เก็บบางสิ่งบางอย่างไว้ เพื่อให้คนได้รับรู้
 
 

นักปฏิวัติกระจอก

คมชัดลึก :และแล้วนักโทษหนีคุก ยกระดับตัวเองเป็นนักปฏิวัติข้ามชาติ อ้างว่าต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยก็กลายสภาพเป็นเพียงกบฏกระจอกๆ หมดสภาพในสายตาของชาวโลกและสิ้นค่าในสายตาของคนไทย เพราะหน้ากากโดนลอกทีละชั้น จนเห็นหน้าเหลี่ยมๆ ที่เต็มไปด้วยเล่ห์และความด้านหนา ตะแบงแบบไร้ยางอาย


โกหกผ่านสื่อซีเอ็นเอ็น บีบีซี และอัลจาซีรา และอื่นๆ ว่าทหารฆ่า 5 คนแล้วเอาศพไปซ่อน แต่ถูกซักไล่บี้ ต้องตอบแบบอึกๆ อักๆ เห็นได้ชัดว่านักโทษหนีคุก นักปฏิวัติกระจอกมีคำตอบที่ลูกสมุนเขียนเตรียมไว้ล่วงหน้า

ไม่ว่าคนสัมภาษณ์จะถามอย่างไร ข้าจะตอบตะแบงๆ อย่างนี้แหละ!

การตอบคำถามแบบมั่วๆ เลอะเทอะ ฟังไม่ได้ศัพท์ ฟ้องให้เห็นชัดว่านักปฏิวัติกระจอกไม่มีความน่าเชื่อถือเหลืออยู่อีกแล้ว เพราะคนสัมภาษณ์เขาบอกว่ามีรายงานที่เป็นอิสระยืนยันว่าไม่มีคนตาย และคนปลุกระดมคือเอ็ง

ประเทศไทยโชคดีที่นักโทษชายพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เรื่อง ผิดๆ ถูกๆ ทั้งๆ ที่เรียนมามากถึงขั้นดอกเตอร์ ถ้าพูดได้สูสีกับเด็กมาร์ค เราต้องซวยมากกว่านี้ คงจ้อสารพัด โกหกพกลมหน้าซื่อตาใส ลวงโลกเอาตัวรอด

มาถึงขั้นนี้นักปฏิวัติกระจอกคงแทบกระอักเลือด เมื่อเห็นฤทธิ์ของเด็กมาร์คที่ตัวเองเคยปรามาสว่าไร้ความสามารถ เพราะโดนตอกหน้าผ่านสื่อให้เห็นว่าภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ มันคนละชั้น ทั้งยังเป็นผู้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ไล่บี้นักโทษหนีคุกต้องหาแผ่นดินเหยียบให้ได้ เพราะมีคดีอีกอื้อซ่า

เมื่อไร้แผ่นดินเหยียบ คงต้องลอยเรือยอทช์ลอยลำอยู่น่านน้ำสากล เพราะถ้าขึ้นฝั่งที่ไหน ต้องโดนตำรวจสากลจับกุมมาเข้าคุกเมืองไทย

จากการเป็นผู้บัญชาการกองกำลังเสื้อแดง นักปฏิวัติกระจอกยังประจานตัวเองว่าเป็นหัวหน้าโหล่ยโท่ย หลอกให้ชาวบ้านชุมนุม อ้างว่าถ้ามีเสียงปืนแตกจะเดินหน้านำประชาชนเข้าเมือง นั่งอีแต๋นสู้ศึก แอ่นอกสู้กระสุน

เป็นผู้นำที่ขี้ขลาดตาขาวสุดๆ ขณะที่ชาวเสื้อแดงก่อจลาจล เผาผลาญบ้านเมือง สร้างความเสียหายยับเยิน นักปฏิวัติกระจอกดันพาเมียที่อ้างว่าหย่าร้างแล้วเดินช็อปปิ้งในดูไบ ไม่สนใจ ห่วงใยชาวบ้านที่จ้างมาให้บาดเจ็บ

ตระกูลชินวัตร ดามาพงษ์ วงศ์สวัสดิ์ และเครือญาติ กำลังถูกสังคมรังเกียจประณามหยามเหยียดว่าสร้างความวิบัติให้บ้านเมือง ต่อให้หนีคดีไปสุดหล้าฟ้าเขียวก็ตาม อย่าหวังว่าจะได้กลับมาเหยียบแผ่นดินเกิดได้อีก

เด็กมาร์คได้รับบทเรียนเจ็บแสบ หนีการถูกล้อมฆ่า 2 วันติดกันต้องไม่ลืมคำเตือนว่าอย่าตีงูให้หลังหัก อย่าปล่อยเสือเจ็บเข้าป่า ให้จระเข้ลงน้ำ ต้องใช้กฎหมายจัดการ อย่าให้ตำรวจตั้งข้อหาหน่อมแน้มให้อัยการสั่งไม่ฟ้องได้อีก

ต้องตั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไว้ใจได้ ซื่อสัตย์ ทำคดี เอาตัวพวกนักการเมืองพวกสนับสนุน ขึ้นเวทีซ่า ทั้งอดีต ส.ส. อยู่ในสภา อันธพาล มาเข้าคุกให้หมด

บ้านเมืองเสียหายเกินกว่าจะให้ขบวนการทักษิณรอดคดีนิ! อิอิอิ!!!!




 

Create Date : 18 เมษายน 2552   
Last Update : 18 เมษายน 2552 14:06:39 น.   
Counter : 197 Pageviews.  


เราจะไม่กลับบ้านมือเปล่า

มีของกลับมาครบมือ เป็นพรวนนิ .... 3เกลอหัวข่วย อีเพ็ญ ไอ้เหวง

จาก : เหตุเกิดแยกบางนา / คม ชัด ลึก




 

Create Date : 16 เมษายน 2552   
Last Update : 16 เมษายน 2552 13:47:18 น.   
Counter : 128 Pageviews.  


ปตท. บทเรียนที่ช้ำใจของคนไทย / จาก www.korbsak.com

บทความนี้ ได้เขียนไว้นานแล้วครับ นำมาให้อ่านอีกครั้งครับ เพราะเข้ากับสถานการณ์ที่เป็นข่าวในช่วงนี้พอดี

วันก่อนได้ยินแว่ว ๆ คำโฆษณาของ ปตท. ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ ว่าเป็นสปอตวิทยุ หรือโทรทัศน์ ได้ยินเสียงโฆษณาคล้าย ๆ กับตั้งเป็นคำถาม ว่า “ มีคนถามว่ากำไรของปตท. กลับคืนไปที่ใคร” อะไรๆ ทำนองนี้แหละครับ ท่านผู้อ่านก็คงได้ยินและคงนึกในใจไม่ต่างกับผมเท่าไรว่า ถามทำไม ก็รู้ ๆ กันอยู่แล้วว่าใครเป็นเจ้าของ คนนั้นก็คือผู้ได้ประโยชน์จากผลกำไรที่เกิดขึ้น

ถ้าถามคำถามกันอย่างนี้ ก่อนหน้า ปตท.เข้า ซื้อ/ขาย ในตลาดหลักทรัพย์ คนไทยทั้งประเทศ คงตอบได้เหมือนกันหมดว่า “ กำไรเป็นของพวกเราครับ!”

ทำไมรัฐบาลออกสปอตโฆษณาแบบนี้ ทำเพื่ออะไร ทำไมไม่พูดความจริง ทุกวันนี้ ผมมีความรู้สึกแปลก ๆ แปลกใจว่าเป็นแฟชั่นไปแล้วหรือ ที่คนเด่นคนดัง ผู้นำประเทศ ตั้งแต่ดาราไปจนถึงนายกรัฐมนตรีกันเลย มองพวกเราประชาชนคนไทย กินแกลบกันหรืออย่างไร

ต้องไปดูกันครับว่า ใครคือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ ปตท.?

กระทรวงการคลังแน่นอน และนอกจากกระทรวงการคลังแล้ว ก็จะเป็นนักลงทุนจากต่างประเทศทั่วโลกครับ แต่เราไม่มีโอกาสที่จะรู้หรอกครับว่าใครคือผู้ได้รับประโยชน์ (Beneficial) ที่แท้จริง เพราะนักลงทุนเหล่านี้มาในรูปแบบของสถาบันบ้าง กองทุนบ้าง หรือแม้แต่กองทุนส่วนตัว (Private fund) ที่ใช้ตัวแทน (Nominee) ตรงนี้แหละครับที่อันตราย เพราะข่าวแว่ว ๆ ว่ามีเศรษฐีในไทยฝากเงินไว้ในต่างประเทศ ในรูปแบบของ Private Banking และขอสิทธิใช้กองทุนลักษณะนี้ ในการซื้อหุ้นราคาก่อนเข้าตลาด ที่เรียกกันว่าไอพีโอ กอบโกยกำไรกันเพลินไปเลย ที่น่าเจ็บใจ ก็คือฝ่ายรัฐบาล ( แกล้งโง่) ยินยอมให้กองทุนลักษณะนี้ ได้สิทธิในการซื้อหุ้นจำนวนมากโดยจัดชั้นว่าเป็นนักลงทุนต่างชาติ

พูดง่าย ๆ ก็คือ ถ้าเป็นคนไทยใช้เงินบาทซื้อ ให้สิทธิซื้อทีละไม่เกิน 5,000-10,000 หุ้น แต่ถ้าเงินคนไทยฝากไว้ในต่างประเทศ ในลักษณะที่เรียกว่า Private Banking แล้วตั้งตัวแทน ใช้ชื่อกองทุนหรู ๆ ผ่านสถาบันการเงินที่มีชื่อเสียง ก็จะได้สิทธิซื้อหุ้นราคาไอพีโอเป็นล้าน ๆ หุ้น

มาดูข้อมูลกันครับ

ฝ่ายไทย เบื้องต้นมีเพียง กระทรวงการคลัง และ สำนักงานประกันสังคมเท่านั้น

ก่อนนำ ปตท. เข้าตลาดกระทรวงการคลังเป็นเจ้าของ 100% วันที่ 10 เมษายน 2545 จำนวนหุ้นลดลงจาก 100% เหลือ 69.28% ขายหุ้นให้นักลงทุนทั้งไทยและเทศ ได้เงินเข้าคลังเพียงประมาณ 30,000 ล้าน (ปัจจุบันราคาหุ้นสูงขึ้น 7 เท่า)

เท่านั้นไม่พอ อยู่ดีๆก็ขายหุ้นเพิ่มอีกครับ วันที่ 22 มีนาคม 2547 เหลือหุ้นในมือเพียง48.55% ขายหุ้นออกไปอีกถึงร้อยละ 17 ราคาหุ้นช่วงนั้น ประมาณ 150 บาทต่อหุ้น ได้เงินเข้าคลังมากหน่อย ป่านนี้รัฐบาล คงใช้ไปหมดแล้ว เพราะเมื่อไม่กี่วันมานี่ก็ขอกู้อีก 80,000 ล้านบาท สำหรับสำนักงานประกันสังคม ซื้อหุ้นไว้เบื้องต้นร้อยละ 0.61 ถึงวันที่ 20 กรกฎาคม 2548 ถือหุ้นร้อยละ 0.90 เข้าใจว่า ค่อยๆ สะสมไปเรื่อย ๆ

มีเพียงเท่านี้แหละครับ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ฝ่ายไทยคือ กระทรวงการคลังและสำนักงานประกันสังคมในช่วงแรกๆ

มาภายหลังมีเพิ่มอีก 2 กองทุนที่มาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ฝ่ายไทยได้แก่ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการและกองทุนวายุภักษ์

กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการนั้นเดิมไม่มีชื่อในบัญชีผู้ถือหุ้นรายใหญ่ครับ เพิ่งจะโผล่มาเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2546 ซื้อไว้ 23,369,500 หุ้น ถึงวันที่ 20 กรกฎาคม 2548 เหลือ 21,220,550 หุ้น ร้อยละ 0.76 ในระหว่างปีก็ซื้อๆ ขายๆ หากำไรไปเรื่อยๆ ละครับ

ส่วนกองทุนรวมวายุภักษ์ ชื่อปรากฏเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2547 ว่าถือหุ้นร้อยละ 15.58 สอดคล้องกับเวลาที่กระทรวงการคลังลดสัดส่วนที่ถือไว้ แสดงว่ากระทรวงการคลังใจดีครับ ขายหุ้นของพวกเราให้กองทุนรวมวายุภักษ์ไป

ฝ่ายไทยที่เห็นๆ อยู่ก็มีเท่านี้แหละครับ รู้ๆ กันอยู่ว่าเป็นใครกันบ้าง ความจริงก็พอจะรับได้ไม่ว่าจะเป็นกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการหรือสำนักงานประกันสังคม เพราะผู้ได้ประโยชน์จะเป็นหมู่ข้าราชการและลูกจ้างทั่วไปๆ 7-8 ล้านคนครับ

มาดูฝ่ายต่างประเทศกันดีกว่า จัดอันดับไว้ดังนี้ครับ

Morgan Stanley & Co., Int’l ร้อยละ 2.36
State Street Bank & Trust Company ร้อยละ 1.29
Chase Nominees Limited 1 ร้อยละ 0.94
HSBC ( Singapore) Nominees Pte.Ltd. ร้อยละ 0.77
The Bank Of New York (Nominees Ltd) ร้อยละ 0.65
ทั้ง 5 นักลงทุนต่างชาติปรากฏชื่อในบัญชี เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2545 แสดงว่าลงทุนตั้งแต่เริ่มต้นครับ ท่านผู้อ่านสังเกตดูชื่อแต่ละรายชื่อซิครับ โดยเฉพาะ รายที่ 3-5 จะมีคำว่า Nominees ตามท้าย เป็นลักษณะถือแทนแบบที่ผมกล่าวไว้ในเบื้องต้น ไม่ทราบถือหุ้นแทนใคร และยังมีกองทุนแบบ Private Banking อีกที่ได้หุ้นราคาไอพีโอ รายละเป็นล้านหุ้น ไม่ต้องมานั่งรอเข้าคิวตั่งแต่เช้ามืดเพื่อขอส่วน แบ่ง 1000 -2000 หุ้น

ถึงวันนี้มูลค่าการลงทุนของทั้ง 5 รายจำนวนทั้งสิ้น 168,327,769 หุ้น มีมูลค่าเพิ่มโดยเฉลี่ยประมาณหุ้นละ 200 บาท คิดคร่าวๆ ถ้าขายวันนี้ได้กำไรสามหมื่นล้านบาทเศษ ไม่ต้องเสียภาษีแม้แต่บาทเดียว แบบนี้ไม่รักรัฐบาลคุณทักษิณ แล้วจะไปรักใคร!

ไม่ใช่มีเพียงเท่านี้ เพราะถึงวันนี้ได้มีนักลงทุนจากต่างประเทศอีกหลายราย เป็นลักษณะตัวแทนเกือบทั้งหมด เข้ามาซื้อหุ้นจากนักลงทุนรายย่อยเป็นจำนวนมาก

ผมสงสารนักลงทุนรายย่อยทั้งหลาย โดยเฉพาะประเภทที่ไปรอคิวขอส่วนแบ่ง 1,000 - 2,000 หุ้น ต้นทุน 35 บาท พอขึ้นไป 50-60 หรือ 100 บาทต่อหุ้นก็ขายเรียบ ดีใจเพราะคิดว่าได้กำไรมากพอแล้ว จะมีสักกี่คนกันที่มีปัญญา มีเงินเหลือเพียงพอที่จะเก็บหุ้นไว้ได้นานๆ

ลองมาดูชื่อกองทุนรายใหญ่ๆที่เข้ามาซื้อ กันครับ

1. Nortrust Nominees Ltd. ถือหุ้น 0.61% เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2546 และเพิ่มเป็น 0.96% เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2548

2. HSBC Bank Pcl – Clients General A/C ถือร้อยละ 0.72% เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2547 และเพิ่มเป็น 0.75% เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2548

( 1% ประมาณ 30 , 000,000 หุ้น)

นอกจากนี้แล้วยังมีรายชื่อกองทุนต่างชาติอีกเป็นจำนวนมาก ที่อาจไม่นับเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่

ผมเพียงต้องการชี้ให้เห็นว่า เวลานำหุ้นของรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์ คนไทยทั่วๆ ไป ไม่ได้เป็นเจ้าของที่แท้จริงอีกแล้ว มีเพียงกลุ่มเศรษฐีไม่กี่ราย

ความจริงแล้วทั้งหมดที่กล่าวมานี้ก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติพิสดารตรงไหน ถ้า ปตท. เป็นเพียงบริษัทของเอกชนทั่วๆ ไป ที่เจ็บใจและช้ำใจอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะเหตุผลอย่างนี้ครับ

1. ปตท. ดำเนินธุรกิจหลักคือ ก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน วัตถุดิบทั้งสองอย่าง ค้นพบบนผืนแผ่นดินไทย เป็นทรัพยากรของชาติ คนไทยทุกคนเป็นเจ้าของ พวกเรามอบให้รัฐบาล (ปตท.) นำทรัพยากรเหล่านี้ไปหาผลประโยชน์ และนำกำไรที่ได้ส่งเข้าคลัง รัฐบาลคุณทักษิณนำ ปตท. เข้าตลาด ขายหุ้นให้ต่างชาติ หวังเพียงให้มูลค่าตลาดสูงขึ้น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าทำเพื่อใคร

2. รัฐบาลฉลาดน้อย จะขายหุ้นทั้งทีไม่รอจังหวะช่วงตลาดบูม ( การกำหนดราคาไอพีโอจะคำนึงถึงสภาพตลาดโดยร่วมในช่วงเวลานั้นๆด้วย ) ตั้งราคาไอพีโอต่ำ ทำให้ได้เงินเข้าคลังเพียงน้อยนิด แกล้งโง่หรือเปล่า ทำให้นักลงทุนจากต่างประเทศ (รวมทั้งฝรั่งหัวดำ) ได้กำไรจากงานมหกรรม ปตท. เป็น หมื่นๆล้านบาท

รัฐบาลไม่รู้จักเรียนรู้จากความผิดพลาดเดิมๆ อีกหรือถึงจะเร่งรัดนำหุ้นของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตเข้าตลาดช่วงตลาดซึมอีกครั้ง เมื่อไหร่ถึงจะรู้จักพอกันเสียที

3. ตั้งแต่นำหุ้นของ ปตท.เข้าตลาดจนถึงวันนี้ ปตท. เคยมีกำไรในปี 2544 2,953 ล้านบาท ปี 2548 ปตท. กำไรเพิ่มเป็น 68,372 ล้านบาท

อย่าบอกนะว่าถ้าไม่เข้าตลาดก็ไม่มีกำไรขนาดนี้

รายได้หลักของปตท.คือ ธุรกิจผลิตภัณฑ์ ก๊าซ ร้อย ละ 28 และผลิตภัณฑ์น้ำมัน ร้อยละ 66 แต่ถ้าดูผลกำไรของปตท.ว่าทำไมถึงกำไรมากมายขนาดนั้น ( ปี 2547 กำไร 72,000 ล้านบาท ) จะพบว่า ปตท. ได้กำไรจากธุรกิจก๊าซธรรมชาติสูงถึงร้อยละ 92.0

ก๊าซธรรมชาติได้มาจากไหนครับ ปตท. ซื้อจากผู้ที่ได้รับสัมปทานจากรัฐ มีแหล่งขุดเจาะเต็มไปหมดในอ่าวไทย ซื้อแล้วก็ขายต่อให้ผู้ผลิตกระแสไฟฟ้า ทั้ง กฟผ. และภาคเอกชน บางส่วนก็นำไปแยกเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบเหล่านี้เป็นสมบัติของคนไทยทุกคน

จะนำหุ้นเข้าตลาดหรือไม่ ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันดิบก็มีเท่าเดิม สายส่ง ( ท่อ ) ที่วางอยู่บนดินและในทะเล และประชาชนคนไทยยินยอมให้ใช้ที่ดินในการวางท่อได้ ก็มีเหมือนเดิม

ผู้บริหาร ปตท. ตั้งแต่ระดับบนจนถึงล่างสุดก็เดิมๆ คนไทยทั้งสิ้น ไม่มีฝรั่งหัวขาวที่ไหนโผล่มาให้เห็น ฝีมือคนไทยทั้งนั้นล่ะครับ กำไรที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้เกี่ยวข้องกับนใยบายของคุณทักษิณในการนำปตท.เข้าตลาดแต่อย่างไร

ถ้าประเทศไทยฐานะทางการคลังย่ำแย่ บรรยากาศอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง และปตท.ต้องใช้เงินลงทุนมาก ต้องการประหยัด หาแหล่งเงินที่ไม่มีดอกเบี้ย ก็อาจพอรับฟังได้บ้าง แต่นี่ก็ไม่ใช่

ท่านผู้อ่านครับ ทรัพย์สินถาวรของปตท.คือ ส่วนสำรองที่พิสูจน์แล้วของก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบ เฉพาะในประเทศ คิดเป็นประมาณเทียบเท่าน้ำมันดิบถึง 645 ล้านบาร์เรล มูลค่าวันนี้ บาร์เรลละ 60 เหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินไทยเบ็ดเสร็จประมาณ 1.48 ล้านล้านบาท เราเคยเป็นเจ้าของทั้งหมด ฝีมือคุณทักษิณ วันนี้ เราเป็นเจ้าของไม่ถึงครึ่ง

ในฐานะประชาชนคนไทยผมอยากได้ปตท.คืน ครับ และเป็นห่วง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตมากที่สุด พวกเราต้องช่วยกันนะครับและอย่าได้ตั่งอยู่ในความประมาท

ประมาทคนชื่อทักษิณ ชินวัตรไม่ได้เป็นอันขาด




 

Create Date : 16 เมษายน 2552   
Last Update : 16 เมษายน 2552 11:38:43 น.   
Counter : 327 Pageviews.  


ทางออกเทมาเส็ก / กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ

วันที่ 22 มกราคม 2550
เร็วแบบไม่น่าเชื่อ ครบ 1 ปีแล้วครับ ที่กองทุนเทมาเส็คของรัฐบาลสิงคโปร์ ได้ซื้อกิจการโทรคมนาคมจากครอบครัวชินวัตร และ ดามาพงศ์ และจากผู้ถือหุ้นรายอื่นๆ เกือบทั้งหมด วันนี้ บริษัทชิน มีเจ้าของใหม่ ชื่อ ซีดาร์ โฮลดิ้งส์ และ แอสเพน โฮลดิ้งส์ จำกัด ทั้งสองบริษัทเป็นของ เทมาเส็ค ทั้งทางตรงและทางอ้อม เจ้าของใหม่มีหุ้นชิน อยู่ในมือ กว่า 3 ล้านหุ้น หรือ มากกว่า ร้อยละ 95
เรียกได้ว่า บริษัท ชิน หมดความเป็นบริษัท มหาชนไปแล้ว นั่นย่อมหมายถึง การถูกถอดจากการเป็นสมาชิกในตลาดหลักทรัพย์ ( delist ) ความจริงถ้าไม่ใช่เส้นก๋วยจั๊บ บริษัทชินน่าจะหลุดจากตลาดไปนานแล้ว สมัยนั้นเส้นใหญ่ ได้รับการผ่อนผันไว้ 1 ปี ถึงวันนี้หมดเวลาแล้ว บริษัท ชินหลุดจากตลาดอย่างแน่นอน สภาพคงไม่ต่างจากคนที่เป็นเจ้าของเดิมหรอกครับ อนาคตของ บริษัทชิน จะเป็นอย่างไร ตรงนี้ต่างหากที่น่าสนใจ
ทางออกน่าจะเป็นไปอย่างนี้ครับ
บริษัท ชิน เป็น โฮลดิ้งส์คอมพานี เป็นบริษัท แม่ ทำหน้าที่ ถือหุ้นในบริษัทลูก หลายๆบริษัท เวลาลูกๆ ดำเนินธุรกิจ มีกำไร ก็จะนำส่ง แม่ ในรูปของเงินปันผล ตัวแม่เอง แต่ละปี รวบรวมเงินปันผลที่ได้รับ นำมาจัดสรร แบ่งกัน ระหว่างผู้ถือหุ้นครับ บริษัทแม่ไม่ต้องดำเนินกิจการใดใดมากไปกว่านี้
บริษัท ชิน จึงไม่มีกิจการ ไม่มีการทำธุรกิจ เป็นเพียงเรื่องของการลงทุนโดยครอบครองหุ้นของบริษัทลูก จำนวนหุ้นในแต่ละบริษัท ถือไว้มากบ้าง น้อยบ้าง แล้วแต่แนวทางที่กำหนดโดยผู้บริหาร เมื่อบริษัท ชินต้อง หลุดจากตลาดหลักทรัพย์ บริษัท ชิน จะกลายสภาพเป็นบริษัท เอกชน ทั่วไป แถมเป็นบริษัทต่างด้าวอีกต่างหาก ตามผลสอบของกระทรวงพาณิชย์ นะครับ
เชื่อได้ว่า ผู้บริหารคงจะยกเลิกบริษัทชินไป ในที่สุด เป็นทางออกที่เทมาเส็ค หรือ รัฐบาลสิงคโปร์ ในฐานะเจ้าของกิจการตัวจริง อาจใช้เพื่อหลีกหนีภาพพจน์ ที่ น่ารังเกียจ ได้ในระดับหนึ่ง
ทำได้ไหม เลิกบริษัทชิน ไม่ยากหรอกครับ
ต้องไปดูกันว่าบริษัท ชิน มีหุ้นของบริษัท ลูก อะไร บ้าง ที่น่าสนใจจริงจริง เห็นจะมี เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับ กิจการ โทรคมนาคม หนีไม่พ้น เอ ไอ เอส กับ ชิน แซท ครับ
การยกเลิกบริษัทชิน ทำได้โดย การขายหุ้นที่บริษัทชิน ครอบครองไว้ ใน บริษัท ลูก ขายแล้วก็นำรายได้จากการขาย มาแบ่งปันกันในหมู่ผู้ถือหุ้น
วันนี้ บริษัทชิน ถือหุ้น เอ ไอ เอส มากกว่า 1,260 ล้านหุ้น บริษัท ชินอาจขาย หุ้น เอ ไอ เอส ส่วนหนึ่ง ให้กับ บริษัทแอสเพน ( ของเทมาเส็ค ) ส่วนที่เหลือ ต้องขายให้ บริษัทไทยครับ จะขายให้ตัวเอง กี่ หุ้น ขายให้บริษัทไทยกี่หุ้น ก็ต้องมานั่งคำนวณให้ดี อย่าลืมว่า เอ ไอ เอส ต้องเป็น บริษัทไทยนะครับ ถ้างั้นเดี๋ยวถูกยกเลิกสัญญาสัมปทาน จะวุ่นวายไปอีกไม่รู้จบ ถ้าขายหุ้นออกไปในแนวนี้ เทมาเส็ค ก็จะได้เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ของ เอ ไอ เอส ตามต้องการ ฝ่ายไทยที่เข้ามาลงทุน ก็จะเป็นไทยแท้ ไม่มีปัญหาเรื่องนอมินี ธุรกิจ เดินต่อไปได้
ขายหุ้นราคาเท่าไหร่ดีครับ ส่วนที่ขายให้ตัวเอง กำหนดราคาไม่ยาก คงต้องดูเรื่องผลกระทบทางภาษีเป็นหลัก ราคาหุ้นของ เอ ไอ เอส ขายกันที่ 75 -100 บาท ต่อหุ้น แล้วแต่อารมณ์ของตลาด บริษัท เอ ไอ เอส เป็นบริษัท ที่มีความแข็งแกร่ง มีลูกค้า อยู่ในมือกว่า 17 ล้านเลขหมาย ราคาหุ้นที่ลดลง เถียงไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะ มรสุมทางการเมือง ตลาดมือถือเองก็แข่งขันกันมากกว่าเดิม แต่เมื่อบริษัท ได้รัฐบาลสิงคโปร์ มาเป็นหุ้นส่วน ใหญ่ ปัญหาเรื่อง อนาคตของธุรกิจ โดยเฉพาะทุนที่มีไม่อั้น น่าจะทำให้มีแต่อนาคตที่สดใส
คนไทยกลุ่มไหนครับ ที่จะกล้าเข้ามาร่วมทุนกับเทมาเส็ค
ถ้าจะหานักลงทุนไทยมาลงทุนในบริษัท ชิน อาจไม่ใช่เรื่องหมูหมู ปัญหาที่คาใจกัน ยังมีอยู่มาก คดีเรื่องของนอมินี ก็ยังคาราคาซังอยู่ แต่ถ้าชักชวนฝ่ายไทย ให้ซื้อหุ้นของ บริษัท เอ ไอ เอส น่าจะง่าย กว่าครับ เรื่องราคาหุ้น ที่ต้องขาดทุนบ้าง ผมว่าเทมาเส็ค รับไหว ผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารภาษีหาไม่ยาก เงินที่ขาดทุนจากการลงทุน ใช้ประโยชน์ในการบริหารภาษีของเทมาเส็คได้ส่วนหนึ่งอยู่แล้ว
ความจริง ถ้ารัฐบาลสิงคโปร์ มีความจริงใจสักนิด ร่วมมือกับฝ่ายไทย เปิดเผยข้อมูลการซื้อหุ้นชิน เมื่อปีที่แล้ว ให้ฝ่ายทางการของเราทราบ การแก้ปัญหาจะง่ายขึ้น อย่างน้อยก็ยังพอจะมองหน้ากันได้บ้าง เผลอๆ จะมีคนหนุนให้บริษัท ทศท. ตั้งบริษัทลูก ร่วมทุนกับเทมาเส็คเสียเลย ใช้รายได้จากค่าสัมปทานนั้นแหละ ไม่เห็นจะยากตรงไหน เอไอเอส ก็จะกลายเป็นบริษัทที่ ทั้งรัฐบาลไทย และ รัฐบาลสิงคโปร์ เป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจกัน ไม่เลวนะครับ
แต่นี่อะไรก็ไม่รู้ ทักษิณ บินไป สิงคโปร์ ได้พบคนระดับรองนายกฯ แถมรัฐบาลสิงคโปร์ ยังออกมาชี้แจงด้วยว่า พบอย่างไม่เป็นทางการ เท่านั้นไม่พอ ยังปล่อยให้ ทักษิณ ใช้ประเทศสิงคโปร์ เป็นฐาน ในการให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ โจมตีรัฐบาลไทยอีกต่างหาก
ทฤษฎี ซูเปอร์ นอมินี ของผมมีความเป็นไปได้ มากขึ้นแล้วละครับ ดูจากท่าทีของรัฐบาลสิงคโปร์ ที่ผูกผันกับ ทักษิณ ชินวัตร แล้วเห็นชัดว่า มีผลประโยชน์ทางธุรกิจร่วมกันอย่างแน่นอน




 

Create Date : 16 เมษายน 2552   
Last Update : 16 เมษายน 2552 11:28:13 น.   
Counter : 228 Pageviews.  



oppressor
 
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ลอกเค้ามาทั้งนั้น
แต่ก็อยากจะทำ
อยากนำเสนอ ให้คนหูตาสว่าง
เผยแพร่ผลงานเขียนให้เจ้าของเค้า

ขอบคุณเจ้าของผลงานต่างๆ ที่ผมลอกมาแปะ
[Add oppressor's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com