วันที่ 9 ลาปารีสหวานๆที่ Musee d'Orsay ขึ้นดอย Montmartre สรุปทั้งทริปเสียตังกี่บาท

25 มีนาคม 2568



เช่นเคย เติมพลังด้วยอาหารเช้าที่โรงแรม เราไม่รู้ว่าผิดธรรมเนียมมั้ย แต่ก็พกเอาครัวซองกับชีสเนยที่เหลือจากที่เค้าเสิร์ฟติดตัวไปเติมพลังระหว่างวันตลอดเลย
ก็มันทั้งประหยัดเงิน ประหยัดเวลา สำหรับเราการไปเที่ยวคนเดียวแล้วต้องหาร้านนั่งกินมื้อเที่ยงเป็นกิจลักษณะมันก็ไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่อ่ะนะ



ติดใจชีสสเปรดของ Madame Loik มาก มันนัวสุดๆ ป้ายกับอะไรก็อร่อย
กลับไทย หาซื้อไม่ได้ละ 



เวลาในมิวเซียมพาสยังเหลือ เลยมา Musee d'Orsay ที่นี้ไม่ต้องจองเวลามาก่อนก็ได้ ต่อแถวเข้าหน้างานได้เลย
มาตอนเวลาเปิด ต่อคิวประมาณ 15 นาทีก็ได้เข้าไปแล้ว



ก่อนจะเป็นมิวเซียม เคยถูกใช้เป็นสถานีรถไฟก็เลยมีโครงสร้างสไตล์หัวลำโพงอย่างที่เห็น



งานศิลปะที่นำมาแสดงที่นี่ จะเป็นศิลปะยุโรปช่วงคริสตศตวรรษที่ 19-20
Impressionism กำลังมา โมเน่ แวนโก๊ะ ก็คือดาวเด่นของมิวเซียมนี้
แนะนำว่าเข้ามาแล้วพุ่งไปชั้น 5 ก่อนเลย เพราะมีงานดังๆของศิลปินที่ว่ามารวมอยู่ แล้วค่อยๆเดินไล่ลงมา



ก็ไม่แปลกใจที่ภาพวาดของโมเน่ จะเป็นที่นิยมมาโดยตลอด เป็นภาพวาดที่เสพย์ง่าย สีสันสวยผ่อนคลายแบบไม่ต้องคิดเยอะ
แล้วเป็นคนที่ชอบวาดมุมเดิม แบบเดิมซ้ำๆ แตกต่างแค่แสงแค่ช่วงเวลา อาทิเช่นรูปหญิงสาวกางร่ม



หรือรูปมหาวิหารเมือง Rouen มาเป็นซีรี่ส์เลย



Japanese Bridge ภาพบึงบัวของโมเน่ ที่ไปตั้งแสดงที่ไหนก็เป็นดาวเด่นทุกที่ บลอกก่อนเราก็ไปดูแบบพาโนราม่าที่ลอร็องเจอรี่มาแล้ว
มีความฝันอยากไปบ้านโมเน่ที่เมืองจิแวร์นีด้วย เพื่อไปดูโลเคชั่นบึงบัวของจริง แต่ช่วงที่ไปเดือนมีนาคมเค้ายังไม่เปิดให้เข้าน่ะสิ ฝากไว้ก่อนๆ
ถ้าใครอยากไปบ้านโมเน่ที่ Giverny ต้องมาช่วงเมษา-ตุลานะ 



ผลงานของเดอกา ศิลปินที่ชอบการวาดรูปนักเต้นรำ นักเต้นบัลเล่ในอิริยาบถต่างๆ



รูปหล่อบรอนซ์ Little Dancer at 14 Years นี่ก็รูปหล่อบรอนซ์ ผลงานของเดอกาเช่นกัน
เคยอ่านนิยายที่เค้ามีอ้างอิงถึงการทำงานของเดอกาว่า ก็เป็นที่เม้าท์ฉาวโฉ่ของสังคมอยู่นะ ที่เค้าจ้างนักบัลเล่อายุน้อยๆที่ยังไม่ค่อยมีชื่อเสียงไม่มีเงินมาเป็นแบบเนี่ย

ถ้าที่ไทย ก็คงจะชื่อ อายุ 15 ก็มาเป็นสาวรำวง ตึ่งโป๊ะ!!



ตรงนี้มีของดีชัวร์ คนมุงตรึ้ม



Starry Night at The Rhone
กรีสสสสส คุ้มแล้วที่ได้มา



และยังมีอีกหลายภาพของแวนโก๊ะ



ห้องนอนของแวนโก๊ะ



มีร้านอาหาร แต่ตอนนั้นเค้ายังไม่เปิด



อีกจุดถ่ายรูปยอดฮิตของมูเซด็อกเซ ภาพถ่ายทะลุเวลา 



เห็นหอไอเฟลอยู่ไกลๆ



คนจะหนาแน่นแค่ตรงห้องจัดแสดงงานอิมเพรสชั่นนิสม์ ชั้น 5 นอกนั้นก็โล่งๆแบบนี้ เดินสบาย 



Salle des Fetes ห้องโถงรับรองเป็นฟังก์ชั่นสมัยเป็นสถานีรถไฟ ตกแต่งหรูหรา โคมไฟห้อยเป็นพวงเป็นสายนั่นคือสวยมากๆ



ชั้นสอง ส่วนจัดแสดงเพดานสูงโอ่โถง ภาพนี้อยู่ในห้อง Naturalism



จู่ๆก็ได้มาเจอภาพที่เคยเห็นใน IG หรือ X นี่แหละ ตอนเห็นก็คิดว่าแปลกตาดีเลยจำได้ สรุปมาเห็นของจริงที่นี่เฉยเลย
Le Chevelier aux Fleurs



ภาพนี้ก็เป็นอีกภาพ ที่ไม่นึกว่าจะได้มาเจอของจริงที่นี่
Dante and Virgil



คิดว่าเดินที่มูเซด็อกเซจะรู้สึกอินมากกว่าที่ลูฟ อาจจะเพราะเราชอบทั้งโมเน่ แวนโก๊ะ เรอนัว สายหวานๆสวยๆ มีภาพที่รู้จักเคยเห็นมากกว่าด้วย
ส่วนลูฟเหมือนรวมทุกอารยธรรมทุกยุคสมัยไว้ในที่เดียว 



ชั้น 1 (aka ชั้น 0 ของฝรั่งเศส) ยังมีห้องของศิลปินแยกมาแต่ละคนด้วย 
ชอบรูปหิมะรูปนี้มาก ของโมเน่ วาดสีขาวของหิมะได้ไงอ่ะ



ภาพนี้ก็ของโมเน่ในอีกแนวที่ไม่ได้เน้นรูปเอาท์ดอร์ต้นไม้ใบหญ้าแบบที่เห็นกันบ่อยๆ



Corinthe ปูนปั้นชิ้นนี้เด่นสะดุดตาเรา 



ส่งท้ายไปด้วยภาพวาดของใครไม่รู้ แต่เราชอบที่เค้าวาดกลางคืนได้สวยสว่างปนลึกลับดีจัง



นั่งเมโทรจากแถวๆมิวเซียมมาโผล่ที่สถานี Abbesses 
ใครแข้งขาไม่ดี ควรหลีกเลี่ยงการขึ้นบันไดวนขึ้นมาเองแบบเรานะ สูงมาก ไม่รู้กี่ขั้นแต่เกิน100ขั้นแน่ๆ เดินขึ้นบันไดจนมีเพื่อนร่วมสิ้นหวังระหว่างทางอ่ะ หัวเราะแหะๆกันแบบเมื่อไหร่มันจะวนขึ้นสู่พื้นดินซักทีวะ จนในที่สุดก็ถึงทางเข้าออกสถานีสไตล์อาร์ตนูโว



ติดๆกันมีจุดแลนด์มาร์ก Wall of Love คำบอกรักจากหลากหลายภาษา 



ทิศเหนือของกรุงปารีส เป็นที่ตั้งของเนินเขา Montmartre เป็นจุดเที่ยวแบบเก๋ๆ และออกแนวทัวริสตี้พอสมควร เป็นย่านที่มีความเป็นกันเอง ถนนบ้านเรือนดูน่ารักกระปุ๊กกระปิ๊กมากกว่าโซนกลางเมืองติดแม่น้ำแซน เรามาเที่ยวเขา เราก็ต้องเดินขึ้นเขานะคะ



พบเจอโลเคชั่นภ่ายหนัง John Wick ที่ต่อสู้กันแล้วกลิ้งๆๆลงบันได ก็คือที่บันไดนี้แหละ



ตรงนี้คนเยอะมาก ต้องระวังข้าวของกันนิดนึง เซลฟี่ที่ลานด้านหน้าวิหารซาเครเกอ 



มองลงไปเห็นเมืองปารีส คิดดูว่าเราเดินมาสูงขนาดไหน ปารีสก็มีฝู่น PM2.5อยู่นะ



Place du Tertre จัตุรัสน่ารัก ที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว ตรงกลางมีศิลปินมาวาดภาพ ขายผลงานภาพ รอบๆมีร้านอาหาร ร้านขายของฝากเพียบ



ร้านรวงน่ารัก ดูโคซี่ ดูชนบท (เมื่อก่อนมงมาตก็โซนชานเมืองชนบทชาวไร่ชาวนาจริงๆนี่แหละ)



นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งรวมอาร์ตติสท์ในยุคคศ.ที่ 19-20 ที่เราไปดูงานมาเมื่อเช้าที่มูเซด็อกเซ ก็มีหลายคนที่เคยมาใช้ชีวิตเช่าสตูดิโอราคาไม่แพงที่มงมาตกันมาแล้ว เช่น เรอนัว แวนโก๊ะ เดอกา ปิกัสโซ เป็นต้น



มาเจออีกหนึ่งโลเคชั่นที่เห็นในทีวี ร้านอาหารสีสดใสชมพูตัดสีเขียว Le Maison Rose
เป็นฉากหนึ่งใน Emily in Paris แต่วันที่ไปสีร้านดูซีดกว่าที่คิดไว้นะ



รูปหล่อของนักร้องคนนึง Dalida จุดนี้คือเห็นจากไกลบ้านช่องฟาโรส 
เค้าว่ามาจับหน้าอกแล้วจะโชคดี เราก็ทำตาม จอยๆ แต่อยู่สูงมาก คนเตี้ยแบบเราก็ยืดมือสุดเลย เกือบเอื้อมไม่ถึงนมดาลิดา



และเนื่องจากเป็นย่านทำนาทำไร่ ก็จะมีสิ่งก่อสร้างอย่างกังหันไม้เหลือเป็นหลักฐานให้เห็นจนทุกวันนี้อยู่บ้าง แต่ก็เหลือน้อยมากๆแล้วแหละ



อีกหนึ่งกังหัน ที่เรารู้จักตั้งแต่สมัยนิโคลคิดแมนแสดงหนังเรื่องนี้ Moulin Rouge สถานบันเทิงยามค่ำคืน สาวบาคาเร่
เราเดินลงมาจนถึง Pigalle โซน red light ของปารีส ข้างทางเป็นร้านเซ็กส์ช้อป บาร์ ผู้คนหน้าตาไม่คอเคเชี่ยนแล้ว 



นั่งเมโทรจาก Pigalle มาออก Assemblee Nationale แล้วเดินเลียบแม่น้ำเซนมาเรื่อยๆ



มีร้านขายหนังสือ(น่าจะมือสอง) โปสเตอร์วินเทจ ภาพวาด ข้างทาง



ข้าม Pont Neuf มากินเฝอที่ร้าน Hanoi 1988 เป็นมื้อ Lunner (lunch+dinner) 



เห็นแว่บๆทุกวัน โบสถ์ Notre-Dame อยู่ห่างจากโรงแรมแค่ 2-300 เมตรเองแต่เพิ่งได้มาเอาวันสุดท้าย
จริงๆช่วงที่ไป ในโบสถ์เปิดให้เข้าชมได้แล้ว เข้าได้ฟรี แต่ด้วยความเที่ยวจนเหนื่อยไม่อยากต่อคิวแล้ว เลยขอดูแค่ข้างนอกก็พอ



กลับไปนอนพักที่โรงแรมพักนึง แล้วก็ออกมาเก็บตกรอบเย็น หาของกินของฝากก่อนกลับอีกนิด
มาซื้อขนมที่ร้านครัวซองที่ฮิตในหมู่คนไทยที่มาเที่ยวปารีส เดินมาไม่ไกลจากโรงแรม ถึงจะเป็นช่วงเย็นคนก็ยังมาต่อคิวกันอยู่เลย



Pantheon แถวนี้บรรยากาศดีมาก เป็นเด็กวัยรุ่นแบบเด็กมหาลัย อากาศก็ดี๊ดี แต่หน้าตาชั้นก็คือเที่ยวจนหน้าเหี่ยวหมดแล้ว ถถถ



แวะมาหายัยคนนึงซึ่งชั้นหมั่นไส้หล่อนมาก ยัยเอมิลี่ Emily in Paris บุกมาถึงอพาร์ทเม้นแต่ไม่เห็นหัว



ร้านเชฟเกเบรียล ก็อยู่หน้าที่พักนางเลย (ในโลกจริงเป็นร้านอาหารอิตาเลียน) ชั้นลำไยทั้งคู่ รักๆเลิกๆความสัมพันธ์แบบลักปิดลักเปิด



พบว่าซอยข้างโรงแรม ของฝากจุกจิกราคาถูกสุดเท่าที่ซื้อมาสะเปะสะปะในปารีส แต่ตัวเลือกอาจไม่มากเท่าที่มงมาต แถวนี้เรียกย่าน Latin Quarter



เป็นหนึ่งสิ่งที่เสียดาย น่าจะซื้อกลับมาเยอะกว่านี้ อร่อยและราคาถูกกว่าที่ไทย เป็นขนมที่เราชอบมาก กวินญามาน
จากร้าน Maison Georges Larnicol



26 มีนาคม 2568

ไม่ได้เที่ยวที่ไหน เพราะต้องเช็คเอ้าท์โรงแรมตั้งแต่เช้า นั่ง RER ไปสนามบิน
ชอบที่นั่งรอใน CDG สวยเก๋ไม่ทิ้งลายปารีส



ผ่านมาทั้งมิลาน ปารีส แบบไปเองลำพังก็ยังปลอดภัยดี อิตาลีคนน่ารักมีน้ำใจเหมือนเคย ส่วนปารีสจะหน้าตึงหน่อยแต่เมืองสวยสุดและยังรู้สึกไม่หนำใจกับปารีส ยังอยากกลับไปอีก ขอเก็บตังก่อน
สุดท้ายถึงเมืองไทยโดยสวัสดิภาพ มีส้มตำ ลาบ ต้มแซ่บมาต้อนรับอย่างอบอุ่น 



-----------------
ค่าใช้จ่ายทั้งทริป 10 วัน 9 คืน 90000 บาท 
- ค่าตั๋วเครื่องบิน 33800 (ไปกลับไทย TG 30500, Easyjet เวนิส-ปารีส 3300)
- โรงแรม+city tax 32300 (อิตาลี 5 คืน 15200, ปารีส 4 คืน 17100)
- ค่าวีซ่า 6100 (Schengen4513+ประกันเดินทาง970+ทำเอกสารรูปถ่าย620)
- โรมมิ่งมือถือ 1600
- ค่าอาหาร 6700
- ค่าเดินทาง รถไฟ รถบัส เมโทร เรือ รถเมล์ 5600
- ค่าเข้าสถานที่ 3700



Create Date : 25 มกราคม 2569
Last Update : 25 มกราคม 2569 18:29:37 น. 1 comments
Counter : 339 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 
Share to Facebook

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณทนายอ้วน, คุณหอมกร, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณกะริโตะคุง, คุณhaiku


 
ทริปที่เต็มอิ่มและคุ้มค่ามาก


โดย: Chewing Brother (สมาชิกหมายเลข 9220693 ) วันที่: 21 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา:20:59:57 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

khimyo
Location :
ลำพูน Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add khimyo's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.