มกราคม 2569
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
12 มกราคม 2569

: กะว่าก๋าแนะนำหนังสือ - วันนี้คือของขวัญของชีวิตและความรักอยู่รอบตัวเรา :


: วันนี้คือของขวัญของชีวิตและความรักอยู่รอบตัวเรา :
เขียน : ภัสน์วจี ศรีสุวรรณ์












หนังสือ ‘วันนี้คือของขวัญของชีวิต’ และ ‘ความรักอยู่รอบตัวเรา’
คือหนังสือที่เขียนและเรียบเรียงขึ้นจากประสบการณ์จริงของคุณอรทัย ชะฟู
ผู้เคยผ่านการเป็นผู้ป่วยมะเร็งสองครั้ง
จนกลายมาเป็นจิตอาสาผู้ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย



“มีเพียงผู้ผ่านศึกสงครามเท่านั้น
จึงจะรับรู้ความสูญเสียเจ็บปวดได้อย่างแท้จริง”



เฉกเช่นกัน ... ผู้เคยผ่านโรคภัยไข้เจ็บรุนแรง
ย่อมมองเห็นและเข้าใจความรู้สึกของผู้ป่วยอื่นได้ดีขึ้น
เมื่อมองผ่านความเจ็บปวดของตัวเอง
ผ่านประสบการณ์ตรง การเรียนรู้กระบวนการรักษาโรค ความหวัง ปาฏิหาริย์ ฯลฯ
ใครไม่เคยพบเจอสิ่งเหล่านี้
ย่อมยากในการซึมซับรับรู้ความรู้สึกเดียวกันกับผู้ที่เคยสัมผัสมันมา


ความป่วยไข้ การเฉียดตาย ย่อมทิ้งร่องรอยความสงสัยไว้ในความคิด
บางคนไม่อยากตาย แต่ก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะอยู่ไปเพื่ออะไร ?
บางคนอาจรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่อยากทำหรือยังมีความเป็นห่วงเป็นใย
แต่กลับไม่เหลือเวลาในชีวิตมากพอให้จัดการสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นได้
ต้องจากไปพร้อมความห่วงกังวล ทุรนทุรายในใจ

แม้ความตายทำให้เราเห็นคุณค่าความหมายของการมีชีวิตอยู่
แต่ไม่ใช่ทุกคนจะรู้และยอมรับความจริงในข้อนี้ได้
ในทุกขณะที่รู้ว่าเราใกล้จะตาย แต่ใจยังเต็มไปด้วย ‘ความกลัว’
นั่นย่อมสร้างความทุกข์ใจอย่างมากมายมหาศาล
ไม่นับรวมกับความเจ็บปวดทางกาย ซึ่งในที่สุดก็จะส่งผลทางใจ
จนทำให้คนไข้รู้สึก ‘อยากตาย’ มากกว่า ‘อยากหาย’ เพื่อมีชีวิตอยู่ต่อไป

ทุกครั้งของการเยี่ยมเยียนผู้ป่วย
เราจึงมักได้ยินคำพูดว่า

“สู้ ๆ นะ”
“เดี๋ยวก็หาย”
“ไม่เป็นไรหรอก”


ความหวังดีมาในรูปแบบยาสมุนไพรที่คนนั้นคนนี้กินแล้วหาย
วิธีการรักษาที่ผิดแผกแตกต่างออกไป การชวนไปวัดไปทำบุญไปบวชไปสะเดาะเคราะห์ ฯลฯ
ทั้งหมดมาพร้อมกับความหวังดีและความปรารถนาว่าผู้ป่วยจะหายจากโรคร้ายได้
แต่สิ่งที่ไม่ควรหลงลืม คือ คนที่ต้องเผชิญหน้ากับโรคร้าย
คือ ตัวผู้ป่วยเองเท่านั้น


การเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดและโรคภัย จึงส่งผลทั้งต่อคุณค่าในตนเอง
ความรู้สึกผิด ความกลัว ความห่วงใยคนที่อยู่ข้างหลัง เรื่องราวในอดีตที่ยังติดค้างคาใจ
ความเหน็ดเหนื่อยล้า อ่อนแรง ฯลฯ
ไม่ว่าอารมณ์ด้านบวกหรือลบ ล้วนถาโถมเข้ามา
สร้างความรู้สึกทั้งเปี่ยมกำลังใจหรือทำให้หมดอาลัยตายอยากในชีวิตได้
แม้จากคำพูดเพียงประโยคเดียว

หนังสือทั้งสองเล่ม เรียบเรียงขึ้นจากประสบการณ์ตรงของผู้สูญเสียคนในครอบครัว
ภาวะอารมณ์สุดท้ายของผู้ที่กำลังจะจากไป ทำอย่างไรจึงจะให้เขา ‘ตายดี’
เพื่อเป็นการ ‘ตายอย่างมีศักดิ์ศรี’ ของความเป็นมนุษย์

และแน่นอน...ขณะที่เรากำลังส่งผู้ป่วยระยะสุดท้ายให้จากไปด้วยดี
กระบวนการทั้งหมดที่ทำอย่างถูกต้อง ย่อมส่งผลให้ผู้ที่ยังอยู่
ไม่ต้องรู้สึกผิดติดค้างคาใจใดใดด้วยเช่นกัน
เหมือนกับที่หนังสือเขียนไว้ว่า


“ให้การเดินทางช่วงสุดท้ายของชีวิต
เป็นช่วงเวลาแห่งการให้ความหมายต่อชีวิต
ให้ความหมายต่อมิตรภาพ ความสัมพันธ์
และร่องรอยบางประการที่ยังคงอยู่
เป็นสัญลักษณ์ว่าครั้งหนึ่งเราได้พบกับใครบางคน
ได้อยู่ร่วมกับใคร เราเกิดมาเพื่ออะไร”



เพราะที่สุดแล้ว...’ความรัก’ ควรเป็นสิ่งที่เราทุกคนนำติดตัวไป
ในห้วงเวลาของการลาจาก
การจากลาด้วยความรู้สึกที่ดีต่อกัน
ย่อมทำให้วินาทีที่เราจากกันนั้น
เปี่ยมคุณค่าดังหนึ่ง ‘ของขวัญแห่งชีวิต’ นั่นเอง















































Create Date : 12 มกราคม 2569
Last Update : 12 มกราคม 2569 4:53:50 น. 14 comments
Counter : 384 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณmultiple, คุณtanjira, คุณหอมกร, คุณkae+aoe, คุณtuk-tuk@korat, คุณInsignia_Museum, คุณThe Kop Civil, คุณmcayenne94, คุณนายแว่นขยันเที่ยว, คุณกะริโตะคุง, คุณปัญญา Dh, คุณอาจารย์สุวิมล, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณปรศุราม, คุณมาช้ายังดีกว่าไม่มา, คุณhaiku, คุณสองแผ่นดิน


 
เป็นหนังสือที่ปก สวยงามมาก ดูแล้วโลกน่าอยู่เลยนะครับ

โรคมะเร็งนี่ เดี๋ยวนี้เป็นกันแยะมาก ญาติพี่น้อง อาจารย์เต๊ะ ก็ตายจากไปหลายคนด้วยโรคนี้ครับ

อาจารย์เต๊ะ ยังมีโอกาส ดูแลผู้ป่วยโรคนี้ด้วยนะครับ
คือ พ่อเป็น มะเร็งต่อมลูกหมาก โรคนี้เป็นโรคยอดฮิตของผู้ชายเลยนะครับ
แต่ก็พบระยะแรก ก็พยายามรักษาจนหาย
แต่ ความตายไม่เคยยอมแพ้ มาพ่อไปด้วยโรคตืดเชื้อในกระแสเลือดครับ

กำลังใจของผู้ป่วยและคนใกล้ชิดเป็นสิ่งสำคัญมาก
ผู้ดูแลก็ต้องเข้มแข็งมากๆ เพราะถึงตอนที่ต้องตัดสินใจ
ว่าจะตายอย่างมีศักดิ์ศรี หรือ ยื้อกันสุดชีวิตนี่
มันจะมีเรื่องให้คิดให้เลือกให้ตัดสินใจ ไม่มาก
แต่ละทางก็จะบีบคั้นหัวใจของ ญาติพี่น้อง ลูกหลานกันสุดๆเลยนะครับ

เฟอร์นิเจอร์เก่า นอกจากมีความงามคลาสสิคแล้ว ก็มีเรื่องราว
และคุณค่าทางใจมากมายเลยนะครับ อาจารย์เต๊ะ เก็บทุกอย่างจนเต็มบ้านไปหมดแล้วครับ 555



โดย: multiple วันที่: 12 มกราคม 2569 เวลา:5:31:57 น.  

 
สวัสดียามเช้าค่ะก๋า

หนังสือปกสวยอย่างอาจารย์เต๊ะบอกค่ะ
เป็นหนังสือที่น่าอ่านค่ะ

คนที่พี่รู้จักหลายคนก็จากไปด้วยโรคนี้ค่ะ
รวมถึงน้าผชที่พี่ดูแลในช่วงสุดท้ายด้วยค่ะ
แต่ของน้าผชนี่ไวมากค่ะ แค่3เดือน
ไม่ทรมาน ไม่เจ็บปวดมาก และไปไวมากค่ะ
ดีกับคนที่จากไป แต่ทุกข์ใจไม่คลายให้กับคนที่อยู่ค่ะ
ทุกวันนี้อย่างที่พี่เคยเล่า น้าผญยังทำใจได้ยากในส่วนลึกๆ
แม้ปากจะบอกว่าทำใจได้แล้วก็ตามค่ะ ...

เมื่อวานพี่พาแม่ไปศิริราชมาค่ะ
ผลตรวจมวลกระดูกของแม่ดีขึ้น
หมอบอกว่าดีเลยครับดูแลกันไปแบบนี้
พี่เลยแอบกระซิบหมอตอนให้แม่ลองเดินว่าแม่เดินน้อยเหมือนขาจะไม่มีแรง
หมอเลยบอกว่าคุณป้าเดินให้เยอะขึ้นหน่อยนะครับ
เดินเช้าเย็นครั้งละ 15 นาทีนะครับ ขาจะได้มีแรง
(แม่พี่ต้องใช้วอลเกอร์นะคะ ถ้าไม่มีเดินเองไม่ได้ค่ะ)
ไว้มาดูกันค่ะว่าแม่พี่จะเดินอย่างหมอบอกไหม
เมื่อวานน้องชายชวนหลานๆไปซื้อวิลแชร์ให้แม่ค่ะ
ใช้แทนวอลเกอร์ได้ด้วย ก็มาดูกันอีกว่าจะได้ใช้ไหม
ทุกคนอยากให้แม่ออกจากบ้านไปไหนบ้างค่ะ



โดย: tanjira วันที่: 12 มกราคม 2569 เวลา:6:36:56 น.  

 
วันนี้มารายงานตัวเป็นคนสุดท้ายเลยคุณก๋า
แก็งค์ตื่นเช้าเขามารายงานตัวกันหมดแล้ว
ยังคงเป็นหนังสือเจริญมรณานุสตินะคุณก๋า
โรคนี้คุณแม่ก็เป็นก่อนจากไปแต่รักษาได้
น่าจะจากไปเพราะอายุเยอะแล้วมากกว่าจ้า




โดย: หอมกร วันที่: 12 มกราคม 2569 เวลา:7:03:56 น.  

 
ผมชอบปกเล่มนี้เหมือนกันครับ สวยงามจริง ๆ
ผมขอเล่าประสพการณ์ของตัวเองนะครับคุณก๋า เพื่อนในรุ่นผมเป็นมะเร็งปอดเสียไปเมื่อหลายปีก่อน ผมได้ไปเยี่ยมก่อนเพื่อนจะเสียไป 1 วัน ตอนนั้นผมเริ่มรู้สึกปลง ปล่อยวางได้ ชีวิตมันก็แค่นี้ หลังจากนั้นเพื่อน ๆ ในรุ่น ก็พากันเลิกสูบบุหรี่ เลิกดื่มกันเกือบหมดเลย พออ่านเล่มที่คุณก๋ารีวิววันนี้ มันเป็นแบบนั้นจริง ๆ


โดย: The Kop Civil วันที่: 12 มกราคม 2569 เวลา:10:43:08 น.  

 
อรทัย ชะฟู คือคนดูแล
เอามาเล่าให้ ภัสน์วจี ศรีสุวรรณ์ เขียน
คือนามปากกา ของ คนดูแล ..งงๆ
เป็นมะเร็งสองครั้ง OMG เป็นอะไรที่ไหน
วินิจฉัยโดยใคร จริง? Rare?
สรุปสั้นๆ - มรณานุสติ ตามพุทธศาสนา
พุทธศาสนานี่สุดยอดครอบคลุม ทุก แผนก ทุกสาขา
สมกับ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทรงเป็นพระสัพพัญญู - สัพพัญญุตญาณ
รู้ทุกเรื่องที่อยากรู้


โดย: mcayenne94 วันที่: 12 มกราคม 2569 เวลา:10:47:24 น.  

 
หนังสือแนะนำของคุณก๋าช่วงนี้ ทำให้ผมรำลึกถึงญาติๆที่จากไปหลายคนเลยครับ (ไม่ใช่ว่าไม่ดีนะครับ แค่บอกว่ามันบังเอิญเฉยๆ)

อย่างคุณป้าพี่สาวคนโตสุดในครอบครัวฝั่งคุณพ่อผม ท่านเป็นมะเร็งปอดระยะที่ 2 หลังจากไปสูดควันธูปที่อินเดียมา แต่ลูกสาวท่านที่เป็นหมอก็พยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อรักษาคุณแม่ครับ โดยที่ปิดบังรายละเอียดการรักษา บอกท่านว่า เป็นโรคปอด ให้ทานยาตัวนี้(ซึ่งเป็นยาต้านมะเร็งปอดที่คิดค้นได้ไม่นานมานี้) ซึ่งผลก็คือ คนไข้ไม่ทราบว่าตัวเองเป็นโรคร้ายแรง ทำให้สุขภาพจิตดี แล้วก็ได้กำลังใจจากลูกหลานที่มาดูแลเป็นประจำ ทำให้ท่านใช้ชีวิตได้ถึง 2 ปีกว่า เทียบกับคนที่เป็นมะเร็งปอดทั่วไปจะเสียชีวิตภายใน 270-400 วันหลังจากตรวจเจอที่ระยะที่ 1 คิดว่าเป็นมะเร็งที่แพร่กระจายเร็วที่สุดในมะเร็งทุกชนิดครับ

ถ้าย้อนไปราวๆเดือนนึงก่อนที่คุณป้าผมจะเสีย ช่วงนั้นคือยาที่รับต้านไม่อยู่แล้ว จนลูกสาวท่านจำใจเปิดเผยผลการรักษาแล้วเปลี่ยนการรักษาเป็นการคีโม ซึ่งกลายเป็นว่าทำให้อาการคุณป้าผมทรุดลงไวมากและจากไปในที่สุด แต่ช่วงเวลาสุดท้ายของคุณป้าผมก็ถือว่าคุ้มค่าแล้วเพราะท่านทำบุญตลอดและลูกหลานก็สนับสนุนเต็มที่ด้วย


โดย: กะริโตะคุง วันที่: 12 มกราคม 2569 เวลา:12:08:53 น.  

 
กำลังใจคือยาที่สำคัญที่จะทำให้คนป่วยอาการดีขึ้นได้ และกำลังใจก็จะเป็นแรงใจช่วยให้คนดูแลมีแรงฮึดสู้กับคนป่วยต่อไป
สวัสดีค่ะพี่ก๋า


โดย: สมาชิกหมายเลข 9218829 วันที่: 12 มกราคม 2569 เวลา:12:32:41 น.  

 
สวัสดีครับคุณก๋า


โดย: ปัญญา Dh วันที่: 12 มกราคม 2569 เวลา:12:45:30 น.  

 
สวัสดี จ้ะ น้องก๋า

"วันนี้คือของขวัญของชีวิตและความรักอยู่รอบตัวเรา"ทั้ง2เล่ม
เป็นประสบการณ์โดยตรงของคนที่เป็นโรค มะเร็ง เฮ้อ! โรคนี้ ถือ
ว่า เมื่อทุกคนที่ตรวจพบ และหมอบอกว่า คุณเป็นมะเร็ง ที่อวัยวะ
ส่วนใดของร่างกายก็ตาม ต่อให้แข็งแกร่งขนาดไหน ใจก็ต้องตกวูบ
ทันทีแน่นอน ครูเคยไปเป็นเพิ่อนพาเพื่อนไปตรวจให้แน่ใจว่าเม็ด
แข็ง ๆที่เต้านม มันจะเป็นเพียงซี้สหรืออะไรกันแน่ พอหมอเจาะเม็ดเนื้อก้อนนั้นไปเข้าเลปตรวจ พอผลออกมาแจ้งว่า เป็นมะเร็งเต้านมระยะขั้น 2 เขาก็สติหลุด หน้าซีด ปากสั่น พูดไม่ออก บอกครูว่า ช่วยโทรศัพท์ไปบอกลูกเขาที่อยู่แคนาดา ว่า เขาป่วยเป็นมะเร็ง เขาบอกว่า เขาพูดกับลูกไม่รู้เรื่องแน่นอน น้ำตาก็เอ่อ ๆ เฮ้อ! ฉันเห็นแล้วก็สงสารจับใจ ก็ทำตามที่เขาให้โทรและบอกลูกชายเขา แล้วถามความเห็นของลูกชายเขาว่า ควรให้แม่เขาทำอย่างไร
หมอบอกวิธีรักษา นั่นคือ ต้องตัดเต้านมข้างที่เป็นออกอย่า
ให้ลามไปอีกข้างหนึ่ง ใช้เงินในการผ่าตัด ประมาณ สามแสน (ไม่
รวมค่ารักษาหลังผ่าตัด ถ้าต้องการเสริมแต่งให้มีเต้าเทียมใหม่ ก็
ต้องใช้เงินประมาณ สี่แสนกว่าเกือบ ห้าแสน เฮ้อ ! นี่ยังไม่รวมค่า
รักษาหลังผ่าตัดนะ ร.พ.เอกชนใหญ่ ๆ ก็อย่างนี้แหละนะ
ช่วงนั้น ฉันเกษียณแล้ว หมาน้อยที่เป็นเพื่อนมา 13 ปี ก็จาก
ไปแล้ว เลยได้ช่วยเหลือเขา โดยการปลอบประโลม ให้กำลังใจ
เป็นผู้ดูแลเขา เป็นกำลังใจอยู่ใกล้ ๆ เขา ก่อนส่งตัวเข้าห้องผ่าตัด
ซึ่งเขากลัวมาก ไม่มีลูก ไม่มีสามีมาอยู่เป็นเพื่อนเลย ลูกก็อยู่
ต่างประเทศ สามีก็ค้าขาย เขาคงกลัวว่าจะไม่ฟื้นหลังผ่าตัด คงคิด
ไปต่าง ๆ นานา ตามประสาคนที่ไม่เคยฝึกจิต อีกอย่าง เป็นคน
ชอบคิดในแง่ลบเป็นประจำ ฉันก็ได้แต่เตือนในฐานะแก่กว่าเป็นรอบ
และเป็นเพื่อนบ้าน ไปเที่ยวต่างประเทศด้วยกันทุกปี เลยพอที่จะฟัง
คำพูดปลอบใจของฉันได้บ้าง เขาประหยัด ไม่จ้างพยาบาล ฉันก็
อยู่กับเขาที่ ร.พ. เฝ้าเขา 5 วัน จึงกลับบ้าน วันผ่าตัด กว่าสามี
จะมาเยี่ยมก็ปาเข้าไป 3 ทุ่มกว่า ญาติก็มาเยี่ยมวันรุ่งขึ้น ก็แปลกดี
เนาะ ความผูกพันดูเหมือนมีน้อยมาก นะ
หลังจากนั้น ก็ต้องไปให้คีโม ก็มีฉันและเพื่อนอีกคนช่วยขับรถ
หลังจากคีโม ก็ต้องไปเป็นเพื่อนฉายแสงอีก น่าจะประมาณ ยี่สิบ
กว่าครั้ง ความตระหนกตกใจในเรื่องป่วย ดีขึ้นมากแล้ว เราก็ดีใจ
กับเขา แต่เขาเป็นคนชอบเครียด ปลงไม่ค่อยได้ ความคิดมักชอบ
ไปทางลบ ชอบไปเปรียบเทียบกับครอบครัวอื่น นี่เป็นจุดที่คนเป็น
โรคมะเร็งไม่ควรมีอารมณ์เช่นนั้น เฮ้อ ! เขาก็อยู่ได้หลายปี หลังจากรักษา กินยา แต่โรคนี้ถ้ามีอารมณ์ที่เครียด ก็กลับมาเป็นได้อีก
ลามไปอีกข้าง ตัดอีกข้าง แต่ก็คงไม่ดี ลามไปถึงอวัยวะอื่น ๆ จน
หมอบอกไม่ต้องให้ยา เพราะร่างกายไม่รับยาแล้ว กลับมาเมืองไทย
ไม่นานก็จากไป ชีวิตคนเรา ไม่มีอะไรแน่นอน เมื่อเป็นโรคร้าย
เช่นนี้ ต้องทำใจรับให้ได้ อยู่กับมันให้ได้ อย่าเครียด ถ้าเราตาย
มันก็ต้องตายพร้อมเรานั่นเอง
วันนี้เลยมาเล่าเรื่องที่ครูก็ได้มีประสบการณ์เห็นเพื่อนและมี
โอกาสได้ทำหน้าที่เพื่อนดูแลเขาอยู่ระยะหนึ่ง จ้ะ
โหวดหมวด แนะนำหนังสือ


โดย: อาจารย์สุวิมล วันที่: 12 มกราคม 2569 เวลา:15:38:26 น.  

 
ประคับประคองไม่ใช่นิยมหรอกค่ะ
เป็นการรักษา สำหรับกลุ่มที่รักษาไม่หายแล้ว
(กลุ่มที่หาย เขาก็ curative treatmentได้)
แค่รอเวลา ระหว่างที่รอการจากไป
ก็ต้องมีการประคับประคองใดๆทั้งผู้ป่วยและญาติไปแทนค่ะ
เอกชนก็ได้หมด ตามกำลังทรัพย์ผู้ป่วยและญาติค่ะ


โดย: mcayenne94 วันที่: 12 มกราคม 2569 เวลา:19:20:14 น.  

 
สวัสดีครับคุณก๋า

เป็นหนังสือปกสวยอีกเล่มนึงครับ
ชอบประโยคที่ว่า คนที่เผชิญหน้ากับโรคร้ายก็คือตัวผู้ป่วยเองเท่านั้น ครับ เพราะสภาวะจิตใจของแต่ละคนล้วนซับซ้อน
.
.
.
ช่วงนี้ตามเพจแมวลุงหมอก น่ารักดี บ้านเขาอยู่เชียงใหม่
ก็จะคอยนึกถึงคุณก๋าอยู่ครับ


โดย: มาช้ายังดีกว่าไม่มา วันที่: 12 มกราคม 2569 เวลา:21:35:42 น.  

 
มะเร็งมันหายได้แต่ต้องไม่ใช่ระยะสุดท้าย แต่ถ้าจะให้ดี พยายามหลีกเลี่ยงไม่นำตัวเราเองไปเสี่ยงในสถานการณ์ที่อาจให้เกิดมะเร็งจะดีกว่า


โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 12 มกราคม 2569 เวลา:22:04:00 น.  

 
จริงๆ แล้วมะเร็งมันก็มีหลายสาเหตุ คิดๆ ไปแล้วรัฐไทยก็ไม่ได้ส่งเสริมหรือใส่ใจประชาชนเลย ฝุ่นมาอีกแล้ว แล้วดูแล้วก็จะเป็นแบบนี้ทุกปี มะเร็งปอดจะถามหาย


โดย: โลกคู่ขนาน (สมาชิกหมายเลข 7115969 ) วันที่: 12 มกราคม 2569 เวลา:22:30:04 น.  

 
น่าอ่านทั้งสองเล่มครับ
อ่านแล้วช่วยเยียวยาจิตใจให้กับคนที่ยังคิดไม่ตกกับโรคร้ายที่เป็นอยู่
คุณก๋าได้ซื้อหนังสือของหมอสู้ดิวะหรือเปล่าครับ อยากให้มารีวิวบ้างครับ

อากาศวันนี้ ลดความเย็นลงแล้วครับ ค่าฝุ่นเกินไม่มาก ฝืนวิ่งไปครับ



โดย: สองแผ่นดิน วันที่: 12 มกราคม 2569 เวลา:23:14:19 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิกช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

กะว่าก๋า
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 395 คน [?]




มองฉันอีกครั้ง
เธออาจเห็นฉัน
หรืออาจไม่เห็นฉัน

ฉันแค่แวะผ่านทางมา
และอาจไม่หวนกลับมาทางนี้อีกแล้ว

เราเคยรู้จักกัน
และมันจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป

มองดูฉันอีกครั้ง
เธออาจเห็นฉัน
และฉันอาจมองไม่เห็นเธอ.





[Add กะว่าก๋า's blog to your web]