บทที่ 85 นินทาอาจารย์ที่ปรึกษา (ii)
"... สำหรับนักศึกษาปริญญาเอกนะ ถ้าอยากทำงานราบรื่น จบเร็ว ก็ควรจะ ... 'คบ' กับอาจารย์ที่ปรึกษา ..."

วิทอดนำเอาคำพูดของเจ๊ใหญ่มาคิดเล่นๆไม่ได้ ...

"แต่อาจารย์ที่ปรึกษาอย่างดร.แฟรงค์นี่จะไหวมั้ยนะ ..."

********************************************************************************

ในที่สุด งานวิจัยที่เขาทำในช่วงท้ายก็ต้องไปเกี่ยวข้องกับดร.แฟรงค์จนได้ โดยเริ่มจากการนำสายพันธุ์ GMO มาเลี้ยง ทำให้เซลล์แตก แล้วเอาไปวิเคราะห์ ... ซึ่งจริงๆแล้ววิธีการทำให้เซลล์แบคทีเรียแตกก็มีหลากหลายวิธี แต่ก็ไม่รู้ทำไมดร.แฟรงค์เลือกใช้ความดัน ...

วิทเพิ่งรู้ในวันนั้นว่าเครื่องเทอะทะเก่าแก่ที่ตั้งให้ฝุ่นจับอยู่ริมหน้าต่างห้องเครื่องมือเป็นเวลาหลายปี เป็นเครื่องที่เรียกว่า French Press ซึ่งเป็นสิ่งที่ดร.แฟรงค์และวิทจะต้องใช้ในครั้งนี้ ...

เซลล์ที่นำมาทำให้แตกนั้นมีปริมาณเล็กน้อยเมื่อเทียบกับกระบอกเหล็กที่ใช้บรรจุ และยิ่งดูเล็กลงไปอีกเมื่อเทียบกับความใหญ่โตอลังการของเครื่องมือทั้งชุด ... เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยก็จะมีการให้ความดันลงไปในกระบอก เซลล์ที่อยู่ภายในก็จะถูกดันออกมาผ่านรูแคบๆทางด้านล่างและแตกออก ... และถ้าเป็นเครื่องมือสมัยใหม่คงใช้พลังงานไฟฟ้า แต่เครื่อง (สมัยเก่า) นี้มีแกนลักษณะเหมือนแม่แรงเอาไว้โยกเพื่อให้เกิดแรงดันภายในกระบอกเหล็ก ...

ด้วยความที่่วิทไม่เคยใช้เครื่องมือนี้มาก่อน ดร.แฟรงค์ก็เลยโยกแกนที่ว่าให้ดูก่อน แล้วก็ถามวิทว่า "จะลองดูมั้ย"

วิทลองทำได้ 3-4 ครั้งก็ต้องถอนใจ "เห็นจะไม่ไหวหละครับ" ว่าแล้วก็ก้มลงมองข้อมือของตัวเอง เทียบกับแขนหนาๆของดร.แฟรงค์ "ไม่งั้นอีกครึ่งชั่วโมงก็คงไม่เสร็จ"

ดร.แฟรงค์ก็ไม่ว่าอะไร กลับไปโยกเครื่องนั้นต่อแต่โดยดี และไม่นานก็เสร็จเรียบร้อย ...

********************************************************************************

หลังจากนั้นก็จะเป็นการวิเคราะห์โดยใช้เครื่องมือทางชีวเคมี ซึ่งวิทก็ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่ายืนดู โดยมีดร.แฟรงค์เป็นคนจัดการกับเครื่องนั้นและคอยอธิบายไปพลางๆ ...

เมื่อเสร็จเรียบร้อยก็จะต้องนำค่าที่ได้จากเครื่องมาคำนวณในคอมพิวเตอร์อีกครั้ง จึงจะได้ตัวเลขออกมา ซึ่งจะเป็นผลที่นำไปเขียนในวิทยานิพนธ์ ...

เมื่อดร.แฟรงค์นำข้อมูลจากห้องแล็บมาวิเคราะห์ที่เครื่องคอมในห้องทำงานของตัวเอง ซึ่งอยู่ถัดจากโต๊ะทำงานของวิทไป วิทเลยลากเก้าอี้ไปนั่งข้างๆเยื้องไปทางด้านหลัง เหมือนว่ากับถ้ามีอะไรให้ช่วย หรือจะอธิบายอะไรก็จะได้สะดวก แต่แล้ว ...

"วิทไปนั่งรอข้างนอก ..." ดร.แฟรงค์พูด แต่น้ำเสียงมึนตึงมาก "ผมไม่ชอบให้ใครมานั่งข้างหลัง ... เดี๋ยวเสร็จแล้วจะปรินท์ผลไปให้"

วิทงงไปนิดหนึ่ง เพราะก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่นาทีก็ยังพูดจากันดีๆอยู่ ก็เลยลากเก้าอี้กลับออกมานั่งรอที่โต๊ะทำงาน แต่ด้วยอารมณ์ที่เริ่มขุ่นมัว อีกไม่นานต่อมาเขาจึงเก็บกระเป๋า และหันไปบอกดร.แฟรงค์ก่อนจะออกจากห้องแล็บด้วยเสียงเรียบๆว่า "ถ้าเสร็จแล้วช่วยวางผลไว้ที่โต๊ะผมด้วยละกัน"

แล้วก็เดินออกไปโดยไม่กล่าวคำอำลาใดๆ ต่างจากที่เคยทำมาทุกเมื่อเชื่อวัน

********************************************************************************

เช้าวันรุ่งขึ้น ก็มีผลการทดลองปรินท์ใส่กระดาษมาวางอยู่ที่โต๊ะทำงานของวิทเรียบร้อย แต่วิทซึ่งยัง "งอน" ดร.แฟรงค์อยู่ ก็ไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ทั้งนั้น รวมทั้งเวลาทักทายกันก็ชัดเจนว่าเป็นไปตามมารยาทมากกว่าอะไรทั้งหมด ...

สถานการณ์อันน่าอึดอัดแบบนี้ดำเนินไปพักใหญ่ แต่วิทก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก เพราะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในห้องแล็บที่อยู่อีกห้องหนึ่ง ส่วนโต๊ะทำงานนี้ในระหว่างนี้ก็มีไว้แค่วางกระเป๋ากับเช็ค email เท่านั้น ... แต่ความที่ ดร.แฟรงค์ ซึ่งโดยปกติเป็นคนที่เป็นมิตรและช่างคุย พอมีคนมาทำท่าตึงใส่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ตัวเองเป็นที่ปรึกษาอยู่ด้วย น่าจะมีความอึดอัดมากขึ้นเป็นเท่าตัว ...

จนกระทั่งเวลาผ่านไปเกือบเดือน ที่ทั้งดร.แฟรงค์และวิทปล่อยให้สภาวะแบบนั้นดำเนินไป ทั้งๆที่ความโกรธความมึนตึงอะไรต่างๆก็ผ่านไปหมดแล้ว เหลือแต่ว่าทั้งสองคนไม่รู้ว่าจะหาทาลงที่จะไม่ทำให้เสียหน้าด้วยกันทั้งสองฝ่ายอย่างไรมากกว่า ... ในที่สุดวิทก็เลยคิดว่าจะต้องทำอะไรซักอย่าง เพื่อจะได้กลับมาคุยกับดร.แฟรงค์เหมือนเดิมให้ได้ (ไม่งั้นเดี๋ยว [เรียน] ไม่จบ ... 555)

********************************************************************************

วันหนึ่งวิทแวะเข้าไปในมหา'ลัยเพื่อเยี่ยมพี่ก้อย ซึ่งเป็นนักศึกษาปริญญาเอกที่ทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับปัญหาโสเภณีในเมืองไทยและกำลังอยู่ในขั้นตอนเขียนเล่มวิทยานิพนธ์ให้เสร็จ ... จนเมื่อวิทกำลังจะลากลับ พี่ก้อยก็เสนอหนังสือให้ยืมเล่มหนึ่ง หลังจากที่วิทบอกว่าช่วงนี้กำลัง "เบื่อๆเซ็งๆ" ...

หนังสือเล่มนั้นเป็นภาษาอังกฤษ แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับโสเภณีในกรุงเทพฯ ซึ่งมีทั้งข้อมูลต่างๆ และบทสัมภาษณ์ แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือปกสีแดง และรูปหน้าปกที่เป็นรูปขาอ่อนผู้หญิงเด่นเป็นสง่ามากกว่าอะไรทั้งหมด ...

เมื่อวิทกลับมาที่ทำงานในวันรุ่งขึ้น เห็นแฟรงค์กำลังนั่งอยู่ภายในห้องทำงาน ก็แกล้งเอาหนังสือเล่มนั้นวางเด่นไว้บนโต๊ะทำงาน โดนจำตำแหน่งที่แน่นอนไว้ด้วย จากนั้นก็หลับไปอยู่ห้องแล็บเกือบทั้งวัน ... จนกระทั่งตอนบ่าย จึงกลับมาที่โต๊ะอีกครั้งหนึ่ง และก็ได้สังเกตว่าหนังสือเล่มนั้นยังคงวางอยู่ที่ (เกือบจะเป็นตำแหน่ง) เดิม ซึ่งก็แสดงว่ามีคนมาหยิบไปดูอย่างระมัดระวัง และพยายามวางกลับไปที่เดิม แต่ไม่มีทางเหมือนเดิม 100% ถ้าไม่ได้จุดตำแหน่งเอาไว้

วิททำท่าไม่รู้ไม่ชี้ แล้วหยิบหนังสือเล่มนั้นมาพลิกอ่านเล่นๆ และแอบชำเลืองหางตาไปทางห้องทำงานของแฟรงค์ ซึ่งก็เห็นว่าทำท่าสนใจอย่างเห็นได้ชัด ...

"วิท ..." เสียงดร.แฟรงค์ดังมาจากข้างใน "หนังสือเล่มนั้นน่ะ ..."

"ทำไมเหรอครับ?" เขาหันไปตอบเรียบๆ แต่ในแววตาคงมีรอยขันที่ปลากินเหยื่อจนได้ ...

เขานึกถึงตอนปีแรก ที่ไปนั่งเรียนกับนักศึกษาปริญญาตรีในมหา'ลัย แล้วมีวิชาหนึ่งที่เรียนกันเกือบร้อยคนในห้องเลคเชอร์ใหญ่ ซึ่งก็เป็นปกติที่นักศึกษามักจะคุยกันจอแจระหว่างรออาจารย์เริ่มสอน ... เมื่ออาจารย์เข้ามาถึงก็ไม่พูดพล่ามทำเพลง เปิดแผ่นใสที่มีเพียงคำว่า "SEX" ตัวใหญ่มหึมาคำเดียวอยู่กลางจอ ซึ่งก็ทำให้ทั้งห้องเงียบสนิทราวกับถูกสาป ... หลังจากนั้นอาจารย์ก็ยิ้ม แล้วบอกว่า "Now, I've got your attention ..." แล้วก็เริ่มการบรรยายไปตามปกติ ท่ามกลางนักศึกษาที่นั่งอึ้งกันไปทั้งห้อง ...

ดร.แฟรงค์ดูเหมือนจะพูดไม่ออกขึ้นมาเฉยๆ จะถามว่าวิทนึกยังไงที่เอาหนังสือเล่มนี้มาอ่าน หรือข้างในนั้นมีอะไรบ้าง ก็คงจะดูสอดรู้เกินไป ... แต่ก็ดูเหมือนจะเก็บอาการอยากรู้ไว้ไม่ไหวจริงๆ แทบไม่ต่างอะไรจากเพื่อนรุ่นเดียวกัน มากกว่าที่จะเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาที่แก่กว่าวิทราวๆ 15 ปี ...

"เพื่อนเพิ่งให้ยืมมาเมื่อเช้า ..." วิทตอบ "เค้าทำวิทยานิพนธ์เรื่องนี้ ... แต่ผมยังไม่ได้อ่านหรอก กะว่าจะเอาไปอ่านที่บ้าน"

วิทอดนึกขำท่าทีของดร.แฟรงค์ไม่ได้ "อยากรู้ซะขนาดนี้ สงสัยคืนนี้คงนอนไม่หลับแน่ๆ"

แต่หลังจากการเหตุการณ์ในวันนั้น วันรุ่งขึ้นเขาและดร.แฟรงค์ ก็กลับมาพูดคุยสนิทสนมกันตามเดิม

********************************************************************************

ตอนที่ดร.แฟรงค์ย้ายมาทำงานที่นี่ใหม่ๆ ก็ยังไม่มีห้องทำงานเป็นส่วนตัว เลยอาศัยนั่งโต๊ะทำงานข้างๆโต๊ะของวิทไปพลางๆก่อน ... จนเมื่อมีคนเก่าลาออกไป ดร.แฟรงค์จึงย้ายเข้าไปอยู่ในห้องนั้นซึ่งก็อยู่ถัดไปอีกนิดหนึ่งแทน ...

เย็นวันหนึ่ง ขณะที่วิทกำลังจดบันทึกผลแล็บประจำวันลงในสมุดโน๊ต เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นในห้องทำงานของดร.แฟรงค์ ซึ่งขณะนั้นเจ้าตัวยังอยู่ในห้องแล็บที่ปลายตึก ... เมื่อคนที่โทรมาวางสายไปเพราะไม่มีคนรับ ไม่ถึงครึ่งนาทีต่อมาเสียงโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างโต๊ะทำงานของวิทก็ดังขึ้นแทนที่

"ฮัลโล" วิทตอบไป

"ฮัลโล ... ขอสายแฟรงค์หน่อย" เสียงนั้นฟังดูเป็นหญิงวัยกลางคน ออกสำเนียงเอเชียใต้ค่อนข้างชัด

"เอ่อ ..." วิทหงุดหงิดเล็กน้อยที่โดนขัดจังหวะในขณะทำงาน และคนที่โทรมาก็รู้อยู่แล้วว่าแฟรงค์ไม่อยู่ในห้อง ก็ยังอุตส่าห์โทรมาเครื่องนอกที่อยู่ห่างกันไม่ถึง 5 ก้าว ... เพื่อ??? ...

"เดี๋ยวไปตามให้แล้วกันนะครับ ..." วิทตัดสินใจ แล้วเดินไปบอกดร.แฟรงค์ที่แล็บ

พอแฟรงค์กลับมารับโทรศัพท์ที่โต๊ะทำงานเดิมของตัวเอง วิทก็ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป แต่ได้ยินเสียงแฟรงค์แว่วๆว่า "เอาไก่ใส่เตาอบ" ... "ตั้งอุณหภูมิที่ ..." ... "ตั้งเวลาไว้ ..."

"ที่แท้ 'คุณนาย' โทรมาถามวิธีอบไก่ นึกว่ามีอะไรสำคัญ" วิทแอบเคืองอยู่ในใจ ...

********************************************************************************

และอีกไม่กี่วันต่อมา ในเวลาเย็นใกล้เลิกงาน ... ดร.แฟรงค์ยังคงอยู่ในห้องแล็บ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกในห้องทำงานที่ไม่มีคนอยู่ แล้วก็ย้ายมาดังที่โต๊ะข้างๆวิทซึ่งกำลังนั่งจดโน๊ต ...

"Déjà vu" วิทนึกในใจ ...

แล้วเหตุการณ์ก็เป็นไปตามเดิม เขาเดินไปตามแฟรงค์มารับโทรศัพท์ แล้วก็กลับมาทำงานต่อ แล้วก็ได้ยินประโยคเดิมๆดังแว่วมา "เอาไก่ใส่เตาอบ" ... "ตั้งอุณหภูมิที่ ..." ... "ตั้งเวลาไว้ ..."

และครั้งนั้นเป็นครั้งสุดท้ายที่คุณนายแฟรงค์จะโทรมาถามวิธีอบไก่ เพราะอีกไม่กี่วันต่อมา เหตุการณ์ต่างๆก็เกิดขึ้นซ้ำอีกรอบ ไม่ต่างจากโพรมีเธียส ที่ถูกเทพเจ้าสาปให้โดนลงโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า ... แต่คราวนี้ วิทเลยตอบไปว่า

"ขอโทษครับ แฟรงค์ไม่อยู่ห้อง" แล้วก็วางสายไปก่อนที่ฝ่ายโน้นจะเอ่ยปากใดๆทั้งสิ้น ... เสร็จแล้วก็รีบเก็บข้าวของกลับบ้าน โดยไม่รอให้เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมาหลอกหลอนอีกต่อไป ...

********************************************************************************

และเรื่องนี้คงจะจบลงไม่ได้ ถ้าไม่ได้พูดถึงป้าแครอลกับเฮเทอร์ ...

มีอยู่ครั้งหนึ่ง นักวิจัยในกลุ่มนี้เกือบ 10 คนก็ไปงานสัมมนากันที่เนเธอร์แลนด์ โดยมีเฮเทอร์ซึ่งเป็นนักศึกษาป.เอก เพียงคนเดียวที่ถูกเกณฑ์ไปด้วย ท่ามกลางนักวิจัย (อาวุโส) ทั้งหลาย ...

และแน่นอนว่าเมื่อเฮเทอร์กลับมา ก็จะต้องมีเรื่องมาเล่าให้มาเรียและวิทฟัง ...

"รู้มั้ยว่าตลอดเวลาที่ไปสัมมนา ได้คุยกับแมทประโยคเดียว ..." [เฮเทอร์มีดร.แมทธิวเป็นที่ปรึกษาหลัก และป้าแครอลเป็นที่ปรึกษาร่วม] เฮเทอร์เล่า "เวลาเจอกันในห้องสัมมนาก็เหมือนคนไม่รู้จักกัน ... จนกระทั่งคืนสุดท้ายที่ทุกคนไปดื่มกันที่บาร์ แล้วไปเจอกันเข้าที่เคาน์เตอร์สั่งเครื่องดื่ม ..."

วิทรู้สึกไม่แปลกใจอะไรเลย เพราะปกติเขาก็คุยกับดร.แมทธิวปีละไม่เกินสองครั้งอยู่แล้ว ...

"แมทก็ทักว่า 'อ้าว เฮเทอร์' ... แค่นั้น แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรกันอีกเลย"

"อย่างนี้แมทคงไม่ได้จ่ายให้ใช่มั้ย" วิทถาม

"เปล่า ... พอได้แก้วแล้วก็เดินออกไปเลย" เฮเทอร์เล่าขำๆ "แล้วก็ตอนนอนน่ะ ต้องแชร์ห้องกับแครอล ... ก็เหมือนกับโรงแรมทั่วไปนะ มีสองเตียงกับห้องน้ำในตัว ...ทีนี้ตอนอาบน้ำ ... "

เฮเทอร์เล่าต่อ เมื่อเห็นมาเรียกับวิทนั่งฟังตาแป๋ว

"ปกติฉันก็เอาเสื้อผ้าเข้าไปเปลี่ยนในห้องน้ำ แล้วก็ใส่ชุดใหม่ออกมาเลย"

"แล้ว?"

"แต่ (ป้า) แครอล ... เวลาเข้าไปก็ปกติดี ... แต่ตอนออกมาดันใส่ชุดชั้นในออกมา แล้วมาแต่งตัวในห้อง ..." เฮเทอร์ทำหน้าพะอืดพะอม เหมือนกำลังมองเห็นป้าแครอลมายืนแก้ผ้าให้ดูตรงหน้า ... ส่วนมาเรียกับวิทพยายามจินตนาการว่าถ้าเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของตัวเองจะเป็นยังไง

"ไม่เห็นจะแปลกอะไร" วิทพูดกลางๆ "เวลาเข้าห้องน้ำที่โรงยิม ก็เดินแก้ผ้ากันไม่ใช่เหรอ ไม่ได้ใส่ชุดชั้นในด้วยซ้ำ"

"แต่นั่นมันคนที่ไม่รู้จัก" เฮเทอร์ตอบ "ไม่ใช่อาจารย์ที่ปรึกษา ... และนับจากนี้ เวลาฉันเจอหน้าแครอล ความรู้สึกคงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป"

และแล้วในนาทีนั้น แฟรงค์ก็เดินเข้ามาในห้องแล็บ ตรงที่กำลังคุยกันอยู่ แล้วบอกว่า "วิท มีโทรศัพท์มา ..."

แต่ยังไม่ทันที่วิทจะพูดอะไร ก็พบว่าตัวเอง เฮเทอร์ และมาเรีย ต่างก็พร้อมใจหัวเราะออกมาโดยไม่ได้นัดหมาย ... และวิทแน่ใจว่าทั้งสามคนคงจินตนาการเห็นภาพเดียวกันคือดร.แฟรงค์ที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จและกำลังเดินออกมาจากห้องน้ำ

สงวนลิขสิทธิ์บทความ ห้ามเผยแพร่ ทำซ้ำ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร



Create Date : 07 ธันวาคม 2554
Last Update : 7 ธันวาคม 2554 0:38:30 น.
Counter : 2071 Pageviews.

1 comments
  
Thanks and keep up the good work.

Best,
TJ
โดย: TJ IP: 178.153.21.181 วันที่: 8 ธันวาคม 2554 เวลา:0:13:16 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Historicus
Location :
นนทบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



คุณพ่อลูกสอง (ตัว)
"Have mercy, O Lord, and strengthen all broken wings." Kahlil Gibran

free counters



Waltz in B minor, Op. 69, No. 2 by Frédéric Chopin
ธันวาคม 2554

 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
All Blog