“Almost everything in life is easier to get into than out of.”--Author Unknown--
Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2553
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
12 พฤศจิกายน 2553
 
All Blogs
 
เก็บใบไม้กิ่งไม้ที่ร่วงหล่นในสายน้ำ ก่อนปล่อยให้ลอยหายไป

เราทุกคนคงเคยนึกถึงประโยคสุดแสนคลาสสิค “สายน้ำไม่ไหลย้อนกลับ” เรื่องราวในชีวิตหลายต่อหลายเรื่องก็เช่นกัน เมื่อเราผ่านมันไปแล้ว เราก็ไม่สามารถเรียกช่วงเวลานั้นกลับมาได้ ไม่ว่าเราจะมีความสุขกับช่วงเวลานั้นแค่ไหน เราทำได้ก็แค่นึกถึง หรือในทางกลับกัน ถ้ามีช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุด ต่อให้เราอยากกลับไปแก้ไข อยากกลับไปเปลี่ยนแปลง เราก็ทำได้แค่โอดครวญ

ช่วงที่ผ่านมา กระแสน้ำ กระแสเวลา ได้พัดพาเรื่องราวต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นในชีวิตฉันไม่น้อยกว่าคนอื่น ๆ แม้บางเรื่องราวจะยังไม่ได้หายไปไหน แต่มันดูคล้ายจะค่อย ๆ ไกลออกไป เช่นเดียวกับใบไม้ที่ตกลงไปในสายน้ำ โดยที่ฉันคว้าไว้ไม่ทัน ระหว่างลังเลใจว่าจะคว้าใบไหนขึ้นมาก่อน กระแสน้ำก็ค่อย ๆ พัดพาใบไม้เหล่านั้นห่างออกไปเรื่อย ๆ

แต่ก่อนที่กระแสน้ำจะพัดพาใบไม้พ้นจากสายตา ฉันจึงอยากหยุดเวลา ให้กระแสน้ำหยุดไหล จับใบไม้บางใบมาเก็บไว้ แล้วหลังจากนั้น ถ้ากระแสน้ำจะพัดพาใบไม้ให้หายไป ฉันก็อยากให้มีเศษ ๆ ใบไม้แห้ง กิ่งไม้แห้งติดอยู่ตามริมตลิ่งเป็นปุ๋ยให้ความทรงจำของฉันได้เติบโตต่อไป

ฉันลงใต้ไปหาชายหนุ่มคนหนึ่ง เพราะเราไม่ได้เจอกันบ่อย แล้วฉันก็คิดว่าการไปเจอหน้าคนที่เราคิดถึงน่าจะเป็นเหตุผลที่พอเพียง แม้จะขัดใจกับผู้ปกครองที่ให้เหตุผลหลักว่า เป็นห่วง และเหตุผลรองว่า ฉันเป็นผู้หญิง โชคดีที่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ความประพฤติของฉันเป็นเครื่องรับประกันและสร้างความมั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่า ฉันจะสามารถดูแลตัวเองได้ ช่วงเวลาสี่ห้าวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว เรียบง่าย และไม่ได้ไปไหนเลย นึกแล้วก็ขำ เราแค่ไปเจอหน้ากันจริง ๆ ลงใต้แต่ไม่ได้ไปทะเล วนเวียนอยู่ละแวกบ้าน ศาลเจ้า และร้านอาหารเจ แต่ฉันก็พูดได้ว่า มีความสุขกับช่วงเวลาที่มี รู้สึกดีที่สักครั้งฉันได้ทำตามหัวใจ

กลับมาไม่ทันไร น้ำท่วม ฉันได้เก็บภาพกะว่าจะทำสารคดีภาพเตรียมมาประกอบบล็อก จนแล้วจนรอดภาพน้ำท่วมก็ยังไม่ได้ถูกเผยแพร่ ถ้าเป็นข่าว ป่านนี้ก็นับว่า ข่าวตกไปเรียบร้อยแล้ว และถ้าฉันเป็นนักข่าว ป่านนี้ก็คงตกงานไปเรียบร้อยแล้วเช่นกัน

แม่และพ่ออุตส่าห์ถมดินและปลูกบ้านไม้ใต้ถุนสูง หวังหนีน้ำท่วม หลังจากรอดตัวมาหลายปี ปีนี้หนีไม่พ้น ใต้ถุนบ้านเจิ่งนองไปด้วยน้ำ เก็บของกันแทบไม่ทัน ถนนทางเดินเข้าบ้านน้ำท่วมเกือบมิดหัว ต้องทำสะพานไม้ กระสอบทราย ทำยังไงก็ได้ไม่ให้เป็นโรคเท้าเปื่อย แต่ที่แม่บ่นเสียดายมากที่สุดคือต้นหมากรากไม้แสนรัก จำปีเอย ฝรั่งเอย และยังสวนไม้ประดับแสนงามอีกเล่า โชคดีที่บรรดากล้วยไม้และไม้แขวนต่าง ๆ ยังอยู่รอดปลอดภัย

เมื่อมองไปรอบตัว เห็นความเสียหายของโรงเรียน วัด และเพื่อนบ้าน สิ่งที่บ้านฉันเผชิญถือว่าน้อยนัก ครั้งสุดท้ายที่ฉันกลับบ้าน ฉันกับน้องสาวเดินท่องน้ำเลยหัวเข่าเพื่อไปเก็บภาพน้ำท่วมทุ่งตามคำบอกของพ่อค้าร้านขายของชำแถวบ้านที่บอกว่า ข้ามไปดูฝั่งนู้นสิ ทุ่งนากลายเป็นทุ่งน้ำหมดแล้ว จริงดังคำบอกเล่า





หมดเวลาตื่นเต้นกับน้ำท่วม โปรแกรมดอยหลวงเชียงดาวจึงได้รับการจัดการ ฝันไกล ๆ ที่ใกล้จะเป็นจริงขึ้นมาทุกทีตามวันที่ผ่านไป การจัดการครั้งนี้เหนื่อยหนักกว่าทุกทริปที่ผ่านมา ทั้งเรื่องของวันเดินทางที่ต้องเลื่อนขึ้นมาเร็วกว่ากำหนด การคำนวณลูกหาบที่ยากจะตกลงกัน เส้นทางการเดินขึ้นดอย พาหนะที่พาเราไป ที่พักหลังลงจากดอย จำนวนสมาชิกที่ขึ้น ๆ ลง ๆ และงบประมาณที่บาน ๆ หุบ ๆ

บางครั้งก็สนุก บางครั้งก็เหนื่อย แต่พอคิดถึงว่าจะได้ไปจริง ๆ แล้ว ลืมหมดว่าที่ผ่านมาต้องปวดหัวกับอะไรบ้าง แถมทำให้เกิดพุทธิปัญญาอยากจะเรียบเรียงแผนการเดินทางของทุปทริปที่ผ่านมาให้เป็นระเบียบ จะไปเดินป่ากันทีไร ถามกันทุกทีว่าเอาข้าวสารไปกี่กิโล หุงข้าวใช้น้ำเท่าไหร่ เพราะไม่เคยจดบันทึกเรื่องปริมาณอาหารและวิธีการทำไว้เลย ไปล้งเล้งเถียงกันตอนอยู่บนดอยบนเขาทุกที จะเรียกว่ารสชาติชีวิตมันมาจากการเถียงกับเพื่อน ๆ พี่ ๆ ในเรื่องพวกนี้และเราก็ยังชวนกันไปเดินป่าด้วยกันทุกครั้งไป

ไม่รู้ว่าเพราะจะไปเข้าป่าหาความสงบหรือเปล่าทำให้ฉันเกิดอาการไม่อยากลุกขึ้นมาทำงาน เหตุผลว่าอากาศน่านอนอาจจะนับได้ห้าเปอร์เซ็นต์ บางทีความรู้สึกนี้อาจจะเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับคนทำงานทุกคน แต่สำหรับฉันนี่เรียกกว่าสัญญาณเตือนภัยในเบื้องต้น หรือจริง ๆ แล้วอาจจะเป็นแค่อาการเบื่อ ๆ อยาก ๆ พอเจอเรื่องไม่ถูกใจขึ้นมาก็เกิดอยากจะลาออก พอมันผ่านไป เราก็เฉย ๆ และทำงานของเราไป บางทีฉันก็คิดไม่ออกว่าเอาไงดี เพราะหากปล่อยไว้เนิ่นนาน อาการนี้จะก่อให้เกิดโรคเบื่อเรื้อรังซึ่งจะส่งผลกับประสิทธิภาพในการทำงาน และฉันก็ไม่อยากเอาเปรียบบริษัท ถ้ารู้ตัวว่าหมดใจก็ต้องตัดสินใจทำอะไรซักอย่าง จริงไหม

ความเหงาของเพื่อน ประเด็นนี้ตอนแรกฉันก็อยากจะเชื่อแบบนั้น เชื่อว่ามันเหงาจริง ๆ เพราะมันบ่นแบบนี้มาเป็นเดือน ๆ แล้ว แต่โดยส่วนตัวฉันก็ไม่แน่ใจว่า ไอ้ความเหงานี่มันหน้าตาเป็นยังไง ถ้าเหงาเราทำอะไรแก้เหงา หรือถ้าเหงาก็ปล่อยให้เหงาไป คือพอเพื่อนมาบ่นเหงา ๆ ฉันก็ทำตัวไม่ค่อยถูก ไม่รู้จะแนะนำว่าอะไรดี หรือมันก็แค่บ่นตามประสามัน ฉันควรจะแก้ปัญหาความเหงาของเพื่อนอย่างไร หาแฟนให้มัน ข้อนี้ยาก รับฟังมันบ่น อันนี้พอไหว หาอะไรให้มันทำ นึกไม่ออก ชวนมันไปทำอะไร แล้วอะไรล่ะ

จริง ๆ นี่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร ฉันไม่เดือดร้อนมากมายกับความเหงาของเพื่อน แต่อยากให้มันหายเหงาเร็ว ๆ ฉันเองก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก ขนาดมันนัดให้ไปเจอ ฉันยังหาเวลาว่างไปเจอมันไม่ได้เลย แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปนั่งเหงา นอนเหงา นี่ถ้าแบ่งความไม่เหงาของฉันไปให้มันได้บ้าง ฉันก็จะทำ ว่าแต่ประเด็นเหงานี่มันเก่าไปไหม

หนังสือและกล้อง เป็นสองสิ่งแสนรักอยู่กับฉันมาแสนนาน แต่ตอนนี้บางสิ่งบางอย่างได้เปลี่ยนไป หลังจากใช้กล้องฟิล์ม EOS50 ของแคนนอนมาสิบกว่าปี และได้ใช้ NikonD80 สำหรับการทำงานมาสามปีกว่า การตัดสินใจซื้อกล้องใหม่ก็เกิดขึ้น เหตุผลหลัก ๆ นอกเหนือจากการอัพเดทตัวเองให้ทันกับกระแสความเปลี่ยนที่เกิดขึ้นในโลกกล้องแล้ว ฉันพบว่า ร้านที่ล้างอัดรูปสำหรับกล้องฟิล์มเหลือน้อยเต็มที ปัจจัยสำคัญของกล้องฟิล์มก็คือน้ำยาล้างที่ควรจะสะอาดไร้ฝุ่นผงลงไปจับ แต่ช่วงหลัง ๆ ของการล้างรูปมานี้ ภาพส่วนใหญ่มีรอยเต็มไปหมด แต่ครั้นจะให้ฉันต้องลงทุนไปล้างอัดแพง ๆ ก็เริ่มรู้สึกว่า สู้ไม่ไหว การถอยกล้องดิจิตอลเพื่อมารองรับความอยากถ่ายรูปจึงเป็นทางออก

เมื่อได้เป็นเจ้าของกล้องดิจิตอลแบบเต็มตัว ได้ลองปรับนู่นนิดนี่หน่อย ก็พบว่า โลกของกล้องดิจิตอลกับโลกของกล้องฟิล์มเป็นคนละโลกกันเลยทีเดียว แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ คิดก่อนถ่าย ใครบอกว่า กล้องดิจิตอลทำให้การถ่ายภาพง่ายขึ้น ไม่จริงหรอก ดิจิตอลแค่ทำให้กระบวนการหลังถ่ายง่ายขึ้นต่างหาก แต่กระบวนการก่อนกดชัตเตอร์นั้นเป็นเรื่องของสมองและสองตาที่ยังต้องทำงานหนักและแก้ปัญหากับความท้าทายเหมือนเดิม

เมื่อต้องตัดใจจากใครสักคน ทั้งเรื่องของตัวเอง เรื่องของคนใกล้ตัวและไกลตัว ฉันควรจะเลิกแปลกใจได้แล้วกับปัญหาความรักทั้งหลายบนโลกใบนี้ ด้วยบทสรุปง่าย ๆ ในวันที่ภูมิต้านทานหัวใจของเราแข็งแรงพอ ก็คือ เราอยู่ของเราได้ อะไร ๆ ก็อยู่ที่ความคิดของเรา ถ้าไปคิดว่า เขาไม่รัก เขาไม่สนใจ เราก็จะเสียใจ ฟูมฟาย ร้องไห้ จะเป็นจะตาย อยากให้เขารัก อยากให้เขาสนใจ คือก็ต้องยอมรับความจริง อย่าหลอกตัวเอง

ฉันคิดว่า เพราะเรามีเวลาว่างมากอย่างเหลือเฟือหรือเปล่า ถึงได้เอาเวลาไปสนว่าคนอื่นเขาจะคิด เขาจะรู้สึกอะไรกับเรา หรือเพราะมันเป็นกฎธรรมชาติ เมื่อเราพอมีพอกิน หรือหากถึงขั้นเหลือเฟือ เราก็จะโหยหาต่อไปอย่างไม่รู้จบ เมื่อปัจจัยสี่สำหรับร่างกายครบ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค เราก็เลยต้องมองหาปัจจัยสี่สำหรับหัวใจ ซึ่งมักหนีไม่พ้น ความรัก ความคิดถึง ความเข้าใจ และอ้อมกอดของใครสักคน และสำหรับบางคนอาจจะต้องการถึงปัจจัยที่ร้อยด้วยซ้ำ ตอนนี้หัวใจฉันแข็งแรงดีก็เลยปากดีตามไปด้วย ลองวันไหนหูอื้อตาลาย ฉันก็คล้ายจะเป็นลมกับเรื่องของความรักได้เหมือนกัน

สบายใจที่ได้เก็บใบไม้กิ่งไม้ขึ้นมาจากสายน้ำไหล : )


Note: ตอบจดหมายเพื่อนรักเรียบร้อย เล่าเรื่องหัวใจไปให้เพื่อนฟัง ขำที่เพื่อนบอกว่า จดหมายรักไปถึงแล้ว แต่มันได้แต่จดหมาย ส่วนความรักส่งไปให้คนอื่น, มีแมวตัวนึงชอบมานอนอยู่หน้าบ้าน กลับไปทีไรเห็นมันนอนบิดขี้เกียจอยู่ หมั่นไส้ทุกครั้ง, เคยได้ยินว่าแม่ ๆ มักจะคอยสอดส่องความเป็นไปของลูก ๆ โดยเฉพาะเมื่อลูกเป็นสาวเป็นหนุ่ม แอบค้น แอบอ่าน และเพิ่งรู้ว่า แม่เราก็เป็นไปกับเขาด้วย แต่แม่ช้าไปหน่อย, น้องสาวไ้ด้หมาตัวใหม่ตั้งชื่อว่า "ตัวเอง" พรุ่งนี้จะได้เจอ เห็นรูปแล้วมันน่าเกลียดน่าชังมากๆ, ถักหมวกไหมพรมให้พระเสร็จแล้วทั้งหมด 14 ใบ ทำได้ไม่ถึงเป้าที่ตั้งไว้ 20 ใบ แต่ยังไงก็จะถักต่อไปเผื่อใครขึ้นเหนือจะฝากไปถวายพระ, อยากใช้กล้องให้ไ้ด้เต็มศักยภาพที่กล้องมีร้อยเปอร์เซ็นต์, วันนี้จะขอกลับไปอ่านหนังสือนิยายที่ซื้อมา เล็งพิมมาลาเอาไว้, พรุ่งนี้กลับบ้าน ฯลฯ







สวัสดีค่ะ โดยเฉพาะพี่กิจ ผู้ซึ่งพาหมิงหมิงมาสวัสดีกันทุกเช้า
ทำให้บล็อกนี้แลดูมีความเคลื่อนไหวอยู่บ้าง
หายจากการเขียนไปซักพัก
กลับมาทีไร เป็นเรื่องยาวทุกที :)
และวันนี้หลังจากร่ายยาวมาทั้งหมด
ก็รู้สึกว่า ความสุขอยู่ที่หัวใจเราจริง ๆ ค่ะ
^^
@long story






Create Date : 12 พฤศจิกายน 2553
Last Update : 15 พฤศจิกายน 2553 16:00:38 น. 14 comments
Counter : 919 Pageviews.

 


โดย: หน่อยอิง วันที่: 12 พฤศจิกายน 2553 เวลา:19:01:59 น.  

 
อ่านบันทึกใบไม้ของแอมแล้วอมยิ้ม

พิมมาลาเป็นนิยายอีกเรื่องหนึ่งที่พี่ชอบมากๆๆ
อ่านหลายสิบเที่ยวแล้ว

เรื่องนี้ไม่ค่อยดังเท่าไหร่หรือเปล่า
แต่ยิ่งอ่านยิ่งชอบ

แอมว่าไหม
ทุกเรื่องในโลก ตั้งแต่เรื่องโลกๆจนถึงเรื่องธรรมะ
จะแก้ปัญหาได้ต้องยอมรับความจริงได้เป็นข้อแรก

เห็นความจริงเมื่อไหร่
เห็นทางออกเมื่อนั้น

ปล. แอบอยากรู้ว่าแอมซื้อกล้องอะไร


โดย: SevenDaffodils IP: 68.48.3.234 วันที่: 12 พฤศจิกายน 2553 เวลา:19:55:33 น.  

 

^


^


^^


แวะมาเยี่ยมกันตามประสาคนคุ้นเคย  Smiley



มีความสุขกับค่ำคืนวันศุกร์ สุดสัปดาห์จร้า   SmileySmiley




โดย: สาวสะตอใต้ วันที่: 12 พฤศจิกายน 2553 เวลา:20:43:30 น.  

 
บางจังหวะชีวิต ก็อยากจะหยุดเวลาเอาไว้เหมือนกันค่ะ
เพราะมันทุกข์น้อย .. แต่ว่าบางเวลาก็ไม่อยากจะหยุดเลย
เพราะอยากให้มันผ่านๆ ไป เพราะคิดแต่ว่าให้มันผ่านไป
สิ่งใหม่ๆ ก็จะได้เข้ามาหาเรา (สักที) ...

คิดแล้วอยู่อย่างนี้ แต่ก็ไม่สามารถทนทานกับเวลาที่
มันผ่านไปเร็วได้สักครั้งค่ะ ก็ได้แต่เจอกับสิ่งที่ต้องเจอไปเรื่อยๆ
แม้จะสุขบ้างก็มีทุกข์บ้างประปราย อยู่กันด้วยเหตุและผล
เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง ก็ทำใจว่ามันก็เป็นอีกช่วงชีวิตหนึ่ง
ได้เหมือนกันค่ะ


ปล.ก่อนไป แอบอยากถามคำถามเดียวกับคุณแป๋วเลยค่ะ


โดย: JewNid วันที่: 12 พฤศจิกายน 2553 เวลา:21:49:11 น.  

 
อรุณสวัสดิ์ครับน้องแอม

เพิ่มความอยากรู้ด้วยอีกคน
เดาว่าเป็น แคนนอนครับ

อิอิอิ










โดย: กะว่าก๋า วันที่: 13 พฤศจิกายน 2553 เวลา:6:42:49 น.  

 
มาแอบอ่านเรื่องราวในใบไม้ มีเรื่องอะไรหลายอย่างที่เราไม่ได้รู้

ดีใจกับกล้องใหม่ด้วย ต่อไปจะได้ดูรูปสวยๆ ของแอม ตอนอยู่ในทริปแล้ว

ปล.ดอยหลวง เตรียมแบตสำรองไปด้วยป่าว ดอกไม้เยอะมาก


โดย: jmeejan วันที่: 13 พฤศจิกายน 2553 เวลา:13:04:23 น.  

 
อ่านเพลินดีจริงๆ บล็อกนี้

ชอบย่อหน้านี้

แต่ก่อนที่กระแสน้ำจะพัดพาใบไม้พ้นจากสายตา ฉันจึงอยากหยุดเวลา ให้กระแสน้ำหยุดไหล จับใบไม้บางใบมาเก็บไว้ แล้วหลังจากนั้น ถ้ากระแสน้ำจะพัดพาใบไม้ให้หายไป ฉันก็อยากให้มีเศษ ๆ ใบไม้แห้ง กิ่งไม้แห้งติดอยู่ตามริมตลิ่งเป็นปุ๋ยให้ความทรงจำของฉันได้เติบโตต่อไป

และ

ตอบจดหมายเพื่อนรักเรียบร้อย เล่าเรื่องหัวใจไปให้เพื่อนฟัง ขำที่เพื่อนบอกว่า จดหมายรักไปถึงแล้ว แต่มันได้แต่จดหมาย ส่วนความรักส่งไปให้คนอื่น



อ่านเพลิน อ่านเพลิน ชอบ


วังพญาไท มีแพลนจะไปเที่ยวอยู่แล้วจ้ะ จำได้เลาๆ ว่า มีวิทยากรสองเวลาใช่มั้ย แอมยังพอจำได้มั้ยว่ากี่โมงกับกี่โมง เพราะพี่กะจะพาแม่ไปเที่ยวด้วยน่ะจ้ะ




โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 15 พฤศจิกายน 2553 เวลา:14:34:02 น.  

 
มาแต๊งกิ้วสำหรับรอบของวิทยากรที่ไปบอกจ้า

เอาไว้จะได้พาหม่าม้าไปเที่ยวหละ อิอิ


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 15 พฤศจิกายน 2553 เวลา:15:04:59 น.  

 
ชอบตรงที่

"ตอนนี้หัวใจฉันแข็งแรงดี ก็เลยปากดีตามไปด้วย"

อิอิ

ปล.1
ถ้าหาก just fine ถ่ายรูปน้ำท่วม
คงได้เห็นภัยพิบัติในมุมที่สวยขึ้น

ปล.2
พอกลับมาอ่านงานตัวเองทีไรก็อดสงสัยไม่ได้ว่า
เขียนไปได้ยังไง เพราะตัวเองอ่าน ตัวเองก็มึนเหมือนกัน
ประเด็นก็เลยอยู่ที่ว่า ทำไมถึงเขียนออกมาอย่างนี้
ทำไมไม่เอาแบบที่มันพอรู้เรื่องกับเขาหน่อย
ก็พยายามหาคำตอบอยู่เหมือนกัน
อย่าว่ากันเลยนะ ตัวเองก็ยังไม่เข้าใจ ตัวเองเหมือนกัน
งึ๊ดด ๆ ๆๆ

ปล. 3
รับลูกศิษย์เมื่อไหร่อย่าลืมบอกกันนะ อยากถ่ายรูปเป็นมั่ง

^^


โดย: jazz..a.a.minor วันที่: 15 พฤศจิกายน 2553 เวลา:15:48:19 น.  

 
สวัสดีคุณหน่อยอิงและสาวสะตอใต้ค่ะ

พี่แป๋ว-พิมมาลากำลังจะเป็นละครนะคะ ข่าวแว่วๆ มา
เรื่องกล้อง แอมไปตอบไว้ในบล็อกพี่แป๋วแล้ว ต้องค้นหน่อย อิอิ แต่บอกอีกครั้งว่า เป็น D90 ค่ะ

พี่พู่-ทุกอย่างมีสองด้านเสมอใช่ป่าวคะ คำตอบฝากไว้แล้วนะคะ แต่แปลกพอมีกล้องดิจิตอล แทนที่จะได้รูปมาฝากในบล็อกมากขึ้น ก็เท่าเดิม แหะแหะ

พี่กิจ-55 ทายผิด แอมย้ายค่ายค่ะ โดนเพื่อนๆ พี่ๆ หลายคนบ่นกันใหญ่ หวังจะหยิบยืมเลนส์กันได้บ้าง

เจี๊ยบ-แกไม่ได้พลาดเรื่องสำคัญไปหรอก และเรื่องแบต สงสัยต้องเตรียมไป ไม่อยากพลาดแม้แต่ดอกเดียว อิอิ

พี่เต้ย-ตอนเขียนก็เพลินค่ะ รวดเดียวจอด เอ๊ย จบ :D

คุณ jazz-เอาภาพน้ำท่วมมาให้ดู งามป่าว :P ส่วนเรื่องงานเขียน ขอเรียก สุนทรียะอันซับซ้อน อิอิ เรื่องถ่ายรูป คิดว่ามาเป็นศิษย์แล้วช่วยกันตามหาอาจารย์ดีกว่านะ

ขอบคุณทุกคนค่ะที่แวะมา
^____^


โดย: I am just fine^^ วันที่: 15 พฤศจิกายน 2553 เวลา:16:10:10 น.  

 

รูปที่ 3 คนที่สาม หน้าตาคุ้นๆ

คาราวะศิษย์ผู้พี่

โฮก ๆ ๆ ๆ


^^


กิกิ



โดย: jazz..a.a.minor วันที่: 15 พฤศจิกายน 2553 เวลา:18:43:21 น.  

 
แวะมาอ่านค่ะ เข้ามาอ่านบล็อกนี้ทีไรก็เพลินทุกทีนะคะ

อยากรู้ด้วยคนค่ะว่า กล้องใหม่คือกล้องอะไรน้าาา :)


โดย: BeachBum IP: 122.104.121.203 วันที่: 15 พฤศจิกายน 2553 เวลา:19:47:26 น.  

 



โอ้โห..เขียนทีหายคิดถึงเลย
หลายเรื่องราวร้อยเรียง
เอาตั้งแต่ไปหาเพื่อนด้วยความคิดถึง ก็แค่คิดถึงเท่านั้นแหละ ง่าย ๆ ไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่านั้น ดีใจที่เห็นแอมได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำไปแล้ว ใจยิ้มขึ้นบ้างแล้วสินะ ถึงต้องมาเผชิญกับโลกจริง ๆ ที่มันเป็นแบบนี้แหละ

เห็นรูปน้ำท่วมแล้ว เฮ้อ..ไม่อยากเห็นคนท้อหรือหมดหวังกำลังใจมากกว่านี้ ถึงไม่ได้พูดกันออกไป แต่พอเห็นน้ำท่วมจะนึกถึงบ้านตัวเอง ลองนึกว่าบ้านเรา รถเรา ของเรา ซึ่งเราเป็นคนที่สร้างอัตตาขยายใหญ่โต ถึงเวลานั้นจะสติตั้งให้ใจฮึดสู้ได้แค่ไหนนะ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ายังไงก็ต้องสู้
นี่เราก็มีภาพที่บางบาลอยู่ คงอาจเหมือนจขบ.ตรงที่ว่า กว่าจะลงภาพถ้าเป็นนักข่าวก็คงตกงาน ข่าวเอ้าท์ไปหมดแล้วเหมือนกัน แต่ความเศร้ามันยังขังอยู่นี่นะ แต่ก็อยากจะลอยขึ้นบนผิวน้ำให้ได้เร็ว ๆ เช่นกัน ไม่เคยเห็นเหมือนกันนะประเทศไทยจมน้ำซะทุกภาคขนาดนี้

เรื่องกล้องถ่ายรูป ไม่รู้เลยค่ะ เท่าที่ดูก็รู้ว่ามุมมองในการถ่ายภาพน่าสนใจและสวยแบบที่เราเองก็ไม่สามารถเห็นแบบนั้น สี่เหลี่ยมของจอในการมองก็เท่าเดิมแต่มุมมองของคนเรานี่มันคงใช้ทั้งใจและศิลปะในหัวใจที่มีด้วย และคุณรู้เรื่องเทคนิค ภาพก็น่าดูขึ้นเยอะเลย ชอบทุกครั้งที่เข้ามาชมภาพที่นี่

และชอบใจสุดก็เรื่องการเขียนจดหมาย ที่ดีใจมากเพราะคุณยังมีคนที่จะเขียนจดหมายยาว ๆ คุยกันได้ ขำมาก ๆ ก็ตรงนี้แหละ
--จดหมายรักไปถึงแล้ว แต่มันได้แต่จดหมาย ส่วนความรักส่งไปให้คนอื่น--
สุด ๆ เลยอารมณ์นี้ คิดได้ไงน่ะ ประโยคที่เท่มาก ๆ โดนจริง ๆ ฮ่า ฮ่า ฮ่า
แต่ยังไงก็หวังว่า สุขภาพใจคงจะแข็งแรง แม้ความรักมันดูไม่สมจริงเท่าไหร่ แต่มันเป็นจริงคือไม่ค่อยสมดังที่คิดไว้ก็ตาม

ใกล้เวลาจะตะลุยดอยหลวงแล้วสินะ ขอลูกหาบติดฟืนหุงข้าวช่วยก็ได้ เราเอาแก๊สกระป๋องไปค่ะ wet tissues อย่าลืมนะ ของจำเป็น เพราะไม่มีห้องน้ำ ชอบจัง ไม่ต้องอาบน้ำ อาบแห้ง ได้แปรงฟันก็เด็ดดวงแล้วล่ะ แต่ยังไง ใกล้เวลาก็จะกระปรี้ประเปร่าค่ะ ยังไงก็ขอให้สนุก ๆ เพราะบางที มันยากมากกว่าขึ้นภูกระดึงหรือจะหาโอกาสไปเยือนอีกเป็นครั้งที่สอง..แต่ก็ไม่แน่เหมือนกัน..ใช่มั้ย

สวัสดีค่ะ แม้ไม่ได้มาทักทายเสียนาน
แต่ยังระลึกถึงเสมอค่ะ




โดย: ภูเพยีย วันที่: 15 พฤศจิกายน 2553 เวลา:19:52:07 น.  

 
คุณ jazz - อุตส่าห์ทำตัวกลมกลืนกับหลาน ๆ แล้วนะ
ยังมองเห็นว่าเป็นศิษย์พี่อีกเหรอเนี่ย 55

คุณ BeachBum - นิคอนดีเก้าสิบค่าา เขียนเพลิน ๆ แล้วยาว กลัวคนอ่านจะตาลายกันซะมากกว่านะคะ แต่ก็อดไม่ได้อยู่ดี

พี่ภู - ต้องบอกเหมือนกันค่ะว่า โอ้โห เห็นคอมเมนต์แล้วหายคิดถึงเลย อิอb อัดอั้นมั้งคะ ต้องใช้คำนี้ พุธหน้าว่าจะนัดกันไปซื้อของ สองอย่างที่พี่ภูแนะนำมาอยู่ในลิสต์เรียบร้อยแล้ว พอนึกถึงว่าใกล้เวลาทุกทีๆ ก็ยิ่งตื่นเต้นนะคะ ว่าจะเดินยากแค่ไหน จะเจออะไรบ้าง กลับมาคงได้เล่ายาวอีกแน่ ๆ เตรียมตาไว้ได้เลยค่ะ :D



โดย: I am just fine^^ วันที่: 16 พฤศจิกายน 2553 เวลา:13:45:29 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

I am just fine^^
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]




How are you today? I am just fine,always.

If you have something to say, say it then out loud.


uP tO dAtE
17.11 ...real...

16.11 ซ่ อ น

12.11 เก็บใบไม้กิ่งไม้ที่ร่วงหล่นในสายน้ำ ก่อนปล่อยให้ลอยหายไป

26.10 ดอกไม้ในบ้านหลังหนึ่ง

22.10 อะไร อะไร

04.10 กระเป๋าเมาท์เจ้านาย

22.09 ...บ้าง...

21.09 เป่าหิน

14.09 เริ่มขึ้น-จบลง เขาหลวง, สุโขทัย

30.08 ถูกผิด

27.08 น้ำตาลหวานขม

20.07 A piece of paper :)

12.07 ย้อนวันวาน เชียงคานที่คิดถึง : )

09.07 ไปเชียงคาน...ระบายสีให้ชีวิต

28.06 The promise สัญญาว่าจะรอ

26.06 ตื่นสาย

14.06 พื้นพื้น



bY rEQuEst
* Isalnd of life/ Kitaro (P'house)
* How can you mend a broken heart/Al Green (P'tye)
*Love of my life/Queen (Bon Bon)
New Comments
Friends' blogs
[Add I am just fine^^'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.