Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2550
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
12 ตุลาคม 2550
 
All Blogs
 
ซื้อสิทธิ์ขายเสียง

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์





เป็นข้อสรุปในเมืองไทยมานานแล้วว่า การซื้อสิทธิ์ขายเสียงเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่ง ที่ทำให้ประชาธิปไตยไม่พัฒนา

แต่การศึกษาอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับกระบวนการซื้อสิทธิ์ขายเสียงก็ตาม กระบวนการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งก็ตาม เครือข่ายความสัมพันธ์ทางการเมืองในชีวิตของประชาชนก็ตาม ฯลฯ ยังไม่มีผู้ทำ ฉะนั้นเราจึงพูดถึงการซื้อสิทธิ์ขายเสียงโดยขาดข้อเท็จจริงที่มาจากการศึกษาอย่างเป็นระบบ

แม้กระนั้น การซื้อสิทธิ์ขายเสียงกลับเป็นประเด็นหลักอันหนึ่งในการร่างรัฐธรรมนูญมาอย่างน้อยก็สองฉบับคือ 2540 และ 2550 ยังไม่พูดถึงความพยายามจะออกกฎหมายเลือกตั้งและสร้างองค์กรที่จะคอยคุมการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรม ซึ่งมีอีกนับไม่ถ้วน พ.ร.บ.และไม่ถ้วนระเบียบขององค์กรต่างๆ

เมื่อปราศจากข้อเท็จจริง มโนภาพของการซื้อสิทธิ์ขายเสียงจึงถูกเอามาเปรียบกับการซื้อสินค้าและบริการทั่วไป อันไหนให้ 'กำไร' สูงสุดก็ขาย โดยไม่ต้องคำนึงถึงปูมหลังของชีวิตและกระบวนการตัดสินใจ ทั้งๆ ที่ในชีวิตจริงของทุกคน จะขายหรือซื้ออะไรก็ตาม ย่อมมีปูมหลังของชีวิตและกระบวนการตัดสินใจที่สลับซับซ้อนทั้งสิ้น ของเก่าบางชิ้นแม้ได้ราคาดีก็ไม่ขายเพราะมันมีคุณค่าทางจิตใจ กระดาษหนังสือพิมพ์เก่า จะยกให้คนเก็บขยะไปฟรีๆ หรือจะขายดี ถ้าจะยกให้จะให้เจ้าไหน ถ้าจะขายเลือกขายเจ้าไหน เหล่านี้ล้วนขึ้นอยู่กับปูมหลังของชีวิตและกระบวนการตัดสินใจทั้งสิ้น

ภัยของการซื้อสิทธิ์ขายเสียงต่อระบอบประชาธิปไตยคืออะไร?

เงินทำให้ประชาชนระงับการใช้วิจารณญาณอิสระของตนเอง ที่จะเลือกตำแหน่งสาธารณะต่างๆ การใช้วิจารณญาณอิสระเป็นเงื่อนไขสำคัญในระบอบประชาธิปไตย หากทว่าการพิจารณาว่าจะขายเสียงแก่เบอร์ไหนถึงจะได้ 'กำไร' สูงสุด (ในทุกความหมาย ทั้งที่เป็นเงินและไม่ใช่) ก็ต้องนับเป็นการใช้วิจารณญาณอิสระอย่างหนึ่งเหมือนกัน

ฉะนั้นโดยอุดมคติแล้ว การใช้วิจารณญาณอิสระก็ควรใช้เพื่อมุ่งต่อประโยชน์ 'ส่วนรวม' ไม่ใช่ประโยชน์ส่วนตัว

ตรงนี้แหละที่ทำให้ยุ่ง เพราะการที่คนทั่วไปเลือกเบอร์ใดเพราะเห็นว่านโยบายของเบอร์นั้น หรือของพรรคที่เบอร์นั้นสังกัดอยู่ ให้ประโยชน์แก่ตัว (และอะไรที่เป็นประโยชน์แก่ตัว ก็ง่ายมากที่จะอธิบายว่าเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมด้วย) ก็ต้องถือว่าไม่ได้ใช้วิจารณญาณอิสระตามอุดมคติ

อย่างเดียวกับที่คนกรุงเทพฯ อาจเลือกพรรคการเมืองที่มีนโยบายทุ่มเทแก้ปัญหาจราจร หรือสร้างสาธารณูปโภคเพิ่มขึ้นให้แก่คนกรุงเทพฯ

ไม่ได้แลกด้วยเงินสด แต่ก็ไม่ต่างอะไรกับการซื้อสิทธิ์ขายเสียง คือไม่ได้ใช้วิจารณญาณอิสระเพื่อประโยชน์ส่วนรวม แต่เพื่อประโยชน์เฉพาะของตนเอง

นี่เป็นปัญหาจิรังกาลของระบอบประชาธิปไตย กล่าวคืออะไรที่คนส่วนใหญ่เห็นว่าดี อาจไม่ดีแก่ส่วนรวมก็ได้ และในความเป็นจริง ประชาชนในระบอบประชาธิปไตยทุกแห่งก็ได้เลือกอะไรที่ไม่ดีแก่ส่วนรวมอยู่เสมอๆ รัฐบาลประชาธิปไตยไหนในโลกที่เสนอทางเลือกของการแก้ปัญหาโลกร้อนอย่างจริงจังและทันกาล ก็คงไม่ได้รับการเลือกตั้งให้จัดตั้งรัฐบาลอย่างไม่ต้องสงสัย

และด้วยเหตุดังนั้น ประชาธิปไตยจึงเหมือนหลักการอุดมคติทั้งหลาย จำเป็นต้องอาศัยศรัทธาอย่างน้อยสองอย่าง หนึ่งคือต้องศรัทธาว่า เพราะความเห็นแก่ตัวอย่างไม่ไร้ปัญญาเสียทีเดียวของคนส่วนใหญ่ เขาย่อมเลือกสิ่งที่เป็นประโยชน์ของเขาในระยะยาวด้วย อาจไม่ได้เลือกทันทีแต่ก็จะเลือกได้ทันกาลก่อนที่จะสายเกินไป (และด้วยเหตุดังนั้น จึงต้องรักษาความเห็นของเสียงส่วนน้อยไว้สำหรับเป็นทางเลือกของสังคมเสมอไป)

หรือมิฉะนั้นก็ต้องศรัทธาว่า นโยบายสาธารณะในระบอบประชาธิปไตยไม่ได้เกิดขึ้นจากแค่เรื่องของ 51 กับ 49 แต่เพราะประชาธิปไตยเปิดให้กลุ่มอันหลากหลาย มากกว่าสอง นโยบายสาธารณะจึงมาจากการต่อรองของกลุ่มอันหลากหลาย จนเกิดการประนีประนอมเป็นนโยบายสาธารณะที่พยายามเปิดพื้นที่ให้แก่กลุ่มต่างๆ ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องของ 25+18+32+10+5+6+4

เพื่อให้ความศรัทธาสองประการนี้มีผลในความเป็นจริง ข้อมูลข่าวสารเสรีและมีคุณภาพ, การศึกษา, เสรีภาพในการแสดงออก (ทุกรูปแบบที่ไม่ทำร้ายผู้อื่น) จึงมีความจำเป็น เพราะแม้ผู้คนจะเลือกด้วยความเห็นแก่ตัว แต่ก็ไม่ไร้ซึ่งข้อมูลและสติปัญญาเสียทีเดียว ในขณะเดียวกันสิทธิเสรีภาพของเสียงส่วนน้อยต้องได้รับความเคารพอย่างเท่าเทียมกับเสียงส่วนใหญ่

นอกจากนี้ การเปิดให้กลุ่มอันหลากหลาย ไม่ว่าจะมีพื้นฐานการเกาะกลุ่มจากผลประโยชน์ของอาชีพ, อุดมคติทางการเมือง, ฐานการใช้ทรัพยากร ฯลฯ ได้ทำงานปกป้องส่งเสริมผลประโยชน์ของกลุ่มตนอย่างเต็มที่ สร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงการตัดสินใจนโยบายสาธารณะอย่างเท่าเทียมกัน ก็เป็นอีกเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้ศรัทธาอย่างที่สองเป็นไปได้ในความเป็นจริง

คำถามที่น่าจะถามก็คือ แล้วเราทำอะไรบ้างกับทั้งหมดที่กล่าวนี้ ตราบเท่าที่ไม่ได้ทำอะไรเลย แม้ขจัดการซื้อสิทธิ์ขายเสียง (ด้วยเงิน) ให้หมดไป ก็ใช่ว่าสังคมไทยจะเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น

นักวิชาการมักลงความเห็นว่า การซื้อสิทธิ์ขายเสียง (ที่ใช้เงิน-ไม่ใช่นโยบายหรือเทคนิคการเสนอตัว-เป็นตัวกลางการแลกเปลี่ยน) มีสาเหตุมาจากความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ที่ปรากฏอย่างหนาแน่นในชนบท

ข้อนี้อาจจะจริง

แต่ความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ในทุกแห่งของโลก เกิดขึ้นจากการที่คนเข้าถึงทรัพยากรไม่เท่ากัน ความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อทำให้คนที่เข้าไม่ถึงทรัพยากร ได้เข้าถึงบ้าง มากหรือน้อยตามแต่กรณี

ความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ไม่ใช่การแลกเปลี่ยนในตลาด ต่างจากการที่เราไม่มีก๋วยเตี๋ยวกิน จึงเอาเงินไปแลกกับก๋วยเตี๋ยวตามร้าน เพราะนั่นเป็นการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมกัน ในขณะที่การแลกเปลี่ยนในความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ คือการแลกเปลี่ยนที่ไม่เท่าเทียม หรือไม่มีค่าที่เท่าเทียมกัน

จริงที่ในชนบทไทย แม้ได้เปลี่ยนเข้าสู่การผลิตในระบบตลาดอย่างเต็มที่แล้ว คนก็ยังเข้าถึงทรัพยากรอย่างไม่เท่าเทียมกันเป็นอย่างยิ่ง ทรัพยากรบางตัวกลับมีการกระจุกตัวอยู่กับคนบางกลุ่มสูงขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ เช่นที่ดิน, การศึกษา, การรักษาพยาบาล, การขนส่ง-เดินทาง, โอกาสในการหารายได้, การเข้าถึงบริการของรัฐ ฯลฯ

มีคนจำนวนมาก แม้ไม่ถึงกับยากจนข้นแค้น แต่ก็สมัครใจจะเข้าไปสร้างความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์กับคนที่เข้าถึงทรัพยากร เพื่อความสะดวกในการเข้าถึงบริการของรัฐ (คนชั้นกลางในกรุงเทพฯ เคยฝากลูกเข้าโรงเรียนบ้างไหม?), ขอซื้อบริการขนส่งเดินทางในราคาถูก ฯลฯ และแน่นอนว่า มีคนอีกจำนวนมากซึ่งไม่มีทางเข้าถึงทรัพยากรเพื่อการดำรงชีพเลย หากไม่มีความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ดังกล่าว

ในกรณีดังกล่าวนี้ หากหัวคะแนนซึ่งคือคนที่เข้าถึงทรัพยากรได้มาก เสนอให้เลือกเบอร์ใดเบอร์หนึ่งพร้อมค่าตอบแทน ประชาชนย่อมใช้วิจารณญาณอิสระที่จะตัดสินใจว่า 'กำไร' ที่แท้จริงในชีวิตของตนคืออะไร ระหว่างการเลือกว่าจะดำรงรักษาความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ไว้ หรือการทำสิ่งผิดกฎหมายและผิดหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

ไม่ใช่เพียงแค่จำนวนเงินมากหรือน้อย เพราะยากจนข้นแค้นจนกระทั่งขายเสียงโดยไม่ได้คิด

มีความแตกต่างอย่างไรระหว่างผู้สมัครเบอร์นั้นกับเบอร์นี้ ประชาชนอาจไม่รู้ ฉะนั้นจะแปลกอะไรที่เลือกเบอร์นี้แทนเบอร์นั้น

ความไม่รู้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจอยู่ไม่น้อยนี้ มีความหมายให้สังคมไทยพึงถามตัวเองหลายอย่าง นับตั้งแต่ระบบข่าวสารข้อมูล, ระบอบปกครองที่ถูกเรียกว่าประชาธิปไตยของไทยนี้ เหตุใดจึงไม่มีความแตกต่างในชีวิตของคน ระหว่างรัฐบาลหนึ่งกับอีกรัฐบาลหนึ่ง การศึกษาซึ่งควรจะแพร่หลายกว่านี้ เหตุใดจึงไม่แพร่หลายเพียงพอ ฯลฯ

ความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ตั้งอยู่บนการกระจายทรัพยากรที่ไม่เท่าเทียมกัน หากต้องการจะบรรเทาการซื้อสิทธิ์ขายเสียง (ด้วยเงิน) ลง ควรแก้ไขที่ต้นตอของปัญหา คือการกระจายทรัพยากรที่เป็นธรรมไม่ใช่หรือ การตรากฎหมายให้เข้มงวดหรือการให้อำนาจแก่ กกต.อย่างไร้ขีดจำกัด การให้สินบนนำจับ ฯลฯ จะสามารถปิดกั้นการซื้อสิทธิ์ขายเสียง (ด้วยเงิน) ซึ่งงอกออกมาจากโครงสร้างได้อย่างไร

อันที่จริง ประชาธิปไตยไทยหลังยุคอำมาตยาธิปไตยเสื่อมอำนาจลง คือการเข้ามายึดกุมรัฐโดยทุน การซื้อสิทธิ์ขายเสียงเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของการที่ทุนจะยึดกุมรัฐ และที่จริงทุนก็ยึดกุมรัฐได้เหนียวแน่นมากขึ้นนับแต่นั้นมา แม้แต่ก่อนรัฐบาล ทรท.ด้วยซ้ำ

ปัญหาที่แท้จริงของประชาธิปไตยไทยในปัจจุบันคืออำนาจรัฐที่ถูกทุนยึดกุม การซื้อสิทธิ์ขายเสียงเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ทุนใช้เป็นเครื่องมือ แต่เครื่องมือนี้มีประสิทธิภาพก็เพราะมีโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมเอื้ออำนวยให้ทำได้ง่าย

การมองปัญหาประชาธิปไตยให้แคบลงเหลือเพียงการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ทำให้โอกาสที่ประชาธิปไตยจะพัฒนาสูงขึ้นในสังคมไทยเป็นไปไม่ได้ เพราะทำให้สังคมไม่ใส่ใจที่จะแก้ปัญหาระดับโครงสร้าง เช่นการกระจายทรัพยากร, การเปิดโอกาสทางการเมืองอันเท่าเทียมกันแก่กลุ่มทางสังคมอันหลากหลาย, ระบบข่าวสารข้อมูลที่เปิดให้แต่ละคนเข้าถึงรวมทั้งควบคุมได้, การทำให้บริการของรัฐเป็นสมบัติสาธารณะที่แท้จริงแก่ทุกคน ฯลฯ

ที่มา //www.matichon.co.th/news_detail.php?id=4654&catid=19&catid=16


Create Date : 12 ตุลาคม 2550
Last Update : 12 ตุลาคม 2550 17:07:31 น. 0 comments
Counter : 670 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Darksingha
Location :
สมุทรสงคราม Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]





Click for use Graphics comment


Darksingha ที่แสดงถึงอำนาจและความมืดมัว ผมให้แทนคำว่า Age of Doubt หรือยุคแห่งความสงสัยก็แล้วกัน ดังนั้นBlogนี้จึงเป็นแดนสนธยาที่เต็มไปด้วยหมอกควันแห่งคำถาม และการละเล่น เพื่อแสวงหา ?


TV3 Live CH5 Live CH7 Live Modernine TV Live NBT LIVE - CH11 TPBS - Public Channel ASTV1 New11 - Online News 24 hours Nation Channel DMC.TV - Buddhistic Television ASTV5 - Suvarnbhumi ASTV7 - Buddhistic Television  True New 24 Channel  skynew  cnnibn Channel  cnn Channel  bbcnews_island Channel  cctv  Channel  bfmtv  Channel  ntv  Channel  fox8 Channel  foxnews5 Channel  cspan  Channel  france24 Channel  world_explorer Channel  discovery_channel Channel  nasa  Channel kimeng-channel dmc-channel ebr-channel research-channel utv-channel michigan-channel at-florida-channel islam-channel peace-usa-channel bbc-panorama-channel CH7 Live CH7 Live CH7 Live CH7 Live CH7 Live CH7 Live CH7 Live CH7 Live

music is life

ชุมทางเพลงเพื่อชีวิต

Friends' blogs
[Add Darksingha's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.