Group Blog
 
All Blogs
 

ตามไม่ทัน

ปัญหาพิพาทเขตแดน เขมร-ไทย กลายเป็นเรื่องใหญ่โตมโหฬาร เมื่อรัฐบาลกัมพูชาของนายกฯฮุน เซน ยื่นเรื่องร้องเรียนไปถึงยูเอ็นว่าถูกประเทศไทยบุกรุกคุกคามอธิปไตย

ล่าสุด คณะมนตรีความมั่นคงซึ่งมี 5 ชาติพี่เบิ้ม อเมริกา รัสเซีย อังกฤษ ฝรั่งเศส จีน เป็นหัวขบวน ก็เตรียมประชุมฉุกเฉินเพื่อสอบสวนเรื่องนี้โดยเร็ว!!

นี่คือลีลาการทูตของกัมพูชาที่ต้องการ ดึงองค์กรระหว่างประเทศให้เข้ามาช่วยกดดันประเทศไทย

สร้างภาพให้กัมพูชาเป็นฝ่ายถูกข่มเหงรังแก

ป้ายขี้ให้ประเทศไทยกลายเป็นผู้ร้ายในเวทีโลกไปเต็มๆ!!

แค่นี้ยังไม่พอ ยังเตรียมยื่นฟ้องศาล โลกให้ตัดสินปัญหาเขตพื้นที่ทับซ้อนรอบปราสาทพระวิหาร 4.6 ตร.กม. ว่าอยู่ในเขต แดนกัมพูชา? หรือเป็นดินแดนของไทย?

โดยใช้คำพิพากษาศาลโลกเมื่อปี 2505 ที่ตัดสินให้เขมรชนะคดีปราสาทพระวิหารเป็นหลักฐานสำคัญ

แสบริดสีดวงทวารมั้ยล่ะพวกเรา??

ถามว่า ไทยมีหลักฐานอะไรที่จะพิสูจน์ ต่อศาลโลกว่าพื้นที่รอบเขาพระวิหาร 4.6 ตร.กม.อยู่ในเขตแดนของไทย??

หลักฐานสำคัญก็คือ แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาที่ “นพดล ปัทมะ” อดีต รมว. ต่างประเทศ ไปลงนามที่ฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม

แถลงการณ์ร่วมฉบับนี้มีข้อความระบุชัดเจนว่า กัมพูชาจะขึ้นทะเบียนมรดกโลก “เฉพาะตัวปราสาทอย่างเดียว” โดยไม่ ล่วงล้ำดินแดนไทย

และไม่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ทับซ้อนที่ทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้จัดทำหลักเขตแดนอย่างเป็นทางการ

นี่คือหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่าพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร ไม่ได้เป็นของเขมรแน่นอน!!

เพราะถ้าพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม. อยู่ใน เขตกัมพูชาจริง กัมพูชาคงไม่ขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกเฉพาะแค่ตัวปราสาทอย่างเดียว

แต่ต้องรวมพื้นที่รอบตัวปราสาททั้งกระบิขึ้นเป็นมรดกโลกพร้อมกัน!!

น่าเสียดาย ที่แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ฉบับนี้ ต้องเป็น “โมฆะ” ไม่มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ

ก็เท่ากับไทยสูญเสียหลักฐานชิ้นสำคัญที่จะใช้สู้คดี

และถ้าหากประวัติศาสตร์ซํ้ารอย ไทยต้องเสียดินแดนแถมให้เขมรอีก 4.6 ตร.กม.ฟรีๆ

จะเจ็บปวดแค่ไหนโปรดใช้สะดือตรอง??

ความจริงปัญหาเขาพระวิหารอาจไม่ บานปลาย ถ้าไม่ถูกเอาไปขยายผลเป็นประเด็นการเมือง

แต่เมื่อประเด็นปราสาทพระวิหารกลาย เป็นปัญหาระดับอินเตอร์ ไทยกับกัมพูชาในฐานะคู่กรณีก็ต้องสู้กันยิบตา

ล่าสุด กัมพูชาพลิกลิ้นไม่ยอมรับว่าบริเวณรอบปราสาทพระวิหาร 4.6 ตร.กม. เป็นพื้นที่ทับซ้อนของไทย

โกหกหน้าด้านๆ ว่าพื้นที่ตรงนี้ เป็นของเขมรฝ่ายเดียว!!

“แม่ลูกจันทร์” เป็นห่วงว่าเมื่อต้องสู้กันเรื่องเขตแดนทีไร ไทยมักเสียเหลี่ยมเขมรทุกที

เพราะเขมรอ้างแผนที่ฝรั่งเศส-สยาม แต่ไทยอ้างแผนที่แอล 7017 ของ อเมริกา

ในบันทึกข้อตกลงปักปันเขตแดนไทย-กัมพูชา ฉบับล่าสุด พ.ศ. 2543 ซึ่ง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตรรมช.ต่างประเทศ เป็นผู้ลงนามฝ่ายไทย ได้ระบุว่าการจัดทำหลักเขตแดนให้ยึดตามแผนที่ฝรั่งเศส-สยาม (คศ.1904) เป็นแนวทาง

แต่ไม่ได้ระบุแผนที่แอล 7017 ของอเมริกาที่ไทยใช้อ้างอิง!!

ก็เท่ากับเราไปยอมรับแผนที่ฝรั่งเศสของเขมรฝ่ายเดียว

ถ้าเป็นอย่างนี้ ไทยก็เสียเปรียบเขมรตามเคย.

"แม่ลูกจันทร์"




 

Create Date : 25 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 25 กรกฎาคม 2551 9:30:25 น.
Counter : 131 Pageviews.  

ไม่เอา ไม่รับ ไม่ปลื้ม รัฐธรรมนูญ คมช.!

24 มิถุนายน 2550
วันครบรอบ 75ปี ของการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาสู่ระบอบประชาธิปไตย

ถึง เพื่อนๆผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน

ผมมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเขียนข้อความนี้เพื่อส่งสารข้อความให้ทุกท่านที่ผมรู้จัก ได้ทำความเข้าใจกับ ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550 ซึ่งกำลังรอลงประชามติในเร็ววันนี้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังร่างอยู่ฉบับนั้นเกิดขึ้นจากรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นการร่างกฎหมายสูงสุดที่ไม่เป็นไปตามการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เพราะการทำรัฐประหารนั้นเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอย่างร้ายแรงที่สุดในฐานก่อการกบฏ ซึ่งการกระทำนี้มีความผิดมหันต์ โทษถึงประหารชีวิต
เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ซึ่งได้ผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบจากสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งมาจากตัวแทนของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง และรัฐสภาในขณะนั้นได้มีมติผ่านความเห็นชอบ ให้นำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อลงพระปรมาภิไธย ซึ่งต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้มีพระมหากรุณาธิคุณและมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าให้ตราไว้ ณ.วันที่ 11 ตุลาคม 2540 โดยมีพระบรมราชโองการในโอกาสเดียวกันนี้ตอนหนึ่งว่า “ขอปวงชนชาวไทยจงร่วมจิตร่วมใจสมัครสโมสรเป็นเอกฉันท์ ในอันที่จะปฏิบัติตามและพิทักษ์รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนี้” นอกจากนี้ระบอบการปกครองในระบบประชาธิปไตยนี้ยังได้รับพระราชทานมาจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่7 ได้มีพระราชหัตเลขา ไว้ชัดเจนตอนหนึ่งว่า “ ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจโดยสิทธิขาดและโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร ”
ด้วยพระมหากรุณาธิคุณแห่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งทรงพระราชทานประชาธิปไตยให้ปวงชนชาวไทยทุกคน โดยในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 .ในมาตรา3 ระบุว่า “ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ” อันเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าอำนาจอธิปไตยซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดนั้นเป็นของปวงชนชาวไทย แต่อำนาจอธิปไตยดังกล่าวกลับและถูกแย่งยึดไปจากกลุ่มผู้ทำการรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549 ฉะนั้นเพื่อเป็นการรักษาระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข จึงมีเหตุผลที่จะลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2550 โดยผมได้สรุปเหตุผลเพื่อให้ท่านได้ทำความเข้าใจง่ายๆ เพียง 4 ประการ ทั้งๆที่มีเหตุผลเป็นร้อยเป็นพันประการที่จะไม่รับร่างฯนี้ก็ตาม

ประการแรก เพื่อเป็นถวายความจงรักภักดี ในการปกป้องพระเกียรติของพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องด้วยการรัฐประหารครั้งนี้เป็นการหมิ่นพระเกียรติพระองค์ท่านอย่างยิ่ง อันเนื่องจากพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำรัสหลายครั้งเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และพระราชดำรัสองค์สำคัญ ซึ่งมีใจความสำคัญว่า นายกพระราชทาน ไม่เป็นประชาธิปไตย แต่กบฏกลุ่มนี้ยังฝืนพระราชดำรัสเข้ายึดอำนาจของพระองค์ท่านไป โดยขั้นแรก ล้มรัฐบาลในพระปรมาภิไธย และทูลเกล้าเสนอชื่อนายกที่ไม่ได้มาจากเลือกตั้ง ล้มรัฐสภาที่พระองค์โปรดเกล้า และตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และที่เลวร้ายที่สุด และเป็นการละเมิดพระราชอำนาจร้ายแรงที่สุดอย่างไม่มีคณะรัฐประหารชุดไหนเคยทำ คือการแต่งตั้งตุลาการรัฐธรรมนูญด้วยตนเองมาทำหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งในอดีตไม่ว่าจะเกิดการรัฐประหารกี่ครั้ง ก็ไม่เคยมีการแต่งตั้งศาล เพราะว่าศาลนั้นจะพิจารณาคดีในพระปรมาภิไธย ซึ่งเป็นการให้คุณให้โทษ ทุกครั้งจึงต้องมีผู้ได้และเสียประโยชน์จากคำพิพากษา การตั้งศาลจึงเป็นพระราชอำนาจอย่างเด็ดขาดและไม่มีผู้ใดเคยกระทำการอันเลวร้ายที่ละเมิดพระราชอำนาจพระองค์ เช่นกบฏกลุ่มนี้มาก่อน ดังนั้นกบฏกลุ่มนี้จึงเป็นกลุ่มคนที่มีความชั่วช้าเกินกว่าจะให้อภัยได้ เพราะได้ละเมิดพระราชอำนาจฯทั้งสามทาง คือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ จึงเป็นหน้าที่ของเราที่จะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญปี2550นี้
นอกจากนี้หลังจากเข้ายึดอำนาจแล้ว ยังได้ตั้งชื่อกลุ่มรัฐประหารว่า คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งได้สร้างความเข้าใจผิดโดยทั่วไปต่อทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ว่าสถาบันฯเข้าไปเกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร อีกทั้งกลุ่มกบฏได้ฝ่าฝืนพระบรมราชโองการในวันที่ 11 ตุลาคม 2540 ที่โปรดเกล้าให้ว่า “ขอปวงชนชาวไทยจงร่วมจิตร่วมใจสมัครสโมสรเป็นเอกฉันท์ ในอันที่จะปฏิบัติตามและพิทักษ์รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนี้” และยังละเมิดพระราชประสงค์ของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่7 ที่ทรงมอบอำนาจอธิปไตยให้แก่ปวงชนชาวไทย โดยการแย่งยึดอำนาจไปและไม่ฟังเสียงที่แท้จริงของประชาชน การกระทำดังกล่าวจึงถือว่าเป็น กบฏ ตามกฎหมายอาญา มาตรา 113 ซึ่งมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต

ประการที่สอง เป็นการปฏิเสธที่จะรับรองว่าการรัฐประหารเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เนื่องจากการกระทำในวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นการกระทำผิดกฎหมาย หรือเปรียบได้ว่าเป็นการกระทำของโจร หากประชาชนยอมรับร่างรัฐธรรมนูญฯฉบับนี้ ก็คือการรับของโจร ซึ่งถือว่ามีความผิดด้วย เหมือนเป็นการรับของโจรมาและออกใบเสร็จรับรองให้เรียบร้อย และหากประชาชนยอมรับร่างรัฐธรรมนูญฯฉบับนี้ ก็จะเป็นบรรทัดฐานให้ผู้มีอาวุธและมีอำนาจออกมาทำรัฐประหารแย่งยึดอำนาจอธิปไตยไปจากประชาชนอยู่ร่ำไป การลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฯฉบับนี้ จึงเป็นการรักษาระบอบประชาธิปไตยไว้ให้ลูกหลานเราในอนาคต และหากท่านกลัวว่า หากไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฯฉบับนี้แล้ว ก็จะไม่มีประชาธิปไตย ไม่มีการเลือกตั้ง ผมขอเรียนทุกท่านว่าอย่าได้กังวล แม้ว่าประชาชนไทย ไม่ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญฯฉบับนี้ พวกผู้ก่อการรัฐประหารก็ได้เขียนรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 49 ไว้ว่า ให้นำรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งมาแก้ไข และประกาศใช้ในสามสิบวัน นั่นหมายถึงก็จะมีรัฐธรรมนูญปี50 อยู่ดี การไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฯฉบับที่ร่างอยู่นี้ นอกจากเป็นการปฏิเสธการรัฐประหารแล้ว เรายังมีความชอบธรรมที่เราจะแก้ไข หรือยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในอนาคต เพราะประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญ(ที่จะประกาศโดยพวกผู้ก่อการรัฐประหาร หากเราลงมติไม่รับ)แต่อย่างใด ลองคิดดูว่ารัฐธรรมนูญปี 40 ได้ผ่านการพิจารณาร่างขึ้นโดย สสร.ในขณะนั้น กว่า 233วัน ซึ่งเป็นสสร.ที่มาจากทุกภาคส่วนของคนไทย ผ่านการพิจารณาละเอียดยิบทุกมาตราจากรัฐสภา จนถึงได้ทูลเกล้าฯ และได้รับโปรดเกล้า ประกาศใช้ไปแล้วเกือบสิบปี ยังมีปัญหาให้ถกเถียงถึงความเหมาะสมถูกต้อง แต่การร่างรัฐธรรมนูญฯที่ทำอยู่นี้ ใช้เวลาในกรอบเพียงร้อยกว่าวัน ผู้ร่างก็มาจากการแต่งตั้งจากคนกลุ่มเดียว ไม่สามารถสะท้อนความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ จึงไม่สมควรที่จะนำมาบังคับใช้กับประชาชนโดยรวมเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งการลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฯครั้งนี้ ยังเป็นสามารถเพิ่มความกดดันไปถึงกลุ่มผู้ก่อการรัฐประหารให้นำร่าง รธน.ปี 40 มาปรับและประกาศใช้ต่อไป การลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฯฉบับนี้ จึงเป็นการไม่รับของโจร และประกาศว่าประชาชนจะไม่ยอมรับการใช้กำลังทำรัฐประหารอีกต่อไป ซึ่งจะเป็นการรักษาประชาธิปไตยให้ยั่งยืนเป็นสมบัติแก่ลูกหลานเราในอนาคต

ประการที่สาม เพื่อเป็นการปฏิเสธการสืบทอดอำนาจของกลุ่มรัฐประหาร ดังจะเห็นได้ว่าปัจจุบันแม้ยังไม่มีการลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญ และผู้ก่อการรัฐประหารได้เตรียมออกกฎหมายสืบทอดอำนาจ เรียกว่า พ.ร.บ.ความมั่นคงในราชอาณาจักร พ.ศ…………(ผ่านมติ ค.ร.ม.แล้ว) ซึ่งให้อำนาจแก่ ผอ.กอ.รมน.(ผู้อำนวยการ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน) ซึ่งก็คือ ผู้บัญชาการทหารบก ให้มีอำนาจล้นฟ้าล้นแผ่นดิน สามารถจับกุม คุมขัง สอบสวน สั่งฟ้อง ได้โดยเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่ต้องอาศัยองค์กรอื่นๆ และไม่สามารถขัดแย้งได้ โดยคำสั่งของ ผอ.กร.อมน. หรือผู้มีอำนาจ ไม่ถือว่าเป็นคำสั่งทางการปกครอง กล่าวคือผู้เสียหายไม่สามารถฟ้องศาลปกครองได้ (กรณีตัวอย่างล่าสุด อดีต ผบ.ตร. พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ได้รับการคุ้มครองฉุกเฉินจากศาลปกครอง กรณีคำสั่งย้ายไม่เป็นธรรม แต่เมื่อมีกฎหมายนี้ ศาลฯจะคุ้มครองไม่ได้) นอกจากนี้ยังมีความเลวร้ายสุดๆที่ไม่เคยมีในพรบ.ฉบับไหนมาก่อนคือ ให้ผู้เสียหายไม่มีสิทธิ์ฟ้องร้องทั้งทางแพ่งและอาญาแก่ผู้ที่ออกคำสั่งและผู้ปฏิบัติละเมิดต่อผู้เสียหายดังกล่าวได้ ซึ่งเป็นกฎหมายที่เลวทรามและนำประเทศชาติกลับไปสู่ยุคมืดมิดอีกครั้ง นอกจาก พรบ.ดังกล่าวแล้ว ก็เชื่อได้ว่าจะมีกฎหมายสืบทอดอำนาจ และลิดรอนสิทธิ์ของประชาชนอีกมากมายตามมา หากประชาชนเห็นดีเห็นงานกับร่างรธน.โจรฉบับนี้

ประการที่สี่ การลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญโจรนี้ เป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย สันติ อหิงสา และใช้สติในการแก้ปัญหา ไม่ใช้ความรุนแรง ไม่มีการเผชิญหน้า และสามารถผลักดันให้ผู้ก่อการรัฐประหารนำรัฐธรรมนูญปี 40 หรือฉบับอื่นที่เหมะสมมาประกาศใช้ และเป็นไปมิได้ที่จะประกาศรัฐธรรมนูญใหม่ออกมาแล้วแย่กว่าฉบับปี40 หรือแย่กว่าฉบับที่ร่างอยู่ในปัจจุบัน เพราะประชาชนจะไม่ยอมรับเด็ดขาด หรือแม้นว่ารัฐธรรมนูญที่ประกาศโดยกลุ่มรัฐประหารนี้แย่กว่าฉบับที่ร่างโดย สสร.และสนช.ชุดปัจจุบันซึ่งแต่งตั้งโดยกลุ่มรัฐประหารเอง สสร.และสนช.กลุ่มนี้ก็จะออกมาคัดค้านให้ประชาชนเอง (พวกสสร.และสนช.มีอัตตาสูงทั้งนั้น เมื่อร่างตัวเองโดนคว่ำ ย่อมไม่ยอมร่างอื่นง่ายๆ) โดยพวกเราไม่ต้องออกแรงใดๆ เรียกว่าซื้อหนึ่งแต่ได้สอง กดดันตรงๆแก่กลุ่มรัฐประหารให้ประกาศรัฐธรรมนูญใหม่เป็นที่ยอมรับแก่ประชาชน หลังจากนั้น เราค่อยพิจารณาต่อว่าจะดำเนินการอย่างไร หากพอใช้ได้ ก็เลือกตั้งแล้วมาแก้ไขกันอีกที หากใช้ไม่ได้ ผู้คนก็จะมาไล่กบฏออกไปเอง


นี่คือแนวทางต่อสู้กับเผด็จการแบบสันติ อหิงสา ไม่เสียเลือดเนื้อ และแสดงเจตนารมณ์แน่วแน่ว่าจะไม่รับรัฐธรรมนูญโจร และบอกต่อแนวทางต่อคนในครอบครัว เพื่อนๆ และผู้ใกล้ชิด รวมทั้งทุกคนที่รักประชาธิปไตยเพื่อให้การกำจัดการรัฐประหาร และเผด็จการให้หมดสิ้นไปจากสังคมไทยเสียที อย่างไรก็ตามหากเพื่อนๆที่ได้รับข้อความนี้แล้วไม่เห็นด้วยกับผม ผมก็เคารพในความคิดเห็นของท่าน เพราะนี่คือความสวยงามของประชาธิปไตย ครับ

แด่เพื่อนร่วมชาติผู้รักประชาธิปไตยทุกคน


อนึ่งไม่สงวนลิขสิทธิ์ใดๆ ท่านสามารถนำไปใช้ เพิ่มเติม แก้ไขในแนวทางปฏิเสธหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนี้ตามแต่เห็นสมควรได้ทันที

//www.thupload.com/download/a747a041facee35bd3af4807bd134eb3.html




 

Create Date : 24 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 24 กรกฎาคม 2550 12:05:05 น.
Counter : 112 Pageviews.  


Valentine's Month


 
ฉาน
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ฉาน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.