Group Blog
 
All Blogs
 

ตอบโจทย์ อัตราเงินเดือน และผลตอบแทน ด้วยหลัก Supply Demand และ Expectation

ผมเป็นคนหนึ่งที่เคยสงสัยว่าทำไม rate เงินเดือนของแต่ละสายอาชีพถึงมีความแตกต่างกัน อะไรเป็นตัววัดว่าเราควรจะได้รับเงินเดือนเท่าไหร่ ทำไมอาชีพบางอาชีพที่ทำงานหนักกว่า ถึงได้รับเงินเดือนน้อยกว่า ทำไมเถ้าแก่บางคนนั่งอยู่เฉยๆกลับได้รายได้มากกว่าคนทำงานหามรุ่งหามค่ำ 


เมื่อผมโตขึ้นมาจนได้เรียนวิชาเศรษฐศาสตร์พื้นฐาน ผมได้รู้จักกับสิ่งที่เรียกว่า Supply&Demand แรกๆผมก็เรียนไปเพราะมันเป็นวิชาที่ต้องเรียน แต่พอสังเกตุดูดีๆ ผมเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ สิ่งที่ผมเคยสงสัย ควานหาคำตอบ ถ้ามองให้ออก มันล้วนตั้งอยู่บนหลัก Supply Demand ทั้งสิ้น

ก่อนที่เราจะรู้ว่า เป็นลูกจ้างแบบไหนถึงจะได้ เงินเดือนสูง เราต้องมองย้อนกลับไปว่า บริษัทที่ประกอบธุรกิจแบบไหนที่จะมีกำไรมากจนสามารถจ่ายเงินเดือนลูกจ้างแพงๆได้ ย้อนกลับไปที่ว่า บริษัทมีกำไรจากสินค้า หรือ บริการ อะไร

เรียกว่า ตลาดสินค้าและบริการ

ซึ่งการจะตอบได้ว่า สินค้าหรือบริการ แบบไหนที่จะทำกำไรให้กับบริษัทได้ ก็ตั้งอยู่บนหลัก Supply Demand อีกเช่นกัน การที่สินค้าจะมีมูลค่าที่มากขึ้นได้ มีสาเหตุมาจาก 
1.Demand ของสินค้าสูง
2.Supply ของสินค้ามีน้อย
อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่าง

ลองคิดถึงอาหารราคาแพงๆดูจะเห็นภาพได้ อาหารแพงๆบางอย่าง จริงๆแล้ว รสชาติไม่ได้อร่อยอะไรมากมาย คุณค่าทางสารอาหารบางทีน้อยกว่าอาหารราคาทั่วไป แต่ทำไมราคาถึงได้แพง

คำตอบก็คือ Supply ของอาหารมีน้อย อาจจะเป็นเพราะ หายาก หรือ นำเข้า หรือมีกุ๊กที่ทำเป็นน้อย เป็นต้น

ตรงจุดนี้ผมเชื่อว่าทุกคนยังเข้าใจ แต่ความจริงที่คนจำนวนมากลืมคิดถึง ก็คือ
"Supply และ Demand มันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา"

คนที่ไม่เข้าใจก็จะหลงเข้าไปติดกับดักและเจ๊งในที่สุด

ตัวอย่างหนึ่งก็คือ กระแสชานมไข่มุก กาแฟสด กำลังมาแรง Demand สูง ทำให้กำไรของธุรกิจมีมาก เมื่อคนเห็นดังนั้นก็แห่กันไปประกอบธุรกิจชา กาแฟ ทำให้ Supply ของชา กาแฟ สูงขึ้นเกินกว่า Demand สุดท้ายกำไรของธุรกิจก็หดลง

แล้วต้องทำยังไง? ตรงนี้แหละที่ท้าทาย และน่าสนใจ คำตอบคือ เราต้องมองให้ออก ว่า trend ในอนาคตจะเป็นอย่างไร อนาคตไกลแค่ไหน? ก็ต้องไกลพอที่เราจะสามารถเตรียมตัวรองรับ เตรียมทุน และเปิดธุรกิจเป็นเจ้าแรกๆได้นั่นเอง หรือถ้าธุรกิจมันใหญ่เกินที่เราจะเปิดได้ เราก็ไปมองว่า บริษัทที่ประกอบธุรกิจนั้นมันต้องการลูกจ้างตำแหน่งอะไร หรือก็คือ Demand ของแรงงานในอนาคต

ถ้ามองกันจริงๆแล้ว การทำงานเป็นลูกจ้าง ตัวของเราเองก็เปรียบเสมือนสินค้าตัวหนึ่ง ถ้าคุณสมบัติ หรือความรู้ความสามารถในการทำงานของเรา เป็นที่ต้องการในตลาดแรงงาน ก็เหมือนกับว่า Demand ของเราสูง ก็เป็นธรรมดาที่เราจะได้รับเงินเดือนสูง

อีกมุมหนึ่งถ้าหากว่าจำนวนคนที่มีคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถแบบเรามีเยอะ ในตลาดแรงงาน ก็เปรียบเสมือนว่า Supply คนแบบเรามีมาก ก็เป็นธรรมดาที่บริษัทนายจ้างจะมีตัวเลือกเยอะ ไม่ต้องง้อคนอย่างเรา ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินเดือนสูงๆให้เรา เราอยู่ไม่ได้ เค้าก็ไปรับคนใหม่

ว่าไปแล้วคนจำนวนไม่น้อยก็ติดกับดักที่คล้ายกับในตลาดสินค้าและบริการ

กล่าวคือ วันนี้เห็นว่าอาชีพอะไรได้เงินเดือนสูงๆก็ส่งลูกหลานไปเรียนสายนั้น คนอื่นก็คิดแบบเดียวกัน เรียนแบบเดียวกัน ถึงเวลาเรียนจบมา Supply ก็ล้นตลาด อัตราเงินเดือนก็หด ถ้าเปรียบเทียบกันแล้วแรงงานเหล่านี้ก็ไม่แตกต่างไปจากผู้ประกอบการที่ตัดสินใจเปิดร้านขายชา กาแฟรุ่นหลังๆ

คนบางคนบอกว่าเรียนแทบตายจบมาเงินเดือนน้อยนิด นั่นแสดงว่าที่เรียนมายังยากไม่พอ เพราะคนที่เรียนแบบเดียวกันก็จบกันมาเยอะแยะ Supply ยังล้น แสดงว่ายังไม่ยากพอ หรืออาจจะเป็นเพราะคนที่เริ่มเรียนมีจำนวนมากจนถึงแม้อัตราคนเรียนจบจะน้อยก็ยังทำให้ล้นตลาดได้ 

ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นอาชีพอะไร สุดท้ายแล้วเมื่อคนเราทำงานไปเรื่อยๆ ผมเชื่อว่าคนเราจะเริ่มมีความชำนาญพิเศษ หรือ Specialized ในด้านใดด้านหนึ่ง จนทำให้ตนเองมีคุณค่าเฉพาะขึ้นมาได้ จนทำให้เราเข้าไปอยู่ใน Niche Market 
สุดท้ายคนที่ทำแบบเราได้จะน้อยลงเรื่อยๆ เพราะเราใช้เวลาพัฒนาตนเองตลอดเวลา Supply ของคนที่ทำแบบเราได้ก็จะน้อยลง 

สิ่งที่ตัดสินอัตราเงินเดือนในช่วงกลาง ถึงช่วงสุดท้ายของวัยทำงานก็คือการพัฒนาตนเองในระหว่างทำงานนั่นเอง เช่นเดียวกันถ้าเปรียบกับตลาดสินค้าและบริการ ก็เปรียบเสมือนธุรกิจที่สามารถทำให้สินค้าและบริการของตน แปลกกว่าชาวบ้านสร้าง Value ขึ้นมาได้

สิ่งต่างๆเหล่านี้ คนจำนวนหนึ่งมองไม่เห็น ไม่กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง กลัวที่จะต้องพัฒนาตนเอง กลัวที่จะทำสิ่งแปลกใหม่ที่ไม่เคยทำ สุดท้ายวันเวลาผ่านไป ไม่ได้มีความรู้ความสามารถอะไรเพิ่มขึ้นมาจากวันแรกที่ทำงานเลย ก็เป็นปกติที่จะไม่ประสบความสำเร็จ

อีกสิ่งหนึ่งที่เราควรจะคำนึงถึงก็คือหลัก Five Force แต่ถ้าจะพูดถึงคงยาว ลองไป Search Google หาเอานะครับสำหรับคนที่ไม่เคยเรียน 

ผมขอยกตัวอย่างแค่ 1 ใน Five Force ละกัน ผมคิดว่าสำคัญที่สุดคือ "Threat of new entrants" 

หลักที่สำคัญของมันก็คือการวิเคราะห์ว่า ความรู้ความสามารถที่เรามี หรือที่เราจะเรียนในอนาคต มันง่ายต่อการเลียนแบบรึเปล่า ใช้เวลาเรียนแค่ไม่กี่ปีก็ทำได้อย่างเรารึเปล่า ยิ่งเราสร้างตัวเองให้เป็นคนที่แข็งแกร่งมากขึ้น และยังเลียนแบบได้ยาก ก็จะยิ่งทำให้คุณค่าในตัวเราสูงขึ้นเองตามธรรมชาติ

วันนี้เมื่อคิดเป็นแล้ว ก็อย่าไปเสียดายเวลาที่ผ่านมา ถ้าเราเรียนจบมาเป็น Mass คนทำแบบเราได้มีเยอะ ก็เริ่มพัฒนาตนเองให้เป็น Niche ตั้งแต่วันนี้ครับ ผมเชื่อว่าไม่มีอะไรที่สายเกินไป 

ปัจจุบันผมเองเพิ่งเรียนจบตรีมาสายการเงิน โดยตอนที่เลือกเรียน ผมเลือกเรียนสายนี้เพราะมีคนบอกว่าได้เงินเดือนดี ตอนจบมารู้สึกว่าคนจบแบบผมมีเยอะเหลือเกิน แต่ผมยังโชคดีที่ชอบการลงทุนในหุ้นมาก ผมจึงมีแรงที่จะศึกษา ค้นคว้า และผมฝันไว้ว่า วันหนึ่งผมจะเป็นคนที่พิเศษให้ได้ 

พยายามกันต่อไปครับ :)

ขอบคุณที่อ่านกันจนจบบทความนะครับ
ติดตามอ่าน มุมมองและบทความของผมได้ที่ Page :  //www.facebook.com/JoOfGlueInvestmentTalk 

ส่วนใหญ่จะหนักไปทางการวิเคราะห์หุ้นนะครับ ฮ่าๆ แต่จะพยายามเขียนให้ครอบคลุมเรื่องธุรกิจ และการงาน เมื่อมีโอกาสครับ




 

Create Date : 21 มกราคม 2556    
Last Update : 21 มกราคม 2556 14:42:03 น.
Counter : 3473 Pageviews.  

เจาะประเด็นร้อน หุ้น CPF

Story ที่ถูกดึงมาทุบในคราวนี้ก็มีเรื่อง ไข้หวัดนกในจีน ซึ่งผู้บริหารได้ออกมาชี้แจงแล้วว่า ธุรกิจของ CPF ในจีนไม่มีฟาร์ม มีแต่อาหาร เรื่องนี้จึง "ยัง" ไม่มีนัยสำคัญต่อหุ้น ตราบใดที่โรคไข้หวัดนกดังกล่าวยังไม่แพร่มาทางไทย สำหรับเรื่อง GSP ที่เพิ่มภาษีกุ้ง ทาง CPF เองได้รับผลกระทบค่อนข้างน้อยเพราะสัดส่วนกุ้งที่ส่งไป EU นั้นคิดเป็นแค่ 2% ของรายได้รวม ผู้บริหารเองก็กล่าวว่าจะเพิ่มสัดส่วนไปส่งที่ประเทศอื่นๆมากขึ้นที่ไม่ใช่ยุโรป อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องราคาอาหารสัตว์ที่จะนำมาใช้เลี้ยงนั้นราคาสูงขึ้น ประกอบกับ ราคาเนื้อไก่และหมู ซึงเป็น products สำคัญมีราคาลดลง จึงกล่าวได้ว่า ต้นทุนเพิ่ม แต่รายได้ลดลง เรื่องนี้พอฟังดูขึ้นหน่อย แต่ถามว่าสองเรื่องที่กล่าวมานี้ จะทำให้พื้นฐานเปลี่ยนหรือไม่ คำตอบก็ยังคงเป็น "ไม่" เพราะแต่ไหนแต่ไร ราคาหมูไก่ หรืออาหารสัตว์มันก็ผันผวนไปตาม cycle, supply&demand ของมันอยู่แล้ว

เรื่องที่น่ากลัวก็คือ Volume ในการขายของรายใหญ่ การ Panic Buy ของรายย่อย และพฤติกรรมทยอยปล่อยของที่สามารถสังเกตุได้ใน BID OFFER ผมใช้เวลานั่งดูพฤติกรรมในสองวันที่ผ่านมา พบว่ามีการเทขายอย่างรุนแรง BID เท่าไหร่ก็เอาไม่อยู่ จนราคาลงไปหนึ่งช่องและทำท่าเหมือนจะยืนอยู่ จนรายย่อยรีบวิ่งเข้ามาซื้อกันจนชนิดที่ว่าบางคนถึงขนาดโอนเงินมาเพิ่มเพื่อซื้อหุ้นกลัวตก Trend ซึ่งสังเกตุจากจำนวนที่ซื้อในแต่ละไม้ก็พอจะรู้ว่าเป็นรายย่อยถึงกลางเข้ามาซื้อเป็นจำนวนมาก แต่ก็มีใครก็ไม่รู้อีกฝั่งนึงมีปัญญาเติม OFFER เข้ามาไม่หยุดหย่อนจนแรงซื้อของรายย่อยเริ่มซาก็จะทำการทุบต่ออีกหนึ่งช่องและก็ทำแบบเดิมซ้ำไปซ้ำมาต่อเนื่องเป็นเวลาสองวัน ซึ่งถ้าคิดกันตามหลักเหตุผลแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นในสองวันที่ผ่านมาก็คือการ "ถ่าย" หุ้นจากมือของรายใหญ่สู่มือของรายย่อยทั่วประเทศ ซึ่งสาเหตุที่รายใหญ่ทำเช่นนั้นคืออะไร จนตอนนี้ผมก็ยังไม่ทราบ 

ลองมาคิดกันครับว่าเราควรจะทำยังไง ในมุมของ Value Investor เมื่อเรารู้แล้วว่าการดิ่งลงมาของราคาหุ้น CPF ครั้งนี้ พื้นฐานสำคัญยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง สิ่งที่เราควรทำก็คือ เก็บหุ้นเข้าพอร์ต คำถามต่อไปก็คือ "แล้วซื้อที่ราคาเท่าไหร่?" หากเรานำหลักการทาง Technical มาช่วย เราก็อาจจะทยอยซื้อที่แนวรับ โดยแบ่งการซื้อเป็น "ไม้ๆ"
ดูรูปประกอบครับ แนวรับที่ผมตีให้ดูมี 4 จุดสำคัญ ซึ่งแต่ละจุดนั้นล้วนเป็น "แนวต้านเก่า" ที่เคย Break ขึ้นมานั่นเอง แนวรับที่1 อยู่ที่ 36 บาท ซึ่งหลุดไปเป็นที่เรียบร้อย ผมเองก็รับมาตรงนั้นแล้วหนึ่งไม้ แนวรับที่2 อยู่ที่ 34.25 ซึ่งวันนี้ได้ลงไปทดสอบและเด้งขึ้นมา ตามหลักแล้วเราก็ควรจะรับเพิ่มอีก แนวรับที่3 อยู่ที่ 31บาท แนวรับที่4 อยู่ที่ 28.25บาท

ในมุมมองของ Technical กันบ้าง ถ้าหากผมเป็นคนหนึ่งที่ถือหุ้น CPF อยู่ก่อนหน้านี้ สิ่งที่ผมจะทำนั้นแทบจะตรงกันข้ามกับกลยุทธ์ข้างบน กล่าวคือ ผมจะขายทุกราคาเมื่อหลุดแนวรับที่ 36บาท และจะซื้อกลับอีกครั้งเมื่อเห็นว่าราคาหุ้นทำจุดกลับตัวที่ชัดเจนได้ ซื้อหลังจากที่ราคามันเด้งขึ้นมาแล้วก็ยังดีกว่าไปรับมีดครับ

อย่างที่ผมเคยบอกครับ ก่อนที่เราจะซื้อหุ้น เราควรมีคำตอบในใจอยู่แล้วว่า เราซื้อหุ้นโดยอิงตามหลักของ VI หรือ Technical ในเมื่อเราซื้อเพราะ VI เชื่อมั่นในพื้นฐาน เราก็ควรจะไม่หวั่นไหวกับราคา ยิ่งลงยิ่งต้องกล้าเก็บเพิ่ม กล้าในยามที่คนอื่นกลัว ในทางกลับกัน ถ้าเราซื้อตามสัญญาณ Technical เราก็ต้อง Cut Loss ตามกฏของ Technical เข้ามายังไงก็ออกยังงั้นครับ อย่าเอามาปนกันมั่ว 

หวังว่าจะเป็นประโยชน์และเป็นกำลังใจให้กับนักลงทุนทุกท่านนะครับ :)






 

Create Date : 05 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 5 กรกฎาคม 2555 20:13:15 น.
Counter : 6972 Pageviews.  

AEC กับเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย

ผมคิดว่าประเด็นการเปิดเสรีอาเซียนเป็นเรื่องที่น่าสนใจ และอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับใครหลายๆคนที่มองเห็นโอกาส ถึงแม้ว่าใครจะมองว่าเป็นเรื่องที่ไกลตัว ใหญ่เกินตัว ไร้สาระ หรือไม่สามารถทำได้จริง แต่ผมหวังลึกๆอยากให้ประเทศของเราเจริญก้าวหน้า และหากทำได้จริง มันก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีไม่น้อย ผมใช้เวลาศึกษาคร่าวๆเกี่ยวกับประเด็นนี้และลองเขียนออกมา อ่านกันดูนะครับ :)

เป้าหมายในการเปิดเสรีอาเซียนภายในปีพ.ศ. 2558 คือการสร้างพันธสัญญาระหว่างประเทศสมาชิก ซึ่งยุทธศาสตร์ในการก้าวไปสู่ประชาคมอาเซียนนั้นประกอบไปด้วยการเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน การเป็นภูมิภาคที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงและเท่าเทียมกัน ซึ่งหากแผนการที่ได้วางไว้นั้นสามารถทำให้สำเร็จลุล่วงด้วยดีแน่นอนว่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของทุกประเทศสมาชิกการเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกันจะเปิดโอกาสให้แต่ละประเทศได้แสดงศักยภาพ และจุดเด่นของประเทศได้มากขึ้นแต่ละประเทศได้ลงมือทำสิ่งที่ถนัดอย่างเต็มที่ การเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีจะทำให้มีการแข่งขันภายในมากขึ้นส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพในการผลิตสินค้าและบริการซึ่งสินค้าและบริการดังกล่าวก็จะสามารถส่งต่อไปยังประเทศสมาชิกได้โดยไม่เสียภาษีอีกด้วยประเทศที่จะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากการยกเลิกภาษีก็คือประเทศไทยซึ่งมีอัตราการส่งออกสินค้าสูงตลาดหุ้นไทยมีบริษัทจดทะเบียนที่ส่งออกสินค้าไปยังกลุ่มประเทศสมาชิกเป็นจำนวนมากที่จะได้รับผลประโยชน์นี้มูลค่าการส่งออกที่สูงขึ้นและผลผลิตที่มากขึ้นย่อมทำให้ GDP ของประเทศไทยโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและจะเพิ่มความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ทำให้มีกระแสเงินหมุนเวียนดีขึ้นและทำให้ตลาดหุ้นไทยโดยรวมน่าลงทุนและดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติรวมถึงเงินลงทุนจากภูมิภาคอื่นที่มองเห็นถึงอนาคตที่สดใสของประเทศไทยไหลเวียนเข้ามาในตลาดหุ้นไทยได้อีกมากอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนก็เป็นได้

นอกจากภาพรวมเศรษฐกิจที่ดีขึ้น การเปิด AEC จะส่งผลในทางบวกต่อหลายกลุ่มอุตสาหกรรมด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่น

1. กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ –การเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือเสรีย่อมดึงดูดให้มีแรงงานจากต่างประเทศเข้ามาทำงานในประเทศไทยมากขึ้นและทำให้อุปสงค์ของที่อยู่อาศัยปรับตัวขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คอนโดหรือห้องพักตามตัวเมืองต่างๆ

2. กลุ่มก่อสร้าง –สืบเนื่องมาจากอุปสงค์ในการสร้างที่อยู่อาศัย รวมถึงสาธารนูปโภคต่างๆ ที่มากขึ้นกลุ่มก่อสร้างก็จะได้รับอานิสงค์ที่จะได้รับงานมากขึ้นเช่นกันบริษัทที่จำหน่ายวัสดุก่อสร้างใหญ่ๆจะมีโอกาสสร้างยอดขายอีกมาก

3. กลุ่ม Logistic –เนื่องจากทำเลที่ตั้งของประเทศไทยนั้นอยู่เป็นศูนย์กลางของกลุ่มประเทศสมาชิกและเป็นทางผ่านที่จะเดินทางจากประเทศสู่ประเทศทำให้ธุรกิจเกี่ยวกับการขนส่งมีโอกาสที่จะแข่งขันมากขึ้น

4. กลุ่มโรงพยาบาล –ปัจจุบันนี้ประเทศไทยเองก็เป็นหนึ่งในประเทศที่มีคนไข้จากต่างประเทศเดินทางมาใช้บริการบำบัดรักษาเป็นจำนวนมาก เนื่องจากอัตราค่าบริการที่อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ประกอบกับคุณภาพทางการแพทย์ที่ได้รับการยอมรับการเปิดเสรีนี้นอกจากจะทำให้มีคนไข้มารักษามากขึ้นเพราะประชากรที่มากขึ้นแล้วยังเปิดโอกาสให้โรงพยาบาลได้จัดหาแพทย์ชาวต่างชาติที่มีความสามารถมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการพยาบาลให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

บริษัทที่ผู้บริหารมีวิสัยทัศน์จำนวนหนึ่งก็ได้ลงมือเตรียมพร้อมสำหรับโอกาสที่จะมาถึงไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการขยับขยายสาขาไปยังประเทศเพื่อนบ้าน หรือการหาช่องทางล่วงหน้าในการประกอบธุรกิจกับประเทศสมาชิก ซึ่งผมเองเชื่อว่าบริษัทคุณภาพเหล่านั้นจะเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และตลาดหุ้นไทยให้เติบโตขึ้นด้วยความมั่นคง และจะไม่ล้มเหลวอย่างเมื่อครั้งที่ดัชนีปรับตัวขึ้นไปโดยปราศจากพื้นฐานมารองอย่างแน่นอน





 

Create Date : 11 มิถุนายน 2555    
Last Update : 11 มิถุนายน 2555 21:34:04 น.
Counter : 3439 Pageviews.  

ข่าววงใน

การเล่นหุ้นตามข่าววงในเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่นักเก็งกำไรชาวไทยชื่นชอบ นักเก็งกำไรที่มีข่าววงในที่เชื่อถือได้นั้นสามารถทำกำไรได้มากอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ข่าววงในที่มีคุณภาพนั้นไม่ใช่ว่าจะหากันง่ายๆ ซึ่งจริงๆแล้วมันก็มีเหตุผลในตัวมันเอง ข่าววงในที่ผมพูดถึงในที่นี้ ผมหมายถึงการที่มี "คนทำราคา" ในหุ้นตัวใดตัวหนึ่งที่มีขนาด Market Capital เล็กพอที่จะควบคุมได้ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นเสมอๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ตลาดกำลังแย่ ในช่วงที่หุ้นตัวใหญ่ไม่น่าเล่นเพราะราคาของหุ้นตัวใหญ่มีความสัมพันธ์กับดัชนีตลาดสูง

ลองคิดตามผมง่ายๆ จุดประสงค์ในการที่เจ้ามือจะเข้ามาปั่นราคาหุ้น เขาทำเพื่ออะไร? แน่นอน เพื่อทำกำไร คำถามต่อมาคือ แล้วทำกำไรจากเงินของใคร คำตอบก็คือของนักเก็งกำไรรายย่อย เป็นเรื่องปกติที่เราจะได้ยินข่าวลือว่า หุ้นตัวโน้นตัวนี้จะถูกปั่นราคาขึ้นไปถึงเท่านี้ๆ ผมเชื่อว่าคนที่เข้ามาอ่านบทความของผมส่วนหนึ่งเองก็เข้ามาเพราะชื่อหัวข้อมันล่อเป้า บางคนอาจจะแอบหวังว่าผมจะเอาข่าววงในมาบอกหรือเปล่า

ลองคิดดูครับ เมื่อไหร่ที่ราคาหุ้นจะขึ้น? คำตอบก็คือเมื่อเจ้ามือเก็บหุ้นได้ถึงจำนวนที่พวกเขาต้องการ แน่นอนว่าพวกเขาไม่มีเหตุผลจะปั่นหุ้นขึ้นไป หากยังไม่มีหุ้นในมือมากพอจนคุ้มค่าที่จะรับความเสี่ยง หากเป็นเช่นนั้นจริง จะมีเหตุผลอะไรให้เจ้ามือจะบอกคนอื่นว่ากำลังเก็บหุ้นอยู่ เพื่อให้คนอื่นมาแย่งเก็บงั้นหรือ? คงไม่ใช่ ถ้าหากเจ้ามือจะบอกข้อมูลสำคัญที่มีผลต่อการทำกำไรถึงเพียงนั้นให้กับใครสักคน ผมเชื่อว่าพวกเขาต้องพิจารณาถึง ข้อแลกเปลี่ยนหรือผลประโยชน์ตอบแทนอย่างแน่นอน และคนที่ได้รับข้อมูลนั้นมาก็ย่อมไม่ต้องการให้คนอื่นมาแย่งเก็บหุ้นเช่นกัน เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นเรื่องที่ยากมากที่เราจะสามารถเก็บหุ้นได้ในราคาที่ต่ำใกล้เคียงกับเจ้ามือ นี่คือสิ่งแรกที่นักเก็งกำไรตามข่าววงในควรตระหนักไว้ ถึงแม้ว่าข่าวนั้นจะเป็นเรื่องจริง กว่าที่ข่าวจะมาถึงเรา เราอาจจะเป็นช่วงปลายๆแล้วก็ได้

คำถามที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ แล้วเมื่อไหร่เจ้าจะปล่อยของ ไม่มีประโยชน์เลยที่เราจะถือหุ้นแบบนี้ยาวๆ เราจะเห็นได้บ่อยๆว่าเมื่อเจ้าปล่อยของแล้ว ราคาของหุ้นจะดิ่งลงไปต่ำพอๆกับช่วงก่อนที่จะปั่นขึ้นมา ต่อให้เราเข้าถูกจังหวะพร้อมเจ้า แต่ไม่ได้ขายออกไป สุดท้ายก็ไม่ได้อะไร สิ่งนี้เองที่เป็นสาเหตุให้น้อยคนจะได้กำไรครั้งละมากๆ จากการซื้อหุ้นปั่น บางคนกลัวมากๆ เห็นหุ้นขึ้นนิดหน่อยก็รีบขายทำกำไรออกไปก่อนเพราะกลัวว่าเจ้าจะออกของไปแล้ว บางคนมั่นใจๆก็ถือไว้จนมันขึ้นไปก็ไม่ยอมขายกลัวขายหมู สุดท้ายราคากลับลงมาต่ำกว่าทุนแล้วก็ยังคงถือต่อ คิดไปว่าเจ้าคงแค่หยุดพัก เมื่อคนส่วนมากคิดเช่นนั้น ไม่ขายหุ้นออกมา เจ้าก็ไม่มีของ หรือถ้ามีก็มีน้อยเกินกว่าที่จะเสี่ยงปั่นขึ้นไปใหม่ ก็เลยไม่ปั่นสักที จนกระทั่งราคาดิ่งลงไปเรื่อยๆ รายย่อยเรื่มหมดความอดทน โอดครวญกันว่าเจ้าได้ทอดทิ้งไปแล้ว ยอมขายขาดทุนมากๆออกมา ก็เหมือนคืนของให้เจ้า เมื่อเจ้ามีของก็ปั่นใหม่ รายย่อยชุดใหม่ก็จะเข้ามารับไปอีก เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ จึงเป็นที่มาของคำว่า พอได้กำไร ได้น้อย เวลาขาดทุน เสียเยอะ

กลับมาตรงคำถามว่า ใครจะไปรู้ว่าเจ้าปล่อยของเมื่อไหร่ คำตอบก็คือ ไม่มีใครรู้ เจ้ามือคนเดียวที่รู้ และถ้าเขาจะบอก เขาก็คงไม่ประกาศออกมาหรอกครับว่า "ผมจะปล่อยของแล้วนะ" บุคคลวงในจิงๆน่ะแหละครับที่เขาจะบอก และผมก็เชื่อว่าคนที่รู้ก็จะรีบขายออกไปก่อน จนสุดท้ายคนที่รู้ช่วงปลายๆ อย่างเรา กว่าจะรู้ตัวเขาก็ขายทิ้งจนราคารูดไปหมดแล้ว

สรุปง่ายๆว่าการเล่นหุ้นประเภทนี้ การคัดกรองข่าวนั้นสำคัญมาก และถึงแม้ว่าข่าวที่ได้รับมาจะถูกต้องก็ตาม เราก็ยังยากที่จะได้กำไรมากๆ นอกเสียจากเราจะรู้จุดหรือจังหวะที่ต้องขาย ซึ่งต้องแน่ใจว่าเราเป็นคนแรกๆที่รู้ถึงจังหวะดังกล่าวอีกเช่นกัน




 

Create Date : 29 พฤษภาคม 2555    
Last Update : 29 พฤษภาคม 2555 14:15:04 น.
Counter : 2967 Pageviews.  

"Cut Loss" Vs. "ซื้อถัวเฉลี่ยขาลง" ความต่างกันสุดขั้วระหว่าง Technical และ VI

สิ่งที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วระหว่างนัก Technical และ VI ก็คือการกระทำที่กลุ่มคนทั้งสองจะทำเมื่อราคาหุ้นปรับตัวลดลง (Cut Loss vs. ซื้อถัวเฉลี่ยขาลง) เรื่องที่เราต้องคิดก่อนเสมอทุกๆครั้งก่อนซื้อขายหุ้นก็คือ "เราใช้ปัจจัยอะไรมาตัดสินในการซื้อหุ้น?" เราซื้อหุ้นตัวนั้นมาเพราะเห็นสัญญาณทางเทคนิค หรือว่าเราซื่้อเพราะเชื่อว่ามูลค่าที่แท้จริงของหุ้นยังต่ำกว่าราคา สิ่งที่เป็นตัวตัดสินความสำเร็จในตลาดหุ้นก็คือ "วินัย" ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราต้องไม่เปลี่ยนม้ากลางศึก

ก่อนอื่นมาดูคำนิยามของศาสตร์ทั้งสองกันก่อน

Technical - ศาสตร์ของ Technical นั้นคือการซื้อขายหุ้นตาม Trend (Trend Follower) เมื่อเราพิจารณาเห็นว่าหุ้นตัวหนึ่งอยู่ในช่วงขาขึ้น เราก็ซื้อและถือไว้จนกว่ามันจะหมดรอบ และขายเมื่อมันเข้าสู่ Trend ขาลง เป็นเรื่องปกติที่นัก Technical จะซื้อหุ้นที่ "แพง" เพราะหุ้นที่มีสัญญาณชัดเจนส่วนใหญ่ก็คือหุ้นที่ราคาปรับตัวขึ้นไปแล้ว สิ่งที่ต้องทำก็คือ ซื้อแพง เพื่อไปขายแพงกว่า

Value Investment - การลงทุนแบบเน้นคุณค่า เราจะซื้อหุ้นเมื่อเราเห็นว่ามูลค่าของกิจการบริษัทนั้นสูงกว่าราคาที่สะท้อนออกมาในหุ้นที่ซื้อขายกันอยู่ในกระดาน และจะขายก็ต่อเมื่อราคานั้นปรับตัวขึ้นไปสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงมากๆ หรือมีปัจจัยสำคัญเปลี่ยนแปลงซึ่งทำให้มูลค่าของกิจการนั้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 

เราอาจจะไม่ต้องเป็น VI หรือ Technical 100% ก็ได้ หุ้นบางตัวเราอาจจะซื้อเพราะเห็นสัญญาณทางเทคนิค หุ้นบางตัวเราอาจจะเห็นว่าราคาต่ำกว่ามูลค่าจึงซื้อ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ เราต้องจำให้ได้ว่า ซื้อตัวไหนเพราะอะไร ห้ามเอามาปนกัน 

ความผิดพลาดอย่างหนึ่งที่เห็นได้บ่อยก็คือ การซื้อถัวเฉลี่ยขาลงหุ้นที่เราซื้อมาด้วยปัจจัยทางเทคนิคแทนที่จะ Cut Loss เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ไม่ใช่ทุกครั้งที่เราจะสามารถคาดการณ์ Trend ได้อย่างแม่นยำ 100% โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดไทยที่มีการควบคุมราคาอยู่ส่วนหนึ่ง นัก Technical ที่เข้าถูก Trend 7 ใน 10 ครั้งก็นับว่าเก่งแล้ว เป็นเรื่องธรรมชาติที่เราจะเข้าผิด Trend (เราคิดว่ามันอยู่ใน Trend ขาขึ้น แต่พอซื้อแล้วราคากลับลง) เพราะฉะนั้นสิ่งที่เป็น "กุญแจ" สำคัญที่จะทำให้นัก Technical ได้กำไรก็คือการ "Cut Loss" และ "Let Profit Run" ต่อให้เราเข้าถูก Trend แค่ 5ใน 10ครั้ง เราก็สามารถได้กำไรได้หากปฏิบัติตามวินัย เพราะฉะนั้นเราต้องระลึกไว้เสมอว่า หุ้นที่เราซื้อตามสัญญาณเทคนิค ถ้าลงเกินจุด Cut Loss ที่ตั้งไว้ตอนซื้อ ต้องขาย Cut Loss เสมอ ห้ามซื้อถัวเฉลี่ยเด็ดขาด

อีกหนึ่งข้อผิดพลาดก็คือการ Cut Loss หุ้นทั้งๆที่เราซื้อมาเพราะปัจจัยพื้นฐาน ทั้งๆที่เราคำนวณอย่างดีแล้วว่าราคาที่เราซื้อมันต่ำกว่ามูลค่า แต่เรากลับนำวิธีการ Cut Loss มาประยุกต์ใช้ เมื่อเห็นว่าราคามันตกลงไปอีก กลายเป็นว่า ซื้อถูก แต่ไปขายถูกกว่า สิ่งที่ VI ต้องทำก็คือการวิเคราะห์ให้แน่ชัดก่อนว่าหุ้นที่ซื้อนั้นราคาต่ำกว่ามูลค่า และหากราคาลดลงไปอีก สิ่งที่ต้องทำก็คือการซื้อถัวเฉลี่ยไม่ใช่ Cut Loss

คนจำนวนไม่น้อยที่ซื้อหุ้นตามสัญญาณเทคนิค แต่ถึงเวลาเข้าผิด Trend กลับไม่ยอม Cut Loss และผันตัวไปถือยาว เรียกตนเองว่า VI ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่าต้นทุนเราสูงกว่า VI จริงๆอยู่มาก เพราะการซื้อตามสัญญาณ Technic มักจะได้หุ้นแพงอยู่แล้ว 

ในทางกลับกัน การซื้อหุ้นแบบ VI มักจะซื้อหุ้นที่ราคายังไม่ปรับตัวขึ้นไป ซึ่งถ้ามองในมุม Technical อาจจะเป็นหุ้นที่อยู่ใน Trend ขาลง หรือ Side way จึงไม่แปลกเลยที่ VI จะซื้อหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง แล้วราคากลับลงต่อ เพราะฉะนั้นมันเป็นธรรมชาติที่เราจะซื้อหุ้นโดยอิงปัจจัยพื้นฐานและต้องอดทนเห็นพอร์ตการลงทุนเราแดงอยู่สักพัก เป็นไปได้ยากมากที่เราจะซื้อหุ้นแบบ VI และเห็นราคาปรับตัวขึ้นไปทันทีแบบหุ้น Technical เพราะมันต้องใช้เวลากว่าที่มูลค่าเหล่านั้นจะสะท้อนออกมาถึงราคาหุ้น (เพราะถ้ามันสะท้อนทันที เราก็คงไม่มีโอกาสได้ซื้อหุ้นถูกเหมือนกัน) เรื่องตลกก็คือ มีนักลงทุน VI จำนวนไม่น้อยเช่นกันที่ไม่สามารถ อดทนรอเวลาได้ เมื่อเห็นราคาปรับลดลงไปเรื่อยๆ แทนที่จะดีใจซื้อเพิ่ม กลับขายออกไป และอ้างว่าตนเองมีวินัยจึง Cut Loss  (คงลืมไปแล้วว่าตัวเองซื้อมาเพราะอะไร)




 

Create Date : 11 พฤษภาคม 2555    
Last Update : 11 พฤษภาคม 2555 13:38:35 น.
Counter : 9002 Pageviews.  

1  2  3  

Jo_oF_GluE
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




Friends' blogs
[Add Jo_oF_GluE's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.