Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2550
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
12 ตุลาคม 2550
 
All Blogs
 
อำนาจนำ (hegemony)


ที่มาของภาพ //www.iaogallery.org


โดย เกษียร เตชะพีระ
มติชนรายวัน วันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10807 หน้า 6



: hegemony แปลเป็นไทยว่าอะไรบ้าง?

แรกสุดที่คำนี้เข้ามาในเมืองไทยนั้น วิทยุปักกิ่งภาคภาษาไทยได้แปลคำคำนี้ว่า "การครองความเป็นเจ้า" (ประมาณครึ่งหลังของพุทธทศวรรษที่ 2510) ต่อมา คุณสุรพงษ์ ชัยนาม ได้แปล hegemony ว่า "การครองความเป็นใหญ่" ในบทความที่ตีพิมพ์ในปาจารยสาร (2524) และราว พ.ศ.2529 ผมได้แปลคำนี้ว่า "อำนาจนำ" เพราะคิดว่าคำแปลหลังนี้สามารถเกาะกุมลักษณะหรือปรากฏการณ์ทางสังคมในปัจจุบันได้ครอบคลุมและกว้างขวางกว่า

: ที่มาของคำว่า hegemony

คำนี้เริ่มเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายในแวดวงการเมืองระหว่างประเทศจากการที่จีน (ในสมัยเหมา เจ๋อ ตุง) ด่าสหภาพโซเวียตว่าดำเนิน "ลัทธิครอง ความเป็นเจ้า" กล่าวคือ ไม่ถึงกับเป็นจักรวรรดินิยมแบบอเมริกา แต่ก็มีอำนาจมากและพยายามเข้าไปกำกับบงการกิจการในประเทศอื่นๆ โดยการแทรก แซงทางการเมือง

ในวิชาการเมืองระหว่างประเทศ hegemony มักหมายถึงการจัดโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือการสถาปนาโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมืองอันจะทำให้ประเทศที่มาเข้าร่วมหรือสยบยอมรู้สึกว่าตนเองได้ประโยชน์ เช่น กรณีโครงการ GSP ที่อเมริกาให้สิทธิพิเศษแก่บางประเทศให้ส่งสินค้าเข้าไปขายในตลาดอเมริกันได้โดยไม่ต้องเสียภาษีศุลกากร แลกเปลี่ยนกับการที่ประเทศนั้นๆ ยอมโอนอ่อนผ่อนตามข้อเรียกร้องบางอย่างซึ่งเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มผลประโยชน์อเมริกัน เช่น ให้ปราบเทปผี ซีดี ดีวีดีเถื่อน หรือให้เคารพสิทธิบัตรยาราคาแพง เป็นต้น

อันนี้เป็นที่มาของการใช้คำว่า hegemony ซึ่งคนทั่วไปไม่ค่อยรู้กัน

ส่วนความหมายที่รู้จักกันทั่วไปในระยะหลังนั้นมาจากแนวคิดของอันโตนิโอ กรัมชี่ (ค.ศ.1891-1937) นักทฤษฎีและนักปฏิวัติสังคมนิยมชาวอิตาลีซึ่งวิพากษ์แนวคิดของมาร์กซ์แบบดั้งเดิมว่าให้ความสำคัญกับระบบเศรษฐกิจมากจนไม่เห็นความสำคัญของปัจจัยทางการเมืองและวัฒนธรรม ทำให้บางทีชนชั้นล่างที่ลุกขึ้นมาปฏิวัติกลับต้องพ่ายแพ้ไปในท้ายที่สุด เพราะการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงนั้น จำเป็นต้องเปลี่ยนจิตสำนึกของสังคมในทางการเมืองและวัฒนธรรมด้วย โดยเฉพาะการเปลี่ยนอำนาจนำ

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) แพ้ ก็มีคนหยิบยกแนวคิดของกรัมชี่ขึ้นมาอธิบายว่าการที่ พคท.คิดว่าใช้กำลังอาวุธยึดอำนาจรัฐได้แล้วจะประสบความสำเร็จนั้น อาจจะไม่เป็นจริง ดังที่กรัมชี่ชี้ว่าชัยชนะที่แท้จริงจำเป็นต้องต่อสู้ทางการเมืองวัฒนธรรม ดังนั้น สมรภูมิที่แท้จริงคือการต่อสู้เพื่อครองความคิดจิตใจของผู้คนให้ได้ต่างหาก

: คำนี้หมายความว่าอย่างไร?

อำนาจนำพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับผู้ตาม ถ้ามองจากมุมของผู้นำ ก็เป็นความสามารถในการนำโดยความยินยอมพร้อมใจของผู้ตาม (leadership by consent) และถ้ามองจากมุมของผู้ตาม ก็เป็นการยอมปฏิบัติตามผู้นำโดยไม่ต้องบังคับ (non-coercive compliance) ยินดีทำตามอย่างกระชั้นชิดและกระตือรือร้น ถึงขนาดผู้นำไล่ก็ไม่ยอมไปด้วยซ้ำ

: อำนาจนำเป็นการรวมตัวกันของอุดมการณ์กับวัฒนธรรม

เวลาเราพูดถึงอุดมการณ์ เรามักจะนึกถึงแนวคิดทรรศนะที่มีความเป็นระบบ มีลักษณะครอบงำและมักจะมีเรื่องของชนชั้นเข้าไปเกี่ยวข้อง เช่น อุดมการณ์ศักดินา เป็นต้น

ในขณะที่เรามักรู้สึกว่าวัฒนธรรมมีลักษณะของสำนึกที่แทรกซึมอยู่ในวิถีชีวิตแบบกระจัดกระจาย ไม่เป็นระบบ และไม่เกี่ยวกับการเมือง เช่น ภาษา แบบแผนการประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวัน สามัญสำนึก หรือเรื่องที่เป็นจิตไร้สำนึกทางวัฒนธรรม (the cultural unconscious เช่น เราจะรู้สึกไม่สบายใจและไม่พอใจขึ้นมาทันทีเวลาเห็นคนขี่คอพระพุทธรูป) เป็นการทำราวกับได้ถูกโปรแกรมมาแล้วให้คิด ให้เชื่อ ให้มีปฏิกิริยาอย่างนั้น

ดังนั้น วัฒนธรรมจะถูกใช้ในความหมายที่ซึมลึกกว่าอุดมการณ์ เพราะสามารถทำให้เรามีปฏิกิริยากับสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่ต้องคิด ไม่ทันคิด อันเนื่องมาจากการปลูกฝังสั่งสมมายาวนานทั้งชีวิต

คำว่าอำนาจนำนั้นมุ่งผนวกรวมความหมายของอุดมการณ์+วัฒนธรรม มันเป็นอุดมการณ์ที่ซึมซ่านหยั่งรากฝังลึกเหมือนวัฒนธรรม และก็เป็นวัฒนธรรมที่มีลักษณะครอบงำชักนำและรับใช้อำนาจหรือผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มเหมือนอุดมการณ์ อำนาจนำจึงเป็นคำที่รวมองค์ประกอบของอุดมการณ์และวัฒนธรรมเข้าด้วยกันอย่างแนบแน่นเป็นอันหนึ่งอันเดียว

อำนาจนำจึงมีนัยบ่งบอกถึงสำนึกยึดมั่นถือมั่นว่ามีความเป็นจริงบางอย่างที่รู้สึกว่าเป็นของจริงแท้ (a sense of absolute reality) จริงแบบที่ไม่ต้องตั้งคำถามอีก เพราะเราเชื่อและปฏิบัติความจริงแท้/ของจริงแท้เหล่านั้นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จนกลายเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะก้าวข้ามหรือหลุดพ้นจากมันไปได้ เพราะนึกไม่ออกว่าถ้าไม่ทำอย่างนี้แล้วจะมีทางเลือกอะไรอื่นอีก

ขอยกตัวอย่างการสร้างสำนึกเรื่องความจริงแท้ข้างต้นว่ามีมะขามอยู่ต้นหนึ่ง วันดีคืนดีมีคนไปผูกคอตายใต้มะขามต้นนั้น จากนั้นก็มีคนเอาพวงมาลัยไปวาง แล้วก็เริ่มมีคนแห่แหนไปกราบไหว้ กลายเป็นว่าต้นมะขามนั้นมี reality เพิ่มขึ้นมา จากมะขามธรรมดากลายเป็นต้นมะขามศักดิ์สิทธิ์

ที่มันกลายเป็น "ความเป็นจริง" ขึ้นมาได้ก็เพราะมีกระบวนการตอบสนองความจริง มีคนเชื่อและทำตามความเชื่อนั้น มันก็เลยจริง เมื่อเชื่อแล้ว หากวันไหนมีคนไปยืนฉี่ใส่มะขามต้นนั้น ก็คงไม่พ้นโดนรุมประชาทัณฑ์แน่นอน

: อำนาจนำเป็นเรื่องของอัตลักษณ์ (identity) ด้วย

เวลาเราพูดถึงอุดมการณ์และวัฒนธรรม เรานึกถึงเรื่องที่อยู่ภายนอก แต่ยิ่งพิจารณาเรื่องนี้มากขึ้นเท่าไร ผมก็ยิ่งเห็นว่าอะไรก็ตามจะกลายเป็นอำนาจนำได้ก็ต่อเมื่อมันเข้ามาอยู่ข้างในตัวเรา ในความหมายที่ว่ามันค่อยๆ เข้ามาสั่งสม ตกตะกอน พอกพูนก่อตัวเป็นชั้นๆ จนกลายเป็นช่วงชั้นความคิด ความศรัทธาต่างๆ ในตัวเรา เช่น สำนึกของการเป็นคนไทย ความรักนวลสงวนตัวของการเป็นผู้หญิง เป็นต้น

อำนาจนำจะมีผลกำกับเราได้ก็ต่อเมื่อได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในตัวตนของเรา โดยแฝงอยู่ในชั้นของความเชื่อเหล่านั้น เหมือนกับเราได้ถูกจัดโปรแกรมไว้ชุดหนึ่งซึ่งประกอบด้วยชุดความคิด ความรู้ ความเชื่อหลายๆ อย่าง ราวกับว่าเรามีปุ่มที่มองไม่เห็นกลางหลัง เมื่อมีอะไรเกิดขึ้น ปุ่มนี้จะถูกกดโดยอัตโนมัติ ทำให้เราปฏิบัติหรือตอบสนองตามโปรแกรมที่ออกแบบไว้แล้ว เรียกว่ามีปฏิกิริยาได้ทันทีโดยไม่ต้องคิดหรือไม่ทันได้คิดด้วยซ้ำไป

: อำนาจนำสร้างยาก เปลี่ยนยาก และรื้อยาก

อำนาจนำสร้างยาก แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็รื้อหรือเปลี่ยนได้ยาก เพราะการเปลี่ยนแปลงจะต้องเกิดจากการต่อสู้กับบรรดาความคิดความเชื่อที่สั่งสมหยั่งรากลึกอยู่ในจิตใจ เช่น รัฐบาลจอมพล ป. เคยพยายามรื้ออำนาจนำในเรื่องระบบกษัตริย์ โดยเชิญชวนให้ราษฎรปลดรูป ร.7 ลงหลังทรงสละราชสมบัติ แล้วส่งเสริมให้เอารูปท่านผู้นำขึ้นติดแทน แต่ก็ได้ผลเพียงช่วงที่จอมพล ป. อยู่ในอำนาจเท่านั้น

ในสังคมไทยเคยมีความพยายามในการเปลี่ยนแปลงอำนาจนำ ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงความคิดความเชื่อทางวัฒนธรรมครั้งใหญ่ภายหลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครอง หรือมีการรับวัฒนธรรมที่หลั่งไหลเข้ามาจากภายนอก เช่น จิตร ภูมิศักดิ์ (พ.ศ.2500) พยายามจะพูดถึงประเด็นเรื่องศักดินาซึ่งมีผลให้สังคมเริ่มมองเรื่องศักดินาในด้านลบ เป็นต้น

: มีการใช้แนวคิดนี้ในการศึกษาสังคมไทยที่ผ่านมาบ้างหรือไม่?

มีวิทยานิพนธ์ปริญญาโทของคุณชนิดา ชิตบัณฑิตย์ (2547) เรื่อง "โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ : การสถาปนาพระราชอำนาจนำ พ.ศ.2494-2546" (จัดพิมพ์แล้วโดยมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์) ศึกษาโครงการพระราชดำริในฐานะที่เป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่ทำให้ในหลวงรัชกาลปัจจุบันทรงมีพระราชอำนาจนำหรือ royal hegemony ในสังคมไทยอย่างแท้จริง

โครงการพระราชดำริ ซึ่งปัจจุบันมีสามพันกว่าโครงการ เป็นตัวอย่างรูปธรรมที่แสดงให้เห็นว่า ในหลวงทรงเป็นห่วงและใกล้ชิดราษฎร โครงการนี้สร้างอำนาจนำทั้งในแง่ประโยชน์ในความเป็นจริง คือเป็นโครงการที่ดูแลให้ประชาชนอยู่ดีมีสุข และในแง่ของการเกิดพระบรมฉายาลักษณ์ทุกแห่งหนที่พระองค์เสด็จฯ แม้แต่สถานที่อันห่างไกลทุรกันดาร ทำให้ได้เห็นภาพพระองค์บ่อยมากจนเราเกิดความรู้สึกอุ่นใจว่า เราสามารถเข้าถึงพระองค์ได้ และพระองค์ทรงใส่พระทัยดูแลแนะนำเราไม่เคยห่าง

: แนวคิดนี้มีประโยชน์ในการทำความเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยอะไรบ้าง?

ขอยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมสองตัวอย่าง ตัวอย่างแรกแสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างอำนาจอธิปไตย (sovereignty) กับอำนาจนำ

ในสมัย ร.7 เมืองไทยกำลังลำบากเพราะเกิดเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ร.7 ทรงมีพระราชดำริว่าน่าจะสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งแรกขึ้นเพื่อให้ความเจริญกระจายไปยังฝั่งธนบุรี แต่ทั้งอภิรัฐมนตรีสภาและองคมนตรีสภาบอกว่าขณะนี้เงินไม่ค่อยจะมีใช้ น่าจะเอาไปสร้างตึกกระทรวงยุติธรรมดีกว่า สุดท้ายแม้เสนาบดีสภาจะบอกว่าเห็นด้วย แต่ก็ไม่มีงบประมาณจะสนองโครงการ

ในขณะนั้น ร.7 ยังทรงเป็นกษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หมายความว่าพระองค์ทรงมีอำนาจอธิปไตยหรืออำนาจปกครองสูงสุดเป็นของพระองค์ แต่กลับสร้างสะพานไม่ได้เพราะสภาต่างๆ บอกว่าไม่มีเงิน ในที่สุดท่านต้องนำเงินส่วนพระองค์ออกให้ก่อน แล้วที่เหลือให้เสนาบดีสภาจัดการเรี่ยไรประชาชน ถึงได้สร้างสะพานพุทธฯได้สำเร็จ

แต่เมื่อในหลวงรัชกาลปัจจุบันเสด็จฯไปทรงเยี่ยมสมเด็จย่าที่โรงพยาบาลศิริราช ทรงเห็นว่าจราจรบริเวณสะพานพระปิ่นเกล้าฯค่อนข้างติดขัด จึงทรงมีพระราชดำริให้สร้างทางด่วนยกระดับปิ่นเกล้าฯ โครงการนั้นก็เกิดขึ้นได้ทันทีโดยทุกฝ่ายพร้อมเพรียงกันสนองพระราชดำริ ทั้งๆ ที่พระองค์ไม่ได้ทรงเป็นกษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่มีอำนาจสิทธิขาดแล้ว

สองกรณีนี้แสดงให้เห็นว่า ร.7 ทรงมีอำนาจอธิปไตยแต่ไม่มีอำนาจนำ ในขณะที่ ร.9 ทรงมีอำนาจนำแม้จะไม่ทรงมีอำนาจอธิปไตยเยี่ยงในระบอบเก่า

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ ในสมัยรัฐบาลคุณทักษิณ มีการกระทำหลายอย่างที่ถูกตีความว่าคุณทักษิณกำลังพยายามจะทำตัวเป็นท่านผู้นำ จนมีคนเรียกว่าเป็น "ระบอบทักษิณ" ในที่สุดก็เกิดรัฐประหารขึ้น โดยหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองฯ อ้างว่าประเทศไทยกำลังถูกคุกคามโดย "เผด็จการทุนนิยม" และเรียกร้องให้กลับไปสู่ "ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข"

เราก็อาจตีความได้ว่านี่เป็นเรื่องของการต่อสู้แย่งชิงอำนาจนำเหนือสังคมการเมืองไทยเช่นกัน

การแย่งชิงการมีอำนาจนำนั้นยังมีอีกหลายรูปแบบและหลายบริบท คุณก็ลองเอาไปเป็นการบ้านสำหรับนึกต่อเอาเองแล้วกันว่ามีเรื่องอะไรบ้าง



เนื่องจากอาจารย์อู่ทอง ประศาสน์วินิจฉัยและทีมงานแห่งเว็บไซต์ "หมายเหตุสังคม" ของ

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร <203.185.130.76/downtoearthsocsc/index1.php> - อันเป็นโครงการ

สร้างสรรค์ที่มุ่งนำวิชาความรู้ทางสังคมศาสตร์มาย่อยให้ง่าย ประยุกต์ทำความเข้าใจเรื่องราวสังคม

ปัจจุบันและเผยแพร่สู่สาธารณชนวงกว้างทางอินเทอร์เน็ต -ได้ให้ความสนใจมาสนทนาพูดคุยกับ

ผมเกี่ยวกับแนวคิดเรื่อง "อำนาจนำ" (hegemony) แล้วเรียบเรียงนำลงคอลัมน์ถอดรหัสใน

เว็บไซต์ "หมายเหตุสังคม" ประจำเดือนกันยายนศกนี้

ผมเห็นว่าเนื้อหาบทสัมภาษณ์น่าจะเป็นประโยชน์ในการวิเคราะห์ปรากฏการณ์ทาง

การเมืองวัฒนธรรมของสังคมไทยร่วมสมัยได้บ้าง จึงขอนุญาตนำมาเผยแพร่ต่อในคอลัมน์นี้ และ

ขอขอบคุณอาจารย์อู่ทอง, คุณภาวิตา ใจกล้า บรรณาธิการเว็บและทีมงานไว้ ณ ที่นี้ด้วย




Create Date : 12 ตุลาคม 2550
Last Update : 12 ตุลาคม 2550 16:56:54 น. 2 comments
Counter : 3874 Pageviews.

 
การได้มซึ่งอำนาจ ทำให้คนนั้นคือพระเจ้าทางความคิด วนกระทำมันอยู่ที่ว่า ผู้ไร้อำนาจ จะยอมให้อำนาจมาครอบงำหรือไม่ งง??


โดย: penguinbear (penguin_bear ) วันที่: 12 ตุลาคม 2550 เวลา:17:02:29 น.  

 
ก็นั่นแหละตกลงความรู้คืออำนาจหรืออำนาจคือความรู้


โดย: Darksingha วันที่: 12 ตุลาคม 2550 เวลา:17:25:09 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Darksingha
Location :
สมุทรสงคราม Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]





Click for use Graphics comment


Darksingha ที่แสดงถึงอำนาจและความมืดมัว ผมให้แทนคำว่า Age of Doubt หรือยุคแห่งความสงสัยก็แล้วกัน ดังนั้นBlogนี้จึงเป็นแดนสนธยาที่เต็มไปด้วยหมอกควันแห่งคำถาม และการละเล่น เพื่อแสวงหา ?


TV3 Live CH5 Live CH7 Live Modernine TV Live NBT LIVE - CH11 TPBS - Public Channel ASTV1 New11 - Online News 24 hours Nation Channel DMC.TV - Buddhistic Television ASTV5 - Suvarnbhumi ASTV7 - Buddhistic Television  True New 24 Channel  skynew  cnnibn Channel  cnn Channel  bbcnews_island Channel  cctv  Channel  bfmtv  Channel  ntv  Channel  fox8 Channel  foxnews5 Channel  cspan  Channel  france24 Channel  world_explorer Channel  discovery_channel Channel  nasa  Channel kimeng-channel dmc-channel ebr-channel research-channel utv-channel michigan-channel at-florida-channel islam-channel peace-usa-channel bbc-panorama-channel CH7 Live CH7 Live CH7 Live CH7 Live CH7 Live CH7 Live CH7 Live CH7 Live

music is life

ชุมทางเพลงเพื่อชีวิต

Friends' blogs
[Add Darksingha's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.