มนุษย์ต่างดาวเขียนหนังสือ

ฟอสซิลของชีวิต

ไปศาลาลุงชินเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
เจอคนมากมาย แต่เป็นคนที่เราไม่ค่อยเจอในชีวิตประจำวัน
ตอนเราจอดรถ เราเดินมุ่งหน้าไปที่ศาลาลุงชิน
มีหลายๆคนที่เดินนำเราอยู่ข้างหน้า มีอารมณ์สดใส
มีหลายๆคนเดินตามเรามาข้างหลัง
มีอีกหลายๆคันที่กำลังหาที่จอด
และภายในหลายๆคันนั้น
ก็มีหลายๆคนที่กำลังยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่

นึกไปถึงเหตุการณ์เดียวกัน
แต่ต่างเทศะ
สมมติว่าในห้างก็ได้
ถ้ารถแออัดๆ วนหาที่จอดกัน รถติดอยู่ในที่จอดรถ
เวลามองเข้าไปในรถเหล่านั้น
ก็จะเห็นบางคนก็เหม่อลอย
บางคนก็บูดบึ้งหงุดหงิด
บางคนก็พูดคุยเพื่อคลายความอึดอัด
บางคนก็โทรศัพท์รอโชคชะตาจะพาไปหาที่จอดรถว่างๆ
เมื่อจอดรถได้ พากันเดินเข้าห้าง
แม้ว่าเสื้อผ้าอาภรณ์จะสะอาดตระการตา
แต่เราจะจับไม่ได้ถึงความแจ่มใสในอารมณ์เมื่อตอนเดินเข้าห้างสักเท่าไหร่เลย

เราเดินไปที่ศาลา
เรามีจุดหมายเดียวกับคนอื่นๆ
และจุดหมายนั้น ยังผลให้เกิดอารมณ์แจ่มใสกันถ้วนหน้า
นั้นก็คือจุดหมายที่จะมีชีวิตที่ร่มเย็น มีสติ ปล่อยวาง พัฒนาจิตใจ

เรารู้สึกว่ามันเป็นโลกอีกโลกนึงเลย
เป็นโลกที่ร่มเย็น ท่ามกลางอากาศร้อนๆ
เป็นโลกที่พักจากความวุ่นวาย
ทั้งจากสังคมและจิตใจตัวเอง

ที่เป็นเหมือนพื้นที่เย็นๆอีกที่หนึ่งบนโลก
เราอยู่ได้แบบไม่ต้องกังวลว่าใครจะมาทำร้าย
ไม่ต้องมีใครมาเอาอกเอาใจเราก็ได้
ต่างคนต่างอยู่ แบบเย็นๆ
แต่เมื่อไหร่ที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กัน
ก็เป็นไปอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย
ไม่ได้เคลือบแฝงประโยชน์ส่วนตนเอาไว้เบื้องหลัง

ไปศาลาลุงชินคราวที่แล้วๆมา
ไม่รู้สึกว่าเย็นๆขนาดนี้
ไม่รู้สึกดีใจที่เจอโลกใบนี้เท่าไหร่
ก็เป็นเหมือนสถานที่หนึ่งที่ได้ไป
ก็เท่านั้น

แต่วันนี้ มันมากกว่านั้น
คงเป็นปรกติ ที่เมื่อเรามีประสบการณ์อะไรบางอย่าง
ถึงจุดหนึ่ง
เมื่อเราไปอยู่ในบางที่ อยู่ใกล้บางสิ่ง
ผลจากการกระทบกับความรู้สึกภายในจะเปลี่ยนไป

ทุกวันนี้
เราก็ไม่ได้มีบุคลิกเป็นพวกยกหนอ ย่างหนอ ปิ้งหนอ
เราไม่ได้พยายามแสดงตัวว่าเป็นนักปฏิบัติธรรม เป็นคนพุทธ
เราไม่แม้แต่จะพยายามแสดงตัวว่าเป็นคนดี
เราก็ยังเป็นเรา ที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา
ที่เติบโตไปตามทางบ้าง หลงผิดไปบ้าง ขี้เกียจไป(เยอะ)บ้าง
แต่พอมาถึงจุดนี้ มันก็เห็นได้ว่า
เมื่อชีวิตมีจุดมุ่งหมายแบบใด ชีวิตมันก็จะเปลี่ยนไปตามนั้น
ถ้าเรามีจุดหมายที่มั่นคง ชีวิตเรา ถึงจะเปลี่ยนตามธรรมชาติ
แต่มันก็เปลี่ยนอย่างมั่นคงและมีประเด็น
และนั่น ทำให้ภายในของเรามันกลายเป็นคนละคนได้ภายในเวลาข้ามปี
แต่ถ้าจุดหมายเราเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เราก็เหมือนเป็นปูขาเก
ที่ซัดเซไปมาตลอดปีตลอดชาติ เพราะจุดยืนไม่ชัดเจน

จำที่หลวงอาพูดได้เป็นพิเศษท่อนหนึ่งว่า
ชีวิตเรา ในตอนที่ไม่เจอพุทธศาสนานั้น
จะรู้สึกเคว้งคว้างอยู่ลึกๆในใจ
ไม่เหมือนตอนที่เจอพุทธศาสนาแล้ว
เราจะรู้สึกว่ามีจุดหมายในชีวิต ว่าเกิดมาทำไม

ไม่รู้คนอื่นฟังแล้วจะเก็ตขนาดไหน
แต่เราฟังแล้วเรารู้สึกว่าใช่เลย
ที่ผ่านมาเรามีคำถามมากมาย
หนึ่งในคำถามยอดฮิตของตัวเองนั้นก็คือ เกิดมาทำไม

เราอาจจะไปหาหนังสือกลอนเพ้อๆ
หรือปรัชญาหนักๆ ที่บอกเราได้ว่าเกิดมาทำไม
เกิดมาเพื่อเธอ เกิดมาเพื่อชาติ เกิดมาเพื่ออะหยังต่อมีอะหยังมากมาย
แล้วแต่คนจะใส่สีตีไข่ไปว่าอยากเกิดมาเพื่ออะไร
แล้วไปสร้างศรัทธากับสิ่งที่ยึดเอานั้นตามมีตามเกิด

แต่นั่น ก็ทำให้หลงยึดได้ประเดี๋ยวประด๋าว
เหมือนคนที่พยายามนิยามให้ความรักน่ะ
ก็นิยามไปเท่ๆ เลี่ยนๆ เกรียนๆ เพ้อๆ หวานๆ อะไรไปตามเรื่องนั่นแล
แล้วแต่ว่าตอนนั้นความรักเป็นยังไง

อันนี้เหมือนกัน เกิดมาทำไม
คนเราก็พยายามหาคำตอบที่ตัวเองพอใจใส่ลงไป

บางคนเดินทางไปสุดโลก ก็ยังหาคำตอบนี้ไม่พบ
บางคนอ่านหนังสือทั้งห้องสมุด
ก็กลับได้นิยามที่เอามาจดไว้อ่านเล่น หรือไว้พูดให้ดูดีเฉยๆ
จะดูดน้ำจากมหาสุมทรทั้งเจ็ดขึ้นมางมหาคำตอบ ก็ไม่เจอ
คิดให้หัวแตก กระบาลแยก ก็ไม่พบ

เพราะที่สุดท้ายที่คนเราไม่เคยไปหาคำตอบ ก็คือใจของตัวเอง

ในช่วงชีวิตที่เรายังไปหาคำตอบจากภายนอกนั้น
เรามีความรู้สึกเคว้งๆบ่อยมากๆ
มันไม่ใช่อยู่ๆเคว้งเป็นคนตกจากที่สูง
แต่มันเป็นความรู้สึกลึกๆที่กระซิบเบาๆว่า
ตกลงชีวิตนี้ที่เราเกิดมานี่ สาระมันอยู่ตรงไหนกันนะ
ตอนเด็กๆก็คิดว่า ครูแนะแนว น่าจะเป็นคนที่ช่วยได้
เราเพียงแต่ยังเป็นเด็กหาแนวเท่านั้น
เดี๋ยวหาแนวเจอก็ดีเอง
เมื่อกลายเป็นเด็กแนวแล้ว
เสียงกระซิบนั้น ก็ยังไม่หายไป
มันยังรู้สึกว่าจิตใจเติมไม่เต็ม
และมันไม่ใช่การเติมให้เต็มด้วยความรัก หรือความรวย
ความสวย หรือความฉลาดใดๆ

ถ้าได้รักกับคนนี้แล้วชีวิตจะสมบูรณ์
แล้วถ้าเขาเปลี่ยนไป หรือเขาตายไปล่ะ
ไม่ต้องเว้าแหว่งกลิ้งหาปัจจัยทำให้ชีวิตสมบูรณ์ใหม่เหรอ

ถ้ามีเงินเยอะๆแล้วชีวิตจะสมบูรณ์
แล้วถ้าวันไหนที่ยังไม่มีเงิน
ล้มละลาย ต้องใช้หนี้กันบาน
หรือเป็นพนักงานเงินเดือนต๊อกต๋อย ไม่รวยซะที
ชีวิตจะสมบูรณ์ไม่ได้เชียวเหรอ

ถ้ารู้มากๆชีวิตจะดีมีแก่นสาร
แต่ความรู้ในโลกนี้ มันมีมากมายเหลือเกิน
ใช้เวลาทั้งชีวิตก็ศึกษาไม่หมด
แล้วถ้าแก่นสารชีวิตได้มาจากความรู้มหาศาลตรงนั้น
จะมีวันที่ชีวิตจะสมบูรณ์หรือไม่นี่

ถ้ามีลูก จะทำให้ชีวิตสมบูรณ์
แล้วถ้าวันนึงลูกตายไปก่อน หรือว่าตัดสินใจไม่มีลูก
ชีวิตไม่ต้องขาดความสมบูรณ์ไปทั้งชีวิตหรืออย่างไร



คิดวนไปวนมา
ความมีไอนั่น ความเป็นไอนี่
มันเป็นอะไรที่เกิดขึ้นมา แล้วมันก็หายไปทั้งนั้น
ไม่ยักกะมั่นคง เป็นเหมือนแผ่นโฟมเล็กๆที่ลอยอยู่ในทะเล
เผลอเข้าไปยึดได้ตอนกำลังจะจมน้ำ
แต่ก็ยึดกันจมน้ำหรือกันเคว้งคว้างได้เพียงชั่วคราว
เพราะมันจะพลิกคว่ำเมื่อไหร่ก็ไม่รู้
จะไปยืนอยู่บนนั้นก็ไม่ได้เพราะมันแสนจะไม่เสถียร

ในวันที่เรามีสิ่งดีๆอยู่ในชีวิต
เรามีคนรักที่ดีๆ การงานดีๆ ลูกดีๆ
เรามักจะตีขลุมเอาว่า เราจะอยู่อย่างนี้ตลอดไป
อย่างนี้คือเพียงพอสำหรับเราแล้ว
แต่เมื่อมองไปในอนาคต
คนรักที่ดีๆ สักวันก็ต้องจากเราไป
การงานดีๆ อีกหน่อยก็อาจจะมีมรสุม
ลูกดีๆ สักวันก็จากเราไปเหมือนกัน

หรือในมุมกลับกัน เราก็ต้องจากสิ่งเหล่านี้ไปก่อน

แล้วในวันที่เรา กับสิ่งเหล่านั้น ไม่ได้อยู่ด้วยกัน
วันนั้น เราจะเห็นว่าอะไรเป็นสาระของชีวิต?



เมื่อเข้ามาสังเกตจิตใจของตัวเองดูแล้ว
ก็กลับพบว่า คำตอบมันอยู่ตรงนี้แฮะ
ซึ่งจริงๆมันไม่ได้บอกหรอก ว่าหนทางนั้น สาระ แก่นแท้ คืออะไร
มันไม่มีชื่อเรียก มันไม่มีรูปร่างให้วาดให้ดู
จะให้เราเฉลยข้อสอบให้ฟังเลยก็ไม่ได้
เรารู้แต่ว่า ชีวิตปึกแผ่นเป็นแก่นสารมากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อได้สำรวจใจตัวเองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

สำรวจใจในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่าให้คิดค้นหาคำตอบ
เพราะการคิดเอา มันไม่ได้ให้คำตอบไปซะทุกอย่าง
แต่เป็นการสำรวจใจในขณะปัจจุบันว่า เกิดอะไรขึ้นกับใจของเราบ้าง
ง่ายๆแค่นี้
แต่มันกลับทำให้เราเห็นว่า
ที่ผ่านๆมาที่เราหลงคิดไปว่ารู้ตัวว่าทำอะไรอยู่นั้น
แท้จริงแล้ว ไม่ค่อยจะรู้ตัวเลยด้วยซ้ำ

แล้วมันทำให้ค่อยๆเห็นคำตอบได้ยังไง
การระลึกรู้ตัวในปัจจุบันนั้น
ทำไมทำมา มันเหมือนเป็นการปัดดินออกจากฟอสซิลก้อนใหญ่ๆ
เหมือนรู้แต่ว่า ตรงไหนเป็นดิน ก็ปัดออก แค่นั้น
เมื่อค่อยๆทำไป เราก็จะเริ่มเห็นฟอสซิลได้ชัดเจนขึ้น
โดยที่เราไม่ต้องจินตนาการไปเองว่ามันเป็นอะไร
ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ในที่สุดเราก็จะได้เห็นเอง



ถ้ามัวแต่ไปตีความว่าฟอสซิลก้อนนี้เป็นยังไง
โดยที่ไม่ยอมเอาดินออก
เอาแต่เดาไปตามจินตนาการ ประสบการณ์
มันก็จะได้แต่ความจริงขั้นความคิด
ความจริงที่ว่า เรามันคิดไปเอง
ไม่ใช่ความจริงที่ว่า จริงๆแล้วฟอสซิลดินพอกนี่ คืออะไร



แล้วเราจะมีชีวิตอยู่ โดยที่เดามันเรื่อยไปตามความพอใจ
หรือว่าเราจะใช้ความเพียร บวกปัญญา
ทำให้เห็นความจริงในสักวันขึ้นมาเอง?




Create Date : 05 มีนาคม 2551
Last Update : 5 มีนาคม 2551 0:05:09 น. 0 comments
Counter : 178 Pageviews.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

JeyZ
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




รหัสสมาชิก 3 พันนิดๆ
เป็นมนุษย์ต่างดาว
มีแมวเป็นนาย มีกายเป็นบ่าว
ทำงานหลายอย่าง
ชอบทำอาหาร ชอบชิมอาหาร
ชีวิตนี้ก็ไปมาหลายที่อยู่เหมือนกัน
เป็นมิตร ไม่กัด ตรงไปตรงมา
ไม่ถนัดสนทนากับเกรียน และชาวภาษาวิบัติ
[Add JeyZ's blog to your web]