วันที่ 6 จากเวนิสไปปารีส ไปทางน้ำ-อากาศ-บก ครบในวันเดียว

22 มีนาคม 2568

วันแห่งการเดินทาง วันนี้เราจะเดินทางข้ามประเทศจากอิตาลีไปฝรั่งเศส
จากเมืองเวนิสสู่ปารีส ต้องสู้ชีวิตกันนิดนึงเพราะทั้งต้องลงเรือ ขึ้นเครื่องบิน นั่งรถไฟในวันเดียว 
แถมยังตื่นเต้นเพราะเป็นการไปฝรั่งเศสครั้งแรกของเราอีกด้วย 

ลงมากินอาหารเช้าที่ห้องอาหารของโรงแรม



ต้องไปตะลุยอีกเยอะ ขอเติมพลังตุนไว้ก่อน



จากที่ไม่เจอฝน อากาศแจ่มใสมา 5 วัน วันนี้ที่เวนิสพยากรณ์อากาศฝนตก 100%
เสื้อกันฝนที่เตรียมมาก็ได้ใช้ประโยชน์ตอนนี้นี่แหละ ลากกระเป๋าฝ่าฝนไปขึ้นเรือกัน



มาเที่ยวเวนิสจะไปขึ้นเครื่องที่สนามบินมาร์โคโปโล (VCE) มีเรือตรงไปส่งสนามบินด้วย ราคาปี 2025 15 ยูโรต่อคน เป็นเรือของบริษัท Alilaguna ใช้เวลาเดินทางจาก Arsenale ไปสนามบินประมาณ 1 ชั่วโมง



จริงๆไม่ได้อยากจะบินไปหรอก เพราะเกลียดการขึ้นเครื่องบินมาก แต่พอเทียบแล้วประหยัดทั้งเงินและประหยัดเวลากว่าเห็นๆ เลยต้องจำใจเลยวิธีนี้

เราจองตั๋ว Easyjet VCE-CDG รวมค่าน้ำหนักกระเป๋าที่ซื้อเพิ่มไปแล้ว อยู่ที่ 87 ยูโร ด้วยความที่เป็นสายการบินโลว์คอสต์เค้าจะซีเรียสเรื่องน้ำหนักและขนาดกระเป๋าด้วย ตอนต่อแถวจะขึ้นเครื่อง คนข้างหน้าเราแบกเป้ใบใหญ่ขนาดเกินที่เค้ากำหนด ฮีโดนเรียกเก็บตังเพิ่ม 90 ยูโร แล้วให้เอากระเป๋าไปโหลดแทน



ความบังเอิญของโลกใบนี้ : ตอนนั่งเรือมาที่สนามบิน เราได้คุยกับสาวเกาหลีคนนึง น้องก็มาเวนิสคนเดียวเหมือนกัน แล้วเค้าชวนคุยเก่งมาก บอกว่าเป็นอาร์ตติสต์มาจัดแสดงงานที่เวนิส แล้ววันนี้ก็กำลังจะกลับไปที่ปารีส (น้องขอ work permit มาอยู่ที่ปารีส 1 ปี ตอนนี้อยู่มาได้ 3 เดือน เราก็คิดเป็นคนบางประเทศนี่ก็ดีเนอะ โลกเปิดโอกาสง่ายกว่าบ้านเราเยอะเลย) เราก็ยังบอกว่าเออ เราอาจจะได้นั่งเครื่องลำเดียวกันไปปารีสก็ได้นะ พอเรือมาส่งสนามบิน ก็แยกย้ายกันไป จนกระทั่งเรามานั่งบนเครื่องบินเรียบร้อย ปรากฎว่าคนที่ได้มานั่งที่ข้างกัน คือ น้องสาวเกาหลีคนนั้น!! อะไรจะบังเอิญโลกกลมขนาดนั้นเนอะ ก็เม้าท์กันต่อไปอีกชั่วโมง น้องบอกว่ารักปารีสมาก รู้สึกที่นี่แหละคือที่ของนาง มีคอมมูนิตี้ที่ดีมากสำหรับการทำงาน แล้วก็ไม่เคยเจอมิจจี้แบบที่ใครๆเค้าเตือนมา น้องบอกให้มั่นใจเข้าไว้ ก็ทำให้เราใจชื้นขึ้นมาอีกหน่อย 



หลังจากแลนดิ้งที่ CDG ก็ไม่ต้องผ่านตม.อีก แต่ไปเสียเวลาเป็นชั่วโมงตอนรอเข้าแถวออกบัตร Navigo แล้วเติมตั๋วรถไฟเข้าเมือง

เราว่าจุดที่ตื่นเต้นมากที่สุด คือ ตอนเราย้ายที่เปลี่ยนเมืองใหม่ๆ แบบยังจับไวบ์ จับจังหวะของเมืองยังไม่ได้ แถมยังมีสัมภาระชิ้นใหญ่ต้องดูแลอีก อย่างเช่น ตอนนั่งรถไฟ RER จากสนามบินเข้าเมืองเป็นต้น ตอนนั่งเราไม่กล้าจับมือถือ ไม่กล้าล้วงกระเป๋าใดๆเลย สังเกตคนรอบๆที่นั่งกับเรา เป็นเมืองใหญ่ที่มีคนหลากหลายมากๆ คนนึงเป็นชายผิวดำที่น่าจะทำงานที่สนามบินน่าจะเลิกงานและกำลังกลับบ้าน อีกคนเป็นชายหน้าตาปนอาหรับคุยอะไรไม่รู้กับคนอื่นตลอด อีกคนเป็นหญิงกลิ่นตัวแรงหอบหิ้วของพะรุงพะรังไปหมดแล้วถุงก็กลิ้งไปกลิ้งมาทั่วรถ ถัดไปอีกล็อคเป็นคู่สามีภรรยาหน้าจีนๆชาวเอเชีย ที่หน้าตาออกชัดว่าตื่นกลัวจะโดนขโมยของมาก (หวังว่าหน้าเราจะไม่แสดงออกชัดขนาดนั้น ท่องไว้ในใจ ชั้นคือคนแถวนี้ ชั้นคือคนแถวนี้ 55) สุดท้ายก็เดินทางโดยสวัสดิภาพ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริงๆนั่นแหละ 

คนส่วนใหญ่ลงที่สถานี Gare du Nord ซึ่งเทียบกับไทยเหมือนสถานีกลางบางซื่ออ่ะ หลังจากนั้นรถก็โล่งขึ้น ส่วนเราลงสถานี St. Michel Notre-Dame ถัดไปไม่กี่สถานีหลังจากนั้น

เราแยกเอากระเป๋าลากใบใหญ่มาฝากไว้ที่โรงแรมที่จองมานอนคืนพรุ่งนี้ก่อน เพราะไม่อยากมีของติดตัวรุงรังมากจนเกินไป จากนั้นค่อยสะพายกระเป๋าพับพกสัมภาระสำหรับหนึ่งคืน นั่งรถไฟใต้ดินต่อไปยังโรงแรมที่จะนอนคืนนี้ ซึ่งต้องนั่งรถไฟไปหลายต่อกว่า

นั่งเมโทรต่อจาก สถานี Cluny La Sorbonne ไป Passy



คืนนี้เราพักที่ Hotel Gavarni อยู่เขต 16 ย่าน Passy 
ดูพยากรณ์อากาศบอกว่าอีกไม่เกินชั่วโมง ปารีสจะมีฝนตก ดังนั้นพอออกมาจากรถไฟแทนที่จะไปเช็คอินเก็บข้าวเก็บของให้เรียบร้อย เราเลยสะพายกระเป๋าใบเล็กเดินมาดูหอไอเฟลก่อน

ถ่ายจากสะพาน Bir-Hakeim เป็นอีกหนึ่งจุดที่คนนิยมมาถ่ายรูปกับหอไอเฟล อยู่ติดกับสถานีรถไฟ Passy



นอกจากนี้สะพานนี้ยังดังมาจากฉากในหนัง Inception ด้วย



แม้จะอ่อมจะโทรมมากเพราะเดินทางไม่พักมาตั้งแต่เช้า ก็ขอถ่ายรูปคู่กับหอไอเฟลก่อน กำขี้ดีกว่ากำตด 555



เราอยู่ปารีสทั้งหมด 4 คืน คืนแรกพักโรงแรมโซนชานเมืองหน่อย อาจจะเป็นเพราะเป็นคืนวันเสาร์ที่พักทำเลดีใจกลางเมือง ราคาแพงเกินงบไปมาก เลยมาจบตรงย่าน Passy ถือเป็นย่านที่ดี ดูสะอาดปลอดภัย เค้าว่าเป็นย่านที่คนมีตังย้ายมาอยู่อาศัยกัน โรงแรมที่อยู่ ถึงห้องจะเก่าหน่อยแต่ก็สะอาดดี ไม่มีปัญหา 



ยังมีหลักฐานเตาผิงที่เคยมีอยู่ แต่ตอนนี้เค้าก็เอาฝามาปิดไม่ได้ใช้แล้วแหละ



อีกสาเหตุที่มาพัก Passy เพราะอยู่ไม่ไกลจากหอไอเฟล สามารถเดินไปได้ ก็กะว่าคืนนี้จะเดินไปดูหอไอเฟลตอนเปิดไฟส่องแสงบลิงๆนั่นแหละ

แต่พอออกไปตอนหัวค่ำ เดินไปได้แค่นิดเดียว ฝนตกหนักมากกกก
เลยล้มเลิกแผนเดินไปดูหอไอเฟล แล้วหลบฝนเข้าร้านอาหารจีนแทน 555



เหนื่อยก็เหนื่อย หนาวก็หนาว เปียกอีกตะหาก
ซื้อข้าวกล่อง กลับมากินที่ห้อง แล้วอาบน้ำนอนดีกว่า ไม่ดูแล้วไอฟ่งไอเฟล 

ปล. มื้อนี้อร่อยม้ากกก คิดถึงข้าว คิดถึงซอสที่คุ้นเคยแบบนี้ที่สุด กินไม่เหลือ


 



Create Date : 31 กรกฎาคม 2568
Last Update : 1 สิงหาคม 2568 9:24:25 น. 0 comments
Counter : 515 Pageviews.
Share to Facebook

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณหอมกร, คุณนายแว่นขยันเที่ยว, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณhaiku, คุณnewyorknurse, คุณtuk-tuk@korat, คุณmariabamboo


ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

khimyo
Location :
ลำพูน Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add khimyo's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.