Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2550
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
7 ตุลาคม 2550
 
All Blogs
 
1 ปีรัฐประหาร 19 ก.ย. 49 และอนาคตสังคมไทย


20 กันยายน 2550
เรื่องโดย : อรรถพงศ์ ศักดิ์สงวนมนูญ...เรียบเรียง








หมายเหตุ : ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน กล่าวปาฐกถาเรื่อง “ครบรอบ 1 ปีรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และอนาคตสังคมไทย” ณ ศูนย์ปฏิบัติการคณะสังคมศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วันที่ 19 ก.ย.2550 จัดโดย กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ , กลุ่มนักศึกษาปริญญาโทเพื่อประชาธิปไตย , กลุ่มแนวร่วมเกษตรกรภาคเหนือ และกลุ่มมหาวิทยาลัยถนนคนเดิน(นักศึกษา)



………………………………….



ประเทศไทยในเวลานี้กำลังอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่าน ส่วนที่ว่าจะผ่านไปสู่อะไรนั้นก็แล้วแต่ว่ามุมมองของแต่ละคนจะคิดอย่างไร ส่วนตัวนั้นอยากจะบอกว่าไม่รู้ว่าสังคมไทยจะเปลี่ยนผ่านไปสู่อะไรเพราะว่าสิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขหลายอย่างด้วยกัน ความจำเป็นที่สังคมไทยเข้าไปสู่ในระยะเปลี่ยนผ่านจริง ๆแล้วไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับรัฐบาลทหารและก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับรับบาลทักษิณ มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยหรือว่าในโลกมาเป็นระยะเวลากว่า 20 ปีแล้วหรือ 10 กว่าปีที่ผ่านมา มันมีความจำเป็นหรือว่ามีเงื่อนไขหลายอย่างที่ทำให้ประเทศไทยต้องปรับเปลี่ยน

แล้วก็จะเปลี่ยนอย่างค่อนข้างมากด้วย แต่เปลี่ยนไปแล้วเราสามารถที่จะตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ได้อย่างไร ผมคิดว่าโอกาสหรือปัจจัยที่เราสามารถที่จะตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงนี้มีไม่มากนัก



ทีนี้ระยะเปลี่ยนผ่านที่ว่านี้จะพูดถึง 2-3 หัวข้อหลัก ๆ สิ่งที่เห็นชัดที่สุดนั้นคือ เศรษฐกิจจะเปลี่ยนจากสิ่งที่เราเรียกกันว่าโลกาภิวัตน์ เพราะเวลาที่เราพูดถึงโลกาภิวัตน์ในประเทศไทยนั้นเราชอบที่จะพูดถึงแต่ผลดีของมันพูดถึง คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ พูดเรื่องการเชื่อมต่อของภาคประชาชน เรื่องการควบคุมรัฐบาลและอื่น ๆ ก็แล้วแต่ แต่ว่าในสิ่งเหล่านี้นั้นมันก็มีข้อเสียโดยเฉพาะต่อสังคมที่ไม่สามารถที่จะตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกาภิวัตน์ได้ ปัจจุบันนี้ในประเทศไทยคิดว่าที่เราทุกคนเห็นกันอย่างชัดเจนก็คืออุตสาหกรรมที่ต้องอาศัยแรงงานอย่างเข้มข้นนั้นตั้งอยู่ไม่ได้ในประเทศไทยเพราะเหตุผลที่ว่าค่าแรงราคาถูกที่เคยเป็นเสน่ห์ของการลงทุนในประเทศไทยนั้นหมดไปแล้วเมื่อมีคู่แข่งเช่นเวียดนาม และจีน และก็จะมีเขมร ลาวเข้ามาแข่งขันในการผลิตด้วยแรงงานราคาถูกด้วย



สิ่งที่น่าสนใจก็คือว่าเราจะเผชิญกับปัญหานี้อย่างไร คำตอบที่ทุกคนเห็นซึ่ง TDRI ได้พูดถึงเรื่องนี้มาเป็นเวลา 20 กว่าปีแล้วว่าเศรษฐกิจไทยจะต้องเผชิญกับการแข่งขันในการผลิต ในเรื่องแรงงานราคาถูก และสิ่งที่ประเทศไทยจะต้องทำเมื่อ 20 ปีมาแล้วก็คือต้องมีการปฏิรูปการศึกษาหรือว่ามีการพัฒนาการศึกษาเพื่อที่ภาคอุตสาหกรรมหรือว่าภาคการเกษตรไทยหรือว่าอะไรก็แล้วแต่สามารถยกระดับตัวเองด้วยการผลิตด้วยแรงงานราคาถูกมาสู่เทคโนโลยีระดับกลาง ซึ่งจะมีคู่แข่งในตลาดน้อย



พรรคประชาธิปัตย์ได้พูดเรื่องระบบการศึกษาว่าเป็นหนึ่งในนโยบายที่ประชาชนต้องมาก่อน ทุกคนเห็นประโยชน์ของการศึกษาแต่ที่สงสัยก็คือว่า อย่าลืมว่าเราผ่านมา 20 ปีโดยที่ไม่ได้ทำอะไรกับการศึกษาเพียงพอ แล้วหวังว่าพรรคประชาธิปัตย์หรือว่าใครก็แล้วแต่จะทำอะไรที่เกี่ยวกับการศึกษาในช่วงเวลา 4 ปีข้างหน้าได้สำเร็จ สมมติว่าทำได้สำเร็จคำถามก็คือว่าจะทันหรือไม่กับการที่โรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานราคาถูกจะต้องปลดคนงานออก จะต้องย้ายฐานการผลิต คิดง่าย ๆ จากรังสิตไปที่ อ.แม่สอด ไกลไปกว่านั้นอีกก็คือยาวไปนอกประเทศเลยเพื่อที่จะไปเก็บเกี่ยวแรงงานราคาถูก กว่าที่พรรคประชาธิปัตย์จะเข้าไปจัดการเรื่องการศึกษาและยกระดับการศึกษาของประเทศขึ้นมาจะทันต่อการที่โรงงานอุตสาหกรรมจำเป็นที่ปล่อยแรงงานออกไปหรือไม่ ผมคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะทัน



สิ่งอื่นที่น่าจะคิดนอกจากการศึกษาผมคิดว่าต้องคิดถึงระบบการเรียนรู้ เพราะว่าเวลาที่เราพูดถึงเรื่องการศึกษาในประเทศไทยเราจะนึกถึงแต่เรื่องการศึกษาในระบบ แต่ผมคิดว่าเราต้องพยายามที่จะสร้างสังคมการเรียนรู้เช่นต้องมีการใช้สื่อให้เป็นประโยชน์ เวลานี้รัฐมีสื่อในมือมากมายเหลือเกิน โดยที่เน้นหนักไปที่สื่ออิเล็คทรอนิกส์ซึ่งเป็นโลกแห่งการเรียนรู้ที่กว้างขวาง มีประสิทธิภาพสูงกว่าสื่ออื่น ๆ จะต้องใช้สื่อนี้ให้เน้นประโยชน์ให้ได้ในด้านการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ แต่สื่ออิเล็คทรอนิกส์ก็เป็นสื่อที่ทำกำไรทางธุรกิจได้สูงมาก ด้วยเหตุดังนั้นจำนวนมากที่อยู่ในมือของรัฐจริง ๆ แล้วไม่ได้อยู่ในมือของรัฐแต่ว่าจำนวนมากอยู่ในมือของกองทัพ ได้ผลประโยชน์เป็นพันล้านต่อปีแต่ว่าเราไม่สามารถที่จะเอาเงินจากตรงนี้ที่ทำในเชิงธุรกิจมาใช้เพื่อที่จะสร้างสื่อทางการเรียนรู้ขึ้น



เช่น เราไม่ประสบความสำเร็จในการสร้างโทรทัศน์เพื่อการเรียนรู้ของคนวัยต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะทำได้อย่างสบายมากถ้าดูจากกำไรที่กองทัพได้จากสื่ออิเล็คทรอนิกส์ กำไรที่รัฐได้จากการให้สัมปทานทีวีช่องต่าง ๆ แม้จะโกงไปแล้วก็เหลืออีกเป็นจำนวนมาก แน่นอนมันไม่ได้หมายความว่าเอาครูมาสอนในทีวีซึ่งมันก็คือการกวดวิชาเข้ามหาวิทยาลัยซึ่งไม่มีคนดู แต่ถ้าลงทุนให้มากพออย่างไรเสียก็สามารถสร้างรายการเพื่อการเรียนรู้ที่น่าสนใจสำหรับวัยต่างๆ ได้และก็สนุกด้วย




เห็นได้ชัดเลยว่าถ้าคิดถึงการศึกษาในแง่ของการนำเด็กเข้าโรงเรียนผมคิดว่ามันไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น มันต้องนึกถึงการสร้างสังคมเรียนรู้ทั้งระบบ แม้แต่สิ่งที่คุณทักษิณเคยทำแต่ว่าทำอย่างหยาบ ๆ ในการสร้างพิพิธภัณฑ์หรือว่าอะไรเพื่อสร้างการเรียนรู้ เป็นสิ่งที่ถูกต้องแต่ว่าทำอย่างหยาบเกินไป มันสูญเสียไปแบบที่ไม่เกิดผลเยอะมาก วิธีคิดที่จะสร้างสังคมเรียนรู้แบบนี้ให้กระจายอย่างรวดเร็วเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง รวมไปถึงการที่รัฐบาลหลายสมัยมาแล้วได้ให้ข้อยกเว้นด้านภาษีจำนวนไม่มากนักแก่โรงงานที่จัดการศึกษาภายในโรงงาน อันนี้ก็เป็นแนวทางที่ถูกต้องและน่าที่จะทำแต่ว่าผลประโยชน์ทางภาษีที่ยกเว้นให้นั้นไม่มากพอที่จะทำให้โรงงานเหล่านั้นจัดการศึกษาหรือว่าจัดการเรียนรู้ให้แก่แรงงานในโรงงานอย่างเดียว



ต้องคิดถึงการทำงานโดยก่อให้เกิดการเรียนรู้ไปพร้อมกันให้มากขึ้น ซึ่งจะใช้วิธีชักจูงอย่างไรก็แล้วแต่เพื่อที่จะทำให้แหล่งของการทำงานเป็นแหล่งแห่งการเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กับการทำงานด้วย เช่น เมื่อครั้งที่คอมพิวเตอร์เริ่มเข้ามานั้น มีสำนักงานบางแห่งของเพื่อนฝูงผมที่เริ่มนำเอาเข้ามาใช้แล้วพบว่าพนักงานนั้นพอเลิกงานทุกคนก็จะมีเกมส์มาเล่นกับคอมพิวเตอร์ตลอดเวลาซึ่งตัวเจ้าของกิจการแห่งนั้นรู้สึกวิตกกังวลกลัวว่าเครื่องจะเสีย ผมพยายามที่จะบอกว่าการที่คนเล่นเกมส์เมื่อตอนที่คอมพิวเตอร์เริ่มเข้ามาเป็นสิ่งที่ดีของการพัฒนาคน เพราะว่ามีวิจัยของบริษัทในอเมริกาพบว่าการที่คนเข้าไม่ถึงคอมพิวเตอร์สิ่งที่เป็นปัญหาอย่างมากก็คือคีย์บอร์ด เป็นตัวที่กันคนออกไปจากคอมพิวเตอร์เพราะฉะนั้นการที่คนเล่นเกมส์คือการที่คนจะไปสนุกกับคีย์บอร์ดเพื่อที่จะข้ามอุปสรรคตรงนี้เข้าไปสู่คอมแล้ววันหนึ่งมันก็จะมีราคาถูกลง ๆ ซึ่งการทำงานก็จะหนีคอมพิวเตอร์ไม่พ้น จะเป็นการดีเสียอีกที่ทำให้คนของเราคุ้นชินกับเครื่องมือสมัยใหม่ เพราะฉะนั้นการเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ในที่ทำงานบางแห่งก็คือการเรียนรู้



ฉะนั้น เมื่อพูดถึงเรื่องการเรียนรู้ในขณะทำงานไม่ได้หมายความว่าต้องมาตั้งเป็นชั้นเรียนอย่างเดียว มันมีวิธีคิดว่าถ้าหากรัฐเข้าใจเรื่องนี้สนใจ มันมีเทคนิคการเรียนรู้ของสถานที่ทำงานหรือว่าโรงงาน ในโลกนี้มีโมเดลเป็น 1,000 แบบที่สามารถศึกษาเพื่อเอามาเผยแพร่หรือว่าแลกเปลี่ยนกัน ที่จะทำให้แต่ละแหล่งทำงานสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้เกิดขึ้น แต่ผมคิดว่าการสนใจในเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นคุณอภิสิทธิ์หรือว่าใครก็แล้วแต่ไม่ดีพอ ผมค่อนข้างแน่ใจว่าไม่ว่าใครขึ้นมาเป็นรัฐบาลก็แล้วแต่สิ่งนี้จะไม่เกิดขึ้นมันจะเกิดแต่เพียงการลงทุนมากขึ้นในการสร้างโรงเรียนหรือว่ามหาวิทยาลัย การให้เด็กได้เรียนฟรีหรือว่าอะไรก็แล้วแต่อย่างที่บอกไปแล้วว่ามันไม่ทัน



ทีนี้ภาคอุตสาหกรรมที่เรามีอยู่ก็คืออุตสาหกรรมเทคโนโลยีต่ำแรงงานราคาถูก ก็จะไปไม่รอดแล้ว ทางหนึ่งที่มีคนคิดถึงก็คือภาคบริการ จริง ๆ แล้วในสังคมสมัยใหม่สิ่งที่สำคัญที่ผลิตขายแล้วได้กำไรมากนั้นไม่ใช่ภาคอุตสาหกรรมคือไม่ใช่การผลิต ที่สุดโต่งก็คืออเมริกาเวลานี้รองเท้าเกือบทุกคู่ที่คนอเมริกาใส่ผลิตนอกประเทศทั้งนั้นไม่ค่อยมีใครผลิตรองเท้าในอเมริกาอีกแล้วเพราะว่าค่าแรงแพงเกินไป มีการผลักไปให้คนอื่น ถามว่าบริษัทไนกี้ในอเมริกานั้นขายอะไรเขาขายการบริการ คือกระจายให้คนอื่นผลิตตัวเองเป็นคนออกแบบแล้วก็รับมาขายไปทั่วทั้งโลก มันก็คือพ่อค้าซึ่งไม่ใช่ผู้ผลิตอีกต่อไปแล้ว การขายบริการในโลกสมัยใหม่นั้นเป็น knowledge based เป็นการผลิตที่ต้องอาศัยฐานความรู้สูงยิ่งกว่าการผลิตทางด้านอุตสาหกรรม และเราก็ไม่ได้เตรียมตนเองต่อการผลิตที่ต้องอาศัยฐานความรู้สูง ๆ แบบนั้น



คงจำได้เมื่อสมัยรัฐบาลชาติชายที่มีความฝันว่าประเทศไทยควรที่จะเป็นศูนย์กลางการเงินของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือของเอเชียแถบที่เลยจากญี่ปุ่นหรือว่าฮ่องกงมา ความฝันอันนั้นจะเป็นจริงได้ไม่ใช่ยู่ที่เราเปิดเสรีด้านการเงินอย่างเดียว อันนั้นมันเป็นปลายเหตุ แต่ว่าจะเป็นศูนย์กลางทางด้านการเงินยิ่งต้องการความรู้อย่างมากในเรื่องของการเงิน คำถามก็คือว่าเมื่อ 20 ปีที่แล้วความฝันเหล่านี้มาถึงตอนนี้ประเทศไทยผลิตความรู้ในด้านการบริการด้านการเงินเพียงพอหรือเปล่า เราผลิตเท่าเก่าทุกอย่างเราผลิตออกมาเพื่อที่จะไปป้อนธนาคารที่มีอยู่ในประเทศไทยเท่านั้นเอง ผมจึงคิดว่าเราไม่ได้คิดถึงการบริการด้านการเงิน ภาคบริการที่เรามีอยู่ในเวลานี้เกิดขึ้นมา 50 ปีแล้ว แล้วเกิดขึ้นโดยที่ขรุขระไปเรื่อย ๆ เพราะว่าเราไม่มีคู่แข่ง



บริการที่ใหญ่ที่สุดที่เราขายอยู่ในเวลานี้คือทางด้านการท่องเที่ยวถามว่าบริการการท่องเที่ยวที่เราเปิดบริการในเวลานี้เราเก็บเงินกลับมาได้เต็มหน่วยแค่ไหน คำตอบก็คือค่อนข้างน้อย เราขายบริการการท่องเที่ยวเรามีโรงแรม 5 ดาวมาไม่รู้กี่สิบปีแล้ว จนถึงทุกวันนี้ถ้าหากว่าคุณอยากจะมีโรงแรม 5 ดาวเราก็จำเป็นที่จะต้องจ้างผู้จัดการใหญ่ที่มาจากสวิสเซอร์แลนด์ คำถามก็คือว่า 40-50 ปีมานี้ไม่มีการถ่ายโอนความรู้ให้แก่คนไทยเลยหรือเราจัดการอย่างไรถึงทำให้การถ่ายโอนความรู้ค่อนข้างแย่อย่างนี้ จริง ๆ แล้วมันไม่ได้เกิดขึ้นกับบริการการท่องเที่ยวอย่างเดียวแต่ว่าเกิดขึ้นกับภาคอุตสาหกรรมทุกชนิด ยุทธศาสตร์การถ่ายโอนความรู้ของไทยนั้นแย่มาก ๆ ตลอดระยะเวลาของการพัฒนาที่ผ่านมาเราไม่ได้วางแผนหรือว่าเตรียมการสำหรับการถ่ายโอนความรู้เลย



การถ่ายโอนความรู้ที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทยนั้น เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการผลักดันของนโยบายรัฐ มันเกิดขึ้นจากความจำเป็นของการเปลี่ยนแปลงในเศรษฐกิจโลก เช่นอุตสาหกรรมรถยนต์เราค่อนข้างที่จะเก่งกว่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด แต่ทั้งหมดเหล่านี้มันเกิดจากความจำเป็นที่ญี่ปุ่นไม่สามารถที่จะผลิตรถยนต์ไปขายประเทศอื่น ๆ ได้ในราคาที่แพงเพราะฉะนั้นต้องย้ายฐานการผลิตเข้ามาในประเทศไทยแต่ว่าจะย้ายมั่ว ๆ ไม่ได้ต้องย้ายไปยังสังคมที่สามารถรองรับได้และไม่รู้ด้วยเหตุใดก็แล้วแต่ทำให้ญี่ปุ่นผลักมาให้กับสังคมไทย



คำถามก็คือว่าการที่เราอาศัยการท่องเที่ยวที่ทำรายได้ให้กับเรามากแต่จริง ๆ ก็ไหลกลับไปมากเหมือนกัน เราสามารถที่จะสร้างความหลากหลายในอุตสาหกรรมบริการของเราได้มากกว่านี้หรือเปล่า ผมคิดว่าเมื่อย้อนกลับมาดูฐานความรู้ของเราแล้วเราคงต้องอาศัยบริการทางด้านการท่องเที่ยวของเราต่อไปอีก คำถามที่ตามมาทันทีก็คือว่าบริการการท่องเที่ยวนี้เราจะถูกแข่งขันหรือเปล่า แน่นอนว่าอย่าไปนึกอันขาดว่าประเทศเรามีเกาะพีพี ประเทศอื่น ๆ ก็สู้เราไม่ได้ซึ่งแบบเกาะพีพีนั้นประเทศอื่นก็มีเหมือนกัน



วันหนึ่งข้างหน้าเมื่อประเทศเพื่อนบ้านของเราสามารถที่จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นถนน เป็นโรงแรมหรือว่าเป็นอะไรก็แล้วแต่มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่เวลานี้ ก็จะเพิ่มการแข่งขันมากขึ้นสิ่งที่เราคิดอยู่ในเวลานี้ก็คือว่าพยายามที่จะผูกการท่องเที่ยวให้กลายเป็นเครือข่ายเดียวกันหมายความว่าเราไม่แข่งขัน แต่พยายามที่จะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลาง แต่ผมก็ไม่เชื่อว่าประเทศเพื่อนบ้านจะโง่อย่างนั้น และถึงอย่างไรฤดูกาลท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวก็กำหนดตายตัวเราไม่สามารถที่จะเปลี่ยนวันหยุดเขาได้เขาก็ต้องเลือกว่าจะไปเที่ยวที่ไหนดี เรายังต้องอาศัยการท่องเที่ยวไปอีกนานแต่ว่าในขณะเดียวกันมันก็มีการแข่งขัน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการเรียนรู้ที่เราสร้างกันขึ้นมานั้นไม่สามารถที่จะรับกับการเปลี่ยนแปลงได้




อันต่อมาที่คิดว่ามีความสำคัญก็คือ จริง ๆ แล้วอุตสาหกรรมทั้งโลก หรือการผลิตทั้งโลกสิ่งที่กำลังเปลี่ยนอีกอย่างหนึ่งก็คือ การจัดการ คุณคิดว่าห้างโลตัสมันขายอะไรเขาขายการจัดการ ที่ชนะทั้งหมดเพราะว่าเขาขายการจัดการ เพราะฉะนั้นความคิดเรื่องที่เกี่ยวกับการจัดการใหม่นั้นเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก สิ่งที่คุณทักษิณทำในเรื่องของ CEO ผมเดาว่าก็คงคิดถึงเรื่องนี้เหมือนกัน ผมคิดว่าเราจะต้องนำเอาการจัดการอีกแบบหนึ่งเข้ามาในการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แต่ว่าคุณทักษิณเป็นคนหยาบถึงแม้ว่าจะมีวิสัยทัศน์ดี กรณีที่นำการจัดการในระบบ CEO มาบริหารจัดการการปกครองในส่วนจังหวัดแกคงลืมไปว่าวัฒนธรรมไทยในการบริหารที่มีมานานมันใช้กับ CEO โดยที่ไม่ดัดแปลงเลยไม่ได้เพราะว่าในความเป็นจริง CEO เป็นคนที่เขาถึงข้อมูลข่าวสารมากที่สุดของบริษัททุก ๆ อย่างจะไหลเข้ามาสู่ CEO เป็นคนที่ไม่ต้องทำงานเลย



หน้าที่หลักของเขาก็คือการคุยกับคนอื่นเพื่อให้ข้อมูลข่าวสารไหลเข้ามาหาตัวก่อนการตัดสินใจ ซึ่งระบบการบริหารราชการของไทยไม่ใช่แบบนั้น ถ้าหากคุยกับผู้ว่า ฯ เราก็จะพูดแต่ในเรื่องที่ท่านอยากฟัง เพราะฉะนั้นการบริหารแบบ CEO ในประเทศไทยข้อมูลมันจึงไม่ไหลเข้าการตัดสินใจก็จะออกมาแย่เสมอ เพราะในระบบการบริหารแบบไทยนั้นเราไม่พูดอะไรที่คนฟังไม่อยากฟัง อันนี้เป็นตัวอย่างอันหนึ่งที่ว่าถึงแม้ว่ามีนักการเมืองที่เห็นว่าเราจะต้องนำเอาการจัดการในแบบใหม่เข้ามาก็มีปัญหา เพราะว่าไม่เข้าใจว่าเมื่อนำของใหม่เข้ามาจัดการในประเทศไทยแล้วจะต้องทำอย่างไรต่อไปอันนี้ยังไม่พูดถึงการจัดการในแบบโลตัสที่ในสมัยรัฐบาลคุณทักษิณที่มีคุณเนวินที่คิดว่าทำไมรัฐไม่ทำแบบโลตัสบ้างที่เข้ามาเป็นผู้ซื้อผงซักฟอกแล้วนำไปขายในราคาถูกให้กับโชห่วยต่าง ๆ ผมเห็นด้วยกับความคิดอย่างนี้ว่าต้องคิดอะไรทำนองอย่างนี้เพื่อช่วยโชห่วย แต่ในขณะเดียวกันการทำอย่างนั้นในวัฒนธรรมการค้าขายแบบโชห่วยของไทยคืออะไรจะจัดการอย่างโลตัส 100 เปอร์เซ็นต์ทำได้ไหมมันมีรายละเอียดเยอะมากซึ่งนักการเมืองที่ต้องการแต่เพียงการหาเสียงนั้นทำไม่ได้มันต้องอาศัยสิ่งอื่น ๆ ด้วย



จริง ๆ แล้วในการบริหารแบบใหม่ถ้าหากว่ามองไปทั้งโลกจะพบว่ามันมีการจัดการมากมาย การจัดการแบบใหม่เกิดขึ้นกับภาคธุรกิจ เกิดขึ้นกับภาคประชาชน หรือว่าเกิดขึ้นกับภาครัฐเยอะมากแต่ว่าการเรียนรู้ในเรื่องเหล่านี้น้อยมาก คิดว่านักธุรกิจจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ในเรื่องการจัดการเมื่อคุณมีแรงงานราคาถูกซึ่งไม่สามารถที่จะแข่งขันได้ คำถามที่ตามมาก็คือถ้าหากว่าคุณจัดการให้ดีก็อาจจะสามารถที่จะแข่งขันได้ก็เป็นได้ เพราะว่าการจัดการนั้นสามารถที่จะทำให้ปัจจัยที่เอื้ออำนวยของคุณที่ไม่เอื้ออำนวยให้เป็นปัจจัยที่เอื้ออำนวยได้ เพราะฉะนั้นคำตอบของการที่คุณต้องไปแข่งกับเวียดนามไม่ใช่แค่เพียงการปิดโรงงานอย่างเดียว ถ้าคุณคิดถึงการจัดการแบบใหม่ ๆ ได้ก็อาจที่จะแข่งกับเขาได้ในราคาค่าแรงที่แพงกว่า อันนี้ยังไม่ได้พูดถึงว่าเราสามารถที่จะทำให้แรงงานของเรากลุ่มที่มีจำนวนมากมีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นได้ถ้าหากว่าจัดการเป็น เราจะสามารถที่จะจ่ายค่าแรงได้สูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำด้วยซ้ำไป



ธุรกิจใหญ่ อุตสาหกรรมใหญ่ ๆ ที่ได้รับความเอ็นดูของรัฐตลอดมาคิดว่าธุรกิจเหล่านั้นเป็นธุรกิจที่ไม่มีการเรียนรู้ ไม่ต้องการเรียนรู้อะไรมากมายเท่าไหร่ถ้าหากค่าแรงแพงก็ย้ายไปที่อื่น ดังนั้นผมจึงคิดว่าใครกันที่เป็นคนที่สร้างการเรียนรู้ในการจัดการได้มากที่สุด น่าประหลาดที่ผมพบว่าเป็น SME เท่าที่ผ่านมาวิสาหกิจระดับกลางและเล็กมีการเรียนรู้สูงกว่าขนาดใหญ่ เพราะการที่เขาจะอยู่รอดได้ต้องหารูเล็ก ๆ ที่เป็นทางรอด เมื่อหารูเล็ก ก็จะทำให้สามารถที่จะมองได้ทั่วกว่า เรียนรู้มากกว่า ขณะที่ทุนขนาดใหญ่นั้นไม่ต้องเรียนรู้มากและธุรกิจขนาดเล็กที่เป็นผู้ถ่ายทอดการจัดการแบบใหม่ที่ประสบความสำเร็จสำหรับวัฒนธรรมไทยได้ดีกว่าขนาดใหญ่แต่น่าเสียดาย ที่ธุรกิจขนาดเล็กกลับถูกมองว่าเป็นคนง่อยเปลี้ยเสียขาที่ตัวใหญ่จะต้องเข้าไปช่วย ซึ่งตรงกันข้ามในด้านของความคล่องตัวในการปรับตัวเอง หรือว่าสร้างกลวิธีใหม่ ๆ ขนาดเล็กกลับเก่งกว่าและสมควรที่จะเป็นคนสอนธุรกิจขนาดใหญ่แต่ความคิดแบบนี้กลับไม่มีในการที่จะดึงเอาความรู้ของคนเหล่านี้ไปกระจายให้เกิดขึ้น



ทางรอดทางหนึ่งของเศรษฐกิจไทยซึ่งจริง ๆ แล้วรัฐบาลทักษิณเคยทำแบบหยาบ ๆ ก็คือว่าคุณจะใช้แรงงานไร้ฝีมือกับการผลิตอะไรเข้าไปสู่ตลาดเฉพาะ ตลาดชนิดที่เป็นรูเดียว เราจะผลิตได้อย่างไรตัวอย่างกรณีศิลปาชีพ พระราชินีพูดเสมอว่าผู้ผลิตงานศิลปาชีพคือชาวนา คือคนที่ไม่มีการศึกษา จะถูกนำมาฝึกเพื่อที่จะผลิต นี่คือตัวอย่างการที่นำแรงงานไร้ฝีมือเพื่อมาฝึกอะไรบางอย่างที่ต้องการฝีมือพอสมควรแล้วเจาะกับตลาดเฉพาะ แทนที่จะไปคิดถึงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เราก็กลับมาคิดในลักษณะนี้ ตัวเล็ก ๆ ที่สามารถหรือว่าผลิตอะไรที่มีตลาดรองรับในตลาดเฉพาะของโลกโดยการนำเอาแรงงานไร้ฝีมือมาฝึกอย่างไรก็แล้วแต่



ทีนี้จะเข้าสู่ตลาดที่เป็นตลาดเฉพาะของโลกได้อย่างไรเมื่อดูตรงนี้แล้วก็ท้อใจสำหรับประเทศไทย เพราะว่าจะเข้าสู่ตลาดเฉพาะได้ต้องมีอย่างน้อย 3 สิ่งด้วยกัน อย่างแรกคือว่าต้องมีความรู้ทางวัฒนธรรมของประเทศต่าง ๆ ในโลกนี้ถามว่าคนไทยรู้เรื่องเหล่านี้มากแค่ไหนมันน้อยมาก น้อยมากกว่าที่เราจะรู้ว่าอะไรคือของที่เราจะวางขายในตลาดเฉพาะในฝรั่งเศสในอเมริกาได้ จนทุกวันนี้มหาวิทยาลัยก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องเหล่านี้อย่างเพียงพอ คิดว่าการสร้างความรู้ทางวัฒนธรรมของโลกโดยที่ไม่ใช่เฉพาะแต่ประเทศใหญ่ ๆ หรือว่าเพื่อนบ้าน ผมว่ามันขาดไปอีกอย่างถ้าหากว่าไม่มีสิ่งนี้คุณมีประสบการณ์ก็ได้ถามว่าประสบการณ์ของเราในการเจาะตลาดเฉพาะก็มีแต่ว่าเราใช้ประสบการณ์จากประสบการณ์นั้นน้อยมาก



การสอนการบริหารธุรกิจนั้นเราสอนตามทฤษฎีฝรั่งโดยที่ไม่ได้สอนจากประสบการณ์จริง คนไทยใช้วิธีเด็ดยอดความรู้นำมาสอนมาวางไว้มันจึงไม่เกิดอะไรขึ้น ประสบการณที่เรามีอยู่ก็ไม่เกิดผลมันจึงติดอยู่กับคนจำนวนน้อยที่ประสบความสำเร็จเท่านั้น การเชื่อมโยงเราก็พอมี เราเชื่อมโยงกับใครที่สามารถจะเปิดตลาดได้แต่ก็เป็นจำนวนน้อยมาก เมื่อมองอย่างนี้แล้วความสามารถของเราในการที่จะเจาะตลาดเฉพาะจึงค่อนข้ามที่จะมีจำกัด พลังของรัฐที่จะเข้าไปเสริม 3 อย่างนี้มันไม่มีหรือว่ามีน้อยมาก



ซึ่งถ้าหากว่ารัฐหันมาที่จะสนใจเรื่องเหล่านี้ก็หมายความว่าก็ต้องดึงเอางบประมาณ ทรัพยากรและอะไรทั้งหลายของรัฐเข้ามาหนุนอย่างเต็มที่ ถามว่าจะทำได้ไหมผมเชื่อว่ามันทำได้ยากมากเว้นแต่ว่าจะต้องมีเจตจำนงทางการเมืองที่แข็งกล้าจริง ๆ ในเวลานี้ทรัพยากรทั้งหมดทางด้านนี้ของรัฐถูกทุ่มเทให้แก่บริษัทหรือว่าธุรกิจขนาดใหญ่ เมื่อนำสิ่งต่างๆ มาทำอย่างที่บอก บริษัทใหญ่ ๆ ก็จะเข้ามาบอกว่าคุณไม่สามารถที่จะทำอย่างนี้ได้ อันนี้ไม่ถูกต้องและพวกนี้เสียงดังด้วย เพราะว่าธุรกิจขนาดใหญ่มีพลังในการกำหนดอะไรต่าง ๆ ในประเทศไทยนั้นสูงมาก อันนี้เป็นปัญหาทางด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรมหรือว่าในด้านภาคการบริการ




หันมาดูภาคการเกษตรบ้าง คิดว่ามันยิ่งน่าเศร้าและน่ากลัว ภาคการเกษตรของเราในเวลานี้มีสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างหนึ่งเป็นเวลาหลายสิบปีมาแล้วนั่นก็คือว่า การผลิตข้าวนั้นมีลักษณะที่เป็นเชิงพาณิชย์สูงขึ้น ในปัจจุบันสัดส่วนที่เป็นการผลิตเชิงพาณิชย์นั้นเริ่มรุกเข้ามาจนกระทั่งสัดส่วนที่ผลิตเชิงยังชีพนั้นหมดไป ๆ จนแทบที่จะไม่เหลืออยู่เลย คนอีสานโดยเฉพาะกลุ่มที่ปลูกข้าวหอมมะลิจะนำเงินที่ได้จากการขายข้าวไปซื้อข้าวเหนียวกิน ลักษณะแบบนี้เราจะพบว่ามันมากขึ้น ๆ ก็คือว่าถ้าเราทำให้การผลิตข้าวเป็นเชิงพาณิชย์มากขึ้นเต็มที่เมื่อไหร่ ก็หมายความว่าทุก ๆ คนต้องซื้อข้าวกิน ไม่เป็นไรเพราะว่าข้าวในเมืองไทยราคาถูกอย่าลืมนะครับว่าข้าวในเมืองไทยเวลานี้ถูกกว่าในญี่ปุ่นถูกกว่าที่อื่น ๆ



การขายข้าวในเมืองไทยเราใช้วิธีที่ว่า สมมติว่าเราผลิตได้ 18 ล้านตัน คนไทยกินเข้าไป 14 ล้านตันที่เหลือส่งออกเรารู้เลยว่าปีนี้เราขายจ้าวออกไปได้แค่ 4 ล้านตันเพราะว่าถ้าหากขายเกินกว่านี้เมื่อไหร่คนไทยไม่มีข้าวกินก็คือว่ามีโควตาการส่งออกโดยคำนวณจากปริมาณการผลิตและการคาดการการบริโภค ดังนั้นจึงทำให้ข้าวในประเทศไทยราคาถูก คำถามก็คือว่านโยบายการกำหนดโควตาการส่งออกจะอยู่ต่อไปไหมเมื่อเวลาที่นโยบายการผลิตข้าวเชิงพาณิชย์ครอบคลุมการผลิตข้าวเชิงบริโภค ผมสงสัยว่ามันจะไม่ดำรงอยู่ต่อไปเพราะว่าเมื่อเป็นการผลิตเชิงพาณิชย์ คำถามก็คือว่าใครบ้างที่สามารถผลิตได้



แนวโน้มที่เราเห็นเยอะในเวลานี้ก็คือว่า การทำเกษตรมีการนำเครื่องจักรเข้ามาใช้เนื่องจากค่าแรงนั้นแพงเกินไปกว่าที่เราจะนำมาใช้ในการเกษตรได้ ผู้ผลิตรายย่อยจะต้องใช้พวกเครื่องจักรเหล่านี้ในการทำการเกษตร ต้นทุนการผลิตจะสูงขึ้น ๆ จนกระทั่งขาดทุน ก็ต้องเลิกการผลิตและก็จะต้องขายที่ดินออกไปเพื่อที่จะเอาตัวรอด โดยสรุปก็คือการเปลี่ยนแปลงในภาคการเกษตรจะพบว่าจำนวนของคนที่อยู่ในชนบทไม่มีอาชีพ และจะเหลืออาชีพอยู่อย่างเดียวก็คือการรับจ้างในภาคการเกษตรเฉพาะฤดูกาล คนเหล่านี้จะเป็นคนที่หลุดลอยออกไปจากระบบ จำนวนคนเหล่านี้ในชนบทสูงขึ้นมาก



ฉะนั้น คนที่ผลิตข้าวในอนาคตนั้นคือคนที่มีอิทธิพล คนที่เสียงดังที่สามารถเข้าถึงรัฐได้มากกว่าชาวนาในอดีต และกลุ่มนี้รวมทั้งพ่อค้าส่งออกซึ่งก็อิงอยู่กับพรรคการเมืองอยู่แล้วจะเป็นพวกที่เข้าถึงรัฐได้มากที่สุด นโยบายการกำหนดโควตาส่งออกจึงตั้งอยู่บนขี้เลนเพราะว่าแรงบีบที่แท้จริงนั้นไม่ต้องมี เมื่อไม่ต้องมีเมื่อไหร่ก็หมายความว่าทุกคนต้องซื้อข้าวแข่งกับตลาดโลกคือว่าราคาข้าวภายในกับราคาในตลาดโลกจะเท่ากันข้าวก็จะกลายเป็นสินค้าเสรีเหมือนกับสินค้าอื่น ๆ ซึ่งน่าวิตกมาก



ถ้าถามว่าใครบ้างในอนาคตที่จะไม่มีเงินซื้อข้าวกินก็จะพบอย่างน่าตกใจว่าอันที่ 1 โดยเฉพาะแรงงานอุตสาหกรรมอย่างไร้ฝีมืออย่างที่พูดไปเมื่อสักครู่ และต้องอย่าคิดถึงเฉพาะตัวแรงงานราคาถูกเหล่านี้เท่านั้นเพราะว่าคนเหล่านี้ต้องมีผู้ที่เขาต้องเลี้ยงดูมีพ่อ แม่ หรือว่าลูกเล็ก ๆ ซึ่งจริง ๆ เวลานี้ก็มีแล้วในสังคมไทย ชาวนารายย่อยที่สูญเสียทรัพยากรในการผลิตอย่าลืมว่าชาวนาราย่อยเหล่านี้นั้นไม่ได้มีทักษะในด้านอื่น ๆ เลยเข้ากรุงเทพเพื่อที่จะมาทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม อย่าลืมว่าโรงงานก็ไม่ต้องการแรงงานไร้ฝีมือเหล่านี้อีกแล้ว ไม่ใช่เฉพาะเป็นการสูญเสียทรัพยากรในกาผลิตอย่างเดียวเป็นการสูญเสียทรัพยากรทางสังคมด้วย แล้วก็จะเข้าไม่ถึงทรัพยากรทางสังคมแบบใหม่เช่นถ้าวันหนึ่งรัฐบาลบอกว่าประกันสังคมนั้นเปิดฟรี ใครที่อยากจะประกันสังคมก็นำเงินมาใส่ทุกเดือน ๆ แต่ว่าพวกนี้ก็จะไม่มีเงินใส่ ทรัพยากรสังคมสมัยใหม่ก็ไม่สามารถที่จะรองรับคนเหล่านี้ได้ในขณะที่ทรัพยากรทางสังคมเก่าหายไป คนกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มคนที่นาวิตกและมีจำนวนไม่น้อย



อีกกลุ่มหนึ่งก็คือกลุ่มที่ด้อยโอกาสไม่ว่าจะเป็นคนแก่ก็ตาม เป็นเด็กก็ตาม คนพิการก็ตามคนเหล่านี้จะไม่มีวันที่จะมีเงินซื้อข้าวกินเพราะเวลานี้ข้าวยังไม่แพงก็ไม่มีเงินซื้อแล้ว ทั้งหมดเหล่านี้ผมคิดว่าสิ่งที่ตามมาอย่างแน่นอนก็คือปัญหาสังคม คุณมีเด็กเร่ร่อนมากขึ้น คุณมีคนติดเหล้ามากขึ้นอย่างที่มีการโฆษณา ซึ่งการโฆษณาอันนี้ก็แปลกถามว่าไอ้คนที่จนโดยไม่ได้กินเหล้าในสังคมไทยนั้นมีไหม ถ้ามองให้ลึกลงไปก็จะเห็นว่าความจนนั้นเป็นปัญหาในระดับโครงสร้างโดยหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงหัวใจที่สำคัญว่าทำไมมันถึงจน แต่อย่างไรก็ตามการกินเหล้าหรือว่าเสพยาหรืออะไรก็ตามมันเป็นการหลบหลีกไปจากชีวิตจริง เพราะฉะนั้นก็จะเจอปัญหาอาชญากรรมตามมาอีกเยอะ ผมไม่ได้หมายความว่าคนจนเท่านั้นที่เป็นอาชญากร แต่ว่าอาชญากรรมเป็นหนทางหนึ่งที่จะทำให้คนจนอยู่รอดได้



สรุปก็คือ ความเป็นปัจเจกในสังคมจะสูงขึ้นเยอะไปหมดและความเป็นปัจเจกมันไม่เคยมีในสังคมไทยมาก่อน เมื่อไม่เคยมีในสังคมไทยมาก่อนเราก็ไม่มีอะไรรองรับสักอย่าง เราไม่มีศีลธรรมเพราะว่าศีลธรรมไทยไม่ใช่เป็นแบบปัจเจก ศีลธรรมและจริยธรรมจะทำงานได้ต่อเมื่อสังคมนั้นเป็นสังคมที่มีเครือข่ายสังคมที่มีการเชื่อมโยงกันและกัน มองแบบฝรั่งก็คือ Social fabric ที่สังคมจะอยู่ได้มันจะต้องถักทอกันและกันกลายเป็นผืนผ้า เมื่อผ้าของเราขาดเกิดผ้าแบบใหม่ พอผ้าแบบเก่าขาดอะไรเกิดขึ้นเราก็คิดถึงสวัสดิการ ในระบบสังคมแบบเก่าของไทยมันมีสวัสดิการให้กับคนเยอะมาก ญาติ เพื่อน ชุมชน เยอะมากมีระบบการศึกษาที่ผ่านการถักทอแบบเก่า มีการควบคุมทางสังคมที่อาศัยการถักทอแบบเก่า อีกอันหนึ่งที่มีความสำคัญมากก็คือในระบบของผ้าแบบเก่าเป็นระบบที่สามารถกระจายทรัพยากร ได้หมายความว่าในระบบสังคมนั้นทำให้ทรัพยากรไปรวมตัวกันเป็นกระจุกแต่ว่าระบบสังคมจะบีบตัวให้ทรัพยากรที่รวมตัวกันนั้นกระจายตัวทรัพยากรที่ไหลมาหามันกลับคืนไปตัวอย่างที่ชัดๆ ง่าย ๆ ก็คือวัดเป็นต้น



เพราะฉะนั้น เมื่อตอนที่ผ้าทางสังคมแบบเก่ามันขาดวิ่นแล้วเกิดผ้าแบบใหม่ขึ้นมามันทิ้งคนจำนวนมากซึ่งเคยได้สวัสดิการได้การศึกษาหรือว่าเคยได้อะไรต่าง ๆ ไปถามว่าเรื่องเหล่านี้แก้ได้ไหมผมคิดว่าแก้ได้ยากมากเพราะว่าถึงแม้สังคมไทยจะเปลี่ยนไปเป็นสังคมปัจเจกก็ตามแต่ว่ายังเป็นสังคมปัจเจกที่มีลำดับขั้นอีก เรายังเน้นลำดับขั้นทางสังคมสูงมากๆ เรายังเป็นสังคมที่พยายามให้มันเหมือนไม่เปลี่ยน ทั้งๆ ที่มันเปลี่ยนไปแล้วโดยการนำเอาระบบค่านิยมแบบเก่ามาครอบงำเอาไว้ สิ่งที่อันตรายที่สุดในสังคมที่มีโสเภณีเกือบที่จะมากที่สุดในโลกก็คือหัวนมผู้หญิง คุณก็ครอบทุกอย่างเอาไว้ไม่ยอมให้มันเปลี่ยนแทนที่เราจะมาคิดถึงระบบศีลธรรมที่มันเหมาะสมกับสังคมที่มันกลายเป็นปัจเจกไปแล้ว รัฐมนตรีวัฒนธรรมจะมาบอกให้พูดไทย แต่งชุดไทยทั่ง ๆ ที่คุณคิดเป็นแบบฝรั่งไปแล้ว



ปัญหาทั้งหมดเหล่านี้ถามว่ารัฐจะเข้ามาแก้ได้ไหมคำตอบก็คือผมคิดว่ามันหวังได้ยากมากในทางการเมือง เพราะว่าสิ่งที่เราจะได้แน่นอนหลังการเลือกตั้งก็คือรัฐบาลผสมที่อ่อนแอรัฐธรรมนูญได้สร้างอำนาจที่คอยควบคุมรัฐบาลไว้อย่างน้อยที่สุด 2 อย่างคือ 1 กองทัพ 2 ระบบราชการ ในเมื่อเป็นรัฐบาลผสมก็จะมีการสมยอมกันในระหว่างพรรคการเมืองมาก ถ้าไม่หวังจากรัฐก็ต้องบอกว่าหวังจากสังคมเพราะอย่างน้อยก็ไม่มีทางเลือก ถ้ารัฐทำไม่ได้แล้วสังคมไทยทำได้ไหมก็หวังว่าจะทำได้ สังคมผลักดันตัวเองได้ไหม บางส่วนได้บางส่วนไม่ได้และส่วนใหญ่มักจะไม่ได้



สังคมจะสามารถเป็นผู้นำในการปรับตัวได้อย่างไรผมว่าต้องอาศัย 2 อย่างอันที่หนึ่งก็คือสื่อ ซึ่งในทรรศนะของผมนั้นมืดมากเพราะว่าสื่อที่ไม่ได้เป็นของรัฐในเวลานี้ก็เป็นของนายทุนเป็นธุรกิจชนิดหนึ่ง อะไรก็ตามที่เขาคิดว่าจะขายไม่ได้จะไม่ผลิตแน่นอน เพราะฉะนั้นหวังจากสื่อก็ยาก อีกอันหนึ่งก็คือเอ็นจีโอ สังคมไทยเป็นสังคมที่มีคนเข้าไปทำงานเป็นเอ็นจีโอเยอะเมื่อเทียบกับสังคมอื่น ๆ เป็นสังคมที่มีกระบวนการการเติบโตของเอ็นจีโอมากแต่ก็ไม่มีความหวังเท่าไหร่ เอ็นจีโอไทยมาถึงนาทีนี้กลายเป็นกระทรวงอีกกระทรวงหนึ่งของระบบราชการ แล้วมีหน้าที่ในการรักษาพื้นที่ที่ตนเองไปทำงานให้เหนียวแน่นที่สุดเพราะว่าพื้นที่นั้นเป็นพื้นที่ที่ใช้ในการขอเงินฝรั่ง ฉะนั้นจึงไม่คิดอะไรมากของบประมาณรายปีไปก็ไม่หวังอะไรมากนัก ที่น่ากลัวไปกว่านั้นก็คือเอ็นจีโอไทยเริ่มขาดจากประชาชน ฐานของประชาชนที่เคยมีนั้นไม่มีแล้ว



ความหวังอีกอันเดียวสำหรับผมก็คือองค์กรประชาชน แล้วสิ่งนี้ผมคิดว่าเป็นนิมิตหมายที่ค่อนข้างดีใน 10 กว่าปีที่ผ่านมาในประเทศไทยที่มีการเคลื่อนไหวในภาคประชาชนที่จัดองค์กรของตนเองในรูปแบบต่างๆ เยอะ สักวันหนึ่งที่ผมเชื่อว่าเป็นไปได้ก็คือว่าเราควรมีสหภาพแรงงานที่เป็นอิสระ ไมใช่ที่เป็นอยู่ขณะนี้ไม่ใช่สหภาพที่ผู้นำแรงงานกินหัวไปหมด แล้วชะตากรรมของแรงงานไม่ได้รับความเหลียวแล คือถ้าหากว่าเราพูดถึงองค์กรประชาชนโดยที่ไม่ได้คิดถึงสหภาพนั้นมันไม่มีความหมายเพราะว่าแรงงานไทยมีจำนวนคนที่มากที่สุดในประเทศไทยเวลานี้ ผมหวังว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นเพราะว่าใน 10 กว่าปีที่ผ่านมาพอที่จะให้ความหวังว่าประชาชนจัดองค์กรเคลื่อนไหวเองมากขึ้น และก็คงจะจัดการเคลื่อนไหวสำหรับการสร้างสิ่งดี ๆ ที่จะตอบปัญหาที่ผมได้พูดไปทั้งหมดสักครู่นี้.


ที่มาจากสำนักข่าวประชาธรรม //www.newspnn.com

บทความที่เกี่ยวข้อง

เส้นทางกระฎุมพีไทย จาก 14 ตุลาต้านรัฐประหาร ถึง 19 กันยาหนุนรัฐประหาร

“19 กันยา 49 รัฐประหารครั้งที่ทำความเสียหายแก่บ้านเมืองที่สุด”

1 ปี รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 สังคมไทยเรียนรู้อะไร?

สัมฤทธิผลนิยม (Pragmatism) ของปัญญาชนไทยกับการรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549

การทำรัฐประหาร = Official Revolution: ลงทุนต่ำ-กำไรสูง


Create Date : 07 ตุลาคม 2550
Last Update : 7 ตุลาคม 2550 13:26:57 น. 16 comments
Counter : 598 Pageviews.

 

แวะทักทายค่ะ
ด้านซ้ายมือ ปรับลดย่อ ขนาดได้ไหมเอย
เพราะดูแล้ว มันใหญ่กว่าเนื้อหา ทำให้ความโดดเด่น
แย่งมากไปค่ะ

ไม่งอน ไม่เคืองกันนะคะ แอบบ ตามมาจากบล๊อกเพื่อนค่ะ
รีบบอกซ๊ะหน่อย แอบบ กัวเล๊ก ๆ ค่ะ อิอิ






โดย: หนี่หนีหนี้ (แพรวขวัญ ) วันที่: 7 ตุลาคม 2550 เวลา:14:30:40 น.  

 


โดย: katoy วันที่: 7 ตุลาคม 2550 เวลา:15:57:03 น.  

 
ขอบคุณที่แวะไปเยี่ยม blog คนเดือนตุลาฯค่ะ


โดย: katoy วันที่: 7 ตุลาคม 2550 เวลา:16:58:20 น.  

 
แวะมาทักทายครับ
และขออนุญาตินำลิงค์
เรื่องโลกร้อนไปแปะในบล็อกขผงผม
ขอบพระคุณ....


โดย: Yoawarat วันที่: 7 ตุลาคม 2550 เวลา:23:08:39 น.  

 

emoemoemoemoemo


ซาหวัดดี ฮับ



โดย: หอมกร วันที่: 7 ตุลาคม 2550 เวลา:23:41:50 น.  

 
ด้วยความยินดีครับ สหาย Yoawarat

ขอบคุณสำหรับสหายแพรวขวัญ ที่ให้คำแนะนำยังไงจะปรับปรุงครับ ขอบคุณครับ

ขอบคุณครับสหาย katoy สหายหอมกร


โดย: Darksingha วันที่: 8 ตุลาคม 2550 เวลา:11:10:24 น.  

 
แวะมาทักทายและยินดีที่ได้รู้จักครับ.....

ขอบคุณที่แวะไปเยี่ยมนะครับ.....


โดย: doctorbird วันที่: 8 ตุลาคม 2550 เวลา:11:56:03 น.  

 
แวะมาเก็บเกี่ยวความรู้ ขอบคุณครับที่แวะไปเยี่ยม


โดย: Johann sebastian Bach วันที่: 8 ตุลาคม 2550 เวลา:19:07:31 น.  

 

emoemoemo


หวัดดีฮับ



โดย: หอมกร วันที่: 8 ตุลาคม 2550 เวลา:21:08:54 น.  

 

จ๊ะเอ๋
หนี่ฯ มาอีกแระ อิอิ
ฝันดีนะคะ




โดย: หนี่หนีหนี้ (แพรวขวัญ ) วันที่: 8 ตุลาคม 2550 เวลา:23:44:05 น.  

 

พรุ่งนี้จะเข้ามาดูอย่างละเอียดค่ะ


โดย: แซนด์ซี วันที่: 9 ตุลาคม 2550 เวลา:0:09:21 น.  

 
สวัสดีครับ สหาย doctorbird, Johann sebastian Bach ,หอมกร, แพรวขวัญและ แซนด์ซี ยินดีที่ได้รู้จักครับ


โดย: Darksingha วันที่: 9 ตุลาคม 2550 เวลา:11:46:37 น.  

 

แถวต่างจังหวัดมีข้าราชการอีกเยอะค่ะ ที่ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ แต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำลังจะก้าวไปไกลกว่า เพราะมีเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทันสมัย มีการศึกษาอบรมอย่างต่อเนื่อง กว่าข้าราชการบางกรมกอง


โดย: แซนด์ซี วันที่: 9 ตุลาคม 2550 เวลา:19:34:00 น.  

 
emoemoemoemoemo
ขอบคุณสำหรับการเยี่ยมเยือนเน้อ


โดย: หอมกร วันที่: 9 ตุลาคม 2550 เวลา:19:51:37 น.  

 
ยินดีอย่างยิ่งที่มีblog ดีๆ เพื่อชาวตุลาฮับ


โดย: drunkcat วันที่: 9 ตุลาคม 2550 เวลา:22:45:36 น.  

 
ยินดีครับสหาย drunkcat


โดย: Darksingha วันที่: 10 ตุลาคม 2550 เวลา:9:47:11 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Valentine's Month


 
Darksingha
Location :
สมุทรสงคราม Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]





Click for use Graphics comment


Darksingha ที่แสดงถึงอำนาจและความมืดมัว ผมให้แทนคำว่า Age of Doubt หรือยุคแห่งความสงสัยก็แล้วกัน ดังนั้นBlogนี้จึงเป็นแดนสนธยาที่เต็มไปด้วยหมอกควันแห่งคำถาม และการละเล่น เพื่อแสวงหา ?


TV3 Live CH5 Live CH7 Live Modernine TV Live NBT LIVE - CH11 TPBS - Public Channel ASTV1 New11 - Online News 24 hours Nation Channel DMC.TV - Buddhistic Television ASTV5 - Suvarnbhumi ASTV7 - Buddhistic Television  True New 24 Channel  skynew  cnnibn Channel  cnn Channel  bbcnews_island Channel  cctv  Channel  bfmtv  Channel  ntv  Channel  fox8 Channel  foxnews5 Channel  cspan  Channel  france24 Channel  world_explorer Channel  discovery_channel Channel  nasa  Channel kimeng-channel dmc-channel ebr-channel research-channel utv-channel michigan-channel at-florida-channel islam-channel peace-usa-channel bbc-panorama-channel CH7 Live CH7 Live CH7 Live CH7 Live CH7 Live CH7 Live CH7 Live CH7 Live

music is life

ชุมทางเพลงเพื่อชีวิต

Friends' blogs
[Add Darksingha's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.