: กะว่าก๋าแนะนำหนังสือ ภาพประวัติและคำสอนของเว่ยหล่าง :
: ภาพประวัติและคำสอนของเว่ยหล่าง :แปลและเรียบเรียง : เย็นอิมภิกขุ

ครั้งหนึ่ง...ท่านเว่ยหล่าง พระสังฆปรินายก ได้แสดงธรรมแก่มหาชนดังข้อความต่อไปนี้“ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ธรรมคำสั่งสอนแห่งนิกายของเรานั้น มีสมาธิและปัญญาเป็นหลักสำคัญ สมาธินั้นแหละเป็นตัวจริงของปัญญา ปัญญาเป็นอาการไหวตัวของสมาธิ สมาธิและปัญญารวมอยู่ด้วยกันอย่างที่แยกกันไม่ได้ อย่าไปคิดว่าสมาธิทำให้เกิดปัญญา หรือปัญญาทำให้เกิดสมาธิ เสมือนกับบุคคลพูดแต่กุศล แต่ใจของเขาไม่เป็นกุศล สมาธิและปัญญาของเขาก็ไร้ประโยชน์ เพราะสมาธิและปัญญาของเขาไม่มีส่วนสัมพันธ์กันได้เลย อนึ่ง...ถ้าบุคคลมีวาจาและใจตรงกันเป็นกุศล มีกิริยาภายนอกและภายในประสานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน สมาธิและปัญญาก็ยังเกิดความสัมพันธ์ด้วยความเสมอภาคเป็นอย่างดี ฉะนั้น...สมาธิและปัญญาควรเปรียบเสมือนประทีป มีดวงประทีปจึงมีแสง ถ้าไม่มีดวงประทีปก็ไร้แสง ดวงประทีปคือตัวการแท้ของแสงสว่าง แสงสว่างก็คือตัวแสดงของดวงประทีป โดยชื่อฟังแล้วเป็นสองอย่าง แต่โดยเนื้อแท้แล้วมันเป็นของอย่างเดียวกัน กรณีสมาธิและปัญญาก็เป็นเช่นเดียวกันดังที่กล่าวมานี้”หนังสือเล่มนี้แปลจาก “รัตนมหาบัลลังก์สูตร” ของพระอาจารย์เว่ยหล่าง สังฆปรินายกองค์ที่ 6 แห่งประเทศจีน ท่านเกิดในสมัยราชวงศ์ถัง ซึ่งเป็นยุครุ่งเรืองของพุทธศาสนา นิกายมหายาน
แม้เมล็ดพันธุ์แห่งพุทธะจะถือกำเนิดขึ้นในอินเดีย แต่การหยั่งรากลึกลงไปในหมู่พุทธบริษัท กลับลงหลักปักฐานในแผ่นดินจีนอย่างมั่นคงและแผ่ไพศาลไปทั่วทั้งทวีปเอเซีย จากท่านโพธิธรรมล่วงสู่ท่านเว่ยหล่าง จากมหายาน แตกหน่อแตกใบกลายเป็นเซ็น มหายาน และอื่น ๆ
แม้กาลผ่านเลยนานนับพันปี คำสอนของท่านยังตรงต่อสัจธรรมเสมอ ผู้ใดเห็นทุกข์ ผู้นั้นเห็นธรรม ผู้ใดเห็นธรรม เป็นหนึ่งเดียวกับธรรม ย่อมพ้นไปจากการเกิดตายชั่วนิรันดร์
ผมเขียนบทกวีนี้หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้จบลง
---------------------------------------: วางเพื่อรู้ ; รู้เพื่อวาง :ยิ่งหมกมุ่นในการแสวงบุญ สร้างกุศล กลับยิ่งถูกตัณหาลูบคลำจิตจนหวั่นไหว จงเปลื้องตนเองออกจากทะเลแห่งการเกิดตาย เพื่อหลุดพ้นจากการเวียนว่ายในทะเลแห่งทุกข์ไปตลอดกาล
ผู้มีปัญญาและผู้ที่โง่เขลา ล้วนแล้วแต่มี ‘พุทธภาวะ’ ในตน ต่างกันเพียงผู้รู้แจ้งนั้นเห็นแจ้งในธรรม ส่วนผู้ที่ยังหลง ย่อมงมงายในการเวียนว่าย
ดวงตาอ่านคำสอน ปากพร่ำภาวนา อย่าลืมปฏิบัติที่จิต จนกว่าจะเห็นผลแห่งการเปลี่ยนแปลง
‘หยุดค้นหา’ จึงได้ ‘ค้นพบ’ ธรรมที่แท้จริง อยู่ในตน อยู่ในจิต อยู่ในการเห็นแจ้งจริงในจิตตน พ้นทุกข์ได้ก็ด้วยตน ด้วยการรู้ เห็น เป็น เปลี่ยน เพื่อไปให้พ้นจากกิเลสและอวิชชา
‘กุศล’ คือ การเห็นแจ้งในจิตเดิมแท้ของตน เมื่อพ้นไปจาก ‘ความเป็นตัวตน’ จึงพ้นไปจากทุกข์ทั้งปวง
แม้ทุกข์จะมีอยู่ แต่หามีผู้ที่ทุกข์อยู่ไม่ แม้จะมีการเกิด ดับ ลับ ล่วง แต่หาได้มีผู้ที่เกิดตายว่ายเวียนไม่
การเดินทางไกลในวัฏสงสาร นั้นใกล้ที่สุด ใกล้เพียงพริบตาเดียว ที่เรามองเห็นความจริง ใกล้เพียงพริบตาเดียวแห่งจิตซึ่งตื่นรู้ในธรรม
เดิมนั้น...จิตสะอาดกระจ่างใส จึงไม่จำเป็นต้องล้างชำระด้วยสิ่งใด สิ่งที่ขัดเกลาจึงไม่ใช่จิต หากแต่เป็นการขจัดกิเลสและอวิชชาที่บดบังจิต ให้เคลื่อนหายไปนี่คือ การวางทุกสิ่งที่รู้ เพื่อรู้ในทุกสิ่งที่วาง




| Create Date : 21 พฤศจิกายน 2568 |
| Last Update : 21 พฤศจิกายน 2568 5:34:32 น. |
|
11 comments
|
| Counter : 583 Pageviews. |
|
 |
|
|
| ผู้โหวตบล็อกนี้... |
| คุณtanjira, คุณหอมกร, คุณmariabamboo, คุณmultiple, คุณกะริโตะคุง, คุณ**mp5**, คุณThe Kop Civil, คุณปรศุราม, คุณโฮมสเตย์ริมน้ำ, คุณอาจารย์สุวิมล, คุณปัญญา Dh, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณhaiku, คุณสองแผ่นดิน, คุณnewyorknurse |
โดย: tanjira วันที่: 21 พฤศจิกายน 2568 เวลา:6:27:03 น. |
|
|
|
โดย: หอมกร วันที่: 21 พฤศจิกายน 2568 เวลา:6:56:56 น. |
|
|
|
โดย: mariabamboo วันที่: 21 พฤศจิกายน 2568 เวลา:7:01:59 น. |
|
|
|
โดย: multiple วันที่: 21 พฤศจิกายน 2568 เวลา:8:43:02 น. |
|
|
|
โดย: กะริโตะคุง วันที่: 21 พฤศจิกายน 2568 เวลา:8:58:27 น. |
|
|
|
โดย: ปัญญา Dh วันที่: 21 พฤศจิกายน 2568 เวลา:17:58:36 น. |
|
|
|
โดย: กะว่าก๋า วันที่: 21 พฤศจิกายน 2568 เวลา:20:55:16 น. |
|
|
|
โดย: สองแผ่นดิน วันที่: 22 พฤศจิกายน 2568 เวลา:0:01:12 น. |
|
|
|
โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 23 พฤศจิกายน 2568 เวลา:0:45:34 น. |
|
|
|
| |
เราก็แค่อยู่ในศีล ในธรรม ก็พอนะคะ
ไม่ต้องแสวงหาให้หมกมุ่นจนเกินไปนะคะ
บางคนบอกว่าพอแก่ตัวจะตื่นเช้านะคะ
ใช้ไม่ได้กับทุกคนค่ะ
เราจะเป็นแบบไหนน๊าาา เมื่อถึงวัยที่เรียกว่าแก่แล้ว
เช้านี้อากาศเย็นกว่าเมื่อวานแล้วนะคะ
น่าจะเข้าฤดูหนาวอย่างเป็นทางการนะคะเนี่ย
รอสมาชิกมาตั้งโต๊ะชากาแฟยามเช้านะคะ