นิยาย " จันทรากินรี" - เหมชาติ ทอง ( ตอนที่ 1. )




































































































.
.                 คำนำ
.
.      ขนาดว่า "สกุลไทย" " พลอยแกมเพชร"
ที่ผมนึกนิยมมาตลอด  ว่าเป็นนิตยสารชั้นนำของ
ประเทศไทย
ยังต้องปิดหัวนิตยสาร    กลายเป็น
ตำนานสิ่งพิมพ์  และประวัติศาสตร์กำเนิดนิยาย
ดังๆ ของเมืองไทยไป
.
.   ดังนั้น ในสถานการณ์ของโลกโซเชี่ยล มีเดีย
เช่นนี้  จะรออะไรล่ะครับ ผมก็ใช้บล็อกตัวเอง  
เป็นสำนักพิมพ์ไปเลย
.
 .       นิยาย " จันทรากินรี "  ของผม
จึงได้หัดแต่ง --แต่งไป  แก้ไขไป
.    
กับหัดวาดรูป ประกอบนิยายของตัวเอง
ตรงนี้ครับ 

.


.
.        ( วาดเล่นๆ ไว้นานแระ --อิ อิ เอามาแจมกับเรื่องซะเลยครับ )
.
.     อนึ่ง
.
.        1.  ท่านที่อ่านผ่านคอมบ้าน   หรือผ่าน
แลปท็อปส์    อาจสงสัยว่า  ทำไมผมจัดหน้าเพจ
ให้มีคอลัมน์ที่ค่อนข้างแคบ พิมพ์ตัวหนังสือไป
ได้ช่วงบรรทัดนึง   ก็ขึ้นบรรทัดใหม่ซะละ
.        ทั้งนี้  เพราะผมต้องการเอื้อความสะดวก
สำหรับท่านทีอ่านผ่านมือถือ จะได้อ่านแบบสบาย
ตา
.
.       ก่อนนี้ ผมเคยพิมพ์บรรทัดยาวกว่าที่เห็น
พออ่านทางมือถือ มือถือก็จะจัดหน้าเพจ  เรียง
บรรทัดให้ใหม่ เล่นเอาบรรทัดเดิมรวน โย้ไปเย้มา
.      แต่จัดคอลัมน์แคบๆ แบบนี้  อ่านทางมือถือ
ก็จะได้ตามอารมณ์เดิมๆ ครับ
.
.     2.  นิยายเรื่องนี้ ผมแต่งแบบจิ๊กซอว์ 
คือแต่งตอนที่ 1. เสร็จ     ผมก็เว้นตอนที่ 2. ไว้ 
โดดไปแต่งตอนที่ 3. และ 4. ก่อน
.      จากนั้น ย้อนกลับมาแต่งตอนที่ 2.  ให้รับ
กับตอนอื่นๆ
.     แล้วแต่งตอนที่ 5. 6.  และ 7.จนจบ
.             งงตัวเองเหมือนกันครับ
.              
.

.
.
.
.
.       จันทรากินรี
.
.               เหมชาติ  ทอง
.
.
.             ๑.
.
.
.
.
" พนาพฤกษ์  แลลึกลับ กับมวลไม้
หามีใคร รู้ว่า มีอาถรรพ์
ซ่อนเร้นเมือง หลบไว้ หลังไพรวัลย์
ประตูป่า  ถูกปิดกั้น  ทางสัญจร "
.
.
. ป่าเบื้องหน้ารกทึบ   ปกคลุมด้วยสีเขียวเข้ม
ของมวลไม้สูง
.     อีกทั้งเถาวัลย์นานาพันธุ์ก็งอกงาม เลื้อยไต่
กระหวัดกิ่งโน้นนี้ ไปทั่ว
.     พันเกี่ยว   และแตกเส้นสาย เถาใบแทรก
แน่นหนา จนภาพตรงหน้า คือป่าปิด
.
.     ที่เหมือนจะปิดสนิท ไร้ช่องทางใดๆ 
ไม่อยากคิดว่า จะมีใครที่สามารถบุกฝ่าเข้าไป
ในแมกไม้ที่ขึ้นเบียดเสียดจนดูมืดครึ้มอย่างนั้น
ได้
.
.     แล้วบรรยากาศรอบๆ มันก็ช่างสงัด วังเวง
 เหมือนป่าแห่งนี้ จะไร้ซึ่งสรรพสิ่งมีชีวิตอาศัย
 .   ประหลาดนัก ที่ทั้งป่าเงียบ ปราศจากเสียง
นก เสียงชะนี เสียงค่าง อย่างป่าดงดิบอื่นๆ
.
.        แต่ รู้ไหม ?   ตรงนี้แหละ  มันคือ
.   - "ประตูป่า"
.
  .       ใช่แล้ว .. ประตูป่า
.   หรือประตูมิติแห่งกาลเวลา ที่กางกั้น ซ่อนเร้น
โลกลี้ลับไว้เบื้องหลัง
.
.   หยิบจีบพลู พร้อมหมากผ่า และช่อดอก
กาสะลองคำสีเหลืองหมากสุกที่หายาก
.
  ต้องสอยเก็บจากต้นที่อยู่สูง ริมหน้าผาไกล
โน้น มาเพื่อการนี้
.
.     ส่วนเสริมอีกอย่าง  คือขนมต้มขาว
ต้มแดง
.      ที่ปู่ย่าตายายกำชับนัก ว่าต้องมี  
เพราะวิญญาณภูตเร่ร่อน  ผีไพร  และผีพง
ชอบกินนัก
.
.

.
(ขอบคุณภาพจากกูเกิ้ล)
.
.
.      มนตร์แห่งเวท ได้ถูกจารึกไว้บนใบลาน
โดยฤๅษีตนหนึ่ง ผู้มาบำเพ็ญพรตในถ้ำ
.    ที่อยู่ห่างจากที่ตรงนี้ไปเพียงชั่วเดินเท้าครึ่ง
วัน
.
.     มีผู้พบมันในย่าม ข้างกายแน่นิ่งที่ละสังขาร
แล้วของท่านฤๅษี
.  คำจารึก-เป็นภาษาแปลกประหลาด ที่ไม่อาจเดา
แหล่งที่มา หรือระบุชนเผ่าเจ้าของภาษาได้เลย
.    แต่เหมือนมันจะดลใจให้ผู้ที่ถือมันสามารถอ่าน
เป็นภาษาเทพได้เอง - แบบซ้ำๆ
.
.    และขณะนี้  ตรงหน้าสะตวง ของหมากพลู ดอกไม้
และขนม ที่วางไว้กับพื้นหญ้าเพื่อบูชาป่า
.          ก็คือ บทสวด เปิดป่าหิมพานต์
. ที่จะเริ่มร่ายเวทเป็นภาษาศิวะ เพื่อทำการเปิดประตู
ป่า   ณ บัดนี้
.
.  
. "  อิสรา อัมโปรนี อันโตร เม ดรา
. อิสรา อัมโปรนี อันโตร เม ดรา....
.     อิสรา อัมโปรนี อันโตร ----  เม ดรา   "
.
.      จงยืนกางขาให้มั่น  
. -- แล้วกำหนดจิตให้แน่วแน่
 .      ชี้นิ้ว -ตรงไปข้างหน้า แล้วพร่ำสวดคาถานี้
ที่เป็นคำสั่งให้พนาไพรเปิดตัวเองออกมา
.
. "  อิสรา อัมโปรนี อันโตร เม ดรา....
          อิสรา อัมโปรนี อันโตร เม ดรา....
    อิสรา อัมโปรนี อันโตร ----  เม ดรา   "
.
.            จงอย่ากลัว---
.   เมื่อฉับพลัน ท้องฟ้าจะก่อแนวเมฆสีดำคล้ำ 
ดูมืดทมึนทั่วผืนฟ้า
.   เมฆดำบางกลุ่ม จะม้วนก้อน รวมตัว แปลงกาย
เหมือนเงาอสูรยักษ์
.       แล้วโน้มต่ำลงมา  ทำท่าราวจะขย้ำผู้ที่กำลัง
อ่านเวทมนตร์

.              จงอย่ากลัว...
.    ให้สั่งจิต บอกตัวเองว่า มันเป็นเพียงภาพมายา
มันไม่สามารถจะทำอะไรเราจริงได้
 .     และจงอย่าหยุดท่องมนตร์ที่สั่งป่าให้เปิดโดย
เด็ดขาด
.      แม้บัดนั้น--เหมือนคล้ายมันจะแกล้งหลอก
ให้เวลาแห่งกลางวัน แปรเปลี่ยนเป็นราตรีกาล 
ก็จงอย่าหลงกล
.           -  จงมั่นคงไว้
.
.     และจงอย่าหวั่นไหว ต่อเสียงสรรพสัตว์
ที่ทันใดนั้น ก็พากันร้องเซ็งแซ่ พร้อมกันขึ้นมา
ราวป่าแตก
.        ...อย่าสนใจเสียงกรีดร้องของค่างใหญ่
ที่โหยหวน ก้องลึก เขย่าหัวใจให้แกว่ง
.       เพราะพวกมันจะพากันกรีดร้องสุดเสียง
ราวกับว่า พวกมันกำลังจะถูกฆ่า--กำลังจะตาย
ต่อหน้า
.
.       มันเป็นกลลวง...ที่ป่าพยายามขืนบทสวด
ไว้ จะเอาชนะคาถาของฤๅษีให้จงได้
.
.              จากนี้... 
.   จงกระชับขาที่กางไว้นั้นให้มั่น  ยืนปักหลัก
ไม่ให้ต้องล้มลง
.    เพราะจะมีลมอะไรก็ไม่ทราบได้ ก่อตัวอย่าง
ทันที  แล้วพัดกรรโชก   หอบเอามวลใบไม้จาก
ป่าห่าใหญ่ ฮือเข้าใส่อย่างรุนแรง
.
.      จงตรึงสติ และกล้ามขาไว้เช่นนั้น  อย่ากลัว
เพราะป่ากำลังจะพ่ายแพ้แก่เวทมนตร์แล้ว
.
.      อีกครั้ง-- จงสวดคาถาเปิดป่าหิมพานต์ด้วย
ถ้อยคำที่ชัดเจน
.        ประกาศก้องชัยชนะ ให้สำเร็จ
.
."  อิสรา อัมโปรนี อันโตร เม ดรา..
. อิสรา อัมโปรนี อันโตร เม ดรา....
.       อิสรา อัมโปรนี
.  อันโตร -
.        เม ดราาาาาาาา ---  "
.
.
.               บัดนั้น...
.     ภาพป่าเบื้องหน้า ก็จะค่อยๆ แปรเปลี่ยน
เหล่าต้นไม้สูง ที่บดบังป่าเป็นแนวทึบ ก็ค่อยๆ
เลือนหาย ไปอย่างประหลาด
.
.
.
( ขอบคุณภาพทิวทัศน์ธรรมชาติทุกภาพ จากกูเกิ้ล )
.
.
.               อะไรกันนั่น....
.      ป่าทึบเหล่านั้น หายไปหมด
.   แล้วเบื้องหน้า มีภูเขาใหญ่ปรากฏตระหง่านอยู่
เห็นเด่นแต่ไกล
.
.        ภูเขาเทือกนั้น - มีเหตุให้ชวนสังหรณ์ใจนัก
 ว่าจะต้องเป็นที่อยู่อาศัยของเหล่าอะไรสักอย่าง
.
 .        จริงๆ นะ.. มันรู้สึกได้อย่างนั้น
  แต่จะคืออะไรล่ะ ...มันก็คาดเดาไม่ถูก

.                 พลัน....
.     บนท้องฟ้า ก็ปรากฎ เหมือนกลุ่มฝูงนก 
กำลังพากันบินลงมาจากภูเขา
.     แหวกผ่านเมฆใส ลงมาที่นี่ 
.
.     ซึ่งที่ตรงนี้  มีโขดหิน หน้าผา และน้ำตกใหญ่
ที่มีน้ำไหลแรง
สาดเทตกลงมากลายเป็นสระน้้ำขนาด
ใหญ่
.      บริเวณรอบๆ ก็เป็นลานหินและลานดิน อีกทั้ง
มีป่าไม้ขึ้นเขียวชะอุ่ม
.
..
.                         ( ขอบคุณภาพทิวทัศน์ธรรมชาติทุกภาพ จากกูเกิ้ล )
.
.
.    จากสายตา คะเนว่่า บินกันมาเป็นกลุ่มใหญ่
ราวๆ หกสิบ-เจ็ดสิบตัว เห็นจะได้  
.
.       แต่เมื่อบินใกล้เข้ามา  ก็เห็นชัดว่าพวกมัน
ไม่ใช่นก...
.
.     หากเป็นคน ที่ตัวเท่าคนปกติ   มีแขน มีขา 
.             แต่ก็มีปีก และมีหาง !
.    โอ -นี่คือเหล่ากินรี จากป่าหิมพานต์ หรือนี่ ?

.
.           พอบินใกล้เข้ามา...
.   ตัวที่มาถึงน้ำตกก่อน รีบร่อนถลาลงเหยียบพื้น    
สะบัดปีกหาง พรึ่บพรั่บ
.  ตัวที่ตามมา ก็ค่อยๆ ผ่อนปีก ร่อนกายตามลงมา
เป็นลำดับ
.
.      ฝูงกินรี ต่างทยอยร่อนบินลงจากท้องฟ้า  
ตัวแล้ว ตัวเล่า
.     ดังโลกของเทพนิยาย ที่เล่าสืบกันมา
ช่างเป็นภาพอัศจรรย์ ที่น่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก
.
.              ไม่นาน...
.     ที่ลานหิน และลานดินของผาน้ำตก ก็คลาคล่ำ 
เต็มไปด้วยฝูงกินรี
. ที่เมื่อถึงพื้นแล้วก็ส่งเสียงหัวเราะ กระเซ้าเย้าแหย่  
คุยกันสนุกสนาน ราวกับสังคมของเหล่ามนุษย์
.
.     อาภรณ์ที่พวกกินรีสวมใส่ดูงดงามแปลกตา
.   มันเป็นเปลือกไม้บางๆ คล้ายตาข่ายเยื่อแห หรือ
รกหุ้มของต้นมะพร้าว แต่นำมาเย็บถัก สานซ้อน
ติดกันให้กลมกลืนเข้ากับรูปร่างของแต่ละตน
 .  และประดับตกแต่งด้วยดอกไม้สด และใบไม้สด
ตามแต่ที่จะเห็นสวยเห็นงาม
.
.    ได้เห็นว่า มีทั้งเพศเมีย และเพศผู้ หรือจะเรียก
ว่า มีทั้งหญิง และชายก็คงได้
.                เช่นนั้น...
.        ฝูงนี้ จึงมีทั้งกินรี และกินรา
.   
.      ที่น่าพิศวง ก็คือ เหล่ากินรา และกินรีสามารถ
ถอดเก็บปีก และหางออก   กลายเป็นมนุษย์เดินดิน
ธรรมดาได้   โดยปีก และหางนั้น  เมื่อเจ้าของตั้งใจ
ถอดออกจากร่างกาย   ทั้งปีก และหางจะย่อส่วนลง
มาเองเหลือ ขนาดเพียงเท่าฝ่ามือ เพื่อให้เก็บรักษา 
พาติดตัวไปได้สะดวก  
.  เมื่อจะใส่กลับ  ปีกและหางจะติดสมานกับร่างกาย 
ทันที และขยายตัว จนเท่ากับปีก และหางขนาดเดิม
.
.     น่าประหลาดอีกอย่าง  ที่แต่ละคนมีรูปร่างหน้าตา
อย่างมนุษย์ที่ล้วนแลสวยงาม และหรือหล่อเหลา 
.    ดูเจริญหูเจริญตา กันแทบทุกตัวตน
.    โดยเฉพาะ กินรีสาวรุ่น นางหนึ่ง ที่เธอกำลัง
ถูกห้อมล้อม รายรอบด้วยเหล่ากินรีสาวๆ ด้วยกัน
.    นางเป็นกินรีที่มีรูปร่าง และหน้าตางดงามยิ่งนัก 
โดดเด่น สะดุดตากว่าใครทั้งหลาย
.     อาภรณ์ของนางก็ดูจะวิเศษสุด  เกินหน้าใครเขา
ด้วยเป็นเปลือกเยื่อไม้ที่ถูกประดิษฐ์ด้วยฝีมืออันแสน
ประณีต  เป็นอาภรณ์รูปแบบที่สลับซับซ้อน มีสีทอง
อร่าม 
.    รับกับดอกไม้สีทองดอกบวบที่ถูกร้อย ห้อยเป็น
สายสังวาลย์ ประดับตุ้งติ้ง อยู่รอบๆ กายของนาง
.      ตามแขน และปลายขา ก็มีกำไลปะวะหล่ำ ที่
ร้อยสายเป็นลูกเล็กๆ   ระดับแบบซ้อน เป็นชั้นๆ 
อย่างนางละคร
.
.       มิหนำซ้ำ นางยังมีมงกุฎทองคำทรงสูง สวมไว้
ที่ศีรษะ ขณะที่คนอื่นๆ ไม่มี
.     ราวกับจะแสดงสถานะว่า นางเป็นกินรีที่สูงศักดิ์
หาใช่กินรีทั่วไปไม่
.
.           ถูกแล้ว.....
.      นางคือ  องค์หญิง " จันทรากินรี "
.           พระธิดาผู้เลอโฉม แสนงดงามยิ่ง 
ของท่านเทพปักษา ผู้ปกครองเหล่ากินรา กินรี แห่ง
ภูผาหิมพานต์  นั่นเอง
.
        *    *   *  *   *   *    *
.
.        " องค์หญิง...
.      จะเสด็จลงสรงน้ำตก หรือยังเพคะ "
.
.       นางพี่เลี้ยงกินรี  อายุคราวรุ่นพี่ ที่ดูจะสนิท
ใกล้ชิดกับจันทรากินรีเป็นพิเศษ
.        ทูลถามอย่างเอาใจ
.
.               " พี่โพระดก ...
.  วันนี้ หญิงคงไม่ลงเล่นน้ำหรอกนะ
.       หญิงรู้สึกไม่ค่อยสบาย ตัวร้อนๆ  คอยแต่
กระแอมไอ มาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว
.     นี่ไง ...  ท่านพ่อยังประทานโอสถแก้ไอของ
โยคี มาให้หญิงติดตัวไว้จิบทาน "
.    
.   จันทรากินรีส่งตัวยาในขวดแก้วให้นางโพระดก
ผู้พี่เลี้ยงดู
.       ซึ่งพอเห็น ก็รีบบอกว่า
.
.   " โอ-- โอสถแก้ไอโยคีตัวนี้ พี่โพระดกก็เคยใช้
เพคะ
.      ดีมากเลย -- ไอที ก็ยกจิบที  รสชาติก็หวาน
หอม ชุ่มคอดี เพคะ "
.
.      นั่งพักผ่อนพอชั่วครู่ยาม จันทรากินรีหันไป
บอกเหล่าพี่เลี้ยง  ที่นั่งๆ นอนๆ อยู่รอบกายว่า
.
.     " พวกพี่ๆ จะลงเล่นน้ำ ก็ตามสบายเลยนะ
หญิงขอนั่งรับลมเย็นๆ  ฟังเสียงเพลงไพเราะจาก
สัญญาณสวรรค์ดีกว่า "
.
.      เหล่านางกินรีทั้งหลาย ได้ฟังคำอนุญาต
ก็เริงร่า
.     พากันบังคมทูลลา ผละจากเจ้าหญิง แล้ว
ต่างถอดปีก ถอดหาง ลงเล่นน้ำตก
.       หัวเราะกระซิก เริงร่า วักน้ำสาดใส่กัน
.
.   มีแต่นางโพระดกที่ยังคงอยู่ถวายการรับใช้ 
ไม่ยอมห่างไปอย่างคนอื่นๆ
.
.    จันทรากินรีหยิบกระจกแก้วมนตรา
ออกมา
.   มันเป็นแผ่นแก้ว ทรงสี่เหลี่ยม ขนาดประมาณ
สองฝ่ามือชนกัน    
.      เอามาวางบนแท่นหิน
.
.     กระจกนี้ คือแก้วใสบริสุทธิ์  ที่เกิดจากผลึก
ของเส้นใยหินแร่  พบเห็นได้ แถวบริเวณหน้าผา
เสียงสะท้อนของป่าหิมพานต์
.    โดยมันจะสะท้อนตัวเองกับแสงอาทิตย์ยาม
ใกล้เที่ยงวันเป็นแสงวะวาบ มองดูวิบวับ
.  ทำให้หน้าผานั้นกลายเป็นดั่งหน้าผาเพชร
.
.     ชาวกินรา และกินรี ต่างรู้จักคุณสมบัติของ
มันดี ว่ามันสามารถรับสัญญาณภาพ และเสียง
และสามารถสะท้อนเสียง และภาพ   ส่งไปยัง
กระจกมนตราอีกอันได้
.    จึงสกัดเอาผลึกแก้ว มาใช้เป็นกระจกมนตรา 
เพื่อสื่อสารระหว่างกันทั่วทั้งเมืองปักษา
.        สืบต่อกันมาช้านาน
.
      *  *  *  *  *  *  *
.
     " พี่โพระดก ...
 .              มาดูอะไรนี่สิ "
.
.     จันทรากินรี บอกอย่างตื่นเต้น
.
.       " พอเราเปิดประตูป่า ออกมาเล่นน้ำตก
กันข้างนอ   มีสัญญาณเสียงสวรรค์จากที่ไหน
ก็ไม่รู้เข้ามาปนแทรกอยู่ในกระจกแก้วมนตรา
ของน้อง
  .     แล้วนี่ เป็นภาพอะไรกัน ?
.              --น้องไม่เคยเห็นมาก่อน  "
.
.          โพระดกรีบชะโงกดู 
.
.           "ไหนเพคะ"
.
.               "นี่ไง-- "
.
.      เจ้าหญิงชี้ให้นางพี่เลี้ยงดู
.
.    ภาพที่เห็นในกระจกมนตราตอนนี้ คือภาพ
เคลื่อนไหวของมนุษย์เพศชายคนหนึ่ง
.     เป็นชายหนุ่ม ฝที่แสนจะรูปงาม- งามแบบ
หาตัวจับยากเลยทีเดียว
 .  แต่งกายด้วยอาภรณ์ชั้นดี กำลังถือธนูเดินท่อง
ป่าตามลำพัง
.
.    ยามที่กระจกมนตราจับภาพชายผู้นั้นไว้ แล้ว
ดึงภาพ ขยายเข้ามาให้เห็นชัดๆ ใกล้ๆ
.   หัวใจของเจ้าหญิงจันทรากินรี ผู้เริ่มสาวแรกรุ่น
ก็พลันให้รู้สึกหวั่นหวาม  กับภาพชายหนุ่มรูปสวย
ที่เห็นตรงหน้า อย่างสุดจะควบคุม
.
    โลหิตสาวพลุ่งพล่าน  ฉีดพักตร์นาง  จนแก้ม
เรื่อสีแดงซ่าน
.
.              นี่ใครกัน ? ...
.   ไฉนจึงรูปงาม สะกดสายตา ได้ถึงเพียงนี้
.
.      " คืออะไรเหรอ..
.                 ...พี่โพระดก "
.
.            ทรงกระซิบถามพี่เลี้ยง ด้วยน้ำเสียง
แหบพร่า
.
.            " มนุษย์เพคะ...."
.
.      โพระดกกลืนน้ำลายเอื๊อกลงคอ
.
.    " เขาคือ มนุษย์ --ที่อยู่อีกโลกนึง คนละโลก
กับหิมพานต์ของพวกเรา
.    โอ- เขาช่างเป็นมนุษย์ผู้ชายที่สวยงามอะไร
เยี่ยงนี้
 .         และก็- ดูดี มีสกุลวรรณะ
 .  พี่คิดว่า  เขาคงเป็นเจ้าชายจากที่ไหนสักแห่ง
เพคะ
.       --  ไม่ใช่คนธรรมดา แน่นอน "
.
.     เจ้าหญิงกินรีทรงเอื้อมมือแตะขอบกระจก
รัวๆ สองครั้ง -แบบดับเบิ้ลคลิก
.    ทำให้กระจกขยับขยายภาพ  เห็นใบหน้าของ
ชายหนุ่มผู้นั้นชัดเจนยิ่งขึ้น ...
.   จนราวกับว่า เขามายืนอยู่ตรงหน้า -ตรงนี้
.
.     หากแท้จริงแล้ว ...เขาก็ไม่ได้รู้ตัวแต่อย่างใด
ยังคงมองไปทางโน้น ทางนี้ แบบคนที่กำลังสำรวจ
ป่า
.
.              และแล้ว ...
.    กระจกก็จับภาพช่วงที่เขาหยุดนิ่ง  แล้วหันหน้า
มามองตรงๆ
.   จ้องตามาที่สองนาง  พลางยิ้มน้อยๆ เหมือนพบ
เห็นสิ่งที่ถูกใจ
.
.    ความหล่อเหลา สาดส่งเสน่ห์มายังผู้ที่กำลัง
ลอบพิศชมเขา อย่างท่วมท้น
.     สองกินรี ถึงกับอึ้ง ตะลึงงัน...
.
.    หัวใจของจันทรากินรีร้อนวูบวาบ  แต่เธอก็รีบ
พยายามข่มไว้
  .
.       " เขามีธนูด้วย --
.     น้องว่า  คงเป็นพวกพรานมากกว่า "
.    
 .          " ไม่ใช่พรานเพคะ
.    อาภรณ์งามหรูเยี่ยงนี้ ต้องเป็นเจ้าชายองค์หนึ่ง
เท่านั้น "
.
 .      ทันใดนั้น  ชายหนุ่มก็หยิบลูกศร มาง้างธนู
ขึ้นกลางอากาศ
.
.     " เขาจะยิงธนูแล้วเพคะองค์หญิง 
.            -- เอ ดูซิ  ธนูเขาแปลกจัง
.     มีศรสองดอกอยู่ในอันเดียวกัน... "
.
.        " ใช่ - เป็นธนูแฝด
.          อันนึง ธนูเงิน อีกอัน ธนูทอง "
.
.        จันทรากินรีรู้สึกทึ่งในธนูนั้น
.
.
.       " น้องหญิงงงงงง.. "
.
.    มีเสียงเรียกมาแต่ไกลด้านหลัง  ทั้งสอง
จึงหันไปทางต้นเสียง
.   เป็นเหล่าหนุ่มกินรา ที่กำลังเดินตรงมาหา
เป็นกลุ่ม
.
. " องค์ชายสุริยันกินรา เสด็จกลับมาจากป่า
แล้วเพคะ "
.
.   จันทรากินรีรีบคว้ากระจกมนตราเก็บไว้ใน
ห่อผ้าตามเดิม
.
.       ลงจากแท่นหิน   ยืนรอรับเจ้าชายสุริยัน
จันทรา-ผู้เชษฐา
.
.   " พี่ชายเสด็จกลับมาแล้ว  หญิงเป็นห่วงมาก
นะเพคะ "
.
.    " พี่ได้รวงผึ้งป่ามาฝากน้องหญิง   มีน้ำผึ้ง
หอมสดกรุ่น เต็มรวงเลย "
.
.   เจ้าชายสุริยันกินรา  กินรารูปงามผู้สูงศักดิ์
ยกของฝากจากป่าให้น้องสาวสุดที่รักดู  ด้วย
ใบหน้ายิ้มแย้ม
.
.       " โธ่ -ลำบากองค์เปล่าๆ  "
.
.          " ไม่หรอก ...
.    พอดีเหล่าพี่เลี้ยงเห็นมันห้อยอยู่บนคาคบ
ไม้สูง ตรงโน้น
.    พี่รู้ว่าน้องชอบดื่มโสมผึ้ง จึงบินขึ้นไปเก็บ
ลงมาให้ "
.
.       " ขอบพระทัยอย่างสูงเพคะ "
.
.         ทันใดนั้น...
.       เสียงหวีดหวิวของวัตถุ ที่กำลังแหวก
อากาศเสียดแทรกมาอย่างเร็ว  ดังขึ้น
.
.       ทุกคนตกใจ  หันขึ้นไปมอง เลิ่กลั่ก
.
.      " อะไรน่ะ..
.                เสียงอะไร ..."
.
.   " โอ๊ยยยยยย...!!!  "

.   เจ้าชายสุริยันกินราร้องด้วยความเจ็บปวด
วรกายถลา ล้มลง  ณ ตรงนั้นทันที
.
.         " ว้ายย...
.         เสด็จพี่สุริยันถูกศรธนูยิง "
.
.       จันทรากินรีกรีดร้อง...
.
.          เหล่าพี่เลี้ยงกินราต่างตกตะลึง
แล้วรีบกรูกันเข้าประคองร่างขององค์ชายไว้
.    แต่เห็นองค์แน่นิ่งไป จึงช่วยกันพิงองค์ ไว้กับ
โขดหิน
.
.     ที่ทรวงอกของสุริยันกินรา มีพระโลหิตทะลัก
ไหลรินเพราะมีธนูรูปร่างประหลาด ปักเสียบเข้าที่
ตรงตำแหน่งพระหทัย พอดิบพอดี
.        เจ้าชายหนุ่มสิ้นสติ ไม่ไหวติง
.
.       จันทรากินรีหายจากตกตะลึง ก็ร่ำไห้
ตรงเข้ามาหาพระเชษฐาสุริยัน 
.   ทรงพยายามค่อยๆ ดึง-ถอนธนูออกจากอกของ
พี่ชาย
.      แต่มันปักเข้าไปลึกมาก  ดึงแล้ว ก็ไม่ขยับ
จนเมื่อนางเปลี่ยนเป็นออกแรงดึงอีกครั้งแรงๆ  
.        มันจึงได้หลุด ติดมือออกมา

.           รูปร่างเป็นธนูแฝด !!!
.
.   แม้จะเปื้อนโลหิตของสุริยันกินรา แต่ก็เห็นได้
ชัดเจนว่า  ศรดอกบนเป็นโลหะเงิน มีสีขาวละเลื่อม
ส่วนศรดอกล่าง เป็นทองคำ เนื้อสีเหลืองสุกปลั่ง
.
.     จันทรากินรีทรงกรรแสง น้ำเนตรไหลอาบแก้ม
กำลูกธนูไว้แน่น---
.      ภาพที่เห็นจากกระจกมนตราเมื่อครู่นี้ นางยัง
จำได้ติดตา -- ไม่ลืม
.
.          ทรงรำพึงในใจ....
.
.         " ธนูเงิน ธนูทอง ! ..."
.
.          *  *  *  *  *  *  *  *  *  *
.
.          จันทรากินรีรีบตั้งสติ --
.    หยุดกรรแสง ตรัสสั่งให้ทุกกินรา กินรี ช่วยกัน
หามร่างขององค์สุริยันกินราออกมาจากผาน้ำตก 
.
.    แล้วนางก็รีบปลีกตัว ไปร่ายมนตร์ ปิดประตูป่า
หิมพานต์ในทันที
.
.
.     พี่เลี้ยงกินรากลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่ง  พากันบิน
ขึ้นสู่ต้นไม้สูง
.     ที่รกรุงรังด้วยเหล่าเถาวัลย์ ย่านสาย
.
.
.
.             (ขอบคุณภาพจากกูเกิ้ล)
.
.          ต่างโผบินขึ้นเกาะที่กิ่งไม้ใหญ่   
แล้วถลาร่อนลงมา  คว้าที่ย่านเถาวัลย์ที่เห็นห้อย
ระโยงระยางทั่วต้นเหล่านั้น
.   ช่วยกันโหนตัวขย่ม  และกระชากลากดึงเถาวัลย์
เส้นยาว
ๆ ที่แข็งแรง ให้หลุดหล่น
.
.       บ้างก็ช่วยกันสองตน 
.  ดึงเถาวัลย์ และคอยรับไว้   ได้แล้วก็โยนทิ้งลงมา
ยังพื้นล่าง  ให้หมู่กินรีลากไปที่ลานกว้าง 
.  ที่มีกินรีหลายตนช่วยกันนั่งถักสานย่านสายให้เป็น
เปลหามขนาดใหญ่อย่างเร่งรีบ
.    กินราบางตนก็หอบเถาวัลย์ บินลงมาให้เหล่า
กินรีถึงพื้น ก่อนจะโผบินขึ้นมาหามาเพิ่มให้
.      --  เถาแล้ว เถาเล่า
.
.        ขณะที่ขะมักเขม้นช่วยกันเพื่อการนี้ 
น้ำตาของเหล่ากินรี และกินรา หลั่งรินตลอดเวลา
.        เพราะจากสภาพที่เห็น--
.  พระวรกายของเจ้าชายที่เปียกชุ่มโชกด้วยพระ
โลหิตนั้น แน่นิ่ง ปวกเปียก ไร้เรี่ยวแรง
.   เจ้าชายสุริยันกินราผู้เป็นที่รักของทุกคนต้อง
ทรงสิ้นพระชนม์ชีพไปแล้ว อย่างแน่นอน
.
.       ต่างเร่งช่วยกันถัก  สร้างเปลเถาวัลย์ขนาด
ใหญ่เพื่อใส่พระศพอย่างร้อนรน จนแล้วเสร็จ 
.
.      ช่วยกันยกช้อนองค์วางลงบนเปล  แล้วใช้
เถาวัลย์สายรัดที่องค์อีกรอบ
.
.    กินราร่วมสิบตน จับชายของเปลรอบด้านไว้มั่น
จากนั้น ก็โผบินขึ้นพร้อมกัน
.
     หามเปลเถาวัลย์  ที่มีร่างไร้พระชนม์ชีพของ
เจ้าชายขึ้นสู่ท้องฟ้า กลับสู่ยังนครเทพปักษา บน
ภูผาแห่งแดนหิมพานต์
.      ด้วยความเศร้าโศก อาดูร
.
.      *  *  *  *  *  *  *  *
.
.
.    " สุริยัน กินรา บุตรข้าเอ๋ย
.  มิควรเลย มาจากไป ให้ขื่นขม
.  พ่อปวดร้าว เศร้าอุรา พาระทม
.  ดั่งจะล้ม และขาดใจ ไปด้วยเจ้า "
.
.
.     ท้าวเทพปักษาทรงสะอื้นไห้ 
เอาแต่คร่ำครวญถึงโอรส  ผู้จากไปอย่างไม่มี
วันกลับ
.
 .     บรรดาประชากรกินรี กินรา ต่างรีบส่งข่าว
วิปโยคนี้แก่กัน ทั่วเมือง
.      มีทั้งทางกระจกมนตรา ที่ออกเป็นภาพ และ
เสียง  คล้ายวิดิโอคอล สมัยนี้
.    และที่บินไปเอง  ไปบอกที่รังของกินรี กินรา
ที่ตนรู้จัก ให้รู้จากปากกันเลย
.
.    ทันที่ที่ได้ทราบเรื่องราว
ต่างร่ำไห้ สะอึกสะอื้น  
และรีบชวนกันออกมาจากที่อาศัย 
.       ซึ่งมีทั้งแบบดั้งเดิม-ออริจินอล ที่เป็นรังบนคา
คบไม้ใหญ่  อยู่สูงเสียดฟ้า 
.   และแบบยุคหลัง ที่โมเดิร์นขึ้น คือเป็นถ้ำ มีทั้งถ้ำ
ธรรมชาติ ที่ครอบครัวกินรี กินราไปเสาะหาเพื่อใช้อยู่
อาศัยเอง ตามบริเวณป่าดง
.    และถ้ำหรู ที่มีเหล่ากินรา กินรีหัวใส ไปจับจองถ้ำ
ต่างๆ ไว้  จากนั้นก็รีโนเวทถ้ำธรรมชาติ    จนออกมา
สวยงาม น่าอยู่  แล้วจัดสรร แบ่งขายแลกกับอัฐก้อน
มหึมา
.    มีให้เลือกทั้งแบบถ้ำเดี่ยว  ถ้ำแฝดคู่ และแบบที่
เจาะหน้าผาเป็นหลายๆ คูหา เรียงต่อๆ กันเป็นทิวแถว   
แลดูคล้าย ทาวน์เฮ้าส์-ทาวน์โฮมของชาวโลกมนุษย์
สมัยนี้  
.
.      ทุกตนเร่งกระพือปีกขยับบิน มุ่งตรงไปที่วังของ
ท่านเทพปักษาบนยอดภูผาสูง  
.  อันเป็นสถานที่ตั้งพระศพของเจ้าชายสุริยันกินรา
.
.       เหนือฟ้าเมืองหิมพานต์ ในยามนี้ 
จึงดูวุ่นวาย 
มืดฟ้า มัวดินไปด้วยฝูง กินรี-กินรา หลายร้อยตน 
.     ที่พากันบินว่อน สวนกันไปมาขวักไขว่  เต็มทั่ว
ทั้งผืนฟ้า
.
.
.          *   *  *  *  *  *  *  *
.
.

.
.
.      พอเห็นพระศพองค์ชายประจักษ์แก่สายตา 
เหล่ากินรี กินรา ก็ถึงกับร่ำไห้กันอีกครั้ง
.   บางกินรี ให้โศกาอาดูรยิ่งนัก ทำใจรับไม่ได้ที่
เจ้าชายต้องมาสิ้นพระชนม์ไปเช่นนี้    ถึงกับตีอก 
ชกตัว  แล้วคร่ำครวญรำพันถึงองค์ชาย ด้วยความ
เวทนา และอาลัย   
. เพราะองค์สุริยันกินราทรงเป็นเจ้าชายที่เหล่ากินรี-
กินรา ทุกตน ชื่นชม และรักใคร่มากมาย
.
.     เสียงสะอึกสะอื้น อาลัยรัก  ดังระงมไปทั่วทุกมุม
เมืองหิมพานต์
.
.
.
.                ( ขอบคุณยูทูบ และคุณ พงษ์ ชำเบง )
.
.
. พอทรงคลายเศร้าโศกลงได้บ้าง
ท่านเทพปักษาจึงรีบบัญชาให้นำร่างของเจ้าชาย
สุริยันกินราใส่ไว้ในโลงแก้ว   ตามราชประเพณี
.
.    เจ้าหน้าที่ราชวัง  ก็เร่งจัดตั้งริ้วขบวนแห่พระศพ
อย่างรีบด่วน
.    อันได้แก่  เหล่าคนธรรพ์ ที่คอยบรรเลงประโคม
ดนตรีทิพย์  และเหล่านางกินรีช่างฟ้อน ที่เป็นขบวน
ร่ายรำ นำหน้าโลงแก้ว
.     แห่แหนพระศพไปรอบๆ นครเทพปักษา
.
.    ยามที่ขบวนผ่านสถานที่สำคัญ ก็จะมีเหล่าประชา
กินรี- กินราเฝ้ารอรับขบวน
.    และโปรยปรายดอกไม้หอม  เพื่อส่งเสด็จ สู่สรวง
สวรรค์
.
.     "  ขอสวรรค์  จงเมตตา เหล่าข้านี้
.   กินรี กินรา มาวอนไหว้
.  ส่งองค์ชาย สุริยัน ด้วยอาลัย
.  สวรรค์โปรด รับองค์ไว้ ด้วยเอ็นดู "
.
.
.             จากนั้น....
.     ขบวนแห่ก็นำโลงแก้วไปไว้ในถ้ำพญา
ค้างคาวดำที่ชานเมือง  ตามราชประเพณีอีก
เช่นกัน
.
.

.
.              ( ขอบคุณภาพจากกูเกิ้ล)
.            

.     ถ้ำพญาค้างคาวดำแห่งนี้  ชาวกินรี กินรา 
นิยมใช้เป็นที่เก็บศพผู้เป็นที่รัก เนื่องจากอากาศ
ในถ้ำชั้นในนั้นเย็นจัด   จนมีเกล็ดน้ำแข็งจับอยู่
ตามผนังถ้ำ
.      บ้างก็เกาะย้อยจากผนังลงมาเป็นม่านแก้ว
เต็มทั่วไปหมด
.  ความเย็นยะเยือกขั้นอุณหภูมิติดลบนี้เอง ที่ทำ
ให้ทุกศพในถ้ำยังคงสภาพเดิมไว้ได้ ไม่เน่าเปื่อย
.
.
.       จันทรากินรี เดินเกาะโลงศพแก้ว ร่ำไห้
ตลอดทางของขบวน  ด้วยความรัก  และผูกพัน
ที่มีต่อพระเชษฐาของตน
.
.     ่เพราะตลอดเวลา ตั้งแต่เยาว์วัยมา สุริยันกินรา
เป็นเชษฐาที่รักน้องสาวคนนี้สุดหัวใจ 
.    จะคอยดูแลจันทรากินรี-ผู้น้องน้อยอย่างดียิ่ง
ทรงห่วงใย เอ็นดู มาคอยเล่นเป็นเพื่อนกับน้อง
     ทรงเป็นผู้พิทักษ์ คอยปกป้อง  และเสียสละ
ทุกอย่างให้น้องได้รับก่อนเสมอ
.
.      " น้องหญิงของพี่  วันนี้ จะให้พี่พาไปเที่ยว
ที่ไหนหรือ ? "
.
.     " หญิงอยากไปเที่ยวป่าใหญ่นอกเมืองบ้าง
เพคะ เสด็จพี่สุริยัน  
.     เบื่อป่าหิมพานต์ เพราะได้ไปเที่ยวมาจนหมด
สิ้น ทุกป่าแล้ว "
.
.      " งั้น - วันนี้   พี่จะพาน้องจันทรา ไปเที่ยวป่า
ข้างนอกกัน นะจ๊ะ "
.
.
.        *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *
.
.     ความทราบถึงเจ้าแม่ย่า-มารดาของ
ท้าวเทพปักษา
.
.     ท่านโผผินบินลงมาจากถ้ำทางทิศตะวันตก ที่
ท่านไปแอบจำศีล ภาวนาธรรม ตรงรี่มาที่ถ้ำพญา
ค้างคาวดำ
.       ทันในเวลาที่กำลังประกอบพิธี
.
.   กินรีเฒ่าชราก้มลงมองพระศพของเจ้าชายหนุ่ม 
หลานรัก ในโลงแก้ว
.   พลางสะอึกสะอื้นด้วยความเวทนาสงสาร 
.
.   จากนั้น พระนางก็คลี่มวยผมออก สยายเส้นเกศา
ที่หงอกขาวโพลน เช็ดถูโลงศพแก้วให้   ด้วยความ
อาลัยรัก
.
.       " สุริยันหลานย่า-
.             -- อนิจจา
.        ย่าเกือบไม่ทันเห็นหน้าเจ้า- รู้ไหม "
.
.
.            
.    
.
.    บรรดากินรี และกินรา ณ ถ้ำพญาค้างคาวดำ
ต่างฟุบหน้า หมอบกราบเจ้าแม่ย่า
.
. " บอกข้า มาเดี๋ยวนี้...
.             ว่าใคร
.       เป็นผู้เปิดประตูป่า ! "
.
.    เจ้าย่าในชุดบำเพ็ญศีล สีกรัก แดงก่ำคล้ำ
ทรงกระพือปีกกินรีขึ้นลง
.   ตรัสถามเสียงดัง อย่างกราดเกรี้ยว เมื่อทรง
ทราบว่า มีผู้กระทำผิดกฎข้อห้ามแห่งหิมพานต์
.
.        "ข้าได้สั่งเตือนพวกเจ้า มาตลอด
ว่าอย่าได้บังอาจเปิดประตูป่าหิมพานต์
.     แต่พวกเจ้า ก็หาฟังคำเตือนของข้าไม่..
.
.          ศัตรู และสิ่งชั่วร้ายทั้งหลาย
.  มันถึงได้ถือโอกาส แทรกผ่านประตูป่า
เข้ามาทำร้ายพวกเรา เช่นนี้   "
 .
.       ทรงถามคาดคั้น อีกสองสามรอบ..
จึงมีพี่เลี้ยงกินราตนหนึ่ง ตัดสินใจยอมกราบ
บังคมทูล
.
.     " เสด็จเจ้าแม่ย่า --
.                ควรมิควร ฯ
.      ผู้ที่ร่ายเวทเปิดประตูป่าครั้งนี้ คือองค์
สุริยันกินรา - พระเจ้าข้า "
.
.       "  อะไรนะ ?---
.     นี่เจ้ากล้าโยนความผิด ให้แก่หลานข้า
ผู้ที่ไม่อาจตื่น มายืนยันคำพูดกล่าวหาของเจ้า
.  - เยี่ยงนี้  เชียวรึ ? "
.
.   จันทรากินรีเห็นย่าของตนตรัสต่อพี่เลี้ยง
ของพี่ชายอย่างเกรี้ยวกราดเช่นนั้น
.     จึงรีบยืนขึ้น ทูลต่อเสด็จแม่ย่าว่า
.
.          " เสด็จแม่ย่า..
.   ลูกขอยืนยันแทนพี่สุริยัน ว่าที่พี่เลี้ยงกล่าว
มา 
.    เป็นความจริงเพคะ  "
.
.          " จันทรา-  
.   เจ้าเป็นหญิง   มาเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ ? "
.
.       เจ้าหญิงทรงทูลตอบว่า
.
.        " เพราะเมื่อหลานตรองดู--
.  ที่พี่สุริยันเปิดประตูป่า ก็คงเพราะพี่สุริยันรัก
หลาน  อยากให้หลานได้เที่ยวเตร่นอกวังบ้าง 
เพคะ "
.
.      " สุริยันรักเจ้ามาก... ย่ารู้ "
.
.  เจ้าแม่ย่าสะอื้น พยักหน้าหงึกๆ อย่างน้อย
พระทัย และเสียพระทัยยิ่ง
.
.    " รักน้อง -จนถึงขนาดยอมทำผิดกฎแห่ง
หิมพานต์ ที่ย่าสั่งห้ามไว้ "
.   จันทรากินรีได้ฟัง ก็ยิ่งรู้สึกว่าตนมีความผิด
อย่างมหันต์  
.     เหมือนจะเป็นตัวต้นเหตุหลัก ที่ทำให้นคร
หิมพานต์อันแสนสงบ ต้องมาเกิดโศกนาฏกรรม
ใหญ่หลวงในครั้งนี้ 
.    เจ้าหญิงองค์น้อย ทรงสะอื้นฮักๆ
.
.         " เสด็จย่า..ฮือๆ 
.  หลานเสียใจเพคะ  หลานอยากช่วยให้พี่สุริยัน
ทรงฟื้นพระชนม์ชีพขึ้นมาอย่างเดิมเหลือเกิน
.   พอจะมีหนทางใด  ที่ทำได้บ้างไหมเพคะ
โปรดช่วยบอกหลานมาเถิด  "
.
.         " ข้าก็ไม่รู้ .."
.
.         เจ้าแม่ย่าส่ายหน้าปฏิเสธ
.    แล้วทรงหันพักตร์ ไปทางพญาค้างคาวดำ
อาวุโส   ผู้มีลำตัวใหญ่เท่าๆ กวางป่า  ที่เกาะ
ห้อยหัวนิ่งอยู่ที่ผนังถ้ำใกล้ๆ
.
 .     " แต่เจ้าก็ลองถามท่านพญาค้างคาวดำ
ผู้ครองถ้ำนี้ดูสิ
.     เพราะท่านได้บำเพ็ญพรต จนมีฌานพิเศษ 
แก่กล้าจนสามารถติดต่อกับสวรรค์เบื้องบนได้
.    ย่าเชื่อว่า ท่านพญาค้างคาวดำคงทราบวิธี  "
.
               *  *  *  *  *  *
.
.   พญาค้างคาวดำถูกกล่าวพาดพิง ก็
เริ่มขยับตัว
.     แผ่ปีกใหญ่ที่ยาวสมดุลกับขนาดตัว ที่ใหญ่โต
เกือบๆ เท่าม้า ออกไปทั้งสองข้าง
.
.      แล้ววาจาที่แหบห้าว ก็เอ่ยออกมา จากศีรษะ
ที่ห้อยหกนั้น
.
.
.
.    ( ขอบคุณภาพจากกูเกิ้ล-   และต้องขออภัย ที่ต้องนำภาพของท่าน มาตีลังกา
กลับหัวแบบนี้  )
.
.
 .            " หนทาง-น่ะมี
 .  แต่ใครเล่า จะยอมเสียสละ
  .       เพราะอาจ แม้ต้องถึงแก่ชีวิต "
.
.         จันทรากินรีรีบประนมกรกราบ
.
.    " โอ--ท่านปู่พญาค้างคาวดำ หลานยอมสละชีพ
ได้เพคะ 
.       โปรดชี้แนะหนทางนั้นมาเถิด เจ้าค่ะ "
.
 .       " จันทรากินรี...
.      เรื่องนี้ เป็นชะตากรรมฟ้าดินเขาลิขิตไว้
.         ถ้าเจ้ารับปาก ต่อที่มหาสมาคมแห่งนี้ ว่าเจ้า
เต็มใจจะอาสา  ข้าถึงจะยอมบอก "
.
.            "  ท่านปู่เจ้าข้า ...
.     จันทรากินรี- ข้านี้ให้คำสัญญา "
.
  เจ้าหญิงประนมกร กล่าวคำสาบานลั่นถ้ำ
.
.   " ด้วยเกียรติของวงศ์วานเทพปักษาแห่งป่า
หิมพานต์
.    ข้าสาบาน ว่าข้ายินดีสละชีวิตของข้า เพื่อ
ช่วยต่อพระชนม์ชีพของเสด็จพี่สุริยัน เจ้าข้า "
.
.     " เช่นนั้น---   
.         จงฟัง ที่ข้าจะบอก "
.
.       ท่านค้างคาวดำกระพือปีก ขยับไปมา
ส่งกลิ่นอับๆ  อวลคลุ้งไปทั่วทั้งถ้ำ
.  ชวนให้เอา แอร์เฟรชชี่ กลิ่นลาเวนเดอร์ มา
ฉีดไล่กลบกลิ่น  ซักสอง-สามกระป๋อง
.
.      " สุริยันกินราจะฟื้นคืนชีพ
.   ถ้าเจ้าเอาดวงใจ ที่ผ่าเพียงครึ่งหนึ่ง
ของศัตรู ที่เจ้ารัก
.          และเขาก็รักเจ้า....
.     มาวางบนอุระ ของพระศพนี้
.
  และต้องทำการนี้ให้ทัน   ภายในห้วง
เวลา  15 ทิวา -ราตรี
.     นับแต่บัดนี้  ที่เจ้าได้ประกาศให้คำ
สัญญา "
.
.        " เพียง 15 ทิวาราตรีเองหรือ
ที่ข้าต้องนำหัวใจผ่าครึ่ง ของศัตรู
มาวางบนอุรของเจ้าพี่สุริยันกินราที่นี่
.           มิหนำซ้ำ ..
  ยังเป็นศัตรูที่เขาต้องรักข้า
.    และข้า-ก็ต้องรักเขา ... "
.
.    จันทรากินรีทวนคำอย่างงุนงง
.
.       " แล้วข้าจะรักศัตรูของข้า
.  ได้ยังไงล่ะท่านปู่ ?  "
.
.
.   พญาค้างคาวดำหุบปีก หลับตานิ่ง
และเงียบ  
.    ไม่กระดุกกระดิก ไม่ยอมเอ่ยอะไรอีก
.
.      เป็นอาณัติสัญญาณให้จันทรากินรี และทุกคน
รู้ว่า ป่วยการที่จะรบเร้าให้ท่านตอบ
.
.   จึงพร้อมกันก้มลงกราบ ลาเจ้าของถ้ำ
.
          * * * *  * * *  * * *
.
.  " พี่ขอตามเสด็จองค์หญิงไปเมือง
มนุษย์ด้วยเพคะ "
.
 .     จันทรากินรี ที่กำลังแต่งกายให้รัดกุมขึ้น
หันมาสบตาพี่เลี้ยงโพระดกผู้ภักดี   ที่คุกเข่าอยู่
ตรงหน้า
.
.   " หญิงไม่ขอรบกวนพี่โพระดกนะจ๊ะ...
.          เรื่องนี้ มันเสี่ยงเกินไป
 พี่ก็รู้ ว่าหญิงกำลังไปเอาหัวใจของเขา...
.     หญิงเอง ก็อาจต้องแลกชีวิตกับมัน "
.
 .   " ก็เพราะพี่รู้   ว่ามันอันตราย พี่ถึงได้
ขอตามติดไปด้วย...
.     เมื่อคืน พี่ได้บอกกับครอบครัวของพี่
ว่าพี่เป็นห่วงองค์หญิงมาก   คงไม่สามารถ
ปล่อยให้เสด็จออกป่าเมืองมนุษย์โดยลำพัง
ได้
.   นี่-พ่อแม่ของพี่  ท่านก็อนุญาตแล้วเพคะ "
.
 .    จันทรากินรีโผเข้ากอดพี่เลี้ยง กรรแสง
สะอื้น
ด้วยความตื้นตันใจ
.
.        " พี่โพระดกจ๋า..  ฮือๆๆ  
.   หญิงขอขอบคุณพี่จริงๆ  ที่ไม่เคยทอดทิ้ง
กัน
.      เกิดมา  หญิงไม่เคยเป็นศัตรูกับผู้ใด
แล้วดูเถิด - บัดนี้   พอมันเป็นอย่างนี้เข้า
.     น้องเองก็สับสนไปหมด
.   -- ทำอะไรไม่ถูก เลยจ๊ะพี่ "
.
.       " ไม่ต้องวิตกไปนะเพคะ
ขอให้เรามั่นใจ ว่าทุกอย่างต้องแก้ไขได้
. เราจะไปด้วยกัน..อยู่เคียงข้างกัน
.       ในเวลา 15 ทิวาราตรี เราจะต้อง
ทำการนี้ให้สำเร็จ
.   เพื่อเอาพระชีพขององค์สุริยันกินรา
กลับมาให้จงได้ "
.
 .   เจ้าหญิงกินรียื่นมือให้พี่เลี้ยงดู
.
     " เมื่อวาน เจ้าแม่ย่าประทานแหวน
เตือนกาลเวลา
กำชับให้หญิงใส่ติดมือไว้
.    ท่านกลัวว่าหญิงจะเผลอไผลจนลืม  
เลยเวลาที่สวรรค์กำหนด "
.
 .  ที่นิ้วซ้ายของจันทรากินรีมีแหวนทอง
เกลี้ยงๆ
วงใหม่ สวมไว้
.
 .  "  แม่ย่าบอกไว้ว่า  หากเวลานั้น...
เหลือเพียงอีกหนึ่งทิวาราตรี
.   แหวนวงนี้ จะเปลี่ยนเป็นสีแดงสด
เพื่อเตือนเรา..."
.
.       " ดีแล้วเพคะ...
. พี่โพระดกก็จะคอยดูแลเรื่องนี้ให้ด้วย
.    โลกมนุษย์ที่เราจะออกไปเผชิญ
อาจจะวุ่นวายกว่าที่หิมพานต์ของเรานัก 
.  ทำให้เราคลาดเคลื่อนเรื่องกาลเวลา
 ได้อยู่ เพคะ "
.
 .   " อ้อ--
.   แล้วตอนก่อนรุ่งอรุณ ท่านพ่อเทพปักษา
ก็ให้หญิงทบทวนพระเวท ที่ชื่อ " มนตร์กินรี" 
อีกสามรอบ
.      จนน้องจำขึ้นใจแล้วละพี่ "

.        "  มนตร์กินรี  ...
.    อ๋อ--พี่นึกออกเพคะ     เป็นมนตร์ที่
พวกเราใช้ในยามคับขัน
.      ร่ายเวท เพื่อเรียกหมอกควันหนาทึบ
มากำบังตัว
.   แล้วสวมปีกหาง บินขึ้นฟ้า หนีศัตรู "
.
.        " ช่าย--  เวทนั้น
.    นั่นแหละจ๊ะ "
.
.         " ส่วนพี่เอง ...
.  พี่มีเวท "ตัวไร " เพคะ "
.
" เวทตัวไร ...
 .        คืออะไรเหรอพี่ "
.
          " คืองี้ เพคะ - "
.
   โพระดกลอยหน้าลอยตา อธิบายเวท
ของตัวเองอย่างพราวด์ -proud สุดๆ
.
  "    ราชวงศ์ขององค์หญิงเป็นกินรา-กินรี
ที่มาจากวงศ์นกยูงทอง
 .      แต่ครอบครัวของพี่  เราเป็นกินรา-
กินรีจากสายนกโพระดก เพคะ
.   โดยกำเนิดชาติตระกูล พวกเราเป็นนก
ตัวสีเขียว อาศัยในโพรงรูบนต้นไทรสูง
.    ส่งเสียงร้อง --
.          "  โฮกป๊ก!  "
.   โฮกป๊ก  -- อยู่หนไหน ?
            -- เอ่อ เฮอ เอิงเงย "

.  แล้วก็จะมีตัวไรนก
มาอาศัยตามขนพวกเรา
เยอะแยะ ยัวะเยียะ ไปหมด
.  พวกเราจึงมีเวทเรียกตัวไรนก ให้ยกกองทัพ
ตัวไรจากทั่วสารทิศ มารุมถล่ม  ไต่ตามตัวศัตรู
.          จนมันต้องคัน ยุบยิบ---ยุบยิบ
.  แล้วก็ ยุบยับ-ยุบยับ
.           แบบว่า....  อยู่นิ่งไม่ได้เลย
.   ละเพคะ "
.
 .          ทั้งสองกินรีหัวเราะขำ
จันทรากินรีนั้น ขำท่าทางเล่าของพี่เลี้ยง
.   ส่วนโพระดกขำตัวเอง ที่เล่าแบบฟิน
มากไปหน่อย
.
.      นางเขิน เลยบอกแก้เก้อว่า

.   " ยังไง
-สักวัน  เราอาจได้ใช้ประโยขน์
จากเวทนี้ นะเพคะ "
.
.
.     " หญิงจะเอากระจกมนตรา
ของหญิง
ติดตัวไปด้วย "
.
.        " อู๊ย--ดีมาก เพคะ...
.  รุ่นที่องค์หญิงมี เป็นรุ่นขอบจอโค้ง สามารถ
รับสัญญาณภาพ และเสียงได้ดีกว่ารุ่นที่พี่ใช้--
.    ของพี่ สัญญาณอ่อน ติดๆ หายๆ
.   พี่ยังไม่มีทรัพย์ พอจะไปแลกกับกระจก
มนตรารุ่นใหม่
จากรังกินรากระจกมนตร์
.  ยิ่งพอมีข่าวร่ำลือกัน ว่าแก้วกระจกมนตรา
รุ่นหลังล่าสุด
ชอบระเบิด
.     พี่ก็เลย ยังไม่ตัดสินใจเปลี่ยน "
.
.   " ทางเมืองมนุษย์จะมีสัญญาณแบบนี้ไหม
ก็ไม่รู้-- "
.
.          จันทราเกิดกังขา
.
.        " เอาติดไปก่อนเพคะ องค์หญิง
 ใช้ได้-ไม่ได้ ค่อยว่ากันอีกที "
.
.
           *  *  *  *  *  *  *
.
.     ท่ามกลางแสงแดดประเปรี้ยง
ในยามสายของวันนั้น
.     จันทรากินรี และโพระดก ก็โผบินจากราชวัง
บนหน้าผาสูง
.     ร่อนผ่านก้อนเมฆ ตรงมายังประตูป่า
.
.      จันทรากินรี ยืนร่ายมนตร์
        และแล้ว....ประตูป่าก็เปิดออก
กลายเป็นผาน้ำตกอันเดิม ที่สุริยันกินราต้องจบ
ชีวิตลง
.
.    แล้วจันทรากินรี ก็หันหลังกลับ  ยืนร่ายเวท
มนตร์บังไพร เพื่อปิดประตูป่าหิมพานต์
.
.          ทันใดนั้น --
.   ต้นไม้สูง นับพันๆ หมื่นๆ ต้น ก็พลันงอก
ทะลวงทะลุพื้นดินขึ้นมา อย่างรวดเร็ว
.     ตามด้วยเหล่าเถาวัลย์ นานาชนิด
พากันเติบโต  ไต่เลื้อย พันต้นไม้สูงอย่าง
รีบเร่ง
.
      เป็นภาพที่น่าสะพรึงกลัว ชวนให้
สยดสยอง
.
   เถาวัลย์เกี่ยวกระหวัด ม้วนรัดโอบ
แล้วดึงลากพุ่มไม้ให้เข้ามาติดชิดกัน

.       พุ่มแล้ว พุ่มเล่า...
.
.    จนทั้งป่า เกิดเสียงดัง เปรี๊ยะ -ปร๊ะ
จากกิ่งไม้ ที่ถูกเถาวัลย์เหนี่ยวกระชาก
อย่างรุนแรง
.
.
.        เพียงครู่เดียว---
 ทุกอย่างก็เงียบสงบ เหมือนไม่มีอะไร
เกิดขึ้น
.
.       บัดนี้ ประตูป่าถูกปิดสนิทแล้ว
.    มองไป เห็นแต่แมกไม้ที่ขึ้นแน่นหนา
เขียวทึบ
.    ไร้ช่องทางที่จะฝ่าเข้าไปได้
.
                  *  *  *  *  *  *  *
.
.    จันทรากินรี และโพระดกรีบถอดปีก
และหางออก
.    กลายเป็นมนุษย์ สาวงามเดินดินธรรมดา
ที่กำลังจะตามล่า หาหัวใจครึ่งก้อนของศัตรู
ผู้ที่รักเธอ...
      และ เธอเอง --ก็ต้องรักเขา
.
.

.
.           ( จบ ตอนที่  ๑. )
.
.
ขอขอบพระคุณทุกท่าน ที่ให้เกียรติ
เข้ามาเยี่ยมเยือนบล็อกของผมครับ



Create Date : 04 ตุลาคม 2559
Last Update : 14 เมษายน 2561 0:10:04 น.
Counter : 2582 Pageviews.

0 comments

เปียงดิน
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]



ข้าราชการบำนาญ
ตุลาคม 2559

 
 
 
 
 
 
1
2
3
6
8
9
10
11
13
14
15
16
17
18
20
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog