ลงทุนสู่อิสรภาพทางการเงิน เพื่อทำสิ่งที่อยากทำได้โดยไม่ต้องพะวงเรื่องเงินทองอีกต่อไป

 
ธันวาคม 2554
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
26 ธันวาคม 2554
 

HOW TO : ซื้อกองทุน LTF ยังไงให้คุ้มค่าที่สุด?

สวัสดีครับ

มนุษย์เงินเดือนทุกคนรวมทั้งตัวผม เมื่อฐานเงินเดือนสูงขึ้นถึงระดับนึง ก็จะมีเรื่องเสียภาษีตามมา ซึ่งก็เป็นเวลาที่พวกเราต้องเริ่มลุกขึ้นมาศึกษาวิธีลดหย่อนภาษี ยิ่งเสียมาก พวกเราก็ยิ่งมีแรงกระตุ้นในการศึกษาการลดหย่อนภาษีมากขึ้นไปอีก (จริงมั้ยครับ?) ผมเองยกมือก่อนเลยหนึ่งคนครับ การลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีนั้นมีหลายรูปแบบครับ ไม่ว่าจะเป็น LTF, RMF, ประกันชีวิต, บ้านหลังแรก ฯลฯ แต่วิธีที่เราจะได้เงินต้นกลับคืนสู่กระเป๋าเราเร็วที่สุดเมื่อเทียบกับวิธีอื่นๆ ก็คือการลงทุนใน LTF นั่นเองครับ ดังนั้นผมจึงตัดสินใจเขียนบทความนี้ขึ้นเพื่อช่วยให้พวกเราเข้าใจ LTF ดียิ่งขึ้นครับ มาเริ่มกันเลยครับ...

LTF คืออะไร?
LTF ย่อมาจาก Long Term Equity Fund หรือ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว เป็นกองทุนรวมแบบพิเศษที่ให้สิทธิผู้ลงทุนนำเงินลงทุนในแต่ละปีมาใช้ลดหย่อนภาษีได้ เมื่อลงทุนกับกองทุนครบ 5 ปีปฏิทิน

ต้องลงทุนนานแค่ไหนถึงเอาเงินออกมาได้?
- ต้องถือหน่วยลงทุนให้ครบ 5 ปีปฏิทิน หรืออยากถือนานกว่านั้นก็ได้ (ไม่ว่าจะซื้อหรือขายวันไหนในปีนั้น จะนับปีนั้นเป็น 1 ปี)
ยกตัวอย่างเช่น
ถ้าเราซื้อ LTF วันที่ 25 ธันวาคม 2557 พอขึ้นปีใหม่ 1 มกราคม 2558 กองทุนจะนับว่าเราซื้อกองทุนมาครบ 1 ปี และกำลังเริ่มต้นลงทุนเป็นปีที่ 2
ดังนั้นเราจะสามารถขายได้เร็วที่สุดในวันที่ 1 มกราคม 2561

Buy@2557 2558 2559 2560 Sell@2561

สรุป ระยะเวลาสั้นสุดที่ลงทุนใน LTF = 3 ปี 2 วัน
ระยะเวลานานสุดที่ลงทุนใน LTF = 5 ปี หรือมากกว่านั้น

ปล. ถ้าหุ้นติดลบอยู่ เราจะยังไม่ขายก็ได้นะครับ ไม่มีใครบังคับเราได้
ปล2 การซื้อ LTF ปลายปี มีข้อดีเรื่องระยะเวลาการถือที่สั้นลง แต่อาจแลกมากับการซื้อ LTF ในช่วงตลาดหุ้นแพงก็ได้ครับ ดังนั้นบางคนอาจเลือกที่จะซื้อถัวเฉลี่ยทุกเดือนแทนเพื่อลดความเสี่ยงข้อนี้ไปครับ

ลงทุนได้สูงสุดกี่บาท?
- เงินลงทุนใน LTF สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 15% ของรายได้ในแต่ละปีแต่ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
ยกตัวอย่างเช่น
1. สมมุติปีนี้ นาย ก มีรายได้รวม 1,000,000 บาท
นาย ก จะซื้อ LTF ได้สูงสุด 150,000 บาท
2. ปีนี้ นาย ข มีรายได้รวม 4,000,000 บาท
นาย ข จะซื้อ LTF ได้สูงสุดแค่ 500,000 บาทเท่านั้น (เพราะ 15% ของรายได้ = 600,000 บาท ซึ่งเกิน 500,000 บาทไปแล้ว)


ซื้อ LTF แล้วประหยัดภาษีได้กี่บาทเชียว?
สมมุติปีนี้ นาย ก มีรายได้ทั้งปี 840,000 บาท และไม่ได้ลดหย่อนภาษีด้วยวิธีใดๆเลย นาย ก จะเสียภาษีทั้งหมด 65,000 บาท โดยแยกย่อยตามบันไดภาษีปี 2557 ดังนี้
0 - 150,000 บาท ไม่เสียภาษี
150,001 - 300,000 บาท เสียภาษี 5% = 7,500 บาท
300,001 - 500,000 บาท เสียภาษี 10% = 20,000 บาท
500,001 - 750,000 บาท เสียภาษี 15% = 37,500 บาท
750,001 - 840,000 บาท เสียภาษี 0 บาท เพราะได้ลดหย่อนสำหรับผู้มีเงินได้ 90,000 บาท
ดังนั้นเสียภาษีรวม = 7,500 + 20,000 + 37,500 = 65,000 บาท

ถ้าเขาอยากประหยัดภาษี 15,000 บาท ซึ่งภาษีนี้จะอยู่ในส่วนที่เขาโดนคิดภาษี 15%
ดังนั้นเขาควรจะต้องซื้อ LTF ปีนี้ ด้วยเงิน 15000/15% = 15000/0.15 = 100,000 บาท
(สังเกตว่าผมเอาเรทภาษีมาหารเงินที่อยากประหยัดภาษีเลยเป็นอันจบครับ)

แต่ถ้าเขาอยากประหยัดภาษีถึง 30,000 บาท เขาจะต้องซื้อ LTF ปีนี้ ด้วยเงิน 30000/15% = 30000/0.15 = 200,000 บาท ซึ่งจะเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะตามกฏแล้ว นาย ก สามารถซื้อ LTF ได้ไม่เกิน 15% ของรายได้ทั้งปี ซึ่งเท่ากับ 126,000 บาทเท่านั้น (15% x 840,000 = 126,000)


ซื้อ LTF ยังไงให้คุ้มที่สุด?
ก่อนที่จะเอ่ยถึงเรื่องที่จะซื้อยังไงให้คุ้มนั้น ตัวคุณเองจะต้องรู้ก่อนครับ ว่าคุณเสียภาษีที่เรทเท่าไหร่บ้าง ลองมาดูตัวอย่างด้านล่างนี้กันครับ...
สมมุติว่าคุณมีรายได้รวม (เงินเดือน + โบนัส) 640,000 บาทต่อปี
- สำหรับรายได้ 90,000 บาทแรกของคุณนั้นสามารถหักออกจากรายได้รวมไปก่อนได้เลยครับ เพราะเงินส่วนนี้เป็นค่าลดหย่อนที่พนักงานกินเงินเดือนทุกคนพึงได้รับครับ
(ป.ล.ยิ่งถ้าคุณจ่ายประกันสังคม หรือ ซื้อกองทุนสำรองเลี้ยงชีพด้วย ก็จะหักเพิ่มได้อีกครับ)ดังนั้นเงินที่จะไปคิดภาษีก็จะเหลือเพียง 640,000 - 90,000 = 550,000 บาทครับ ทีนี้มาดูกันดีกว่าครับ ว่าคุณจะเสียภาษีที่เรทกี่เปอร์เซ็นต์บ้าง และเป็นเงินเท่าไหร่บ้างในแต่ละเรท



จากตารางภาษี หมายความว่า
- เงิน 150,000 บาทแรก ซึ่งอยู่ในแถวแรกของตาราง ถือว่าไม่ต้องเสียภาษี
- เงิน 150,000 บาทถัดมาเสียภาษี 5% คิดเป็นเงิน 7,500 บาท
- เงิน 200,000 บาทถัดมาเสียภาษี 10% คิดเป็นเงิน 20,000 บาท
- เงิน 50,000 บาทสุดท้ายเสียภาษี 15% คิดเป็นเงิน 7,500 บาท

ถึงแม้ว่าคุณจะมีสิทธิ์ซื้อ LTF ได้ถึง 96,000 บาท (15% ของรายได้รวม 640,000 บาท) ซึ่งจะประหยัดภาษีได้ (50,000 x 15%) + (46,000 x 10%) = 7,500 + 4,600 = 12,100 บาท
แต่ถ้าหากคุณอยากจะประหยัดภาษีให้ได้คุ้มที่สุด คุณควรจะซื้อ LTF เพียงแค่ 50,000 บาท (พอดีกับเงินส่วนที่เสียภาษี 15% พอดี) ซึ่งคุณจะประหยัดภาษีได้ถึง 7,500 บาทเลยทีเดียว แล้วคุณจะเอาเงินไปเสี่ยงเพิ่มตั้ง 46,000 บาทเพื่อให้ได้คืนภาษีเพิ่มขึ้นมาอีกนิดหน่อยไปทำไม จริงมั้ยครับ เพราะอย่าลืมว่าคุณต้องซื้อ LTF ซึ่งลงทุนในหุ้นซึ่งมีความเสี่ยงเป็นระยะเวลาหลายปีทีเดียวครับ

ฟันธงกันไปเลย ควรซื้อเท่าไหร่ เมื่อไหร่ดี?
ผมจะตอบคำถามของคุณด้วยการถามพวกคุณกลับดังนี้ละกันครับ

CASE 1 หากคุณเสียภาษีในเรท 10% และต้องการซื้อ LTF

ถ้าคุณลงทุน LTF มา 3 ปีโดยที่ไม่ขาดทุนหรือกำไรเลยซักบาท สิ่งที่คุณจะได้รับจากการซื้อ LTF ก็คือ คุณจะประหยัดภาษีได้ 10% ครับ (หรือพูดอีกอย่างว่าคุณได้ดอกเบี้ยทบต้นมา 10% นั่นแหละครับ)
ผลจากตารางด้านบนพบว่าการฝากดอกเบี้ยประจำทบต้น 3 ปี ก็จะให้ผลเช่นเดียวกัน (ได้ดอกเบี้ย 10.87%) ดังนั้นในกรณีแรกนี้ คุณจำเป็นต้องมานั่งลุ้นครับว่ากองทุน LTF ของคุณจะทำกำไรได้มั้ยใน 3 ปีข้างหน้านับจากนี้ เป็นผมจะเอาเงินไปฝากประจำยังดีกว่าครับ เพราะฝาก 3 ปีทบต้นมันไม่ต้องลุ้นว่าจะเสียเงินต้นมั้ย หรือยิ่งถ้าซื้อพันธบัตรยิ่งดีกว่าเป็นกองครับ เพราะจะเห็นว่าถ้าซื้อพันธบัตร 5% เป็นเวลา 3 ปี ก็จะได้ดอกเบี้ยทบต้นตั้ง 15.76% ครับ

CASE 2 หากคุณเสียภาษีในเรท 20% และต้องการซื้อ LTF


ถ้าคุณลงทุน LTF มา 3 ปีโดยที่ไม่ขาดทุนหรือกำไรเลยซักบาท ผลจากตารางด้านบนพบว่า คุณจะประหยัดภาษีได้ 20% ซึ่งพอเทียบกับการเอาเงินไปฝากประจำ 3 ปี (ซึ่งได้ดอกแค่ 10.87%) แล้วการซื้อ LTF คุ้มกว่าการฝากประจำพอสมควรเลยครับดังนั้นถ้าคุณเป็นคนที่พอรับความเสี่ยงของตลาดหุ้นได้บ้าง และชอบฝากประจำเป็นทุนเดิมอยู่แล้วผมขอแนะนำให้คุณซื้อ LTF ทิ้งไว้ได้เลยครับ (ถ้าเสียภาษีสองเรท ควรใช้เงินส่วนที่โดนคิดเสียภาษี 20% ไปซื้อก็พอนะครับ เงินส่วนที่เสียภาษี 10% เอาไปซื้อพันธบัตรหรือฝากประจำจะปลอดภัยกว่า)
แต่... ถ้าคุณเป็นคนที่กลัวความผันผวนของตลาดหุ้น ผมแนะนำให้คุณไปซื้อหุ้นกู้ดอกเบี้ย 6-7% จะเหมาะสมกับคุณมากกว่าครับ เพราะผลตอบแทนทบต้น 3 ปี ก็ใกล้เคียงกับการซื้อ LTF ครับ (22.5%)

คำอธิบายเพิ่มเติมช่องที่ผมไฮไลท์สีเหลืองไว้ หมายความว่า ถ้าคุณเสียภาษีในเรท 20% แล้วคุณก็ซื้อ LTF เพื่อลดหย่อนภาษีเฉพาะส่วน 20% เท่านั้นแล้วล่ะก็ การที่คุณเอาเงินก้อนนี้ไปซื้อ LTF โดยที่ไม่ขาดทุนหรือกำไรเลยซักบาทเป็นระยะเวลา 3 ปี จะดีกว่าการฝากประจำ 3 ปี, 4 ปี หรือแม้แต่ 5 ปี และ มันก็ดีกว่าการเอาเงินไปซื้อพันธบัตรเป็นระยะเวลา 3 ปีด้วย

CASE 3 หากคุณเสียภาษีในเรท 30% และต้องการซื้อ LTF

ถ้าคุณลงทุน LTF มา 3 ปีโดยที่ไม่ขาดทุนหรือกำไรเลยซักบาท ผลจากตารางด้านบนพบว่า คุณจะได้กำไรมากกว่าการเอาเงินไปซื้อพันธบัตรถึง 15%!! (ไม่ธรรมดานะครับ) ดังนั้นถ้าคุณเสียภาษีในเรท 30% ขึ้นไป แล้วคิดจะเอาเงินไปฝากประจำหรือซื้อพันธบัตรแล้วล่ะก็ ลองหันมามอง LTF ดูก่อนตัดสินใจซักหน่อยจะดีกว่าครับ หรืออย่างน้อยถ้าคุณกลัวความผันผวนของตลาดหุ้น การเลือกลงทุนในหุ้นกู้แทน ก็ช่วยคุณได้มากพอสมควรครับ และยิ่งถ้าคุณมีอายุแตะ 50 ปีแล้ว การเริ่มลงทุนในกองทุนRMF (ที่ไม่ลงทุนในหุ้น) จะเป็นวิธีที่เหมาะกับคุณมากกว่า และดีกว่าการฝากประจำหรือซื้อพันธบัตรอย่างแน่นอนครับ

คำอธิบายเพิ่มเติมช่องที่ผมไฮไลท์สีเหลืองไว้ หมายความว่า ถ้าคุณเสียภาษีในเรท 30% แล้วคุณก็ซื้อ LTF เพื่อลดหย่อนภาษีเฉพาะส่วน 30% เท่านั้นแล้วล่ะก็ การที่คุณเอาเงินก้อนนี้ไปซื้อ LTF โดยที่ไม่ขาดทุนหรือกำไรเลยซักบาทเป็นระยะเวลา 3 ปี จะดีกว่าการฝากประจำแน่ๆ และ มันก็ดีกว่าการเอาเงินไปซื้อพันธบัตรและหุ้นกู้อีกด้วย


สุดท้ายนี้...
คุณผู้อ่านต้องไม่ลืมนะครับว่า ที่ผมร่ายมาซะยาวนี่ ยังไม่รวมกำไร/ขาดทุนจากราคาที่เพิ่มขึ้นลดลงของหน่วยลงทุนนะครับ
สุดท้ายนี้ หลังจากพวกคุณได้อ่านบทความนี้จบ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหากในอนาคต คุณมีโอกาสที่จะเข้าซื้อ LTF ได้ในราคาถูกๆมารอคุณอยู่ตรงหน้า(หลังจากตลาดหุ้นเจอวิกฤติหนักๆ) อย่ารีรอให้เนิ่นนานเกินไป แต่จงวิเคราะห์ถึงความคุ้มค่าในการลงทุน และจงตัดสินใจลงทุนอย่างเด็ดเดี่ยวครับ

โชคดีในการลงทุนทุกท่านครับ



Create Date : 26 ธันวาคม 2554
Last Update : 10 ธันวาคม 2558 23:55:15 น. 16 comments
Counter : 19899 Pageviews.  
 
 
 
 
ขอบคุณค่า กำลังคิดๆอยู่เลยว่าปีนี้จะต้องซื้อ LTF เพื่อลดภาษีบ้างล่ะ
 
 

โดย: Bunny IP: 182.53.42.147 วันที่: 11 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:18:32:16 น.  

 
 
 
ขอบคุณมากๆค่ะ อ่านเข้าใจง่าย และยังช่วยแนะนำการตัดสินใจด้วย ^^....
 
 

โดย: MamboPink IP: 223.206.247.23 วันที่: 9 พฤษภาคม 2555 เวลา:22:20:49 น.  

 
 
 
ขอบคุณมาก ๆ ค่ะ อ่านมาหลายที่ ที่นี่เข้าใจมากที่สุดเลยค่ะ
 
 

โดย: T-Rex IP: 101.108.48.28 วันที่: 6 ตุลาคม 2555 เวลา:11:16:47 น.  

 
 
 
ถ้าเป็นครู-อาจารย์ คุณสอนดีมาก ผมอ่านมาหลายที่ โคตรมั่วเลย ขอบคุณมากนะครับ ผมได้ส่งต่อให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆแล้ว
 
 

โดย: vinai IP: 118.173.34.187 วันที่: 7 ตุลาคม 2555 เวลา:18:03:25 น.  

 
 
 
ถ้ามีตัวอย่างตอนเสียภาษีอัตรา 10% อย่างเดียวก็จะดีมาก
เพราะตอนอ่านตาราง งงอยู่พักหนึ่ง เพราะไม่ได้หักลบกัน
ว่าอย่างไหน กำไรมากกว่ากันเท่าใด ผู้อ่านต้องคิดเอง บางคนที่ไม่เก่งคำนวณ จะประยุกต์ไม่ทัน จึงงง
แต่อย่างไรก็ขอขอบคุณมากนะครับ
 
 

โดย: vinai IP: 182.52.246.84 วันที่: 7 ตุลาคม 2555 เวลา:18:09:32 น.  

 
 
 
อธิบายเข้าใจง่าย ขอบคุณมากครับ
 
 

โดย: nadoo IP: 110.168.198.64 วันที่: 14 ตุลาคม 2555 เวลา:10:57:06 น.  

 
 
 
ขอบคุณสำหรับความรู้มาก ๆ ครับ ขอให้เจ้าของ blog โชคดีในการลงทุนครับ
 
 

โดย: Meomong IP: 203.155.47.61 วันที่: 26 ตุลาคม 2555 เวลา:16:30:56 น.  

 
 
 
เขียนได้ดีมาก เข้าใจง่ายมากครับ
 
 

โดย: kissr IP: 202.44.4.251 วันที่: 20 พฤศจิกายน 2555 เวลา:14:11:07 น.  

 
 
 
ขอบคุณมากค่ะ
 
 

โดย: หวาน IP: 158.34.240.18 วันที่: 6 ธันวาคม 2555 เวลา:15:43:35 น.  

 
 
 
หากเสียภาษีในเรท 10% และต้องการซื้อ LTF แบบไหนที่เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด และได้กำไรที่สุดคะ ขอคำแนะนำด้วยค่ะ
 
 

โดย: Saumi Chowwii IP: 171.98.21.82 วันที่: 13 มีนาคม 2556 เวลา:12:27:43 น.  

 
 
 
ตอบคุณ Saumi Chowwii

ถ้าคุณยังอายุน้อย (ไม่ถึง 40) แนะนำ LTF ที่ลงทุนในหุ้นแค่ 70% ครับ ก็จะเสี่ยงน้อยลงไปหน่อย
ถ้าอายุมากแล้ว แนะนำเป็น กองทุน RMF ดีกว่าครับ เพราะไม่ต้องลงในหุ้นเลยซักบาท

ส่วนกองทุนไหนที่ได้กำไรเยอะที่สุดนั้นคงตอบให้ไม่ได้ แต่จะตอบได้แค่ว่าพยายามซื้อกองทุน LTF ถัวเฉลี่ยทุกเดือนเพื่อป้องกันการขาดทุนครับ
 
 

โดย: Hopezz IP: 125.24.89.86 วันที่: 7 พฤษภาคม 2556 เวลา:22:14:43 น.  

 
 
 
1.ปีนี้ซื้อตัวไหนดีคะ มีคำแนะนำไม๊คะ
2.สมมติว่าจ่ายปีนี้ไป 10000 บาท ปีหน้าต้องจ่ายอีกไม๊คะ ถ้าไม่จ่ายจะเอา 10000 แรกมาใช้คำนวณภาษีไม๊คะ

รบกวนด้วยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ
 
 

โดย: Russawee IP: 58.97.73.53 วันที่: 27 ตุลาคม 2557 เวลา:10:49:03 น.  

 
 
 
ถ้าปีนี้ลงทุนใน LTF 10000 บาท และฐานภาษีคุณ 10% ก็จะประหยัดภาษีของ "ปีนี้" ได้ 1000 บาทครับ ถ้าปีหน้าอยากประหยัดภาษีก็ต้องซื้ออีกครับ
 
 

โดย: Hopezz IP: 27.55.165.124 วันที่: 26 พฤศจิกายน 2557 เวลา:17:34:48 น.  

 
 
 
สำหรับผมอ่านแล้วบื้อครับ ยังไม่เข้าใจ สมมุติว่าผมมีเงินได้ทั้งปี 2558 เป็นเงิน 3255120.- บาท แทนที่ผมจะซื้อกองทุน ltf 488268.- บาท ผมควรจะซื้อเพียงเท่าใดครับจึงจะพอดีกับส่วนที่ต้องจ่ายภาษีครับ
 
 

โดย: คนคำนวณไม่เก่งครับ IP: 125.24.151.10 วันที่: 15 มิถุนายน 2558 เวลา:19:24:41 น.  

 
 
 
@คุณคำนวณไม่เก่งครับ

สำหรับกรณีของคุณ หากซื้อ LTF เต็มจำนวนก็ยังคุ้มครับ เพราะฐานภาษีของคุณสูงถึง 30%
 
 

โดย: Hopezz วันที่: 10 ธันวาคม 2558 เวลา:23:58:00 น.  

 
 
 
เมื่อไหร่จะมาอัพเพิ่มคะ ตามอ่านอยู่
 
 

โดย: doraomo IP: 171.96.149.248 วันที่: 17 มกราคม 2561 เวลา:14:02:20 น.  

Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก

Hopezz
 
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 12 คน [?]




[Add Hopezz's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com