ปวดหัวกับเรื่องเอกสารราชการไทย+เล่าเรื่องอดีตเมื่อครั้งติดคุกที่เมืองไทย

เรามีโครงการจะเดินทางไปต่างรัฐ การไปครั้งนี้จะเดินทางโดยเครื่องบินค่ะ

การเดินทางโดยเครื่องบินจะทำให้เรานึกถึงเรื่องพาสปอร์ต ถึงเเม้ว่าการเดินทางภายในประเทศ Domestic จะใช้เพียง ID.ก็ตาม


วันนี้เลยเอาพาสปอร์ตมาเปิดดู ปรากฏว่าหมดอายุกันเเล้วทุกคน เเต่ที่เป็นปัญหาคาดว่าไม่สามารถต่ออายุใด้คือพาสปอร์ตของน้องออม เหตุที่กล่าวว่าไม่สามารถต่ออายุพาสปอร์ตให้น้องออมใด้นั้น เรื่องมีอยู่ว่า...


หลังจากที่เราอพยบมาอยู่อเมริกาเมื่อ 6ปีที่เเล้ว เราประสบปัญหาชีวิตเป็นอย่างมาก ซึงในขณะนั้นอยู่ในระหว่างการดำเนินการเรื่องหย่ากับอดีตสามีคนที่2 คือพ่อของน้องมุก (น้องออมกับน้องมุก เกิดจากเเม่เดียวกันเเต่คนละพ่อค่ะ) เเละในขณะเดียวกันก็กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการยื่นเรื่องการขอกรีนการ์ดด้วยตัวเอง โดยทำเรื่องเองทั้งหมดไม่ใด้จ้างทนาย ในขณะนั้นไม่ใด้ยื่นเรื่องขอกรีนการ์ดขอให้น้องออม (ส่วนน้องมุกเป็นอเมริกันซิติเซ่นค่ะ) คิดว่าของน้องออมเอาใว้ก่อนก็เเล้วกัน ยื่นเรื่องของเเม่ไปก่อน ปรากฏว่าอิมมิเกรชั่นมีจดหมายเเจ้งกลับมาว่าเมื่อเเม่ยื่นเรื่องเเล้ว ต้องยื่นเรื่องให้ลูกด้วยพร้อมกัน โดยต้องส่งเอกสารของลูกพร้อมค่าธรรมเนียมกลับไปใหม่


ในระหว่างที่กำลังรวบรวมเอกสารเอกสารของน้องออมเเละรอรวบรวมเงินอยู่ ปรากฏว่าค่าธรรมเนียมกรีนการ์ดขณะนั้นสามร้อยกว่าดอลล์ เขาขึ้นราคาเป็นพันกว่าดอลล์พอดี เราเลยต้องเสียค่าธรรมเนียมในราคาใหม่

เรื่องดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยจนกระทั่งใด้รับจดหมายจากอิมมิเกรชั่นถึงวันนัดให้ไปสัมภาษณ์ ในจดหมายเเจ้งลายละเอียดว่าในวันนั้นเราต้องเตรียมเอกสารสำคัญอะไรไปด้วยเพื่อไปยื่นกับทางเจ้าหน้าที่ เอกสารทุกอย่างต้องไม่หมดอายุ


เรารวบรวมเอกสารเเละตรวจดูวันหมดอายุทุกอย่างเรียบร้อยเหมือนเช่นเคย ยกเว้นอยู่อย่างเดียวคือพาสปอร์ตของน้องออม ซึ่งหมดอายุพอดี

เราจึงยื่นเรื่องเพื่อขอต่ออายพาสปอตส์ให้ลูกพร้อมกับส่งเอกสาร,พาสปอร์ตตัวจริง, คำร้องพร้อมค่าธรรมเนียม ส่งจดหมายลงทะเบียนไปที่สถานทูตไทยประจำรัฐวอชิงตันดีซี


1อาทิตย์ต่อมา เราโทรไปที่สถานทูตเพื่อตามเรื่อง เจ้าหน้าที่ตอบกลับมาว่า เอกสารที่ส่งไปใด้รับเเล้ว เเละใด้ทำการตรวจเอกสารที่ส่งมา พบว่าขาดหลักฐานสำคัญอยู่1ตัว คือ"ใบปค. 14"

อะ ! ปค.14นี่มันใบอะไรหนอ? ไม่เคยใด้ยินเเละไม่รู้จัก ไม่มีหรอกค่ะใบนี้หน่ะ ฉันตอบเจ้าหน้าที่ไป




"ใบปค.14 "นี้คือมันใบปกครองบุตรค่ะ ดังมีลายละเอียดต่อไปนี้

-กรณีเคยจดทะเบียนสมรส แล้วหย่ากับพ่อของลูก ตอนไปหย่า พนักงานจะมีการสอบปากคำและลงบันทึกไว้ในทะเบียนหย่า หรือ คร.6 เกี่ยวกับ บุตร และทรัพย์สินต่างๆ ถ้าในนั้นมีการบันทึกไว้ว่า บุตรอยู่ในอำนาจการปกครองของมารดาแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งส่วนนี้ จะมีประโยชน์มาก โดยที่เราที่เป็นคุณแม่ไม่จำเป็นต้องไปร้องขอใบ ปกครองบุตร หรือ ปค. 14 สามารถนำใบทะเบียนหย่า หรือ คร.6 ตัวนี้ใช้แทนในการทำ passport และ ขอ Visa ได้เลย

กรณีที่ต้องร้องขอใบ ปกครองบุตร หรือ ปค.14

- ถ้าในทะเบียนหย่า (หรือ คร.6) ไม่มีบันทึกเกี่ยวกับบุตร ถือว่าบุตรอยู่ในอำนาจการปกครองของทั้งบิดาและมารดา หรือ มีบันทึกไว้ว่า ว่า บุตรอยู่ในอำนาจการปกครองของบิดา แม่ต้องไปร้องขอต่อศาลครอบครัว และศาลจะนัดสอบปากคำทั้งบิดาและมารดาของเด็ก และเด็กด้วย และอีกฝ่ายต้องเซ็นยินยอมว่าจะให้เด็กอยู่ในค วามปกครองของใคร แล้วศาลจะให้ใบคำพิพากษาจากศาลมาให้ (ซึ่งต้องเป็นใบคำสั่งศาลที่คดีมีคำสั่งสิ้นสุด) โดยมีรายละเอียดบอกไว้ชัดเจนว่า ลูกอยู่ในความปกครองของใครโดยสิทธิขาดจากศาล เราสามารถใช้ใบศาลตัวนี้ไปยื่นขอใบปกครองบุตรที่อำเภอได้เลย โดยไม่ต้องใช้พยานเลย

- หรือในกรณีที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส แต่มีบุตรเกิดขึ้น และแม่เป็นผู้เลี้ยงดูตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จะถือว่าแม่มีอำนาจปกครองลูกแต่เพียงผู้เดียวค่ะ สามารถร้องขอใบ ปค.14 นี้ได้ ณ ที่ทำการอำเภอที่เราและลูกมีทะเบียนบ้านอยู่ เพื่อให้ทางอำเภอสอบปากคำ พร้อมพยานรู้เห็นอีก 2 คน (หรือตามจำนวนที่แต่ละอำเภอต้องการ ซึ่งไม่เหมือนกันต้องสอบถามทางอำเภอ) เพื่อให้อำเภอออกใบ ปกครองบุตร หรือ ปค.14 นี้ให้เรา และต้องมีรายละเอียดบอกไว้ว่า มารดาเป็นผู้มีอำนาจในการปกครองบุตรและสามารถเซ็นยินยอมเอกสารต่างๆ แทนบุตรได้ เมื่อได้ใบนี้มาจึงจะสามารถนำใบจริงไปทำ passport ให้ลูกได้ และนำไปยื่น Visa ได้จ้า ต้องเก็บรักษาไว้ดี ๆ และcopy ไว้หลาย ๆ ใบนะคะ

ส่วนเอกสารต่าง ๆ ในการขอใบ ปค. 14 มีดังนี้ค่ะ

1. ทะเบียนบ้านตัวจริง แม่+ลูก
2.บัตรประชาชนแม่ และพยาน + สูจิบัตรลูก
3.พยาน 2 คน หรือข้าราชการ ซีต่าง ๆ

อ่านจบฉันจึงเข้าใจว่า ใบปค.14 มันป็นเเบบนี้นี่เอง...


เราตอบเจ้าหน้าที่กลับไปว่าไม่มี ….ทำใมเมื่อครั้งที่เราทำพาสปอร์ตน้องออมที่เมืองไทย เจ้าหน้าที่ไม่เห็นขอ ไม่เห็นถามถึงปค.14 ปล่อยให้ทำพาสปอร์ตใด้จนเดินทางมาถึงอเมริกา เเละเมื่อต้องการจะต่ออายุพาสปอร์ตเเล้วกลับมาขอเอาที่นี่ จะให้ไปเอาที่ไหนมาให้ล่ะค่ะ จะให้กลับเมืองไทยไปทำเรื่อง ปค.14 กระนั้นเลยหรือคะ?


เจ้าหน้าที่ตอบว่า "คงไม่ต้องถึงยังงั้น ให้โทรไปหาพ่อเเม่หรือญาติที่เมืองไทย ทำให้ใด้"


เราโทรกลับไปหาเเม่ทางเมืองไทย อธิบายให้เเม่ฟังว่าต้องการใช้ด่วนเลยเพื่อต้องการนำไปต่ออายุพาสปอร์ตน้องออม เพื่อนำพาสปอร์ตนี้ไปเป็นหลักฐานเเสดงให้เจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นดูในวันในสัมภาษณ์กรีนการ์ด

"ใบอะไร เเม่ไม่รู้เรื่อง?เเม่ทำไม่เป็น"

เเม่ตอบกลับมาเเบบนี้ เเม้จะพยายามอธิบายกี่ครั้งๆ เเม่ก็ตอบกลับมาเเบบเดิม ถึงเเม้เราขอร้องพี่สาวให้ช่วยทำำธุระให้ด้วย เเต่เขากลับบอกว่า ไม่รู้เรื่องเอกสารทางราชการ ให้เราบินกลับไปทำเอง...


เราไม่น้อยใจเเม่ ไม่โกรธพี่ๆ เราโกรธตัวเองต่างหาก ที่โทรไปหาเเม่ เเละนำความลำบากใจมาให้ ทั้งๆที่เราทราบดีว่า พวกเขาไม่อยากเป็นธุระอะไรให้เราอีกต่อไปเเล้ว เหตุผลเพราะ "พ่อของน้องออม"ค่ะ


ออมกับน้อง
>



ขอเล่าเรื่องย้อนหลังเเบบย่อๆถึง"พ่อของน้องออม" ที่ทำใว้กับครอบครัวของเรา เพื่อเป็นข้อมูลอ้างอิงถึงที่มาว่าทำใมเเม่เเละพี่ๆเราจึงไม่อยากทำธุระให้


เริ่มเรื่องค่ะ

เราเเละพ่อของน้องออมตกลงอยู่กินฉันท์สามีภรรยาโดยมิใด้จดทะเบียนสมรส โดยที่เขาเป็นฝ่ายย้ายเข้ามาอยู่บ้านของเรา ซึ่งบ้านนี้มีมาก่อนหน้าที่จะรู้จักเขา เเละต่อมามีบุตรด้วยกัน1คน คือน้องออม

เมื่อน้องออมอายุใด้4-5ขวบ เราต้องการพาน้องออมไปเที่ยวต่างประเทศ ขณะนั้นเราทำงานเป็นพนักงานของสายการบิน เมื่อพนักงานเเละครอบครัว สามารถซื้อตั๋วเครื่องบินจะใด้ในราคาพิเศษ ที่ทำงานขอหลักฐานคือทะเบียนสมรส เราบอกว่า เราไม่ใด้จดทะเบียนสมรสกับสามี เจ้าหน้าที่ถามกลับว่า เเล้วลูกหล่ะ จดทะเบียนรับรองบุตรให้หรือเปล่า? ขณะนั้นเราไม่เข้าใจเรื่องกฏหมายมากนัก เจ้าหน้าที่เเนะนำว่าควรจะไปสอบถามที่อำเภอ เราจึงเดินทางไปสอบถามที่อำเภอ


เจ้าหน้าที่อำเภอตอบว่า การที่ชาย-หญิงตกลงอยู่กินฉันท์สามี ถือใด้ว่าเป็นสามี-ภรรยานอกสมรส ไม่มีสิทธิ์ตามกฏหมายใดๆ เเละหากมีบุตรด้วยกัน ตามกฏหมายถือว่าเป็นบุตรโดยชอบของฝ่ายหญิง เเต่เป็นบุตรโดยมิชอบ,บุตรนอกสมรสของฝ่ายชาย ถึงเเม้ว่าในใบเเจ้งเกิดของเด็กจะเเจ้งชื่อฝ่ายชายว่าเป็นบิดาเเล้วก็ตาม


เราจึงถึงบางอ้อ…เเละเข้าใจว่าเราเป็นภรรยาที่ไม่ถูกต้องตามกฏหมาย,ภรรยานอกสมรส หรืออะไรก็เเล้วเเต่ โดยไม่มีสิทธิ์ตามกฏหมายใดๆเกี่ยวกับตัวเเละทัรพย์สินของเขาเลย อีกทั้งลูกที่เกิดมาก็เป็นบุตรโดยมิชอบตามกฏหมาย เป็นบุตรนอกสมรส ถึงเเม้ว่าจะมีชื่อเขาในใบเกิดก็ตาม ซึ่งมันไม่เกี่ยวกันเลยทางด้านกฏหมาย


เมื่อเขากลับมาจากทำงาน เราจึงคุยซีเรียสถึงเรื่องนี้กับเขา เขาตอบกลับว่าจะไม่ยอมจดทะเบียนสมรสกับเรา เเละลูกก็ไม่จำเป็นต้องไปจดทะเบียนรับรองบุตร เพราะในใบเกิดระบุชื่อเขาเป็นบิดาอยู่เเล้ว เราอธิบายให้เขาฟังว่า เขาเข้าใจผิดเเละไม่รู้จริง เราไปถามรายละเอียดที่อำเภอมาเเล้ว เอาเถอะไม่เป็นไร จะไม่ยอมจดทะเบียนกับเราก็ไม่ว่า เเต่ขอให้ไปจดทะเบียนรับรองบุตรให้ เขากลับตอบมาว่าเราอวดรู้ รู้ดี รู้มาก ก็เขาบอกเเล้วว่าไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนรับรองบุตร ในเมื่อมีชื่อเขาอยู่ในใบเกิดลูกเเล้ว อย่ามาสู่รู้ดีไปกว่าเขา เขารู้ดี เขาเป็นถึงนายเเพทย์ เป็นหมอทหาร (ในขณะนั้น) ย่อมจะรู้ดีกว่า


เราตอบกลับไปว่า หมอก็เป็นคน คนก็ไม่ใด้เก่งทุกเรื่อง ไม่ใด้รู้ทุกสิ่งไปซะเมื่อไหร่ เราเลยเถียงกลับไปว่าใครกันเเน่ที่เป็นคนสู่รู้ อวดรู้?


หลายวันผ่านไปเรายังคงเฝ้าถามถึงเรื่องนี้ เเละใด้รับคำตอบกลับมาเหมือนเช่นเคย


นี่ถ้าเป็นคนอื่นคงใด้อ่านกระทู้ตามบอร์ดไปเเล้วเเหละค่ะ สามีเป็นเเบบนี้จะทำยังไงดีคะ จะอยู่หรือจะเลิกดี? ส่วนใหญ่ก็จะเข้ามาตอบว่า ใจเย็นๆ สามีภรรยาก็เหมือนลิ้นกับฟัน กระทบกระทั่งกันใด้เสมอ มีอะไรให้อดทนค่อยพูดค่อยจาตามสไตล์คนไทย

เเต่สำหรับเรา เรื่องมันมาไกลเกินกว่านั้นเเล้ว...



เเละเเล้ว ฉันก็บอกเลิกกับเขา

เรื่องนี้เป็นสาเหตุหลักในอีกหลายสาเหตุ(ไม่ขอเล่าในที่นี้ค่ะ) เเละอีกหนึ่งสาเหตุคือเรื่องการเงิน คือตั้งเเต่อยู่ร่วมกัน เขาไม่เคยให้เงินเราใช้ ค่าน้ำค่าไฟ ค่าสาธารณประโภคเราเป็นคนจ่ายหมด ของใช้ภายในบ้าน หรือไปทานอาหารนอกบ้าน เราจ่ายเองหมด ใครที่รู้จักเรา จะรู้ว่าเราไม่ขี้เหนียวเรื่องเงิน หากเรามี จะให้โดยไม่หวังว่าจะใด้คืน โดยคิดว่าเราให้ไปวันนี้ วันหน้าหากเราไม่มีบ้าง ก็จะได้ช่วยเหลือกัน เเต่สำหรับผู้ชายคนนี้เเล้วไม่ใช่ จะว่าผู้ชายคนนี้เป็นพ่อรึก็ไม่ใช่ เเล้วจะเลี้ยงใว้ทำใม เอาเงินไปให้พ่อให้เเม่ฉันใช้ไม่ดีกว่าเหรอ? เเละนอกจากนี้สิ่งที่รับไม่ได้คือ เขาดูถูกครอบครัวของเรา ไม่เคารพเเม่ของเรา นี่คือสิ่งที่รับไม่ได้จริงๆ


เราบอกให้เขาขนข้าวของย้ายออกไปจากบ้านของเรา จบกันเเค่นี้! เขาโกธรเเค้นเราเป็นอย่างมาก


เขาบอกจะเอาน้องออมไปด้วย เราถามเขากลับว่าจะเอาไปในฐานะอะไร ในเมื่อลูกเป็นลูกนอกสมรส เเต่เราเป็นเเม่ ย่อมมีสิทธิในตัวลูก

เขาพูดทิ้งท้ายก่อนที่จะเดินจากไปว่า" เเล้วเราจะใด้เห็นดีกัน!"


หนึ่งเดือนผ่านไป เราต้องเดินทางไปต่างประเทศ โดยฝากน้องออมใว้กับยายเเละพี่สาวของเราให้ช่วยเลี้ยง


ต่อมา.. เราใด้รับโทรศัพท์ทางไกลจากเเม่ว่า เขามารับน้องออมที่โรงเรียนเเละประกาศว่าห้ามยุ่ง หากใครยุ่งเรื่องนี้จะเเจ้งตำรวจจับข้อหากักขังหน่วงเนี่ยวบุตรของเขา เเม่ของเราเลยต้องปล่อยน้องออมไปเพราะกลัวคำขู่

เราจึงบินกลับมาจากต่างประเทศเเละพักอยู่กับบ้านของพี่สาว เเละทราบว่าน้องออมไปอยู่ที่บ้านของเขา จึงชวนพี่สาวไปที่บ้านของเขาเพื่อไปดูลูก


เมื่อไปถึงที่บ้าน พบว่ามีประตูรั้วสูงท่วมหัวล้อมรอบบริเวณตัวบ้าน มีกริ่งติดอยู่บริเวณประตูรั้ว เราจึงกดกริ่งเรียก ยืนรออยู่พักใหญ่ไม่มีใครออกมาเปิดประตู จึงกดกริ่งเรียกอีกหลายครั้ง เเต่ไม่มีใครมาเปิดประตู จึงลองขยับประตูรั้วดู พบว่าประตูรั้วไม่ใด้ปิดล๊อก จึงเปิดประตูเข้าไป เเละเดินเข้าไปที่หน้าบ้าน มองเข้าไปในบ้านบริเวณห้องรับเเขก เห็นน้องออมนั่งเล่นตุ๊กตาอยู่เพียงลำพังที่โซฟา เมื่อน้องออมเห็นฉันจึงวิ่งมากอด เเละร้องไห้

เราถามน้องออมว่าอยู่บ้านคนเดียวเหรอ พ่อไปไหน?

น้องออมตอบว่าพ่อไม่อยู่บ้าน ไม่มีใครอยู่บ้าน อยู่กับเด็กพี่เลี้ยงอายุ 15 ปี

เราถามว่าเเล้วพี่เลี้ยงเด็กไปไหน ทำใมปล่อยให้น้องออมนั่งอยู่ตรงนี้คนเดียว น้องออมตอบว่า ไม่รู้


ขณะที่เรากำลังคุยกับลูกอยู่นั่นเอง ใด้ยินเสียงประตูรั้วดังคล้ายกับมีคนเปิดเข้ามา เรามองไปที่ประตูเห็นชายฉกรรณ์รูปร่างสันทัด ผิวสีดำเเดง อายุประมาณ 40ปี เดินตรงเข้ามาทางหน้าบ้านบริเวณห้องรับเเขก เมื่อชายเเปลกหน้าคนนั้นเห็นเรา ถึงกับชะงักเเละเดินเลี่ยงไปทางข้างบ้านเเทน

เรารีบเดินตามชายผู้นั้นไป พบว่าชายผู้นั้นเดินไปที่ห้องเล็กๆที่อยู่บริเวณหลังบ้าน พร้อมกับร้องเรียกชื่อคน

สักพัก เราเห็นเด็กผู้หญิงอายุประมาณ 14-15ปี เปิดประตูออกมาเเละพูดคุยกับชายผู้นี้ 4-5คำ หลังจากนั้นชายเเปลกหน้าก็เดินกลับออกไปจากบ้าน

ภายหลัง เราจึงทราบว่าเด็กคนนี้คือเด็กพี่เลี้ยงของน้องออม เเละชายเเปลกหน้าผู้นั้นคือลุงของเด็กพี่เลี้ยง ซึ่งเช่าเพิงเปิดร้านขายเกี๋ยวข้างทางอยู่ด้านฝั่งตรงข้าม เเละใด้รับการอณุญาติจากพ่อของน้องออมให้เข้า-ออกนอกบ้านใด้ตลอดเวลา ดังนั้นที่ประตูรั้วหน้าบ้านเเละประตูทุกบานในบริเวณบ้านจึงไม่มีการปิดล็อก

เราฉุกคิดในใจว่า หากเกิดเหตุร้ายกับน้องออมขึ้นมา จะทำยังไง? ทำใมจึงปล่อยให้น้องออมอยู่กับเด็กพี่เลี้ยงอายุ15 เเละมีชายฉกรรณ์สามารถเดิน-เข้าออกบ้านใด้ทุกเวลา

ด้วยความเกรงว่าจะเกิดเหตุร้ายกับลูก เราจึงเอาน้องออมกลับออกมาด้วย


วันรุ่งขึ้น เราใด้รับโทรศัพท์จากพ่อน้องออมว่าให้นำลูกไปคืน มิฉะนั้นเเล้วจะเเจ้งตำรวจ เราเพิกเฉยไม่ใยดีกับคำขู่

เขาโทรมาวันละหลายครั้ง ไม่ว่าเเม่หรือพี่สาวเรารับสายเขาจะขู่ว่าจะเเจ้งตำรวจจับทั้งตัวเราเเละพี่สาว


1อาทิตย์ผ่านไปตำรวจมาที่บ้าน ถามหาเราเเละพี่สาว พร้อมกับออกหมายจับเราเเละพี่สาวในข้อหาบุกรุ เเละลักทรัพย์รวมกันหลายรายการ คิดเป็นจำนวนเงินประมาณหนึ่งเเสนกว่าบาท




เราเเละพี่สาวใด้เดินทางเข้ามอบตัวที่สถานีตำรวจในตอนเช้า เเละใด้นำเงินสดไปเพื่อขอประกันตัว ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใด้ทำเรื่องประกันตัวเสร็จเรียบร้อยเเล้ว โดยต้องให้ผู้กำกับฯ ลงลายมือชื่อ เเต่ปรากฏว่าขณะนั้นผู้กำกับไม่อยู่, รองผู้กำกับฯ ก็ไม่อยู่ เจ้าหน้าที่สถานีตำรวจ โทรเข้ามือถือทั้งผู้กำกับเเละรองฯ ก็ไม่มีใครรับสาย เราเเละพี่สาวรออยู่เกือบจะ6โมงเย็น ทั้ง2ท่านยังไม่กลับเข้าโรงพัก เจ้าหน้าที่บอกว่าจะต้องนำเราเเละพี่สาวไปฝากขังที่คุกชั้นใต้ดินของตึกศาลอาญา เนื่องจากหมดเวลา เราเเละพี่สาวต้องไปอยู่ในคุก เพียงเพื่อรอลายเซ็นของท่านผู้กำกับฯ


เราใด้รับการประกันตัวออกมา หลังจากตำรวจรวบรวมหลักฐานเเละสรุปสำนวนคดีเเละส่งเรื่องฟ้องศาล คดีนี้เป็นคดีอาญา ถึงเเม้ว่าโจทย์เเละจำเลยจะยอมความกัน เเต่คดีนี้เป็นความเเผ่นดิน หาใด้ยอมความกันใด้ไม่ ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการของศาล ซึ่งพ่อน้องออมยังขอเป็นโจทย์ร่วมในคดีนี้อีกด้วย


คงไม่ต้องบอกว่าเรื่องนี้สร้างความกระทบกระเทือนใจให้กับเเม่ของเราขนาดไหน เเม่ไม่รู้เรื่องกฏหมาย ร้องไห้ทุกวัน ลูกสาว2คนจะต้องเข้าคุกเลยหรือนี่?

เราสงสารเเม่มาก เพราะตัวราเท้ๆเป็นต้นเหตุที่ทำให้เเม่ต้องเสียใจ กินไม่ใด้ นอนไม่หลับ


เรา….ทรุดตัวลงกับพื้น นั่งลงเเละพนมมือขึ้นพร้อมกับอฐิฐานในใจว่า สาธุ ฟ้าดินเเละสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ตลอดชีวิตของลูกที่ผ่านมา ไม่เคยทำความชั่ว มาครั้งนี้ลูกไม่ผิดเเต่อย่างใด ใครที่มันก่อกรรมกับลูก ขอให้มันชดใช้กรรมอันนี้ด้วยเถิด อธิฐานจบเราก็ก้มลงกราบที่พื้นดิน...


คุณผู้อ่านคะ อย่าดูถูกกรรม เเม้กรรมเพียงเล็กเพียงน้อยก็จะส่งผลในชาตินี้ค่ะ เวรกรรมนั้นมีจริง เวรกรรมไม่ล้าสมัย เวรกรรมไม่เคยตกยุด คำโบราณที่ว่าทำดีใด้ดีนั้นมีจริง เเละทำชั่วใด้ชั่วมีจริงเช่นกันค่ะ


เราเเละพี่สาวใด้ต่อสู้จนคดีถึงที่สุด โดยศาลชั้นต้นยกฟ้อง พ่อน้องออมไม่เห็นด้วยกับคำพิษากษาศาลชั้นต้น ยื่นขออุทธรณ์ในชั้นศาลอุทธรณ์ เรายื่นคำเเก้อุทธรณ์ เเละต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกฟ้องเช่นเดียวกับศาลชั้นต้น


ในคดีนี้ศาลชั้นต้นเละศาลอุทธรณ์ยกฟ้องทั้งสองศาล พ่อน้องออมไม่สามารถฎีกาต่อไปใด้ เเละถือว่าคดีถึงที่สุดเเล้ว ซึ่งคราวนี้เราสามารถฟ้องกลับใด้ในข้อหาเเจ้งความเท็จเเละฟ้องเรียกค่าเสียหายฯ

เเละพร้อมกันนี้เอง เขาใด้ไปร้องต่อศาลเยาวชนเเละครอบครัวกลางเพื่อขอจดทะเบียนรับรองบุตร โดยขอให้น้องออมเป็นบุตรโดยชอบตามกฏหมาย



เรายื่นหนังสือขอคัดค้านฯต่อศาล ตามหลักกฏหมายเเล้วเขาไม่สามารถร้องขอต่อศาลเพื่อขอจดทะเบียนรับรองบุตรใด้จากศาลใด้ เนื่องจากข้ามขั้นตอน ในขั้นต้นต้องไปร้องขอที่อำเภอก่อน เเล้วอำเภอจะมีหนังสือเรียกตัวเเม่มา หากเเม่ไม่ปรากฏตามระยะเวลาที่กำหนดใว้ จึงทำเรื่องร้องต่อศาลเป็นลำดับต่อไป

เเละยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่มีความสำนึกในความเป็นคน ไม่มีความสำนึกในความเป็นพ่อ ต้องการลูก เเต่จะเอาเเม่ของลูกติดคุก โดยใช้เครื่องมือทางกฏหมายเข้าจัดการ การกระทำเยี่ยงนี้ถือใด้ว่า มีพฤติกรรมที่เหี้ยมโหด อาฆาตเเค้น โกรธพยาบาท เกินกว่าที่จะเป็นตัวอย่างที่ดีของลูกใด้

ตั้งเเต่เขาก้าวออกจากบ้านวันนั้นจนถึงวันนี้ เขาไม่เคยส่งเสียค่าเลี้ยงดู เเละไม่เคยโทรมาหาน้องออมเลย ซึ่งดูจากเจตนาเเล้วย่อมมีจุดประสงค์อื่นเเอบเเฝง เเต่หากเอาเรื่องขอจดทะเบียนรับรองบุตรมาเพื่อบังหน้า...


เนื่องจากสาเหตุดังกล่าวเเล้วข้างต้นนี่เอง เเม่เเละพี่สาวของเราจึงไม่อยากเป็นธุระอะไรให้อีก โดยเฉพาะเรื่องของน้องออม!

กลับมาเล่าเรื่องพาสปอร์ตน้องออมต่อนะคะ

เป็นที่เเน่ชัดเเล้วว่าเราไม่สามารถหาใบปค.14 มาให้สถานทูตใด้ ในขณะเดียวกันก็ใกล้วันนัดสัมภาษณ์กรีนการ์ดเข้ามาทุกขณะ

เราเเจ้งกับเจ้าหน้าที่ของสถานทูตว่า ไม่สามารถหาใบนี้มาให้ใด้ นอกเสียจากว่าจะบินกลับไปทำเองที่เมืองไทย

เราใด้มีโอกาศเรียนสายท่านทูตฯ ท่านใจดีมาก อณุญาติให้ต่ออายุพาสปอร์ตตน้องออมใด้ เเต่มีอายุเพียง 1ปีเท่านั้น คราวต่อไปหากต้องการต่ออายุอีกต้องมีใบปค.14 ด้วย ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านทูตฯมาณ. ที่นี้ด้วยค่ะ

เรื่องกรีนการ์ดน้องออมจึงผ่านไปเรียนร้อยหลายปีมาเเล้ว มาวันนี้เราตัดสินใจเเล้วว่าจะเปลี่ยนสัญชาติให้น้องออม เเละให้น้องออมถือพาสปอตร์อเมริกันเพียงเล่มเดียวค่ะ.



Create Date : 02 กรกฎาคม 2554
Last Update : 1 มิถุนายน 2558 4:44:49 น. 0 comments
Counter : 6281 Pageviews.

Quel
Location :
ชิคาโก้ United States

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 163 คน [?]




ไดอารี่บันทึกเรื่องยุ่งๆชีวิตวุ่นๆ ของซิงเกิ้ลมัมลูก2 อพยบไปอยู่อเมริกาเมื่อปี 2003 อาศัยอยู่รัฐจอร์เจียเป็นระยะเวลา8ปี ปัจจุบันย้ายไปอยู่ที่ชิคาโก้ค่ะ

เริ่มเขียนบล็อกเมื่อ 01 กุมภาพันธ์ 2552 เขียนตามประสพการณ์ชีวิต เเละเรื่องอื่นๆที่ได้เจอมาค่ะ


บล็อกอัพเดท
1.เเม่น้ำสีเขียว

2.กลับเมืองไทย

Please visit my FaceBook คลิ๊กที่นี่

วิวทะเลสาบมิชิเเกน ที่ชิคาโก

The Bean ยามค่ำคืนที่สวนสาธารณะมิลลิเนี่ยม พาร์ค
เเบบจำลองเมืองชิคาโก
ขบวนวงโยธวาธิต ของนักเรียนมัธยมปลาย ที่ชิคาโก ปี2016
วันสดใส มีเเดดออก หลังหิมะตก
360ชิคาโก ตึกJohn Hancock
พาเเหลดวันขอบคุณพระเจ้า/ขบวนวงโยธวาธิต
Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2554
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
2 กรกฏาคม 2554
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Quel's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.