"สิ่ง" "thing" คำมีความหมายลึก
 //pantip.com/topic/33620737

"สิ่ง" "thing" คำมีความหมายลึก
"สิ่ง"ต่างๆ เวลาเราใช้คำนี้เราจะคิดว่าอาจจะมีความหมายไม่มาก 

คำว่า"สิ่ง"นี้ แท้จริงแล้ว มีความหมายเทียบได้กับคำว่า "ธรรม" ในพุทธศาสนา ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายลึกหลายชั้น 

สำหรับ "สิ่ง" "สิ่ง" นั้นหากคิดลึกลงไปหลากหลายชั้น โดยไม่มองอิงจากคำว่า"ธรรม" ซึ่งจะพาลให้เราคิดอะไรในเชิงพุทธไว้ก่อนนั้น มีความหมายกว้างมากมาย 

เวลา ในมุมมองฟิสิกส์ แท้จริงแล้วก็คือ สิ่งๆหนึ่ง
อวกาศ ก็คือสิ่ง
โบซอน คือสิ่ง
พลังงาน คือสิ่ง
ความกว้างใหญ่ของจักรวาล คือสิ่ง
ความเล็กน้อยของพื้นที่ที่เล็กที่สุด คือสิ่ง
ควอนตัม คือสิ่ง
ค่าคงตัวของพลังก์ คือสิ่ง
ทฤษฎีเส้นเชือก คือสิ่ง
มิติต่างๆ คือสิ่ง
... ความที่มองอะไรต่างๆเป็น"สิ่ง..สิ่ง"นั้น มันทำให้ความสำคัญของสิ่งต่างๆนั้นเท่าเทียมกันไปเกือบจะหมด นักฟิสิกส์จะมองโลกไปในอีกแบบหนึ่ง และเข้าใจทฤษฏีทางฟิสิกส์ไปในมุมมองอีกแบบหนึ่ง ทั้งลึกซึ้ง ไม่จำกัดในสี่มิติ มองโลกทั้งหมดเป็นสิ่งๆ สมการทางเคมีฟิสิกส์ฯลฯจะถูกมองใหม่ ทฤษฎีทั้งหมดทั้งมวลนั้นก็จะถูกมองใหม่ 

ถ้าร่ายถัดไป .. ว่าอะไรๆคือสิ่ง แล้วแปลงคำว่าสิ่งเป็นคำว่า"ธรรม" ตามที่เกริ่นในเบื้องต้นแล้ว เราจะเห็นว่า
กุศลา คือ สิ่ง
อกุศลา ก็คือ สิ่ง
อัพยากตา ก็คือ สิ่ง
สุขายะ  เวทนายะ สัมปะยุตตา ก็คือ สิ่ง
ทุกขายะ  เวทะนายะ สัมปะยุตตา  ก็คือ สิ่ง
อะทุกขะมะสุขายะ  เวทะนายะ  สัมปะยุตตา  ก็คือ สิ่ง 
โดยเฉพาะในความหมายว่าอะไรๆก็เป็นเพียงสักแต่ว่า "สิ่ง"

ผลลัพธ์จากการมองสิ่งๆต่างๆเป็นเพียง"สิ่ง"อาทิเช่น 
- เวลาจะกลายเป็นเพียงสิ่งในมิติ ไม่ได้เป็นเรื่องสำคัญไปกว่าความกว้าง ยาว สูง หรืออวกาศ
- อวกาศจะโค้ง จะงอ ก็เป็นเรื่องของอวกาศ ไม่จำเป็นต้องสัมบูรณ์ เพราะมันเป็นเรื่องของ สิ่ง เป็น attribute อันหนึ่ง  
- การจะไปหาว่าอะไรประกอบอะไรไปเป็นอะไร ก็จะพาลหายไปมาก เพราะสิ่งต่างๆล้วนแต่เป็นเพียงสิ่ง 
- ตนเองจะไม่กลายเป็นศูนย์กลางของจักรวาล
- สิ่งที่มีน้ำหนัก หรือมวล ก็ไม่ได้จำเป็นที่จะต้องเป็น "จริง" ในขณะที่สิ่งที่ไม่มีมวลหรือน้ำหนัก ก็ไม่ได้จำเป็นต้องเป็น "จริง" เพราะทั้งหมดทั้งมวลก็ล้วนแต่นับได้แค่ว่า "สิ่ง"
- มิติที่มีอยู่ขณะนี้ก็เลยกลายเป็นเพียง"สิ่ง"

การที่หลักของสิ่งทั้งหมดเป็นเพียง "ธรรม" หรือเป็น "สิ่ง" เมื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการมองโลก การศึกษาฟิสิกส์ที่มันทะลุแทงลึกไปกว่ามิติ ทั้งมวลมืด ทั้งหลุมดำ หรืออะไรๆที่มันไปไกลกว่าโลกมนุษย์ธรรมดาๆจะเป็นเรื่องจำเป็น 

นอกจากนี้ยังมีรหัสบางอย่างจากการมองเรื่องเช่นนี้ในแบบนี้ด้วยว่า "นามธรรม" ก็สามารถถูกจัดเป็นฟิสิกส์ได้ ฟิสิกส์ที่ศึกษาทะลุอนุภาคไปก็จะเจอนามธรรม 

นอกจากนี้ยังมี "สิ่ง" ประเภทพิเศษอีกอย่างที่ไม่อยู่ในเงื่อนไขใดๆด้วยคือ สิ่งที่เป็น"อสังขตะ"

ปล. ความมหัศจรรย์ของทฤษฎีสัมพันธภาพอย่างหนึ่งที่ไอนสไตน์คิดขึ้นมาคือ เวลาและอวกาศไม่ได้เป็นสิ่งสัมบูรณ์ เป็นสิ่งตายตัว ทั้งเวลาและอวกาศเป็นเพียงคุณสมบัติหรือ"สิ่ง"อันหนึ่ง วิธีการคิดแหกกฏสามัญสำนึกของบุคคลทั่วๆไปนั้นคือสิ่งหนึ่งที่ทำให้แกได้รับการยกย่องแล้วป๊อปปูล่าร์ขึ้นมา

การมองโลกสำหรับนักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มจะตีโลกทั้งหมดให้กลายเป็นตัวเลขและตารางเมตริกซ์ เขามองทะลุกายเนื้อไป ทะลุอนุภาค แล้วทำเป็นตัวเลขล้วนๆทางควอนตัม เขายืนอยู่บนขอบของโลกมนุษย์แล้วส่องลึกลงไปในอะตอมด้วยเครื่องมือทางจินตภาพ

โลก หากมองในแง่นี้ ก็มีอยู่แล้วหลายโลก 
โลกมนุษย์ ที่มีคนเกิด คนรัก ชัง 
โลกแห่งควอนตัม โลกแห่งเมตริกซ์

หากเราให้ความสำคัญกับ มวลสาร ให้น้อยลง แล้วมองเป็นเพียงหนึ่งใน "สิ่ง" หรือ attribute อันหนึ่ง โลกจะแยกออกได้สองส่วนที่ "จริง" พอๆกัน คือ โลกที่เป็นรูปธรรม และโลกที่เป็นนามธรรม

การไปติดหนับอยู่ที่ว่า รูปธรรม เท่านั้นที่เป็นจริง นามธรรม เกิดจากรูปธรรมเท่านั้น ซึ่งเป็นสาระและโครงสร้างของความคิดของนักวิทยาศาสตร์ทั้งหมดนั้น จึงพาลให้เข้าใจโลกคลาดเคลื่อน เขาใช้หลักการนี้กลับไปส่องหาจุดกำเนิดของโลกในเชิงรูปธรรมจึงทำให้อย่างไรก็ไม่สามารถหาคำตอบที่สมบูรณ์ได้ 

สภาพที่ไม่มีเวลา หรืออวกาศเป็นเพียงศูนย์ อะไรที่เป็นตัวทำให้เกิดการเกิด พาลจะนำไปสู่เรื่องของพระเจ้าไปซะทุกทิศทาง

การถัก การทอ ของมิติ ของอนุภาค แรง เวลา และพลังงาน ก่อสร้างออกมาเป็นโลกมนุษย์เป็นเรื่องมหัศจรรย์ แต่ทั้งหมดทั้งมวลล้วนแต่เป็น"สิ่ง" เป็นเพียง"attribute"บางอย่าง  

ในเมื่ออวกาศเป็นเพียงอนุภาคหรือคลื่นบางอย่าง เป็นเพียง"สิ่ง"บางอย่างที่ให้อนุภาคและคลื่นบางอย่างอย่างอื่นแลกเปลี่ยนกันไปกันมา ทั้งหมดทั้งมวลจึงเกือบจะกลายเป็นเหมือนฝัน หากเราเล็กเท่าอนุภาคที่เล็กที่สุดที่ยังคงสภาพความเป็นมวลในกาลอวกาศไว้ได้ เราเกาะขอบของโลกที่คนคิดไว้ว่าเป็นความจริง หากเลยดินแดนอันนั้นไปแล้วจะเป็นอย่างไร

สี แสง ของโลก ภาพของโลกเป็นเรื่องเปราะบาง ปรากฏให้เห็นเฉพาะที่ 

โลกยังมีอื่นๆอีก นอกจากโลกที่เราคุ้นเคยหรือเกิดมาเป็นมนุษย์เพื่อพบเช่นนี้

มีทฤษฎีหรือกฏง่ายๆที่อาจจะเกิดขึ้นจากการทบทวนเรื่องเหล่านี้แล้วนิยามเป็นโครงสร้างของโลกได้ 
คำถามบางคำถามที่ตอบไม่ได้ก็อาจจะตอบได้ในทันที เพียงมองโลกด้วยการเห็นสิ่งต่างๆว่าคือ"ธรรม" 
การค้นหาเรื่องบางเรื่องที่นักคิดนักวิทยาศาสตร์พยายามนำพาไปก็จะถูกเห็นได้อย่างง่ายดายว่าผิดทิศผิดทาง

"โลก" "รูป" "นาม" "ภพ" "การเกิดซ้ำ" เป็นเรื่องที่น่าสนใจ



Create Date : 09 พฤษภาคม 2558
Last Update : 9 พฤษภาคม 2558 1:08:16 น.
Counter : 483 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

HNAP
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



พฤษภาคม 2558

 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
25
26
27
28
29
30
31