HudchewMan Live Style - วันสบายๆ ของนายจอมจาม

สิ้นปีนี้มา count down และดูปรากฏการณ์พระจันทร์สีน้ำเงิน (Blue moon) กัน

พระจันทร์สีน้ำเงิน - blue moon


ในคืนวันส่งท้ายปีเก่า 2552 ต้อนรับปีใหม่ 2553 ปีนี้ เราจะได้พบกับ “ปรากฏการณ์พระจันทร์สีน้ำเงิน” (Blue moon) หลังจาก count down กันด้วย แหม…ฟังชื่อแล้วโรแมนติคจัง ^^


ไม่แน่ใจว่าตัวเองเคยได้ยินชื่อ Blue moon หรือเปล่า แต่ถึงจะเคยได้ยินก็ไม่มีข้อมูลอะไรอยู่ในหัวแล้วล่ะ ก็เลยต้องไปหาข้อมูลมาประดับความสงสัยกันซะหน่อย ฮ่า :P ค้นไปค้นมาก็เลยถือโอกาสเรียบเรียงและบันทึกเก็บเอาไว้ซะด้วยเลย ^^


อะไรคือปรากฏการณ์พระจันทร์สีน้ำเงิน (Blue moon)


เรารู้ๆ กันอยู่แล้วว่าพระจันทร์นั้นมีข้างขึ้น-ข้างแรม (The Moon’s Phases) ข้างขึ้นก็คือพระจันทร์จากมืดสุดจะค่อยๆ สว่างขึ้นจนเต็มดวงที่สุดในวันขึ้น 15 ค่ำ และจะค่อยๆ เว้าแหว่งมืดลงในข้างแรม จนดับมืดสุดในวันแรม 15 ค่ำ


ดังนั้นในแต่ละเดือน เราจะเห็นพระจันทร์เต็มดวงเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้นเอง (เลยทำให้มนูษย์หมาป่า มีเวลาได้แปลงร่างออกมาเดินเพ่นพ่านได้เดือนละหน :P)


ปรากฏการณ์ข้างขึ้น-ข้างแรมนั้นเกิดจากพระจันทร์หมุนโคจรรอบโลก เนื่องจากพระจันทร์นั้นไม่มีแสงในตัวเอง การที่เราเห็นแสงจันทร์นั้นเพราะพระจันทร์สะท้อนแสงของพระอาทิตย์มาเข้าตาของเรา ดังนั้นในช่วงเวลาที่ดวงจันทร์เคลื่อนไปอยู่กลางระหว่างโลกและดวงอาทิตย์ เราจึงมองไม่เห็นแสงสะท้อนนั้น ทำให้เห็นเป็นเดือนดับ และเมื่อดวงจันทร์โคจรไปอยู่ด้านหลังของโลก จะได้รับแสงสะท้อนจากพระอาทิตย์เต็มๆ ดวง เลยทำให้เห็นเป็นจันทร์เพ็ญพระจันทร์เต็มดวงนั่นเอง


อาจจะงงๆ ว่ามันเหมือนกับการเกิดสุริยคราสและจันทรคราสนะ ไปหาอ่านเพิ่มเติมกันเอาเองละกัน เรื่องข้างขึ้นข้างแรม :P


ทีนี้การที่พระจันทร์หมุนโคจรรอบโลก 1 รอบที่เรานับเป็น 1 เดือนนั้น ที่จริงแล้วพระจันทร์ใช้เวลาประมาณ 29.53 วันต่อรอบ ดังนั้นเมื่อเราใช้ปฏิทินแบบสุริยคติ ที่เดือนหนึ่งมี 30-31 วัน จึงเกิดการเหลื่อมของเวลาขึ้น โดยเฉลี่ยอยู่ที่ราวๆ สองปีครึ่งเราก็จะพบกับเดือนที่มีจันทร์เพ็ญ 2 ครั้งคือช่วงต้นเดือนกับช่วงปลายเดือน เราเรียกจันทร์เพ็ญครั้งที่ 2 ในรอบเดือนนั้นว่า “ปรากฏการณ์พระจันทร์สีน้ำเงิน” (Blue moon) นั่นเอง


และรู้ไหมว่าในทุกๆ 19 ปี จะมีปรากฏการณ์พระจันทร์สีน้ำเงิน 2 ครั้งซ้อนใน 1 ปี ครั้งที่ผ่านมาคือ ค.ศ.1999 (พ.ศ.2542) รอบต่อไปก็คือปี ค.ศ.2018 (พ.ศ.2561) รอไปอีก 9 ปีแน่ะ ^^'


แถมอีกนิดว่าทุกๆ 20 ปี ปรากฏการณ์พระจันทร์สีน้ำเงิน จะตรงกับวันส่งท้ายปีเก่า (New Year’s Eve) ซึ่งตรงกับปีนี้พอดี :)


พระจันทร์สีน้ำเงิน - blue moon


ทำไมถึงเรียกว่า พระจันทร์สีน้ำเงิน (Blue moon)


หลายๆ คนก็อาจจะแปลกใจว่าการที่เห็นพระจันทร์ครั้งที่สองในรอบเดือนนั้น มันจะทำให้พระจันทร์เป็นสีนำ้เงินได้ยังไง ที่จริงแล้วปรากฏการณ์พระจันทร์สีน้ำเงิน (Blue moon) ไม่ได้หมายถึงว่าเรามองเห็นพระจันทร์เป็นสีน้ำเงินหรอกนะ ยังคงมองเห็นเป็นสีเหลืองนวลเหมือนเดิมนั่นแหละ สาเหตุที่เรียกว่า blue moon นั้นพอคุ้ยหาข้อมูลไปเรื่อยๆ กลายเป็นว่ายิ่งอ่านก็ยิ่งมึน ^^' เอาเป็นว่าไปหาอ่านกันเอาเองละกัน :P


แล้วจะเป็นไปได้ไหมที่จะมองเห็นพระจันทร์เป็นสีน้ำเงิน? ก็เหมือนกับการที่เราเห็นพระอาทิตย์เป็นสีแดง ส้ม แสด ขาว นั่นแหละ เราอาจเห็นพระจันทร์เป็นสีน้ำเงินได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่าง เช่น มุมมองของชั้นบรรยากาศในแต่ละช่วงเวลา, ฝุ่นควันในชั้นอากาศ จากเหตุการณ์ภูเขาไฟระเบิดหรือไฟไหม้ป่า เป็นต้น


พระจันทร์สีน้ำเงิน - blue moon


Count down ส่งท้ายปี 2552 แล้วมาชมพระจันทร์สีน้ำเงินกัน


ประเทศทางแถบสหรัฐและยุโรปจะเห็นจันทร์เพ็ญพร้อมๆ กับปรากฏการณ์ “จันทรุปราคาเงามัว” ดวงจันทร์จะเริ่มเข้าสู่เงามัวของโลก ตั้งแต่เวลา 00.15 น. ของวันที่ 1 มกราคม 2553 และจะเข้าสู่เงามืดในเวลา 1.51 น. และจะถูกบังมากที่สุดเมื่อเวลา 2.22 น. จากนั้นอีกราว 2 ชั่วโมงก็จะออกจากเงามัวของโลก และลับหายไปในเวลา 6.57 น. แต่ว่าจันทรคราสรอบนี้ จะเงาโลกจะบังดวงจันทร์เพียงแค่ราวๆ 7-8% ซึ่งจะเห็นพระจันทร์แหว่งไปเล็กน้อยเท่านั้นเอง


เนื่องจากเวลาไทยเร็วกว่าทางนั้น วันสิ้นปีของเราพระจันทร์เลยยังไม่เต็มดวงทีเดียวนัก แต่พอกล้อมแกล้มไปได้ล่ะน่า :P ไป count down แล้วชมพระจันทร์ไปด้วยก็โรแมนติคดีออก (แต่อย่าไปแถวๆ ยุงบินชุมหรือมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ละกัน :P)


พระจันทร์


ข้อมูลเพิ่มเติม



ที่มาของภาพ



  • //tales-details.blogspot.com/2009/06/lovers-moom-blue-moon-love-story.html

  • //www.nasa.gov/multimedia/imagegallery/imagefeature290_prt.htm

  • //apod.nasa.gov/apod/ap040731.html

  • //homertribune.com/2009/12/lunar-event-happens-‘once in a blue moon’


บันทึกแถมพก


- ตอนนี้เรากำลังมองพระจันทร์ดวงเดียวกันอยู่ใช่ไหมคะ? « ใช่แล้วล่ะ เรากำลังมองพระจันทร์ดวงเดียวกันอยู่

- ทำไมเวลาผ่านไปตั้งนานแล้ว เราก็ยังมองเห็นรูปกระต่ายบนดวงจันทร์อยู่ล่ะคะ « เอ่อ อันนี้พี่ก็ไม่ทราบ พี่มองไม่ค่อยเห็นอ่ะ พี่สายตาสั้น

พระจันทร์





 

Create Date : 30 ธันวาคม 2552    
Last Update : 3 เมษายน 2553 12:44:38 น.
Counter : 1127 Pageviews.  

นั่ง ยืน แบบไหน? ลดปวดเมื่อย

การมองข้ามความสำคัญของท่านั่งท่ายืนที่ถูกต้อง อาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา อาทิ อาการปวดเมื่อยหลัง หรือปวดศีรษะ


สำหรับท่านั่งที่ถูกต้อง คือ...



  • นั่งหลังตรง โดยไม่ทิ้งน้ำหนักกดสันหลังช่วงล่าง

  • ไม่งอหรือห่อไหล่ และนั่งให้เต็มเก้าอี้

  • พิงหลังชิดพนัก หาหมอนหรือผ้าหนุนบริเวณส่วนเว้าของพนักพิง

  • วางปลายเท้าทั้งสองข้างให้ถึงพื้น และกระจายน้ำหนักให้เท่ากัน

  • พับเข่าทำมุม 90 องศา ในระดับเดียวกับสะโพก

  • ส่วนแขนปล่อยวางข้างลำตัว พร้อมนั่งแขม่วหน้าท้องเล็กน้อย หายใจให้เป็นธรรมชาติ

  • ไม่ควรนั่งไขว่ห้าง เพราะเป็นการบิดตำแหน่งเชิงกรานให้ผิดลักษณะ ส่งผลให้น้ำหนักขาตกอยู่ที่เส้นเอ็นและกระดูกอ่อน

  • ขณะนั่ง หมั่นยืดหลังให้บริเวณอกแอ่นไปด้านหน้า ค้างไว้ครั้งละ 20 วินาที เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อหน้าท้องและผ่อนน้ำหนักจากข้อต่อสันหลัง


เมื่อต้องการเปลี่ยนอิริยาบถจากนั่งเป็นยืน ให้ขยับตัวไปด้านหน้าของเก้าอี้ ก่อนทิ้งน้ำหนักที่ขา ยืดขาช้าๆ พยายามอย่ายืนขึ้นในลักษณะสันหลังช่วงเอวโก่งงอ



ส่วนท่ายืนที่ถูกต้อง คือ...



  • ศีรษะและคอตั้งตรง

  • ไม่เกร็งช่วงไหล่ และกระดูกไหปลาร้า ให้อยู่ในลักษณะผายออกอย่างผ่อนคลาย

  • สะโพกทั้งสองข้างให้อยู่ในระดับเสมอกัน

  • งอเข่าเล็กน้อย ไม่ควรเหยียดยืดให้ตรงเกินไป

  • ข้อเท้าทั้งสองข้าง ควรทิ้งน้ำหนักตัวเฉลี่ยเท่าๆ กัน



การนั่งและยืนอย่างถูกต้อง นอกจากจะทำให้ดูสง่าผ่าเผยแล้วยังช่วยลดการเสื่อมของข้อต่อ ลดความตึงของเส้นเอ็น กล้ามเนื้อไม่เกิดอาการอ่อนล้า ป้องกันอาการปวดหลัง-ปวดศีรษะ ลดความเสี่ยงจากการเจ็บกล้ามเนื้อฉับพลันได้.


takecareDD@gmail.com


ที่มา : มุมสุขภาพ เดลี่นิวส์




 

Create Date : 19 สิงหาคม 2552    
Last Update : 19 สิงหาคม 2552 23:27:04 น.
Counter : 350 Pageviews.  

วิธีรับประทานไม่ให้ง่วงซึมหลังเที่ยง

หลายๆ คนพอหลังอิ่มแปล้จากมื้อเที่ยงแล้วจะรู้สึกขี้เกียจ เซื่องซึม สลบไสล เฉี่อยชาไม่อยากทำงาน ถ้าได้หลับซักงีบคงดีเยี่ยม ว่ากันว่าช่วงเวลา Twilight zone ที่จะเกิดอาการเช่นนี้ คือช่วงเวลาบ่ายโมงถึงสี่โมงเย็น

- กินอาหารเช้าให้ถูกหลัก คือกินภายใน 1 ชั่วโมงแรกหลังจากตื่นนอน อาหารเช้าที่ดีจะช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดมีความสมดุลไปตลอดวัน แถมด้วยอาหารประเภทโปรตีนไขมันต่ำปริมาณเล็กน้อยในตอนเช้า และทุกมื้อระหว่างวัน เพราะจะให้พลังงานได้ยาวนาน เช่น ไข่ นมสักแก้ว โยเกิร์ต กับขนมปังธัญพืชปิ้งสักแผ่น

- กินอาหารเที่ยงให้พลังงานสูง ประกอบด้วยโปรตีน และคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ซึ่งโปรตีนจะกระตุ้นสารในสมองคือ catecholamines ที่จะทำให้คุณกระฉับกระเฉง ลองกินเต้าหู้ ถั่วต่างๆ เช่น ถั่วเหลือง น้ำเต้าหู้ ผักต่างๆ เช่น บล็อคโคลี ผักโขม หน่อไม้ฝรั่ง และผลไม้สัก 1 ส่วน

- เลี่ยงสารกระตุ้น เช่น คาเฟอีน บุหรี่ เพราะเป็นตัวทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดแกว่งไกว การดื่มกาแฟยังทำให้ปัสสาวะบ่อย ซึ่งเป็นสาเหตุให้ร่างกายสูญเสียน้ำและระดับเกลือแร่

- ดื่มน้ำเปล่า เพราะน้ำเปล่าไม่มีแคลอรี ไม่มีไขมัน ไม่มีโคเลสเตอรอล แต่จะช่วยระบบการเผาผลาญไขมันและฟื้นชีวิตชีวาคืนพลังงานให้กับร่างกายด้วย น้ำยังช่วยควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย ลำเลียงออกซิเจน ฮอร์โมน สารอาหาร ภูมิต้านทาน และเพิ่มประสิทธิภาพของโปรตีนและเอนไซม์ที่จำเป็นต่ำระบบเมตาบอลิซึมด้วย

- หยุดแอลกอฮอล์ เพราะอาจทำให้คุณรู้สึกเซื่องซึม เหตุผลคือร่างกายสูญเสียสารอาหาร โดยเฉพาะวิตามินบี (ไธอามีนและโพเลท) ซึ่งเป็นสารอาหารจำเป็นที่สมองต้องการ

- เลือกกินเมื่อรู้สึกหิว ถ้าคุณรู้สึกเพลียให้กินผลไม้หรืออาหารที่มีส่วนผสมของธัญพืชต่างๆ แทนการกินของขบเคี้ยวที่มีน้ำตาลซึ่งจะทำให้คุณกระชุ่มกระชวยเพียงชั่ววูบ แล้วก็จะหมดแรงลงอย่างรวดเร็ว ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงโซดาหรือน้ำหวานในช่วงบ่าย ของขบเคี้ยวแก้หิวเพื่อสุขภาพที่ขอแนะนำ เช่น คุกกี้ที่ผสมผลไม้ คุกกี้ผสมข้าวโอ๊ต องุ่นสักพวง โยเกิร์ต แครอท เซเลอรี ถั่วอัลมอนด์ เป็นต้น

- หลับตาสักงีบ ถ้าคุณรู้สึกง่วงมากจริงๆ อย่าเลือกที่จะดื่มกาแฟ แต่ลองหลับตาหรืองีบสัก 10-15 นาที ก็จะช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้นมาก

- อยู่ห่างๆ อาหารไขมันสูง เช่น ชีส เนย มาการีน ครีม อาหารทอดทั้งหลาย เพราะจะมีแคลอรี่สูง ร่างกายต้องใช้พลังงานเผาผลาญมาก และจะทำให้คุณรู้สึกเฉี่อยชา

- ออกกำลังกาย เป็นทางที่ดีที่จะชาร์ตแบตเตอรี่คืนมาอีกครั้งให้ร่างกายตื่นตัว เมื่อรู้สึกเหนื่อยจนเอนเดอร์ฟินหลั่งในระดับสูง ก็จะช่วยให้อัตราการเผาผลาญของร่างกายมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นด้วย ซึ่งก็จะช่วยฟื้นพลังงานให้คุณ ลองง่ายๆ เดินรอบๆ สำนักงานสัก 10 นาที นั่งอยู่กับโต๊ะทำงานแล้วยืดกล้ามเนื้อ บิดบริหารร่างกายสักครู่ก็จะช่วยเพิ่มความตื่นตัวให้คุณได้พอควร

ที่มา
//campus.sanook.com/teen_zone/senior_05271.php




 

Create Date : 23 เมษายน 2552    
Last Update : 23 เมษายน 2552 9:07:35 น.
Counter : 300 Pageviews.  

วิธีการตรวจดูแบงค์ปลอมที่ถูกต้อง


ช่วงนี้คงได้เห็นข่าวเกี่ยวกับแบงค์ปลอมแพร่ระบาด ถึงขนาดที่ปลอมปนไปอยู่ในตู้ ATM ด้วย สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้คนทั่วไปเป็นอย่างมาก



ที่ผ่านมาก็มี FW mail ส่งต่อกันถึงวิธีดูแบงค์ปลอม (ผมยังไม่ได้รับ เลยไม่รู้ว่าข้อมูลใน FW mail เป็นยังไงนะครับ) แต่ว่าในนั้นเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้อง (จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย)



ทางธนาคารแห่งประเทศไทย จึงได้แจ้งข่าวออกมาให้รู้ถึงวิธีการตรวจดูอย่างถูกต้อง ขอยกมาแปะทั้งดุ้นเลยนะครับ





เรื่อง ชี้แจงกรณีการส่งต่อ e-mail เตือนให้ระวังธนบัตรปลอม



ตามที่มีการ Forward  e-mail จากบุคคลภายนอก แจ้งเตือนให้ระวังธนบัตรปลอม โดยแนบไฟล์รูปภาพธนบัตรชนิดราคา ๑๐๐๐ บาท จำนวน ๒ ฉบับ พร้อมแนะนำจุดสังเกตไว้ด้วยนั้น เนื่องจากเป็นการนำธนบัตรชนิดราคา ๑๐๐๐ บาท แบบ ๑๕ (ไม่มีแถบฟอยล์) มาเปรียบเทียบกับ ธนบัตรชนิดราคา ๑๐๐๐ บาท แบบ ๑๕ ปรับปรุง (มีแถบฟอยล์) ซึ่งธนบัตรทั้งสองแบบมีรายละเอียดและลวดลายบนธนบัตรที่แตกต่างกัน ไม่สามารถนำมาเป็นจุดสังเกตหรือเปรียบเทียบว่าเป็นธนบัตรจริงหรือปลอมได้



ธปท. จึงขอเรียนให้ผู้ที่ได้รับเมล์ดังกล่าว โปรดระงับการส่งต่อเมล์ เพื่อป้องกันการส่งข้อมูลข่าวสารที่อาจสร้างความสับสนต่อสาธารณชน



วิธีสังเกตธนบัตรที่ถูกต้อง



  1. ๑๐๐๐ บาท แบบ ๑๕ (ไม่มีแถบฟอยล์) : ดูรูปประกอบ

  2. ๑๐๐๐ บาท แบบ ๑๕ ปรับปรุง (มีแถบฟอยล์) : ดูรูปประกอบ

  3. ทั้งนี้ สามารถเข้าชมวิธีสังเกตธนบัตรในรูปแบบข้อมูลภาพและวิดีทัศน์ตาม Link : //www.bot.or.th/Thai/Banknotes/Pages/howtocheck.aspx



จึงเรียนมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

ธนาคารแห่งประเทศไทย

๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๑





ที่มา - ธนาคารแห่งประเทศไทย ชี้แจงกรณีการส่งต่ออีเมล์



ข้อมูลเพิ่มเติม






 

Create Date : 23 ธันวาคม 2551    
Last Update : 23 ธันวาคม 2551 13:25:28 น.
Counter : 456 Pageviews.  

ขนมเปี๊ยะไหว้พระจันทร์

เทศกาลไหว้พระจันทร์ มีเครื่องเซ่นไหว้เป็นขนมเปี๊ยะ เช่นเดียวกับเทศกาลอื่นๆ ที่มีสัญลักษณ์ต่างๆ กันไป เช่น เทศกาลไหว้ขนมจ้าง (端午節 / 端午节) ก็มีขนมบ๊ะจ่าง (粽子) เทศกาลหยวนเซียว (เทศกาลโคมไฟ) (元宵節 / 元宵节) ก็มีขนมสาคูต้ม (ทางหยวน)

ขนมเปี๊ยะไหว้พระจันทร์ ภาษาจีนกลางเรียกว่า "เอวี้ยปิ่ง" (月餅) "เอวี้ย" (月) แปลว่า พระจันทร์ "ปิ่ง" (餅) แปลว่า ขนมเปี๊ยะ เป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นศิริมงคล ความปรารถนาดีต่อกัน และความสมัครสมานสามัคคี เพราะในเทศกาลนี้คนในครอบครัวจะมาอยู่พร้อมหน้ากัน กินขนมไปพลาง ชมพระจันทร์ไปพลาง

เดิมทีนั้นขนมเปี๊ยะไหว้พระจันทร์ มีชื่อเรียกว่า "หูปิ่ง" แปลว่า ขนมเปี๊ยะวอลนัท ซึ่งเป็นขนมแป้งอบของจีนทำมาจากงาและวอลนัท สาเหตุที่ภายหลังเปลี่ยนมาเป็น "เอวี้ยปิ่ง" นั้นมีเรื่องเล่าว่า ในคืนวันไหว้พระจันทร์ปีหนึ่ง พระเจ้าถังเสวียนจงฮ่องเต้ปรารภออกมาว่าชื่อ "หูปิ่ง" ไม่ไพเราะ ขณะนั้นหยางกุ้ยเฟย (楊貴妃 / 杨贵妃) ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่อัครมเหสีของพระองค์ ซึ่งนั่งชมจันทร์อยู่ด้านข้างก็เปรยขึ้นมาว่า "เอวี้ยปิ่ง" ที่แปลว่า ขนมเปี๊ยะพระจันทร์ ตั้งแต่นั้นมาจึงใช้ชื่อนี้เรียกแทน "หูปิ่ง" เรื่อยมา

ประวัติของวันไหว้พระจันทร์นั้น ยังมีเรื่องเล่าขานสืบต่อกันมาเกี่ยวกับการกู้ชาติของชนชาวจีนอีกด้วย

ในช่วงปี ค.ศ.1279 ชาวมองโกลภายใต้การนำของกุบไล ข่าน (หลานปู่ของเจงกีส ข่าน) ได้รุกรานเข้าสู่แผ่นดินจีนในสมัยราชวงศ์ซ้อง สามารถโค่นล้มและยึดครองประเทศจีนได้ จากนั้นได้สถาปนาก่อตั้งราชวงศ์หยวน (元朝 Yuáncháo) ขึ้นปกครองประเทศจีนในช่วงปี ค.ศ. 1280 – 1368

ช่วงปลายราชวงศ์หยวน รัชสมัยของพระเจ้า หยวนซุ่นตี้ เกิดความวุ่นวายและภัยพิบัติขึ้นมากมาย ราชสำนักอ่อนแอ จึงทำให้มีชาวจีนหลายกลุ่มคิดก่อการกบฏเพื่อกอบกู้แผ่นดินจีน แต่ว่าทางการออกคำสั่งห้ามชุมนุมกัน จึงยากที่จะรวมกลุ่มเพื่อปรึกษาแผนการและระดมพล

ในตอนนั้น มีนักยุทธศาสตร์การศึก ชื่อ หลิวป๋ออุน (劉伯溫) ชาวมณฑลเจ้อเจียง ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของกลุ่มกบฏที่นำโดย จูหยวนจาง (朱元璋) ได้คิดแผนการรวบรวมพลให้ก่อการขึ้นพร้อมกัน เนื่องจากชาวมองโกลนั้นไม่นิยมกินขนมเปี๊ยะไหว้พระจันทร์ ดังนั้นจึงอาศัยช่วงโอกาสนี้ทำขนมเปี๊ยะไหว้พระจันทร์ที่มีไส้หนา แล้วสอดไส้กระดาษที่เขียนข้อความไว้ว่า “15 ค่ำเดือน 8 สังหารมองโกล” (八月十五殺韃子) นำออกแจกจ่ายให้กับชาวจีนทั้งหลาย

เมื่อถึงคืนวันไหว้พระจันทร์ กลุ่มชาวจีนทั้งหลายก็ลงมือก่อการขึ้นโดยพร้อมเพรียงกัน และสามารถโค้นล้มราชวงศ์หยวนลงได้ จูหยวนจางได้สถาปนาตนเองขึ้นเป็นฮ่องเต้ ก่อตั้งราชวงศ์หมิง (明朝) ขึ้น (ปี ค.ศ.1368 - 1644) นับจากนั้นเทศกาลวันไหว้พระจันทร์ที่มีการไหว้ขนมเปี๊ยะไหว้พระจันทร์จึง เป็นงานฉลองระดับชาติ เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น




 

Create Date : 12 กันยายน 2551    
Last Update : 12 กันยายน 2551 21:55:42 น.
Counter : 325 Pageviews.  

1  2  3  

HudchewMan
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




นายจอมจาม - Webmaster & programmer of Zhongtai.org, one of the best Chinese-Thai dictionary free service.
\(-o-)/
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add HudchewMan's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.