Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2550
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
17 ตุลาคม 2550
 
All Blogs
 
ท่าทีและความจริงใจของคณะรัฐประหารในการแก้ไขปัญหาของคนยากจนภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง

บบทความ "ท่าทีและความจริงใจของคณะรัฐประหารในการแก้ไขปัญหาของคนยากจนภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง” นี้นำมาจากเวปไซน์ประชาไท วันที่ 16/10/2550 เขียนโดย ธุลี เป็นมุมมองทางเศรษฐศาสตร์การเมืองต่อปัญหาความยากจนกับกระแสเศรษฐกิจพอเพี้ยงที่รัฐบาลชุดดังกล่าวชู้เป็นนโยบายเศรษฐกิจ เป็นการมองปัญหาความยากจนว่าเกิดจากคนไม่ได้เกิดจากโครงสร้าง หรืออีกนัยยะหนึ่ง รัฐบาลจงใจกดฐานะการต่อสู้ของขบวนการคนจนให้มีความหมายเป็นเรื่องของความไม่พอเพียงเท่านั้น นอกจากนี้ผู้เขียนยังเสนอแนะว่า การสร้างหรือเข้าร่วมขบวนการเคลื่อนไหวของชนชั้นล่างในประเด็นสาธารณะต่างๆ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของสังคมจะต้องมีต่อไป


ธุลี




ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเป็นปัญหาหลักของประเทศ ข้อมูลปี 2547 มีคนยากจนถึง 8.8 ล้านคน หรือ 14.4% ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ หนี้สินเฉลี่ยของครัวเรือนทั้งประเทศจำนวน 104,571 บาทต่อครัวเรือน [1] 20% ของประชากรที่มีรายได้ต่ำสุดมีรายได้เฉลี่ย 982 บาท/คน/เดือน และมีรายได้รวมคิดเป็นร้อยละ 4.54 ของรายได้รวมทั้งประเทศ ขณะที่ 20% ของผู้มีรายได้สูงสุด มีรายได้เฉลี่ย 11,874 บาท/คน/เดือน คิดเป็นร้อยละ 54.86 ของรายได้ทั้งประเทศ [2]



ปัญหาดังกล่าวจำเป็นที่จะต้องแก้ไขปรับปรุงเป็นการด่วน มิฉะนั้น จะบั่นทอนความเจริญทางเศรษฐกิจ และเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ [3]



เรามาดูว่ารัฐบาลไทยที่มาจากการรัฐประหาร ซึ่งมักจะกล่าวอ้างเรื่องความมั่นคงเสมอๆ มีท่าทีต่อปัญหาความยากจนของประชาชนอย่างไร



รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แถลงต่อสภาว่า จะใช้นโยบายเศรษฐกิจพอเพียง รูปธรรมที่เห็นก็คือ การทุ่มงบประมาณผ่านโครงการอยู่ดีมีสุข และโครงการพัฒนาหมู่บ้าน/ชุมชนตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง, ยุบศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะปัญหาความยากจน (ศตจ.) ที่ตั้งขึ้นในสมัยทักษิณ และตั้งศูนย์อำนวยการขจัดความยากจนและพัฒนาชนบทตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (ศจพ.) แทน



โครงการอยู่ดีมีสุขที่เร่งอนุมัติงบให้หมดก่อนการลงประชามติ ส่อให้เห็นว่ามีการทุจริตของข้าราชการในระดับพื้นที่ในลักษณะของการมีผลประโยชน์ร่วมกับบริษัทที่รับเหมาดำเนินการ เช่น บริษัทจำหน่ายเครื่องสูบน้ำและระบบน้ำ ตัวแทนจำหน่ายพันธุ์สัตว์ เป็นต้น สิ่งที่ประชาชนได้รับจึงเป็นเพียงโครงการที่มีลักษณะเหมือนๆ กัน หรือล็อคสเปคตามผลประโยชน์ของนายทุนและข้าราชการ ไม่ได้ตอบสนองความต้องการหรือการแก้ปัญหาของประชาชนที่จะทำให้ประชาชนพึ่งตนเองได้ และอยู่ดีมีสุขอย่างที่กล่าวอ้าง



ศจพ.ที่ใช้กลไกข้าราชการจากกระทรวงต่างๆ และ กอ.รมน.เป็นส่วนใหญ่ ไม่มีเป้าหมายในการขจัดหรือแก้ปัญหาความยากจนแต่อย่างใด “ตลอดเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ศจพ. เป็นเพียงเวทีเจรจาเพื่อชะลอไม่ให้ปัญหาปะทุขึ้นมา หรือระงับการเคลื่อนไหวของชาวบ้านเท่านั้น” [4]



และสิ่งที่ประชาชนจับต้องได้อย่างชัดเจนคือ งานอบรม/สัมมนา ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ โปสเตอร์ ป้ายผ้า สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโฆษณาตามวิทยุ/โทรทัศน์จำนวนมาก ที่เชิญชวนให้ประชาชนดำเนินชีวิตตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง



ขณะเดียวกัน ปัญหาความทุกข์ยากของประชาชนอันเนื่องมาจากนโยบายรัฐก็ไม่ได้รับความเอาใจใส่อย่างจริงจัง ตัวอย่างเช่น ไม่มีมาตรการช่วยเหลือที่ชัดเจนจากภาครัฐในกรณีความเดือดร้อนของคนงานที่ถูกเลิกจ้างหรือลดเวลาทำงานจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว



หรือในกรณีความเดือดร้อนของชาวบ้านปากมูน “ครม.ที่มีอำนาจแก้ปัญหากลับโยนให้ ศจพ.พิจารณา สุดท้ายแม้ ศจพ.จะยอมให้เปิดเขื่อนซึ่งไม่รู้ว่าเพื่อระบายน้ำ หรือเพื่อแก้ปัญหาตามที่คณะกรรมการพัฒนาทรัพยากรและวิถีชีวิตชุมชนลุ่มน้ำมูลซึ่งเป็นกลไกการแก้ปัญหาที่มีมาแต่เดิม ได้มีความเห็นจากข้อมูลงานวิจัยมาก่อนหน้านี้ ให้เปิดเขื่อนปีละ 4 เดือน นับแต่เดือน พ.ค.หรือ มิ.ย. แต่กว่า ศจพ.จะมีความเห็นให้เปิดเขื่อนในวันที่ 12 สิงหาคม 2550 ก็เป็นช่วงที่น้ำหลากแรง ชาวบ้านที่เป็นชาวประมงพื้นบ้านก็ไม่สามารถจับปลาหรือจับได้น้อยไม่พอกินพอขาย ซึ่งเท่ากับไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาความเดือดร้อนแต่อย่างใด” [5]



ซ้ำร้ายการอนุมัติงบประมาณรายจ่ายปี 2551 เป็นงบประมาณยุทธศาสตร์แก้ไขความยากจนเพียง 3.6% น้อยกว่างบประมาณด้านความมั่นคง (13.2%) [6] และเทียบไม่ได้เลยกับสัดส่วนของคนยากจน



นอกจากนี้แล้ว รัฐบาลและสนช.ยังร่วมกันผลักดันกฎหมายจำนวนมาก ซึ่งมีเนื้อหาขัดแย้งกับแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง เช่น พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ, พ.ร.บ.ป่าชุมชน, พ.ร.บ.น้ำ, พ.ร.บ.ปุ๋ย, พ.ร.บ.ประมงน้ำจืด, พ.ร.บ.แปรรูปรัฐวิสาหกิจ ที่ล้วนแล้วแต่แย่งชิงทรัพยากรไปจากประชาชนและชุมชน เพื่อการอนุรักษ์อย่างไม่ลืมหูลืมตา หรือไม่ก็ตอบสนองนายทุนและภาคอุตสาหกรรม โดยไม่ได้คำนึงว่าประชาชนจะมีชีวิตอยู่อย่างพอเพียงได้อย่างไรถ้าขาดฐานทรัพยากรและปัจจัยการผลิต ทั้งเพื่อดำรงชีวิตอยู่และหล่อเลี้ยงสังคม , พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาออกนอกระบบ ที่ทำให้คนจนไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาในระดับอุดมศึกษา และพอใจเพียงแค่เป็นเกษตรกรที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ หรือเป็นแรงงานไร้ฝีมือที่ไม่มีคุณภาพชีวิตและหลักประกันในการทำงาน เป็นต้น



ท่าทีเช่นนี้ของรัฐบาลและคณะอำมาตย์ แสดงให้เห็นว่า



1. รัฐบาลโยนปัญหาความยากจนของประชาชนให้เป็นเรื่องท่าทีต่อชีวิต เช่น ไม่รอบคอบ ไม่มีเหตุผล ไม่รู้จักประมาณ ไม่ขยันหมั่นเพียร จึงโหมประชาสัมพันธ์และสนับสนุนงบประมาณให้ประชาชนดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง โดยทำให้สังคมลืมไปว่า การที่คนยากจนไม่ได้เป็นเพราะไม่รู้จักเพียงพอ



ขบวนการต่อสู้ของคนจน นับตั้งแต่ขบถชาวนาในภาคเหนือ ขบวนการผู้มีบุญในอีสานในสมัยศักดินา และสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เกิดจากการกดขี่ขูดรีดของชนชั้นนำผ่านระบบภาษี, การเข้าร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย สหพันธ์ชาวนาชาวไร่ เกิดจากการขูดรีดภาษี แรงงาน และผลผลิตส่วนเกินโดยรัฐและนายทุน, จนถึงสมัชชาเกษตรกรรายย่อยภาคอีสาน และสมัชชาคนจนในปัจจุบัน ก็เกิดจากการแย่งชิงปัจจัยการผลิตและทรัพยากรจากประชาชนส่วนใหญ่ไปเอื้อประโยชน์แก่นายทุน ผ่านโครงการพัฒนาต่างๆ ของรัฐ เหล่านี้ เป็นหลักฐานที่ยืนยันได้ว่า คนจนถูกทำให้จนโดยกลไกต่างๆแห่งรัฐและชนชั้นนำ



ในอีกนัยยะหนึ่ง รัฐบาลจงใจกดฐานะการต่อสู้ของขบวนการคนจนให้มีความหมายเป็นเรื่องของความไม่พอเพียงเท่านั้น



2. รัฐบาลและคณะรัฐประหารมองคนจนเป็นเพียงมวลชนที่ต้องช่วงชิงมาจากทักษิณและไทยรักไทย ดังนั้น นโยบายเศรษฐกิจพอเพียงที่ลงมาสู่ประชาชน จึงเป็นนโยบายประชานิยมที่ทำให้ดูตรงข้ามกับนโยบายของทักษิณ แต่มีเป้าหมายอันเดียวกัน คือ สร้างความนิยมในหมู่คนจน และกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจอันเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มชนชั้นนำของตน



3. รัฐบาลและคณะรัฐประหารไม่ได้ใส่ใจกับการแก้ปัญหาความยากจนที่มีสาเหตุจากโครงสร้างที่ไม่เสมอภาคของรัฐ เช่น โครงสร้างกฎหมาย ระบบภาษี ระบบการถือครองที่ดิน ที่เอื้อประโยชน์ต่อคนรวย เพราะการทำเช่นนี้ รวมถึงการแก้ปัญหาในกรณีความเดือดร้อนต่างๆ หมายถึงการสูญเสียผลประโยชน์ของชนชั้นนำ และยอมรับให้คนจนมีส่วนแบ่งในอำนาจ



แต่คณะรัฐประหารไม่ได้มีเป้าหมายเช่นนั้น พวกเขาแค่ต้องการรักษาอำนาจและผลประโยชน์ให้กระจุกตัวอยู่ในหมู่ชนชั้นนำที่ไม่ใช่ทักษิณ เราจึงได้เห็นการผลักดันกฎหมายจำนวนมากที่ให้บทบาทแก่อำนาจรัฐและนายทุน เหนือสิทธิของประชาชน ในยุคที่มี”สภาขุนนางคนดี” แทนที่”สภาผู้แทนน้ำเน่า”



หากกล่าวอ้างเรื่องสวัสดิการเรียนฟรี รักษาฟรี มีที่อยู่อาศัยในรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ดูใส่ใจคนจนและดูก้าวหน้ากว่านโยบายประชานิยมของทักษิณ แต่นี่ก็เป็นเพียงจุดขายของรัฐธรรมนูญที่มาจากการรัฐประหารซึ่งสร้างความชอบธรรมด้วยการลงประชามติ



ในความเป็นจริงแล้ว สวัสดิการดังกล่าวเป็นเพียงบางด้านและบางส่วนเท่านั้น ผู้ที่มีสิทธิเข้าถึงสวัสดิการก็อาจมีจำนวนเพียงน้อยนิด ไม่ใช่ชนชาวไทยหรือคนยากจนทั้งหมด เนื่องจากการตีความคำว่า”ผู้ยากไร้” ในขั้นตอนการปฏิบัติ



อีกทั้ง งบประมาณในเรื่องดังกล่าวก็ทำท่าจะมาจากการขึ้นภาษีสุรา ยาสูบ และขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม อันเป็นการรีดเงินภาษีจากคนจน(เหมือนที่เป็นมาโดยตลอด) ไปสร้างสวัสดิการให้คนจนนั่นเอง



ดังนั้น สวัสดิการในรัฐธรรมนูญปี 2550 จึงไม่มีผลในการแก้ปัญหาความยากจนหรือลดความเหลื่อมล้ำในสังคมแต่อย่างใด



นี่คือโฉมหน้าที่แท้จริงของคณะผู้ปกครองที่มาจากการรัฐประหาร ที่มีจุดยืนเช่นเดียวกับชนชั้นปกครองที่ผ่านมาในอดีต คือ กอบโกยและขูดรีดชนชั้นล่าง โดยเฉพาะในยุคเผด็จการ และแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงก็เป็นเพียงเครื่องมือในการครอบงำสังคมและกดทับการต่อสู้ของประชาชน ไม่เพียงแค่รัฐบาลนี้ หากมันจะดำรงอยู่ต่อไปภายใต้ รัฐธรรมนูญอำมาตยาธิปไตย กลไกรัฐราชการ และกฎหมายที่กำเนิดจากสภาขุนนาง



ดังนั้น สิ่งที่ คนจน และสังคมโดยรวมควรตระหนัก ก็คือ ในทางหนึ่งการที่ครอบครัวและชุมชนพยายามพึ่งตนเองนั้นต้องเกิดจากการรู้เท่าทันและไม่ตกเป็นเหยื่อกระแสบริโภคนิยม และในอีกทางก็ต้องไม่หลงติดกับดักของความพอเพียง เพราะนี่ไม่ใช่ทางออกของสังคมที่ดำรงอยู่บนความเหลื่อมล้ำอย่างสูงระหว่างคนจนกับคนรวย ประชาชนไม่อาจหลุดพ้นจากความยากจนได้จริง หากโครงสร้างสังคมและกฎหมายเอื้อประโยชน์ให้คนรวย เอารัดเอาเปรียบและแย่งชิงทรัพยากรไปจากคนจน ไม่ว่ารัฐจะใช้นโยบายเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมหรือเศรษฐกิจพอเพียง



นอกเหนือไปจากการต่อสู้ในประเด็นความเดือดร้อนจากนโยบายของรัฐแล้ว การสร้างหรือเข้าร่วมขบวนการเคลื่อนไหวของชนชั้นล่างในประเด็นสาธารณะต่างๆ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของสังคมจะต้องมีต่อไป เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย, การเรียกร้องสิทธิชุมชนในการใช้ ดูแล และปกป้องทรัพยากร, ระบบสวัสดิการที่ครอบคลุมทุกด้านและทั่วถึงทุกคน, การกระจายอำนาจ, ผลักดันกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ต่อคนจนและคนส่วนใหญ่แทนกฎหมายที่ล้าหลัง, แก้ระบบภาษีให้คนรวยต้องจ่ายมากกว่าคนจน, จำกัดการถือครองที่ดินและกระจายให้เกษตรกรที่ไม่มีที่ทำกิน ฯลฯ ทั้งด้วยประชาธิปไตยทางตรง และผ่านตัวแทนด้วยการเลือกพรรคการเมืองที่มีนโยบายในประเด็นดังกล่าวและผลักดันให้เข้าสู่สภา



เช่นนี้ ชนชาวไทยทุกคนจึงจะมีชีวิตอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีเสมอภาคกัน อันจะนำไปสู่ความเจริญทางเศรษฐกิจและความมั่นคงภายในชาติอย่างแท้จริง







เชิงอรรถ :



[1] ดูใน ธิดา ถาวรเศรษฐ,”วิเคราะห์สังคมไทย:คนจนในสังคมไทย” ใน อุดมการณ์ (กรุงเทพฯ, 2548), หน้า 3-10

[2] ดูใน รายงานทีดีอาร์ไอ ฉบับที่ 40, ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจกับความขัดแย้งในสังคม: ทฤษฎี ประสบการณ์และแนวทางสมานฉันท์ (กรุงเทพฯ,2549)

[3] ดูใน นิคม จันทรวิทุร, ประเทศไทยจากเศรษฐกิจเฟื่องฟูถึงวิกฤติสังคม (กรุงเทพฯ:มูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท.,2541), หน้า 97

[4] สัมภาษณ์ นิวาส โคตรจันทึก อนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดิน ศจพ.

[5] สัมภาษณ์ นันทโชติ ชัยรัตน์ ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน

[6] ดูที่ เครือข่าย 19 กันยาต้านรัฐประหาร,โหวตล้มรัฐธรรมนูญคือล้มรัฐประหาร

[7] สาเหตุแห่งความยากจน ได้แก่ ท่าทีต่อชีวิต , ปัจจัยการผลิตและการเข้าถึงทรัพยากร , ความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม, และระบบสวัสดิการ (ดูรายละเอียดใน ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ, บทสังเคราะห์ภาพรวมการพัฒนาระบบสวัสดิการสำหรับคนจนและคนด้อยโอกาสในสังคมไทย [กรุงเทพฯ: ศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง,2546], หน้า 64)



บทความที่เกี่ยวข้อง

มายาคติในความหมายของความยากจน
การตัดไม้ในลาวเพื่อ ‘ขจัดความยากจน’ ?
เศรษฐศาสตร์การเมืองกับเบื้องหลังความจนและคนจนในสังคมไทย
“วิกฤตแรงงานไทย” ในอุ้งมือบรรษัทข้ามชาติ
วิพากษ์นโยบายสุรยุทธ์:เศรษฐกิจพอเพียงกับกระแสโลกาภิวัตน์และระบบทุนนิยม


Create Date : 17 ตุลาคม 2550
Last Update : 17 ตุลาคม 2550 16:32:55 น. 2 comments
Counter : 448 Pageviews.

 
ชอบบทความนี้มากค่ะ


โดย: PPpIRCU วันที่: 25 ตุลาคม 2550 เวลา:4:28:59 น.  

 
ผมก็ชอบเช่นกันครับสหาย PPpIRCU


โดย: Darksingha วันที่: 25 ตุลาคม 2550 เวลา:11:02:14 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Darksingha
Location :
สมุทรสงคราม Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]





Click for use Graphics comment


Darksingha ที่แสดงถึงอำนาจและความมืดมัว ผมให้แทนคำว่า Age of Doubt หรือยุคแห่งความสงสัยก็แล้วกัน ดังนั้นBlogนี้จึงเป็นแดนสนธยาที่เต็มไปด้วยหมอกควันแห่งคำถาม และการละเล่น เพื่อแสวงหา ?


TV3 Live CH5 Live CH7 Live Modernine TV Live NBT LIVE - CH11 TPBS - Public Channel ASTV1 New11 - Online News 24 hours Nation Channel DMC.TV - Buddhistic Television ASTV5 - Suvarnbhumi ASTV7 - Buddhistic Television  True New 24 Channel  skynew  cnnibn Channel  cnn Channel  bbcnews_island Channel  cctv  Channel  bfmtv  Channel  ntv  Channel  fox8 Channel  foxnews5 Channel  cspan  Channel  france24 Channel  world_explorer Channel  discovery_channel Channel  nasa  Channel kimeng-channel dmc-channel ebr-channel research-channel utv-channel michigan-channel at-florida-channel islam-channel peace-usa-channel bbc-panorama-channel CH7 Live CH7 Live CH7 Live CH7 Live CH7 Live CH7 Live CH7 Live CH7 Live

music is life

ชุมทางเพลงเพื่อชีวิต

Friends' blogs
[Add Darksingha's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.