6 ตุลาคม กับสังคมไทย



ปีนี้เป็นปีที่ผมมีความรู้สึกสัมพันธ์ร่วมกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม มากกว่าทุกปี หรือจะเรียกว่า ปีแรกเลยที่หันมาสนใจ 6 ตุลาอย่างจริงจัง ตลอด 2 สัปดาห์ ทั้งอ่านบทความ และฟังเหล่านักวิชาการต่างๆ เกี่ยวกับ 6 ตุลาคม โดยเฉพาะ 2 อดีตนักศึกษาแกนนำ 6 ตุลา อย่าง อาจารย์ ธงชัย วินิจจะกูล และ อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล จึงสามารถสรุปประเด็น ต่างๆ ดังนี้

1. การรับรู้และตีความ 6 ตุลา แม้จะเป็นผู้ร่วมอุดมการณ์ หรือ ร่วมเหตุการณ์เดียวกัน แต่ย่อมมีการตีความ และแปลความหมายต่างกัน ตัวอย่าง 2 เพื่อนรักที่บทบาทสำคัญใน 6 ตุลา ทั้ง ธงชัย วินิจจะกูล และ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ทัั้งสองมีฐานและคำตอบที่ตอบโจทย์ 6 ตุลาที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงไม่แปลก คนเดือนตุลา หลายคน จากซ้าย จึงกลายแกนหลักความคิดทางขวา

ก่อนหน้านี้หนึ่งคำถามที่ถามมาตลอด ปรากฏการณ์แปลกของคนเดือนตุลา ที่มีประสบการณ์เจอรัฐล้อมปราบ จนเป็นโศกนาฏกรรม นำไปสู่เหตุการณ์หนีเข้าป่า เหตุใด คนเดือนตุลาบางส่วน จึงกลายเป็นแกนหลักกระบวนการคิดทางขวาจัดของอนุรักษ์นิยมในปัจจุบัน จนปีนี้จึงมาทำความเข้าใจ 6 ตุลาอย่างเข้มข้น จึงเข้าใจว่า การรับรู้และตีความ 6 ตุลาของแต่ละคนของเหล่าคนเดือนตุลาต่างกัน เลยส่งผลให้เกิดการยืนคนละฝ่ายของคนเดือนตุลาในปัจจุบันตลอดภายในช่วงเวลาวิกฤติตลอด 10 ปีที่ผ่าน

2. อนึ่งการสนใจ 6 ตุลาปีนี้ แน่นอนย่อมมาจากวิฤติการณ์ประเทศในปัจจุบัน ทำให้เราต้องย้อนกงล้อประวัติศาสตร์กลับไป ณ จุดที่ 6 ตุลา เพื่อหาแบบจำลอง ว่าสังคมไทยมีวิธีบริหารจัดการความขัดแย้งอย่างไร การสิ้นสุดของรัฐบาลฝ่ายขวาอำนาจนิยมใช้เวลาเท่าใด ระยะเวลาประชาธิปไตยจะกลับฟื้นตัวอีกเมื่อใด อย่างไรก็ตามความเหมือนและความต่างจากการเทียบช่วงเวลาอดีตและปัจจุบัน ย่อมอาจให้คำตอบไม่เหมือนกัน เชิงนัยยะ คนเดือนตุลาไม่ได้มีฐานอุดมการณ์เดียวกันแต่ต้น เป็นเพียงปรากฏการณ์เหตุการณ์ทำให้เกิดขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม ดังเช่นทุกขบวนการเคลื่อนทางการเมือง พฤษภาทมิฬ / วิกฤติ 49 /พฤษภา 53 / ชัตดาวน์ กรุงเทพ 57 ล้วนก็มาจากเหตุการณ์ปรากฏการณ์การเมือง ไม่ใช่จากฐานคิดอุดมการณื

แต่สิ่งหนึ่งเราแน่ใจคือ สังคมไทยไม่ได้มีวิธีจัดการปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างแบบสังคมมีวุฒิภาวะแบบตะวันตก แต่เพียงใช้วิธีรูปแบบเดิมคือการใช้อำนาจนิยมกด พยายามกลบข้อมูลและความจริงให้กลุ่มชนชั้นนำ เพียงเชื่อว่าชนชั้นนำอยู่ได้ สังคมไทยจึงอยู่ได้ ดังนั้นสังคมไทยไม่เคยอยู่บนพื้นฐานคนเท่ากันมาตลอดในประวัติศาสตร์จนถึงทุกวันนี้ เป็นสังคมชนชั้นที่แบ่งแยวรรณะโดยใช้ต้นทุนสังคมที่เรียกว่า บุญวาสนา ตามแนวคิดพราหมณ์ฉาบด้วยพุทธ แต่การเปรียบเทียบกรณี 6 ตุลากับกรณีศึกษาปัจจุบัน แยกประเด็นดังนี้

2.1 6 ตุลา กับ พฤษภา 53 นี้เป็นเหตุการณ์คู่ขนานที่มักถูกใช้ศึกษาเป็นกรณีศึกษาประวัติศาสตร์เปรียบเทียบ จุดประเด็นเปรียบที่เหมือนกัน คือ นักศึกษา กับ เสื้อแดง / แขวนคอ กับ เผาบ้านเผาเมือง นำมาสู่เหตุการณ์ล้อมปราบ มีการสังหารหมู่ขึ้นในพื้นที่เมืองขึ้น หลังเหตุการณ์ทั้งสองเหตุการณ์ สังคมกระแสหลักไม่ได้ต้องการจะพูดถึงเหตุการณ์นั้น ที่แน่นอนคือ ผู้ที่เสียชีวิตทั้งสองเหตุการณ์คงไม่มีวันได้รับการยอมรับความเป็นธรรมแน่นอน สิ่งทีน่าสนใจจากอาจารย์ธงชัย คือการบ่งชี้ข้อมูลว่า ญาติส่วนใหญ่ของผู้เสียชีวิต 6 ตุลา ไม่อยากจะพูดถึงหรือเกี่ยวข้องกับประเด็นต่างๆ จึงเป็นเหตุการณ์ "ลืมยาก แต่ไม่อยากจำ" กรณี พฤษภา 53 แม้มีกระบวนการที่ญาติหรือผู้เกี่ยวข้องผู้เสียชีวิต ทั้งในและต่างประเทศ พยายามสร้างกระบวนการเพื่อให้เกิดความรับผิดชอบ แต่อย่างไรก็ตามก็บ่งชี้ว่ากระบวนการที่เกิดขึ้นเป็นเพียงกระแสรองแบบหยิบย่อยในสังคม ห่างไกลจากเป้าหมายที่ต้องการ อันนี้ผมมีความเห็นสอดคล้องกับอาจารย์ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลจึงสรุปว่า 40 ปี 6 ตุลา ประเทศไทยมีพัฒนาขึ้น แต่เล็กน้อยมากไม่มีนัยยะสำคัญ ฉะนั้นเป้าหมายของการที่สังคมไทยจะไปถึงจุดภราดรภาพนี้เป็นสิ่งที่ยาก จุดเริ่มต้นคงต้องทำให้สังคมไทยเป็น "สังคมเห็นหัวคน" (โดยเฉพาะกลุ่มคนชายขอบ) ก่อนจะไปถึงระดับสังคม "คนเท่ากัน"

3. หลังจากนี้จากกรณีศึกษา 6 ตุลา อะไรจะสามารถนำมาเรียนรู้สำหรับคำตอบปัญหาในสังคมปัจจุบัน เมื่อพิจารณาปัญหาความขัดแย้งในสังคมปัจจุบัน มีความเป็นเชิงซ้อนของปัญหา การขยายตัวแยกฝ่ายความขัดแย้งมากกว่า หลัง 6 ตุลา เหตุการณ์เข้าป่า เป็นเพียงกลุ่มย่อยของสังคม ที่ถูกบีบให้เป็นคนชายขอบกลุ่มย่อย ก่อน พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ใช้นโยบาย 66/23 เรียก คนตุลากลับเข้าเมือง (จาก 19 ถึง 23 เป็นระยะเวลา 6 ปี) แต่เมื่อพิจารณาปัจจุบัน กลุ่มคนที่ถูกบีบให้เป็นชายขอบ ไม่ได้หนีเข้าป่า แต่อยู่ในสังคมทั่วไป แถมมีฐานมวลชนที่จำนวนมหาศาล สำหรับปัจจัยจำนวนนัยสำคัญ ที่ทำให้พรรคการเมืองที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยม ไม่ต้องการ ชนะเลือกตั้ง ช่วงสองสามเดือนนี้ มีการเสนอทางสถาปัตยกรรมทางสังคม ให้สร้างฉันทามติสังคมหลักขึ้นมาก

แต่อย่างไรก็ตามจากข้อสรุปที่ผมเสนอจากข้อที่ 2 เหตุการณ์ขัดแย้งทางการเมืองไทย มาจากมายาคติปรากฏการณ์การเมือง ที่นำมาสู่ความเชื่อคนละด้าน จากการเสพข้อมูลที่ไม่เหมือนกัน ไม่ใช่ฐานคิดอุดมการณ์คิดที่ต่างกัน การที่เราจะไปสู่ฉันทามติแบบสังคมอารยะแบบตะวันตก สหรัฐอเมริกา หรือ เยอรมัน หลังยุค นาซี จึงเป็นไปแทบไม่ได้ ยิ่งพื้นฐานประกอบขึ้นมาจากสภาพแวดล้อมและการศึกษาของสังคมไทย ห่างไกลจากระบบหลักการและเหตุผล แต่ถ้าเราเชื่อว่าสังคมไทยมีการเรียนรู้ กระบวนการเรียนรู้มีอยู่จริง คงอาจมีความหวังสู่การเปลี่ยนแปลงนำสู่สังคมภราดรภาพ หรือ คนเท่ากัน เหตุการณ์ 6 ตุลา หรือ พฤษภา 53 ก็จะไม่เกิดซ้ำอีก...




Create Date : 06 ตุลาคม 2559
Last Update : 6 ตุลาคม 2559 20:07:22 น. 0 comments
Counter : 591 Pageviews.  
 
Name
* blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Opinion
*ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet

BlogGang Popular Award#13


 
still solo one
 
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




[Add still solo one's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com