ตั้งใจเอาไว้ว่าจะทำงานในแวดวงการศึกษา
Group Blog
 
All Blogs
 

(4) ไม่รู้ว่าจริงๆแล้วตนเองต้องการอะไรกันแน่

จะว่าไปอันนี้ก็เป็นปัญหาลำดับต้นๆ แต่ว่าไม่ได้ใหญ่โตอะไร


การที่เราไม่รู้ว่าจริงๆแล้วตนเองต้องการอะไรกันแน่นั้นแก้ได้ด้วยวิธีง่ายๆคือ ให้ไปมองที่จุดจบเลย ที่ว่าให้ไปมองที่จุดจบไม่ใช่ว่า "พอแล้ว ไม่ต้องทำอะไรต่อแล้ว พอกันที่" ไม่ใช่อย่างนั้นครับ ถ้าเป็นอย่างนั้นล่ะก็ "จบข่าว" ม้วนเสื่อกลับบ้านไปได้เลย แต่ที่ว่าให้ดูที่จุดจบนั้นหมายความว่า ให้ดูที่วัตถุประสงค์หลักเลยว่า ที่เราจะทำเนี้ยมันทำไปเพื่ออะไรกันแน่ ขอยกตัวอย่างจากประสบการณ์ตรง(อีกแล้ว) ดีกว่านะครับ


ถ้าท่านยังไม่ได้อ่านเรื่อง "แรงบันดาลใจ" ที่ผมได้เขียนเอาไว้ในตอนต้นๆ ถึงเวลาที่ท่านคงต้องย้อยกลับไปอ่านมันเสียก่อนแล้วล่ะครับ


อย่างที่ว่านะครับว่า ช่วงนึงแม่ผมเค้าเปิดโอกาสให้ผมได้ไปต่างประเทศ แล้วผมก็ตอบตกลง แล้วก็มานึกตอนหลังว่า "เราพูดภาษาอังกฤษไม่เป็นนิหว่า" ผลที่ตามมาก็คือกลัวว่าจะสั่งข้าวกินไม่ได้ แล้วก็อดตายอย่าอนาถาไปในที่สุด 5555


ตรงนี้ก็น่าจะเห็นกันแล้วว่า จุดประสงค์ของผมที่ต้องการพูดภาษาอังกฤษให้ได้นั้นก็คือ "เอาไว้สั่งข่าวกินให้เป็น" เท่านั้นเอง อีกอย่างที่มันตามมาคือ พอเราทำอะไรก็ตามบรรลุจุดประสงค์ไปแล้วเนี้ย กระบวนการฝึกๆๆๆๆ หรือสิ่งต่างๆที่เราได้เรียนรู้มาทั้งหลายนั้นมันแถบจะถูกโยนลงคลองไปเลย และก็จะส่งผลให้ความรู้ความสามารถตรงนั้นมันเลือนหายไปทีละน้อยๆ (แต่ผมไม่เชื่อว่า "หายไปจนไม่เหลืออะไรเลย")


ในที่นี้เรากับลังว่ากันด้วยเรื่องของการฝึกฝนภาษาอังกฤษ ถ้าอย่างนั้นผมก็ขอ focus กันแค่เรื่องภาษาก็แล้วกัน


ถ้าเป็นในเรื่องภาษาอังกฤษนะครับมันก็จะแบ่งเป็นสองสายกว้างๆก็คือ Speaking-Listening กับ Reading-Writing ผมเคยถามเพื่อนฝรั่งที่เป็นคนอังกฤษนะครับว่า ระหว่างสองอันนี้เรามันต่างกันมากแค่ไหน เพื่อนก็ตอบแบบไม่ค่อยจะลังเลเลยว่า "COMPLETELY" ก็คือ แตกต่างกันโดนสิ้นเชิงนั้นเอง (แต่ว่าจริงๆแล้วมันก็ไม่ได้ถึงขนาดนั้นสักทีเดียว) เพราะว่าตอนหลังๆนั้นผมเขียน passage ให้เค้าอ่านซึ่งมันก็เป็น passage ที่เขียนแบบผิดๆถูกๆนั้นแหละ ผมก็ต้องมาอธิบายให้เค้าฟังว่ามันคืออย่างนั้นนะ อย่างนี้นะ เค้าก็สวนกลับมาด้วยประโยคหนึ่งที่ว่า "why don't you write in the way you speak?" หรือหมายความว่า "ทำไมนายไม่เขียนอย่างที่นายพูดว่ะ"


ในความคิดส่วนตัวผมๆมองว่า Speaking-Listening นั้นน่าจะเหมาะกับคนที่เป็นคนทำงาน หรือ เน้นเรื่องการติดต่อสื่อสารซะมากกว่า แต่ Reading-Writing นั้นเหมาะกับนักเรียนนักศึกษาที่ต้องอ่านต้องเขียนมากหน่อย นอกเสียจากว่า เป็นนักเรียนนักศึกษาในหลักสูตร international นั้นมันจะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งนั้นไม่ได้ (ผมเองก็เป็นหนึ่งในนักศึกษาหลักสูตร international แต่ทักษะของ Reading-Writing ก็ยังดูเหวงๆอยู่)


ท่านผู้อ่านลองสังเกตุดูตัวท่านเองนะครับว่าท่านอยู่ในกลุ่มไหน เอาภาษาอังกฤษไปใช้ทำอะไร วัตถุประสงค์คืออะไรกันแน่ ถ้าท่านเริ่มได้ถูกที่ถูกทางแล้วละก็ ผมไม่บอกนะครับว่าท่านสำเร็จไปกว่าครึ่ง แต่ผมจะบอกว่า มันจะทำให้ step ต่อๆๆๆๆ ไปนั้นง่ายขึ้นเป็นกอง






Free TextEditor




 

Create Date : 26 กันยายน 2554    
Last Update : 26 กันยายน 2554 20:51:26 น.
Counter : 881 Pageviews.  

(3) จะเริ่มฝึกแล้วนะ มีอะไรที่ต้องคำนึง??

ในตอนนี้เป็นการว่าด้วยเรื่องของกระบวนการต่างๆในภาพรวมสำหรับการฝึกภาษาอังกฤษของเรากันนะครับ

เช่นเคยครับ ผมขอเล่าจากประสบการณ์จริง ประสบการณ์ตรงของตัวผมเองอีกเช่นเคย

ตอนที่ผมเริ่มฝึกภาษาอังกฤษมาได้สักระยะหนึ่งแล้วมันทำให้ผมเห็นว่าจริงๆแล้วนั้นเราต้องทำอะไรและมีอะไรที่เราต้องใส่ใจกับมันบ้าง ผมก็เลยสรุปรวมออกมาเป็นข้อตามนี้ครับ



  • ไม่มีแรงบันดาลใจ (ซึ่งได้กล่าวไปแล้วในตอนก่อน)

  • ไม่รู้ว่าจริงๆแล้วตนเองต้องการอะไรกันแน่

  • ประเมิณตนเอง สูง-ต่ำ จนเกินไป

  • จับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหนก่อน

  • ไม่รู้ว่าจะไปหา resource (ทรัพยากรณ์) ที่ไหน อย่างไร

  • ขาดการฝึกฝน (อย่าง (น่าจะเรียกได้ว่า) หนัก และต่อเนื่อง)

  • ขาดการประเมิณผลเป็นระยะๆ

  • และอื่นๆที่ผมยังคิดไม่ถึง และ มองไม่เห็น


ในตอนนี้เอาแบบรวมๆไปก่อนแล้วกันนะครับ แล้วจะไปขยายความเป็นตอนๆอีกทีในตอนหลังๆ






Free TextEditor




 

Create Date : 26 กันยายน 2554    
Last Update : 26 กันยายน 2554 19:59:33 น.
Counter : 538 Pageviews.  

(2) รู้น่า ว่าแรงบันดาลใจเป็นเรื่องสำคัญ แต่จะเอามันมาจากไหน

อย่างที่ได้จั่วหัวไปตอนแรกนะครับ


ว่าแรงบันดาลใจนั้นเป็นเรื่องสำคัญ แต่มันจะสำคัญแค่ไหนก็เป็นเรื่องส่วนบุคคลนะครับว่าคิดเห็นกันอย่างไร แต่สำหรับผมแล้ว แรงบันดาลใจถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมากๆ เพราะว่า ถ้าไม่มีแรงบันดาลใจแล้ว ก็แทบจะลืมเรื่อง "เริ่มลงมือทำ" ไปได้เลย


ผมขอเล่าแบบเอาจากประสบการณ์ตรงเลยแล้วกันนะครับ จะได้ไม่ต้องออกเป็นแนววิชากงวิชาการมากมาย เดี๋ยวจะเบื่อซะเปล่าๆ แต่เตรียมรับมือกับความเป็นวิชาการไว้หน่อยก็ดี เพราะ บทต่อๆอาจมีเรื่องวิชาการๆบนๆมาบ้างครับ


สำหรับผมแล้ว การที่ผมจะเริ่มฝึกษาภาอังกฤษนั้น มันเริ่มจากจุดนี้ครับ คือ ตอนนั้น ถ้าจำไม่ผิดก็น่าจะประมาณ 7-8 ปีที่แล้ว ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผมเรียนปี 3 กำลังจะขึ้นปี 4 ซึ่งเป็นช่วงปิดเทอมพอดี แม่ผมเค้าก็ถามผมว่า "อยากไปอังกฤษมั๊ย ถ้าจะไปก็ให้ยืมเงินไป ไปทำงานที่นั่น แล้วก็เอาเงินกลับมาคืนแม่" เพื่อนแม่เค้ามีสามีที่ทำงานอยู่ที่อังกฤษ ถ้าเกิดจะไปก็ไปทำงานกับเค้านั้นแหละครับ ผมใช้เวลาคิดอยู่สองถึงสามวัน ก็บอกว่า "ไป" จะด้วยความที่อยากเห็นโลกหรืออะไรก็ไม่ทราบ แต่ "ฉันอยากไป"


หลังจากที่บอกกับแม่ว่า "ไป" แล้ว ความกลัวก็เกิดขึ้นครับ กลัวนั้นกลัวนี้ กลัวคุยกับเค้าไม่รู้เรื่อง แต่ที่กลัวที่สุดเลยคือ กลัวสั่งอาหารไม่เป็นแล้วอดตาย (มานึกตอนหลังนี้ก็นึกได้ว่า แล้วจะกลัวอดทำไมฟร่ะ ในเมื่องานที่จะไปทำก็ไปทำงานร้านอาหารที่ลุงทำอยู่ 5555) หลังจากที่ความกลัวเข้าครอบงำเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็เป็นธรรมดาครับว่าต้องระงับความกลัวด้วยการเรียกความมั่นใจให้ได้ (ลองสังเกตุตัวท่านเองนะครับว่า ถ้าเรากลัวอะไรแล้ว ความกลัวนั้นมันเริ่มมาจากความไม่มั่นใจเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์) ในเมื่อเราไม่มั่นใจว่าเราพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เราก็ต้องหาวิธีฝึกฝนจนทำให้เรามั่นใจให้ได้ (เอาไว้ในตอนถัดไปแล้วกันนะครับเพื่อพูดถึงวิธีการฝึกที่ผมได้ทำ บทนี้เอาแค่เรื่องแรงบันดาลใจก่อน) นั่นคือแรงบันดาลใจครั้งที่ 1



แรงบันดาลใจครั้งที่สอง


แรงบันดาลใจที่สองนี้ไม่ต่างกับแรงบันดาลใจอันแรกเลยครับ ต่างกันแค่ประเทศที่จะไปเท่านั้นเอง


ครั้งแรกไปอังกฤษ แค่ครั้งที่สองนี้ไปอเมริกา เป็นที่รู้กันทั่วไปว่า UK กับ US ต่างกันที่สำเนียงและ grammar ทั้งๆที่อธิบายถึงเหตุการที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันแท้ๆ แต่ก็ยังอุตส่าห์ใช้ tense ต่างกันซะได้ สำหรับผมแล้ว ตอนนั้นผมมีแนวความคิดว่า "ในเมื่อ UK กับ US เค้ามีภาษาที่แต่งต่างกัน ซึ่งเราเองก็ไม่รู้ว่าต่างกันแค่ไหน" ตอนนั้นผมเลยคิดซะว่า "เอาว่ะ ล้างไพ่กันใหม่หมด อย่าไปคิดว่าความรู้ความรู้ที่ได้จากการฝึกในฝั่ง UK จะเอามาใช้กับ US ได้"


แรงบันดาลใจครั้งที่สาม


ถ้าได้อ่านแรงบันดาลใจครั้งที่สามนี้แล้วก็ขอความกรุณาอย่าหัวเราะเยาะกันเลยนะครับถึงแม้ว่ามันจะน่าขำและไรสาระก็ตาม 5555


ตอนผมเรียนอยู่ปี 1 ผมมีแฟนกะเค้าอยู่คนนึง เค้าเป็นคนที่เก่งภาษาอังกฤษนะครับ ศัพท์คำไหนที่ผมไม่รู้เนี้ยผมก็จะถามเค้า (จริงๆแล้วก็ถามเกือบทุกคำนั้นแหละ) เค้าพูดภาษาอังกฤษสำเนียง American ได้ดีเสียด้วย (เค้าเคยเขียน note อันนึงซึ่งๆให้ผมเป็นภาษาอังกฤษ ผมเองก็อ่านไม่ค่อยออกก็เลยให้เค้าแปลให้ฟัง "หมดกัน ความ Romantic") พอมาตอนหลังก็เลิกกัน ผมเองก็รู้สึกว่าที่เค้าเลิกกับเราไปนั้นเป็นเพราะว่าเราอยู่ในฐานะที่มีความรู้ที่ด้อยกว่าเค้า ผมก็เลยคิดว่า "ถ้างั้นเราก็ต้องทำให้ตัวเราเองอยู่ในฐานะที่มีความรู้สูงกว่าเค้าให้ได้" นี้ก็เป็นที่มาของแรงบันดาลใจอีกอันนึง


จากที่ผมได้เล่ามาทั้งหมด คงเห็นได้ว่าแรงบันดาลใจของผมนั้นมาจาก ความกลัว (ความไม่มั่นใจ), ความรู้สึกว่าน้อยเนื้อต่ำใจว่าเราอยู่ในสถานะที่ด้อยกว่าคนอื่น แต่ผมโชคดีตรงที่ว่า สันชาติญาณหรือเหตุการณ์เบื่องหน้าของผมเองไม่ได้ทำให้ผมหยุดอยู่ตรงนั้น แต่ว่ามันผลักให้ผมเดินหน้าต่อไปจนทำให้ความสามารถทางด้านภาษาของผมพัฒนามาได้ในระดับที่หลายๆคนเรียกว่า "ดี" ถึงขนาดที่ว่าฝรั่งก็ยังออกปากชม (อย่าหากว่าผมยกหางตัวเองเลยนะครับ แต่ที่ว่าอย่างนี้เพราะว่าอยากให้ท่านๆเห็นกันว่าวิธีที่ผมใช้มันได้ผลอย่างไม่น่าเชื่อ) แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปอีกหน่อยนึงก็จะเห็นว่าก่อนที่ผมจะมีความกลัว (ความไม่มั่นใจ), ความรู้สึกว่าน้อยเนื้อต่ำใจว่าเราอยู่ในสถานะที่ด้อยกว่าคนอื่นนั้น "ผมได้รับโอกาส" ก่อน โอกาสที่แม่จะให้ไปต่างประเทศ โอกาสที่ได้ตัดสินใจไปต่างประเทศ โอกาสที่โดนแฟนเก่าบอกเลิก ดังนั้นแล้วถ้าจะบอกว่า "โอกาสสำคัญกว่าแรงบันดาลใจ" ก็คงไม่เป็นการกล่าวเกินไปนัก


สักเกือบสิบปีมาแล้วนะครับ มันมีความคิดนึงแวบเข้ามาในหัวผมเกี่ยวกับเรื่องของโอกาส ความคิดนั้นก็คือ "ทำอะไรมันต้องมีโอกาส แต่ถ้าโอกาสไม่มาหาเรา เราก็ต้องไปหาโอกาสเอาเอง" ซึ่งยิ่งผมไตร่ตรองคิดพิจารณาเท่าไร ผมก็เห็นว่าสิ่งที่ผมได้ว่าไปนั้นมันเป็นเรื่องจริง" บางท่านอาจจะคิดว่า "แล้วเมื่อไรฉันจะมีโอกาสเหมือนผู้เขียนล่ะให้ทำไง" โอกาสที่จะทำให้ท่านผู้อ่านเริ่มฝึกภาษาอังกฤษนั้นมันมีอยู่มากมายครับ เช่น "อุ๊ยตอนนี้ฉันทำงานอยู่ บ.ฝรั่ง ถ้าไม่ฝึกเดี๋ยวจะไม่ก้าวหน้า", "เดี๋ยวฉันกะว่าจะไปสมัครงาน บ.ฝรั่ง" ต่างๆนานาอีกมากมายหลายอย่าง แต่ถ้าท่านผู้อ่านคิดว่า "โอกาสแบบนั้นไม่เกิดกับฉันหรอก" ผมก็จะบอกว่า "นี้ไงครับ ผมหยิบยื่นโอกาส และ แนวทาง ให้ท่านแล้ว" แล้วท่านล่ะ พร้อมรับโอกาสนี้หรือยัง???






Free TextEditor




 

Create Date : 26 กันยายน 2554    
Last Update : 26 กันยายน 2554 0:54:37 น.
Counter : 604 Pageviews.  

(1) อยากพูดภาษาอังกฤษ จะเริ่มต้นอย่างไร??? (คำนำ)

คำนำ


เอกสารชุดนี้ทำขึ้นเพื่อผู้ที่ต้องการพัฒนาตนเองในด้านของการฝึกภาษาอังกฤษด้วยตนเอง (เรียกว่าเอกสารแล้วกันนะครับ เพราะว่าตอนเขียนตั้งใจว่าจะเอาไปลงในพันทิพย์ แต่เห็นว่ายาวเกินเลยเขียนลง word แล้วให้ download ไปอ่านเอาดีกว่า) ก็คงต้องบอกอย่างตรงไปตรงมาว่าเอกสารชุดนี้เหมาะสำหรับผู้ที่พื้นฐานไม่แข็งแรงนัก ผนวกกับมีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะพัฒนาตนเองในทางนี้ให้ได้ สำหรับวิธีการที่ผมได้นำมาเสนอนี้ ผมเองก็ไม่ได้ลองกับใครว่าได้ผลหรือไม่ มากน้อยเพียงใด แต่ผมได้ใช้วิธีนี้กับตัวผมเองก็เห็นว่าตัวเองนั้นพัฒนาได้ดีขึ้นและเร็วมากด้วย จะว่าไม่เคยทดลองกับใครก็คงไม่ถูกสักทีเดียวหรอกนะครับ ผมเคยแนะนำเพื่อนๆของผมให้ลองทำดู เห็นเค้าทำกันอยู่สองสามวันแล้วก็เลิกลาไป แล้วมันจะเห็นผลได้อย่างไร ถูกไม๊ครับ?


ในกรณีของวิธีที่ผมได้หยิบยกมานำเสนอในเอกสารชุดนี้ ถ้าหากว่าท่านรู้สึกว่าไม่เหมาะกับตัวท่านไม่ว่าจะเหตุผลอะไรก็ตาม (ในด้านการฝึกฝนทางด้านภาษาอังกฤษ) ผมคิดว่าวิธีดังกล่าวนี้น่าจะเอาไปประยุกต์ใช้กับเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของท่านได้ ยกตัวอย่างเช่น เรื่องของความพยายามเป็นต้น ในเนื้อหาผมได้กล่าวเป็นนัยๆว่าผมใช้ความพยายามเป็นอย่างมากในการฝึกฝนตนเอง จนทำให้ผมเห็นว่าความพยายามเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากจำทำให้ผมเห็นว่าไม่ว่าจะทำอะไร เราก็ต้องมีความพยายามเสมอ


อีกสิ่งนึงที่ผมขอบอกกล่าว ออกตัวก่อนก็คือ ผมเองนั้นก็มีภาระกิจอื่นๆที่จำเป็นต้องรับผิดชอบเช่นเดียวกับทุกๆท่าน ผมจึงไม่รู้ว่าเอกสารชุดนี้จะมีการปรับปรุงได้ต่อเนื่องแค่ไหน (ไม่รู้ว่าจะไปได้สักกี่น้ำ) แต่ก็จะพยายาม update ให้ได้มากที่สุดครับ ถ้าหากผู้อ่านท่านใดประสงค์ที่จะนำเอกสารชุดนี้ไปเผยแพร่ต่อและไม่เป็นไปเพื่อการพาณิชย์ เรียนเชิญได้เลยนะครับ ไม่หวง ไม่ว่ากันครับผม


หลังจากย่อหน้านี้ไป ผมขอให้ทุกๆท่านเตรียมใจเอาไว้ว่าเราจะต้องมีความ อดทน และจะพยายามอย่างยิ่งยวดไม่ว่ามันจะยากแค่ไหนก็ตาม ให้เวลากับตัวเอง กับการฝึกฝนวันละสองชั่วโมงก็พอครับ เอาแค่เดือนเดียวพอ เอาแบบจริงๆจังๆเลย หลังจากนั้นถ้าไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงไปในทางทีดีขึ้น (เล็กๆน้อยๆก็ถือว่ามีความเปลี่ยนแปลงนะครับ อันนั้นถือว่าเราเริ่มต้นได้สวยแล้ว) ก็เลิกไปเลย แล้วไปหาวิธีใหม่ดีกว่าครับ




หากเอกสารชุดนี้ เป็นคุณประโยชน์แก่ผู้อ่านประการณ์ใด


สร้างบุญและกุศลให้ข้าพเจ้ามากน้อยสักเพียงไหน


ข้าพเจ้าของมอบกุศลทั้งหมดนั้นไว้ให้กับ


                                                                                                    พ่อ-แม่, ครูบาอาจารย์ ตลอดจนบริวารรอบตัวทั้งสิ้น



เจริญสุข-สวัสดี






Free TextEditor




 

Create Date : 25 กันยายน 2554    
Last Update : 26 กันยายน 2554 1:05:45 น.
Counter : 1155 Pageviews.  


Ja-Learn-Suk-Sa-Wat-Dee
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




Friends' blogs
[Add Ja-Learn-Suk-Sa-Wat-Dee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.