เราเลือกที่จะเป็นผู้ประสบภัยแบบไหนกัน


ได้คุยกับพี่ที่นับถือท่านนึง เป็นผู้ประสบภัยคนนึงที่ต้องย้ายออกจากบ้านมาเก้าวัน
ทุกวันนี้บ้านตัวเองสภาพเป็นยังไง ไม่รู้ เพราะตั้งแต่ย้ายออกมา ก็ยังไม่ได้กลับบ้านเลย

เราบอกว่า : "พี่เป็นผู้ประสบภัยที่กำลังใจดีมากๆ นอกจากมีสติแล้ว ยังช่วยเตือนคนอื่นให้มีสติด้วย"
พี่ตอบกลับมาว่า : "มันไม่มีทางเลือกนี่ ^^ เราจะเป็นผู้ประสบภัยแบบหมดอาลัยตายอยากหรือกำลังใจดี น้ำก็ท่วมเท่าเดิม ..."

พี่เค้าพูดถูกเลยหละ

การมองโลกและเข้าใจโลกที่เป็นอยู่
อย่าไปขวาง สวนทางมัน หรือ อยากเปลี่ยนโลกให้เป็นอย่างที่เราต้องการ

ในฐานะผู้ประสบภัยเช่นเดียวกัน แต่ต่างเวลาต่างสถานที่
"กำลังใจ ความหนักแน่น และการครองสติ เป็นเรื่องสำคัญ"

เมื่อสติหลุด นอกจากตัวเองจะสับสนแล้ว เรายังช่วยเหลือคนอื่นไม่ได้อีกด้วยนะ

พี่คนนี้ ชอบเล่านิทาน (ธรรมะ) ให้ฟัง (อ่าน) ก่อนนอน
อ่านเพลินๆเป็นนิทาน
อ่านบ่อยๆก็ขัดเกลาจิตใจได้

ยินดีที่ได้รู้จักพี่คนนี้มากๆ ได้ซึมซับสิ่งดีๆ โดยไม่รู้ตัว

สำหรับสถานการณ์ตอนนี้ชอบคำพูดนึงของพี่เค้าคือ : "ถ้าน้ำจะสูงขึ้นเราห้ามไม่ได้หรอก แต่ระวังอย่าให้จิตใจอยู่ในระดับที่ต่ำลง"

ลองค้นหาดูว่าพี่เค้าเป็นใคร เจอแล้วก็ชวนมาอ่านนิทาน และรับเรื่องราวดีๆ เพื่อยกระดับจิตใจเราเอง




 

Create Date : 21 ตุลาคม 2554   
Last Update : 21 ตุลาคม 2554 20:52:12 น.   
Counter : 235 Pageviews.  


เรื่องเล่าของเด็กๆ

ก่อนอ่านต้องแจ้งก่อนว่า "เป็นเรื่องเล่า" อ่านแล้วห้ามตะหนกตกใจ อ่านแล้วผ่านเลยไป อย่าคิดอะไร

มันเป็นเรื่องราวที่ได้รับมาตั้งแต่วันที่ 15 แล้วหละ แต่ช่วงนี้ทำงานยุ่งเลยไม่มีเวลาจะเขียนลงบล๊อคสักที
วันนี้กลับมาเปิดอ่านอีกที และจะหาอ้างอิง ข้อความก็หายไปซะแล้ว เหลือแค่บทสนทนาฝ่ายเดียว

เรื่องราวของแผ่นดินไหว

เด็กๆในเซนได เค้าเล่ากันว่า เมื่อหลายวันก่อน คุณครูในโรงเรียนบอกเด็กๆว่าจะแต่งงานปลายๆเดือนตุลาคมนี้ เชิญเด็กๆไปร่วมงานได้นะ
เด็กในห้องคนนึงก็พูดลอยๆออกมาว่า "ถึงสิ้นเดือน ทุกคนที่นี่ก็ตายหมดแล้ว ไม่มีใครไปงานได้หรอก"
ทำให้คุณครูถึงกับขนลุกเลยทีเดียว

แต่ . . . เรื่องเล่า ก็คือเรื่องเล่านะ

มันเป็นที่สนใจในบรรดาคุณแม่ทั้งหลายตอนไปรับเด็กๆที่โรงเรียน แล้วเด็กคุยกันให้ฟัง
ว่าก่อนแผ่นดินไหวใหญ่วันที่ 11มีนาคมที่ผ่านมา ก็มีเด็กๆพูดแบบนี้หละ แต่ไม่มีใครใส่ใจ

เด็กหลายคนเหมือนจะมี sense แต่เชื่อได้หรือไม่ จริงหรือไม่ เราว่าเป็นความบังเอิญ

พอเดาถูก ก็แทบเอาผ้าสามสีมาผูกคอขอหวย ทั้งๆที่มีเรื่องไม่ได้เข้าเป้าเยอะแยะ กลับไม่ได้สนใจเอามาเปรียบเทียบกัน (ทุกๆเรื่องหละ เช่นใบ้หวยไรงี้)

อีกกรณีที่เราสนใจ เพราะเห็นคนญี่ปุ่นชอบพูดถึง "อาการหูอื้อ ก่อน แผ่นดินไหว"

อันนี้เคยคุยกับคุณหมอท่านนึง เค้าบอกว่า เคยมีงานวิจัยนะว่ามันสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน
(แล้วคุณหมอก็ส่งเอกสารงานวิจัยมาเป็นภาษาอังกฤษ เราไม่ได้อ่านหรอก เพราะไม่ค่อยถูกกับภาษาปะกิดเท่าไหร่)

ถ้าใครใช้ twitter หรือลอง search เล่นๆเป็นภาษาญี่ปุ่นว่าหูอื้อก็ได้ (耳鳴り)
ส่วนใหญ่จะพาดพิงไปถึง "แผ่นดินไหว"
เค้าว่า ก่อนแผ่นดินไหว หูจะอื้อน่ะ

รูปด้านล่าง เรา crop มาจาก twitter ที่อีกฝ่าย (เล่าเรื่องเด็กๆ) เค้าลบข้อความไปแล้วหละ
เหลือแค่นั้น

*หลายๆคนเชื่อว่า สิ้นเดือนนี้น่าจะมีแผ่นดินไหวแรงๆอีกครั้ง*
ก็รอดูกันไปว่า มั่วมั้ย

แต่สิ่งที่ลืมไม่ได้คือ การเตรียมตัว เตรียมสติให้พร้อมอยู่เสมอ เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินนะคะ

Photobucket

*เพื่อนๆที่เข้ามาอ่าน อ่านแล้วผ่านไปนะ ไม่ต้องใส่ใจ เอาไว้เรื่องเล่ามันแม่นแป๊ะ ค่อยมาคุยกันว่า เราจะเอาแป้งไปโรยเด็กที่เซนได แล้วขอหวยดีมั้ย*

ปอลิง ... เป็นความเชื่อส่วนบุคคล (เราเขียนเป็น memo/diary ของเราเอง มิได้มีเจตนาเขียนเพื่อการหลอกลวง หรือปั่นป่วนสร้างความหวาดกลัวให้ใคร)





 

Create Date : 20 ตุลาคม 2554   
Last Update : 20 ตุลาคม 2554 20:59:53 น.   
Counter : 494 Pageviews.  


อีกหนึ่งคดีที่ไม่ลืม ชีวิตที่ญี่ปุ่น เรื่องอย่างกับนิยายสืบสวนสอบสวน

คดีที่เกิดขึ้นเพิ่งถูกสะสางไปวันนี้ หลังจากที่เมื่อวานได้มีพูดถึงให้ฟังไปบ้างแล้ว เกี่ยวกับการโจรกรรมในบ้าน

เกือบสองเดือนที่ผ่านมา สังเกตเห็นว่ามีเงินหาย แต่ไม่ได้ติดใจอะไร
เดือนที่แล้ว เงินลดลงน่าแปลกใจ กระปุกใส่เงินจะมีทั้งหมด 4กระปุก แยกตามประเภทเหรียญ
และมีกระปุกที่ใส่เหรียญรวม ซึ่งทั้งหมดจำนวนเหรียญไม่ทราบมูลค่า

อาทิตย์หลัง จึงเริ่มทำการถ่ายรูปกระปุกเหรียญทุกวัน
และนำมาเปรียบเทียบทุกคืน ก็สังเกตเห็นชัดๆว่า ปริมาณเหรียญในกระปุกลดลงไปมาก

สี่วันที่แล้ว จึงเริ่มดำเนินการติดกล้องวงจรปิดภายในบ้านเบื้องต้นหนึ่งตัว

สามวันหลัง เราล่อเหยื่อด้วยการแลกเหรียญเพิ่ม เป็นหลักหมื่นๆเยน
เพื่อใส่ในกระปุก และ ตั้งค่ากล้องวงจรปิด เมื่อมีคนเดินผ่านระยะใกล้จุดที่วางเงิน

************************

ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ (16-17-18) เราไม่อยู่บ้านและไม่เข้าออฟฟิศจนทุกๆคนกลับออกไป
ไม่มีอะไรผิดปกติ เงินไม่หาย และ กล้องวงจรปิดไม่ได้จับความผิดปกติที่ตัวบุคคลใดๆ

วันศุกร์ (เป้าหมายที่เราคิดว่าน่าจะเป็นคนร้าย) เราให้พนง.คนนี้เข้ามาทำงานคนเดียว
และให้ลูกน้องรวมทั้งคุณเจ้านาย ทั้งหมด ห้าคน ไปทำงานกับเราด้วยกันทั้งหมด
(ถ้าจำได้ คือวันที่เราถ่ายรูปวันฟ้าสวยให้ดู)

จนเมื่อวานนี้( วันจันทร์ที่ 19) เราออกไปซื้อของส่วนตัวข้างนอก
อีกคนออกไปซื้อของเข้าบริษัท พนักงานทำงานสามคน/หนึ่งคนวันหยุด
หลังจากกลับเข้ามาบริษัทเพื่อเก็บของ ก็ทำการเปิดกล้องวงจรปิดดู

กล้องเราติดไว้ที่ชั้นสอง ซึ่งเป็นส่วนห้องนั่งเล่น เชื่อมต่อไปชั้นสามเป็นชั้นออฟฟิศ
*จุดนี่คือที่เกิดเหตุ*
อีกฝั่งจะเป็นห้องนอนเราเอง

เราก็รีรีนภาพตั้งแต่วันอาทิตย์ เพราะกล้องวงจรปิดรุ่นนี้ จะไม่บันทึกภาพที่ไม่เกิดความเคลื่อนไหว
เมื่อมีสิ่งเคลื่อนไหวใกล้รัศมีที่เราตั้งค่าไว้ กล้องจึงจะบันทึกลง memory card

ระบุจากในกล้องว่ามี มีความเคลื่อนไหวสามครั้ง

ภาพที่เห็นแบ่งเป็นสามครั้ง สามเวลาตามนี้

09:23 คนร้ายเดินมาสำรวจจุดเกิดเหตุ โดยที่ไม่ได้สัมผัสของใดๆบนชั้นวางของเลย
10:24 คนร้ายเดินมาดูอีกครั้ง พร้อมกับหายไปไม่ถึง 20วินาที กลับมาพร้อมกับทิชชู่ในมือ และทำการลงมือใช้ทิชชู่เปิดกระปุกและหยิบเงิน สองครั้ง
15:xx คนร้าย ใช้ทิชชู่เปิดฝาเพื่อหยิบเงินในกระปุกอีกครั้ง

ภาพที่จับได้ เป็นใบหน้าพนักงานคนใหม่ที่เราเพิ่งรับเข้ามาทำงานไม่ถึงสองเดือน
ภาพชัด จนไม่สามารถปฎิเสธได้ คืนนั้นเรา copy file ข้อมูลทั้งหมดใส่ HD และ CD
เพื่อเตรียมทำการส่งต่อให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ
โดยที่เรายังไม่แจ้งให้ใครในบริษัททราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

วันนี้ทุกคนมาทำงานปกติ เราก็แทบไม่ได้นอน เพราะมีเรื่องต้องกังวลต่อจากนี้
จนเมื่อตอนสาย เราเรียกคนที่ทราบเรื่อง มาประชุมพร้อมกันสี่คน หน้าห้องเรา
พร้อมกับเปิดภาพจากกล้องวงจรปิดให้ทุกคนดู

จึงทำการตกลงกันว่า การพูดคุยต่อรองภายในน่าจะเป็นขั้นต้นที่สมควรทำก่อนที่จะแจ้งดำเนินคดีกับตำรวจ
เราจึงไปค้นเอกสารใบสมัครงาน โทรศัพท์หาผู้ค้ำประกัน (การสมัครงานในบริษัทใดๆที่ญี่ปุ่นต้องมีผู้รับรองและค้ำประกัน)
ซึ่งกรณีของคนร้าย เป็นพ่อแม่ อาศัยอยูที่จังหวัดโอซาก้า

เหตุการณ์วันนี้เราไม่เข้าไปมีส่วนร่วม เก็บตัวอยู่ในห้อง และให้อีกสามคนเป็นคนจัดการเรื่องแทน
เริ่มจากการโทรศัพท์ไปพูดคุยกับผู้รับรองก่อน แล้วจึงให้เจ้าตัวลงมาทำการตกลง

*******************************

ท้ายที่สุดผลของการตกลง เป็นการยอมความ
ทางฝ่ายผู้รับรองค้ำประกัน ยินดีชดเชยค่าเสียหายเป็นเงินจำนวนหนึ่ง
ซึ่งตามหนังสือยินยอมความระบุไว้ว่า
เราเรียกค่าเสียหายจาก ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งกล้องวงจรปิด จำนวนเงินที่ถูกโจรกรรม ค่าเปลี่ยนกุญแจตึกใหม่ทั้งหมด การติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มเติมเพื่อป้องกันคนร้ายกลับมาที่นี่อีก และค่าเสียเวลาที่ทำให้การทำงานของบริษัทหยุดชะงัก

*ซึ่งทั้งหมดนี้ เราควรจะได้มากกว่า เงินที่ผู้รับรองค้ำประกันจ่ายมาให้*

**บริษัทหยุดทำงานหนึ่งวัน+พนักงานหยุดงานสามคนเพื่อดำเนินการเรื่อง+หลังจากที่คนร้ายถูกไล่ออก มีผลต่องานที่ค้างคา บริษัทเราเสียหายมากหรือเท่ากับจำนวนเงินที่จ่ายให้**

ดูเหมือนว่า ทุกอย่างจะจบลงด้วยดี

แต่ความหวาดระแวงที่เกิดขึ้นมันไม่ได้ทำให้เรามีชีวิตแบบปกติสุขได้อีกต่อไป
--คนร้ายมีโอกาสกลับมาที่นี่เสมอ--
ตลอดเวลาสองเดือนที่นี่ รู้เวลาเข้า-ออกของพนักงานทุกคน
ประตูเข้า-ออก การดำเนินชีวิตในทุกๆวัน คนร้ายมีข้อมูลอยู่แล้ว

สิ่งที่เรากำลังปรึกษากันคือ การแยกบริษัทกับบ้านให้ออกจากกัน

มันเป็นเรื่องที่ "ควรทำ" ตั้งแต่ตั้งบริษัทครั้งแรกอยู่แล้ว
หาน้อยมากที่จะมี Home Office แบบนี้ แต่ด้วยเหตุผลและปัจจัยหลายๆอย่าง

เราทำได้ดีที่สุดคือการดูแลปกป้องตัวเองเมื่ออยู่คนเดียว และระหว่างการเดินทาง
รวมถึงการติดตั้งกล้องวงจรปิด ที่ทำให้สบายใจได้บ้าง (หน่อยเดียว)

*อะไรจะเกิดก็คงจะเกิด ถ้าคิดจะหนี ก็คงต้องหนีไปตลอดชีวิต บางอย่างมันก็หนีไม่พ้น จริงมั้ย*




 

Create Date : 20 กันยายน 2554   
Last Update : 20 กันยายน 2554 21:26:16 น.   
Counter : 526 Pageviews.  



Valentine's Month


 
katlovedonald
 
Location :
Tokyo Japan

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




-Apparel Fashion online shop (Owner)
-ครูสอนภาษาไทยให้คนญี่ปุ่น タイ語教師
-Local Guide @Tokyo

Online shop : http://www.rakuten.co.jp/azastyle/
twiiter : @redlovetree
website : http://www.japaijapan.com
Facebook : http://www.facebook.com/kpanarat
Multiply : http://www.multiply.com/lpanarat
[Add katlovedonald's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com