: กะว่าก๋าแนะนำหนังสือ - คัมภีร์รัก (2) :
: คัมภีร์รัก (2) :เขียน : Leo Buscaglia แปล : กิติมา อมรทัต
[ ว่าด้วยเรื่องการศึกษา ]แม้หนังสือ ‘คัมภีร์รัก’ ซึ่งเขียนโดย Leo Buscaglia จะบอกว่าเป็นหนังสือที่เกี่ยวกับ ‘ความรัก’ แต่อาจเพราะด้วยความเป็นครู เขาจึงใช้พื้นที่เกือบครึ่งเล่มของหนังสือ พูดถึงระบบการศึกษาไว้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะเรื่อง “โรงเรียนสัตว์”
วันหนึ่งสัตว์ทั้งหลายในป่า ตัดสินใจร่วมกันว่าจะจัดตั้งโรงเรียนขึ้น คณะกรรมการการศึกษาชุดแรกประกอบไปด้วย กระต่าย นก กระรอก ปลา และปลาไหล อย่างละหนึ่งตัว กระต่ายรบเร้าให้บรรจุวิชาวิ่งเร็วเข้าไปในหลักสูตร นกอยากบรรจุวิชาการบิน ปลาและปลาไหลยืนยันว่าต้องมีวิชาว่ายน้ำ ส่วนกระรอกก็อยากเห็นวิชาไต่ต้นไม้ พวกมันทุกตัวจึงนำความต้องการทั้งหมดบรรจุไว้รวมกัน ร่างเป็นหลักสูตรขึ้นมา แล้วก็ ‘บังคับ’ ให้สัตว์ทุกตัวในป่า ต้องเรียนวิชาเหล่านี้เหมือนกัน
แม้กระต่ายจะได้เกรด A จากวิชาวิ่ง แต่วิชาปีนต้นไม้ก็เป็นเรื่องยากมากสำหรับมัน เช่นเดียวกับนกซึ่งบินได้สวยงาม แต่เมื่อถึงคราวต้องขุดดินในน้ำเหมือนปลาไหล มันก็ไม่สามารถทำได้ สัตว์แต่ละตัวมีข้อจำกัดและความถนัดที่แตกต่างกัน
“การศึกษาแบบฐานกว้าง” กลายเป็นต้นแบบการเรียนรู้ของเด็กเกือบทั้งโลก เด็กต้องเรียนรู้ในสิ่งที่ตัวเองไม่ถนัด และต้องเก่งแทบจะในทุกวิชา แม้เป็นวิชาที่ตัวเองไม่ชอบ แต่ต้องเรียนและทำคะแนนสอบให้ได้ดี เพื่อสอบผ่านและได้คะแนนสูง ๆ และนำไปเป็นใบเบิกทางในการเรียนต่อระดับสูงต่อไป
“หลักสูตร” พยายามทำให้เด็กทุกคนเหมือนกันไปหมด และคิดว่าการทำให้เด็กเหมือนกันไปหมดนั้น คือ ความสำเร็จของการศึกษา โรงเรียนส่วนใหญ่เอาแต่บอกเด็กว่า
“นี่คือสิ่งจำเป็น นี่คือสิ่งสำคัญ เธอต้องท่องจำมันให้ดี เธอต้องแก้โจทย์เหล่านั้นให้ได้”
ชีวิตเด็กจำนวนมากจึงวนเวียนอยู่แต่คำสั่ง การทำตาม แต่ขาดจินตนาการและความสร้างสรรค์
โรงเรียนกำลังหล่อหลอมเด็กจำนวนมาก โดยไม่สนใจว่าเด็กแต่ละคนมีอัตลักษณ์ที่ต่างกัน มีความชอบ ทักษะ และความสนใจที่ต่างกัน
ดูเหมือนง่ายที่เราจะบอกให้เด็กคนหนึ่งเป็นตัวของตัวเองอย่างที่เด็กคนนั้นอยากเป็น แต่ความเป็นจริงคือเด็กส่วนใหญ่เกือบทั้งหมด กลับต้องเป็นในสิ่งที่พ่อแม่หรือครูอาจารย์อยากให้เขาเป็น การทำแบบนั้นแทบจะปิดโอกาสในการให้เด็กคนหนึ่ง ได้ค้นพบ “ตัวตนที่แท้จริง” ของตัวเอง
“อิสรภาพในการเรียนรู้” จึงต้องเริ่มต้นจากการที่เด็กสามารถ “เลือก” สิ่งที่ตนสนใจ และได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังจากครอบครัวและสถานศึกษา โรงเรียนไม่ได้มีหน้าที่ส่งผ่าน “ความรู้ในอดีต” ไปสู่สมองของเด็ก มันไม่ควรเป็นการ “ป้อนความรู้” เข้าไปในตัวเด็ก แต่ควรเป็นการ “นำความรู้และความเข้าใจ” ในตัวเด็กออกมาให้เขาใช้กับชีวิตจริง
“ความรู้ที่ดี” ต้องทำให้เด็ก “ยอมรับนับถือ” ตนเอง นั่นคือ ความรักในตัวเอง และ ในการสร้าง “ความรับผิดชอบ” ต่อหน้าที่ของตน นั่นคือ ความรักที่มอบให้ผู้อื่น
“ระบบการศึกษาที่ดี” ควรทำให้ผู้เรียนได้รู้ว่า เขาคือใคร อยู่ที่ไหน และจะไปยังจุดหมายที่ตั้งใจไว้ได้อย่างไร เมื่อไปถึงจุดหมายแล้ว จะทำอย่างไรต่อไป เพื่อให้ชีวิตตนเองนั้นมีคุณค่าความหมายทั้งกับตัวเองและผู้อื่น
การศึกษาที่ดีต้องดึงศักยภาพทั้งหมดที่มีของผู้เรียนออกมาให้ได้ เพราะคนส่วนใหญ่มักตกอยู่ในสภาพเช่นนี้...
“เราคิดน้อยกว่าที่เรารู้ เรารู้น้อยกว่าที่เรารัก เรารักน้อยกว่ารักที่เรามีอยู่ ดังนั้นเราจึงเป็นได้น้อยกว่าที่เราควรเป็น”
ทำไมไม่ลองสบตาลูกของตัวเองดูบ้าง ว่าวันนี้เขาเหนื่อย ล้า และไม่มีความสุขกับการเรียนรู้หรือเปล่า ? เรากำลังสร้างปลาที่ต้องพยายามบิน สร้างลิงที่กำลังฝึกวิ่ง หรือบังคับกระต่ายให้ว่ายน้ำทั้งที่มันไม่อยากว่าย
ทำไมโจทย์ของชีวิต คือ อยากเห็นลูกสบาย มีงานดี มีเงินเยอะ ๆ แต่ต้องให้เด็กแลกมาด้วยการเรียนอย่างหนักหนาบ้าคลั่ง จนแทบไม่มีเวลาเรียนรู้จักโลกและตัวเองในมิติอื่นๆเลย
หรือเราลืมไปแล้ว ว่า “ความรักในการเรียนรู้” คือ ต้นทุนที่ดีที่สุดสำหรับคน ๆ หนึ่ง ในการใฝ่หาความรู้เพราะเขารักและสนใจในวิชานั้น ไม่ใช่ถูกบังคับให้เรียน ให้จำ ให้นำความจำนั้นไปสอบ สอบแล้วก็ลืมจนหมดสิ้น หรือเราหลงลืมไปแล้วว่า “การเรียนรู้ด้วยความรัก” คือ ผลกำไรที่จะตามติดตัวใครคนหนึ่งไปตลอดชีวิต ไม่ว่าเขาทำอะไรก็จะทำอย่างตั้งใจและมีความสุข และผลของการทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยความสุข ย่อมกลายเป็นสิ่งที่เขาจะทำมันได้ดี
เราปล่อยให้ “ความกลัว” กัดกิน “ความรัก” ไปจนหมดสิ้น เรากลัวลูกสู้คนอื่นไม่ได้ กลัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยดัง ๆ คณะดี ๆ ไม่ได้ กลัวลูกยากจน กลัวลูกลำบาก กลัวลูกไม่มีอนาคต ฯลฯ
เรากลัวจนสร้าง “กรงขัง” ที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น สร้าง “กำแพง” ล้อมกรอบลูกเอาไว้ ขังและขู่ลูกเอาไว้ด้วยคำว่า “ต้องทำแบบนี้แหละ แล้วชีวิตลูกจะปลอดภัย”
สถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดซึ่งเราสร้างไว้ให้ลูก อาจเป็นทั้งกรงขังและกำแพงที่แน่นหนา หนัก และทึมทึบ เราตั้งใจให้ลูกเป็นเช่นนี้จริงๆ หรือ ? เราหวังดีกับลูกจริง ๆ หรือ ?“อิสระ” ไม่เคยเกิดขึ้นจาก “ความกลัว”อย่าลืมความจริงข้อหนึ่งซึ่งสำคัญมาก เราไม่มีวันอยู่ดูแลลูกไปตลอดชีวิต ถ้าเขาไม่แข็งแรง ไม่เข้มแข็ง ไม่แกร่งพอ ไม่กล้าตัดสินใจ ไม่มีวิธีคิดที่ดีพอ ไม่รู้จักช่วยเหลือตัวเอง ไม่สนใจโลกและคนรอบข้าง ฯลฯ
ลูกที่เรารัก อาจเป็นได้แค่กระต่ายตัวหนึ่งซึ่งดูหรูหราร่ำรวย มีชีวิตที่ดี แต่ทั้งชีวิตมันเอาแต่ฝึกบิน ทั้ง ๆ ที่มันไม่มีวันจะทำสำเร็จได้เลย



| Create Date : 21 ธันวาคม 2568 |
| Last Update : 21 ธันวาคม 2568 5:25:13 น. |
|
10 comments
|
| Counter : 566 Pageviews. |
|
 |
|
|
| ผู้โหวตบล็อกนี้... |
| คุณmultiple, คุณอุ้มสี, คุณอาจารย์สุวิมล, คุณหอมกร, คุณกะริโตะคุง, คุณทนายอ้วน, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณปรศุราม, คุณThe Kop Civil, คุณtoor36, คุณhaiku, คุณสองแผ่นดิน |
โดย: multiple วันที่: 21 ธันวาคม 2568 เวลา:6:08:23 น. |
|
|
|
โดย: อุ้มสี วันที่: 21 ธันวาคม 2568 เวลา:10:15:07 น. |
|
|
|
โดย: หอมกร วันที่: 21 ธันวาคม 2568 เวลา:15:08:10 น. |
|
|
|
โดย: กะริโตะคุง วันที่: 21 ธันวาคม 2568 เวลา:15:41:53 น. |
|
|
|
โดย: ทนายอ้วน วันที่: 21 ธันวาคม 2568 เวลา:19:38:46 น. |
|
|
|
โดย: อุ้มสี วันที่: 21 ธันวาคม 2568 เวลา:21:53:57 น. |
|
|
|
โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 21 ธันวาคม 2568 เวลา:22:45:06 น. |
|
|
|
โดย: สองแผ่นดิน วันที่: 21 ธันวาคม 2568 เวลา:23:03:38 น. |
|
|
|
| |
แม้กระทั่ง มหาลัยบางคณะ ก็ยังสอนกันแบบ รร สัตว์ อยู่เลยนะครับ
คือเรียนมันครอบจักรวาลไปหมด ให้รู้ทุกอย่างบนโลกใบนี้
อาจารย์เต๊ะ นึกถึง สัตว์ป่า สอนลูกของมัน
เสือก็แค่สอนลูกเสือให้ล่าเหยื่อเป็น
นกก็สอนลูกให้หัดบิน
จริงๆคือ เราไม่ต้องเก่งทุกเรื่องในชีวิต เก่งแค่เรื่องใดเรื่องนึงที่เราถนัด และทำได้ดีที่สุด เราก็สามารถอยู่รอดชีวิตในโลกใบนี้ได้แล้วนะครับ
การศึกษานอก รร นี่ เป็นแนวทางที่ดี
อาจารย์เต๊ะ นึกถึง ลูกหลานคนจีน อย่าง ลูกร้านบะหมี่
เค้าก็สอนลูกทำเส้นบะหมี่ ตั้งแต่เด็กๆ จะทำให้เส้นเหนียวนุ่มอร่อย
สอนทำน้ำซุปยังไรให้รสดี ทำมันเรื่อยๆซ้ำๆจนแตกฉาน
ซึ่งเรื่องแบบนี้ ไม่จำเป็นต้องเรียนในมหาลัย เค้าก็สามารถหากิน ทำก๋วยเตี๋ยวขาย อยู่รอด แถมจะรวยกว่า คนที่จบมหาลัย
แต่ไม่เก่งอะไรซักอย่าง รู้อย่างละนิดละหน่อยเหมือนเป็ดนะครับ
แต่ก็น่าเสียดายที่ วิธีคิดแบบนี้ ไม่เคยมีอยู่ในหัวของผู้จัดทำหลักสูตร ระบบการศึกษา
รร ทางเลือก ก็เลยเกิดขึ้นมา แต่ก็เฉพาะ คนมีสตางค์ส่งลูกไปเรียน เพราะ ค่าเรียนแพงมากนะครับ
เช้านี้ กทม อากาศเย็นนิดๆ ชอบมาก
อาจารย์เต๊ะ รีบค้นเสว็ตเตอร์ เอามาใส่
ทางนู้น ไม่รู้เป็นไงบ้างนะครับ 555