ผมเป็น"ทหารอเมริกัน" ครับผม !

วันนี้จะเขียนถึงเรื่องญาตินะคะ เป็นทหารอเมริกันค่ะ ซึ่งหลังจากเรียนเรียนจบไฮสคลูเเล้ว ใด้ไปสมัครเป็นทหารอเมริกัน ซึ่งขณะนั้นถือกรีนการ์ดอยู่

เเม้ว่าตอนนี้ก็ตาม คนที่ต้องการเป็นทหารอเมริกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นยูเอสซิติเซ่น มีเพียงกรีนการ์ด จบไฮสคูลก็สมัครใด้เเล้ว เเละอายุต้องไม่เกิน 36 ปี ซึ่งเมื่อเข้าไปเเล้วคุณเริ่มจากพลทหารก่อน ไม่มีสิทธิ์เป็น officerหรือเทียบกับนายร้อยบ้านเราประมาณนั้น

ภาพข้างล่างนี้ เห็นเป็นฝรั่ง ใช่ว่าจะเป็นอเมริกันทุกคน อาจเป็นพวกฮองกี้ที่มาจากยุโรปฯ สังเกตุในมือถือใบเปลี่ยนสัญชาติ เเสดงว่าพวกเขาเป็นทหารตอนถือกรีนการ์ด





USCIS มีบริการพิเศษสำหรับทหารเเละครอบครัวที่ถือกรีนการ์ด ตามที่อยู่เเละเบอร์โทรที่เห็น



โดยให้ความช่วยเหลือทางด้านข้อมูลข่าวสาร ในการขอเปลี่ยนสัญชาติ,การนำสมรส-คู่หมั้น เข้ามาอยู่อเมริกา เเละอื่นๆที่เกี่ยวกับอิมิเกรชั่น ลองอ่านดูค่ะ (ทหารที่ยืนถือธงยิ้มฟันขาวนี้ ถ่ายในวันสาบานตนในการเปลี่ยนสัญชาติ)


เเละหากเบื่อเป็นทหารเเล้ว ลาออก อยากจะไปเป็นครูโรงเรียนรัฐ เข้าไปดูที่ link นี้เป็นเรื่องของทหารที่ปลดประจำการ สามารถไปทำงานเป็นคุณครูของโรงเรียนรัฐบาลใด้ "คลิกที่นี่"

คนอเมริกันส่วนใหญ่ เมื่อเรียนจบไฮสคูล ก็มีชีวิตเป็นของตัวเอง..มีครอบครัวเป็นของตัวเอง ต้องทำงานหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว..


รูปญาติตอนเข้าประจำการใหม่ๆ





เมื่อเข้าไปประจำการเเล้ว เขาเลือกประจำหน่วยรถถัง เเละถูกส่งประจำที่เยอรมัน เขาเล่าถึงเรื่องทหารประจำรถถังให้ฟังว่า..

รถถัง1คันมีทหารประจำรถถึงทั้งหมด4นาย

ทหารคนที่1 เป็นพลทหาร เริ่มทำงานใหม่ จะทำหน้าที่เป็นคนขับ
ทหารคนที่ 2 เป็นสิบตรี มีหน้าที่ถือเเผงลูกกระสูนปืน
ทหารคนที่3 เป็นสิบโท มีหน้าที่ยิงคู่ต่อสู้
ทหารทั้ง3คนนี้ นั่งอยู่ในรถถัง..

อ้าว... แล้วพลขับนั่งอยู่ในรถ จะมองเห็นทางใด้ยังไงหล่ะ?

คนยิงก็เหมือนกันนั่งอยู่ในรถ เพียงเเต่ปากกระบอกปืนยื่นออกไปนอกรถนิดเดียว เเล้วจะรู้ใด้ไงว่าจะยิงไปทางไหน?


ทางนี้ค่ะ อ่านต่อทางนี้. ..!

ทั้ง3นายนี้มี คอมเเมนเด่อร์ คือทหารนายที่4 เป็นสิบเอก ซึ่งเป็นคนเดียวที่ยืนอยู่บนรถถังคอยออกคำสั่งให้พลขับเลี้ยวซ้า เลี้ยวขวา ตรงไปหรือถอยหลัง เเละมีหน้าที่สั่งให้ยิง ทิศทางไหน


เขาเล่าว่าตอนเข้าประจำการครั้งแรก เป็นพลทหาร มีหน้าที่ขับรถตามคำสั่งของคอมมานเด่อร์ ต่อมาใด้เป็นสิบตรีคอยถือ+ส่งแผงกระสุนปืน ต่อมาเป็นสิบโททำหน้าที่ยิงตามคำสั่ง และเป็นคอมมานเดร์(สิบเอก)ในที่สุด...

ที่เยอรมันหนาวมากๆ น้ำในกระติกที่สำรองใว้ดื่มที่เหน็บอยู่ข้างเข็มขัดกลายเป็นน้ำแข็ง เวลาจะดื่มต้องจุดไฟละลายน้ำแข็งก่อน

อาหารก็ทานอาหารกระป๋องเปิดฝามาปุ๊ปทานทั้งยังงั้นเลยบางครั้งน้ำมันลอยเยิ้ม..ก็ต้องทาน

ตอนฉี่..พอน้ำปัสสาวะพ้นจากปลายท่อเท่านั้นแหละ...กลายเป็นสายน้ำแข็งเลย

เรื่องอาบน้ำ..เป็นเดือน..ต้องรอกลับเข้าหน่วยก่อน

เขาเล่าแบบติดตลกว่าเวลาอาบน้ำ เมื่อใด้ยินเสียงนกหวีดปี้ด ทุกนายต้องรีบไปอาบน้ำ แก้ผ้าอาบ ยืนเรียงกันเป็นแถวๆ ไม่มีเวลามาก้มมองของใครเป็นอย่างไร...

มีอยู่อย่างนึงเรื่องผมของคนผิวสี เวลาถูกน้ำมันจะไม่เปียกเหมือนผมพวกเรา มันเหมือนมีแว็กมาเคลือบอยู่ พอราดน้ำลงไป มันก็กระเด็นไปทางอื่นหมด เขาว่ามันแปลกดี..

การไปประจำที่เยอรมันครั้งนี้ เขาเกือบตาย..

เพราะเขาเป็นคอมมานเดอร์ เป็นคนเดียวที่เอาตัวออกมานอกรถถังโพล่มาเเค่ครึ่งตัวเพื่อเป็นตาให้กับพลขับและคอยมองข้าศึก อีกทั้งต้องออกคำสั่งให้เตรียมยิงทางซ้ายหรือทางขวา การโพล่อยู่บนนั้น จึงเป็นจุดล่อเป้าใด้เป็นอย่างดี..เขาจึงโดนฝ่ายตรงกันข้ามซึ่งซุ่มอยู่ยิงเข้าที่หน้าท้องแผลเหวะ สลบไป4วัน ทุกคนลงความเห็นว่าตายเเน่

แต่เขากลับฟื้นและมีสติกลับมา ค่อยๆจำเรื่องราวใด้เอาวันที่ 6 ที่7 เมื่อรักษาตัวหายดีแล้ว เขาถูกส่งกลับออกไปสงครามอีก ซึ่งเขาและเพื่อนๆทหาร ต่างอยากกลับบ้านกันทั้งนั้น

แต่กฏบอกว่า..จะกลับบ้านใด้ต่อเมื่อสูญเสียอวัยวะ ไม่ครบ32 จะถูกส่งกลับบ้านพร้อมใด้รับเบี้ยบำนาญ เพื่อนผิวสีคนนึงใจเด็ดมาก ยิงนิ้วโป้งตัวเอง หมอต้องตัดนิ้วทิ้งเพราะความแรงของกระสุนปืน ทำให้กระดูกแตกละเอียด

คนผิวนี่คนนี้บอกผู้บังคับบัญชาว่า"ปืนลั่น" ก่อนออกจากหน่วยเพื่อจะกลับบ้านเขาตะโกนใส่กลุ่มเพื่อนซี้ว่า "กูใด้ไปหาลูกหาเมียแล้วโว้ย..กลับบ้านคราวนี้ใด้เงินบำนาญกินตลอดชีวิตด้วยโว้ย ฮ่าฮ่า...”

เเต่ญาติเราที่โดนยิงที่ท้องเป็นรูกลวงเกือบตาย พอรักษาตัวหายส่งกลับไปรบอีก คืออย่างนี้ค่ะ เคสของเขา ถือว่าไม่สูญเสียอวัยวะ เพราะหมอ patch hole (ปะรู)ให้แล้ว หมอลงความเห็นว่าทุกอย่างยังอยู่ครบ กลับไปรบต่อใด้ เขาอธิบาย...

กรณีของคนผิวสีที่ยิงนิ้วเท้า ใส่ถุงเท้ารองเท้าซะก็ไม่มีใครเห็นว่าเป็นคนพิการ

สิ่งที่เขาภูมิใจคือ เขาใด้รับใบเกรียติคุณจากมือของผู้บังคับบัญชาการทหารสูงสุดที่วอชิงตันดิซี ซึ่งน้อยคนนักที่จะใด้รับรางวัลแบบนี้ในขณะนั้น เขาเล่า





เขาสมรสกับสตรีชาวอเมริกัน มีบุตรด้วยกัน2คน









นอกจากนี้เขายังเล่าเรื่องการเหยียดผิวสีของคนที่นี่ให้ฟัง สมัยที่เขาไปอเมริกาใหม่ๆ การเหยียดผิวยังมีให้เห็น ครั้งหนึ่งเขาไม่สบายต้องไปโรงพยาบาล เมื่อถึงตอนนั่งรอเรียกชื่อ มีคนนั่งรออยู่ก่อนหน้านี้พอประมาณ เขาเห็นมีเก้าอี้เเบ่งเป็น2ฝั่ง เก้าอี้ฝั่งซ้ายมีป้ายติดว่า "สำหรับนิโกร" ฝั่งขวาเขียนว่า"สำหรับผิวขาว" เขายืนลังเลอยู่พักนึง ไม่รู้จะนั่งฝั่งไหนดี?

คิดซักครู่...เขาจึงลากเก้าอี้มานั่งฝั่งตรงกลาง!


ผู้อ่านที่สนใจต้องการสมัครเป็นทหารอเมริกัน คลิกที่นี่ officialarmy ,goarmy.com

ขอบคุณที่เเวะมาค่ะ





Create Date : 26 กุมภาพันธ์ 2552
Last Update : 27 พฤศจิกายน 2553 21:32:25 น. 0 comments
Counter : 8894 Pageviews.

Quel
Location :
ชิคาโก้ United States

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 163 คน [?]




ไดอารี่บันทึกเรื่องยุ่งๆชีวิตวุ่นๆ ของซิงเกิ้ลมัมลูก2 อพยบไปอยู่อเมริกาเมื่อปี 2003 อาศัยอยู่รัฐจอร์เจียเป็นระยะเวลา8ปี ปัจจุบันย้ายไปอยู่ที่ชิคาโก้ค่ะ

เริ่มเขียนบล็อกเมื่อ 01 กุมภาพันธ์ 2552 เขียนตามประสพการณ์ชีวิต เเละเรื่องอื่นๆที่ได้เจอมาค่ะ


บล็อกอัพเดท
1.เเม่น้ำสีเขียว

2.กลับเมืองไทย

Please visit my FaceBook คลิ๊กที่นี่

วิวทะเลสาบมิชิเเกน ที่ชิคาโก

The Bean ยามค่ำคืนที่สวนสาธารณะมิลลิเนี่ยม พาร์ค
เเบบจำลองเมืองชิคาโก
ขบวนวงโยธวาธิต ของนักเรียนมัธยมปลาย ที่ชิคาโก ปี2016
วันสดใส มีเเดดออก หลังหิมะตก
360ชิคาโก ตึกJohn Hancock
พาเเหลดวันขอบคุณพระเจ้า/ขบวนวงโยธวาธิต
Group Blog
 
 
กุมภาพันธ์ 2552
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
 
26 กุมภาพันธ์ 2552
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Quel's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.