระราชทานอภัยโทษด้วยวิธีการที่พิสดารและ “เห็นแก่ตัว” อย่างที่สุด
       
       นาทีนี้คงไม่ต้องมาอธิบายกันให้เสียน้ำลายกันอีกแล้วว่า รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ใช้เล่ห์เหลี่ยมอย่างไรบ้างในการยัดไส้ อาศัยช่วงชุลมุนในภาวะที่คนไทยทุกข์ร้อนเรื่องปัญหาน้ำท่วม แต่ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่ง กลับคิดสุมหัวคิดแต่ช่วยเหลือคนทุจริตคนหนึ่งได้อย่างน่ารังเกียจที่สุด
       
       เพราะหากพิจารณาจากผลงานของ น้องสาวตัวเอง ในฐานะนายกรัฐมนตรี กว่าสองสามเดือนที่ผ่านมาถือว่า “ไร้มาตรฐาน” แม้แต่พูดจายังพูดผิดพูดถูก ขาดความพร้อม ขาดแม้กระทั่งความรู้รอบตัว มองในภาพรวมแล้ว อย่าว่าแต่จะเป็นนายกรัฐมนตรี เอาแค่เสมียนในบริษัททั่วไปเชื่อว่าคงไม่มีใครจ้างให้เสียเงินแน่นอน
       
       การแก้ปัญหาทั้งก่อนและในช่วงเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมล้วนแล้วแต่ห่วยแตก ไม่ได้สร้างความประทับใจเลยแม้แต่น้อย
       
       ที่ผ่านมา ยิ่งลักษณ์ ใช้วิธีหลีกเลี่ยงไม่ยอมเข้าประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อปิดความผิดทางกฎหมายในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน กลัวว่าพระราชกฤษฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษช่วยเหลือทักษิณ เป็นโมฆะในภายหลัง
       
       สำหรับเงื่อนไขของพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ไม่ว่ามองในมุมไหนล้วนแล้วแต่ต้องการให้ครอบคลุมช่วยเหลือ ทักษิณ โดยตรงนั่นคือ ผู้ต้องโทษที่อายุเกิน 60 ปี มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ตัดคดีที่เกี่ยวข้องกับคดีคอรัปชั่นออกไปมันก็ยิ่งชัดเจน
       
       ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นเมื่อมีการขยายความ ทำให้สังคมได้รับรู้แบบนี้ เชื่อว่าจะต้องมีมีปฏิกิริยาตามมาอย่างแน่นอน เพียงแต่ว่าจะออกมาในทางไหนระหว่าง รับรู้แล้วนิ่งเฉย ไม่ทำอะไร ปล่อยให้มันเป็นไป เพราะธุระไม่ใช่ ขณะที่อีกประการหนึ่งไม่ยินยอมเมื่อรับรู้และเห็นแล้วว่ามันไม่ยุติธรรมกับคนทั่วไป เป็นการเอาเปรียบ เป็นการย่ำยีกฎหมาย ย่ำยีศาลรวมไปถึงกดดันพระราชวินิจฉัย นำกฎหมายที่เกี่ยวกับการพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งเป็นเรื่องของพระราชกุศลเป็นเรื่องการเมืองอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เพียงเพื่อให้คนคดโกงคนหนึ่งได้ประโยชน์เท่านั้น สุดแล้วแต่คนไทยจะคิดอ่านร่วมกันว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป !!





ก่อนอื่นเราเป็นคนเสื้อไม่มีสีอะไร ไม่เหลืองไม่แดงไม่หลายสีนะคะ

คิดอย่างไรบ้างหลังจากอ่านบทความนี้จบลง



Create Date : 18 พฤศจิกายน 2554
Last Update : 18 พฤศจิกายน 2554 11:24:59 น.
Counter : 441 Pageviews.

4 comment
1  2  

Ugly bacon
Location :
British Columbia  Canada

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



Thai Housewife with Canadian husband and a daughter. We live in a small town near Vancouver.