"Rule No.1 is never lose money. Rule No.2 is never forget rule number one.", Warren Buffett
Group Blog
 
All Blogs
 

Money Channel file January

ของTisco วันที่ 25 jan

//www.4shared.com/document/BczRguu6/Money_Ch25_Jan.html

วันที่ 27 Jan

//www.4shared.com/document/X7Vn_5Sy/M-Channel_27.html

ขอบคุณและcreditให้ทีมงานMoney channel ครับ




 

Create Date : 27 มกราคม 2554    
Last Update : 27 มกราคม 2554 23:47:49 น.
Counter : 335 Pageviews.  

วอเร็น บัฟเฟตต์ ข้างบ้าน กับ วอเร็น บัฟเฟตต์ ตัวจริง

โลกในมุมมองของ Value Investor 27 พฤษจิกายน 2553

ในช่วงที่ตลาดหุ้นเป็นกระทิงยาวนานนั้น ปรากฏการณ์อย่างหนึ่งที่เรามักพบเห็นเสมอก็คือ มีนักลงทุนจำนวนไม่น้อยที่สามารถทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำจากตลาดหุ้น ผลตอบแทนที่พวกเขาได้รับนั้น หลาย ๆ คนสามารถทำได้สูงลิ่วอย่างไม่น่าเชื่อ จำนวนไม่น้อยสูงยิ่งกว่า วอเร็น บัฟเฟตต์ ไม่ว่าจะวัดกันในช่วงเวลาไหนในเวลาที่เท่า ๆ กัน ตัวอย่างเช่น นาย ก. ลงทุนมา 10 ปี ผลตอบแทนเฉลี่ยแบบทบต้นที่ทำได้สูงถึงปีละกว่า 40% ในขณะที่บัฟเฟตต์เองนั้น ไม่เคยทำได้ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่พอร์ตเขายังเล็กที่การสร้างผลตอบแทนสูงยังทำได้ง่าย หรือในช่วง “ยุคทอง” ไหนของบัฟเฟตต์ก็ตาม ว่าที่จริงปีที่บัฟเฟตต์ทำผลตอบแทนได้ถึง 40% นั้นก็มีไม่เกิน 10 ปีในช่วงเวลากว่า 50 ปีของชีวิตการลงทุนของบัฟเฟตต์ ดังนั้น ถ้าจะวัดกันที่ผลการลงทุนเป็นเปอร์เซ็นต์แบบทบต้นต่อปีแล้ว คนที่ทำได้สูงกว่า วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้น มีไม่น้อย เพียงแต่ว่าชื่อเขาอาจจะไม่เป็นที่รู้จักยกเว้นในกลุ่มคนเล็ก ๆ ที่เกี่ยวข้องมีความสัมพันธ์กันอยู่ คนเหล่านี้ บางที เราก็เรียกกันว่า “วอเร็น บัฟเฟตต์ ข้างบ้าน” อย่างไรก็ตาม ระหว่าง วอเร็น บัฟเฟตต์ ข้างบ้าน กับ วอเร็น บัฟเฟตต์ ตัวจริง นั้น มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญที่เราควรรู้

ข้อแรก ก็คือ ระยะเวลาการลงทุนของ “วอเร็น ข้างบ้าน” นั้น มักจะสั้นกว่ามาก ส่วนมากก็มักจะไม่เกิน 10 ปี ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ส่วนใหญ่อาจจะลงทุนมาแค่ 5-6 ปี แต่ผลตอบแทนอาจจะสูงกว่าที่บัฟเฟตต์ทำได้ในเวลา 10 ปี พูดง่าย ๆ บัฟเฟตต์นั้น “ชิดซ้าย” ไปได้เลย อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนที่ทำได้สูงลิ่วนั้น ส่วนมากมาจากเงินต้นจำนวนที่ค่อนข้างต่ำ ดังนั้น พวกเขาก็ยังมักจะไม่รวยมาก แม้ว่าบางคนก็อาจเข้าข่าย “เศรษฐี” ย่อย ๆ ได้เหมือนกัน

ข้อสอง ผลตอบแทนของ วอเร็น ข้างบ้าน ที่ทำได้สูงลิ่วนั้น มักจะทำได้ในช่วงที่ตลาดหุ้นบูมมากและต่อเนื่องยาวนาน ถ้าจะมีการปรับตัวก็เป็นการปรับตัวในระยะเวลาสั้น ๆ ถ้าคิดถึงตลาดหุ้นไทยก็คือช่วงเวลานี้ที่ดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องมานับสิบปีแล้วหลังจากวิกฤติในปี 2540 ที่ดัชนีหุ้นเคยตกต่ำลงไปเหลือแค่ 200 จุดต้น ๆ จนถึง 1,000 จุดในช่วงนี้ ในขณะที่ บัฟเฟตต์ ตัวจริงนั้น ผ่านสถานการณ์ตลาดหุ้นมาทุกสถานการณ์ ตั้งแต่ดีสุดถึงร้ายสุด ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี

ข้อสาม ผลตอบแทนของ วอเร็น ข้างบ้าน ปีต่อปี นั้น มักจะไม่สม่ำเสมอ บางปีก็ได้ไม่มากและบางปีอาจจะถึงกับขาดทุน แต่ในบางปีโดยเฉพาะในปีท้าย ๆ ของการวัดผลงานนั้น พวกเขามักทำผลตอบแทนได้อย่างมโหฬารคิดเป็นหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งทำให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงลิ่ว ในขณะที่ วอเร็น ตัวจริง นั้น ผลตอบแทนค่อนข้างสม่ำเสมอ น้อยครั้งที่พอร์ตของเขาจะขาดทุน ในช่วงเวลากว่า 50 ปี เขาเคยขาดทุนไม่น่าจะเกิน 5 ปี นี่เป็นการแสดงให้เห็นว่า การลงทุนของบัฟเฟตต์ตัวจริงนั้นมีความเสี่ยงต่ำกว่ามาก

ข้อสี่ หุ้นที่ บัฟเฟตต์ ข้างบ้าน ลงทุนนั้น มักจะเป็นหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมที่กำลังร้อนแรง หรือเป็นหุ้นที่มีการเก็งกำไรร้อนแรง ซึ่งทำให้ได้ผลตอบแทนสูงลิ่วในระยะเวลาสั้น ๆ ในขณะที่หุ้นที่ บัฟเฟตต์ ตัวจริง ลงนั้น มักจะเป็นหุ้นในอุตสาหกรรมปกติที่มีความได้เปรียบที่ยั่งยืน มีผลประกอบการดี และให้ผลตอบแทนที่สูงสม่ำเสมอต่อเนื่องยาวนาน

ข้อห้า วอเร็น ข้างบ้าน นั้น มักจะมีการซื้อขายหุ้นในระยะเวลาที่สั้น โดยทั่วไปมักจะถือหุ้นเฉลี่ยไม่เกินหนึ่งปี พวกเขาทำกำไรโดยการ “หมุนหุ้น” ซื้อหุ้นที่มีโอกาสดีดตัวอย่างแรงจากปัจจัยบางอย่าง เมื่อหุ้นขึ้นถึงจุดหนึ่งก็ขาย แล้วไปจับหุ้นตัวใหม่ที่น่าจะมี “Upside” หรือโอกาสในการวิ่งขึ้นสูงกว่า ในขณะที่ บัฟเฟตต์ ตัวจริง นั้น ซื้อหุ้นแล้วแทบไม่ขาย ปล่อยให้ผลตอบแทนของหุ้นโตตามผลประกอบการของบริษัท

ข้อหก ในแง่ของจำนวนหุ้นที่ถือในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ บัฟเฟตต์ ข้างบ้าน มักลงทุนตามแบบ บัฟเฟตต์ ตัวจริง นั่นก็คือ ถือหุ้นน้อยตัวหรือลงทุนแบบ Focus เพียงแต่ว่า วอเร็น ข้างบ้าน นั้น มักจะถือหุ้นน้อยตัวยิ่งกว่า หลายคนถือหุ้นเพียงตัวเดียวหรือสองสามตัวในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ หรือหุ้นตัวสองตัวก็คิดเป็น 80-90% ของพอร์ตไปแล้ว ในขณะที่ บัฟเฟตต์ ตัวจริง นั้นน้อยครั้งที่เขาจะมีหุ้นตัวใดตัวหนึ่งคิดเป็น 40-50% ของพอร์ต และนั่นคือช่วงเวลาที่พอร์ตของเขายังไม่ใหญ่มาก ในช่วงปัจจุบัน ผมคิดว่าหุ้นแต่ละตัวน่าจะมีมูลค่าไม่เกิน 10-20% ของพอร์ตของบัฟเฟตต์

ข้อเจ็ดและเป็นข้อสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือ ในกรณีของ บัฟเฟตต์ ข้างบ้าน นั้น กำไรหรือผลตอบแทนที่ทำได้สำหรับบางคนก็เป็น “กระดาษ” นี่คือกรณีที่มีการแสดงผลการลงทุนของพอร์ตที่ไม่ได้ใช้เงินจริงแต่เป็นการ “แข่งขัน” ลงทุนระยะยาวตามเวบไซ้ต์ในต่างประเทศ ในกรณีแบบนี้เจ้าตัวอาจจะไม่ได้ลงเงินจริง ๆ ก็ได้ และสำหรับนักลงทุนที่ลงทุนจริง ๆ คนส่วนมากก็มักจะไม่ได้เก็บสถิติอย่างละเอียดถี่ถ้วน และมักจะมีการเติมเงินและถอนเงินเป็นระยะ ดังนั้น ผลตอบแทนที่อ้างว่าทำได้ก็อาจจะไม่ถูกต้อง เหนือสิ่งอื่นใด ข้อมูลผลตอบแทนที่มีการอ้างถึงก็ไม่มีหลักฐานชัดเจนและเป็นข้อมูลที่เปิดเผยพิสูจน์ได้ ตรงกันข้าม ในกรณีของ บัฟเฟตต์ ตัวจริง นั้นผลตอบแทนที่ทำได้เป็น “ข้อมูลสาธารณะ” ที่เขาต้องประกาศทุกปีในฐานะห้างหุ้นส่วนและต่อมาเป็นบริษัทมหาชน

กล่าวโดยสรุปสำหรับความแตกต่างระหว่าง วอเร็น บัฟเฟตต์ ตัวจริง กับ วอเร็นบัฟเฟตต์ ข้างบ้าน ก็คือ วอเร็น ตัวจริง นั้น เขาประสบความสำเร็จในฐานะที่เป็นนักลงทุนระยะยาวที่เน้นการลงทุนในหุ้นของกิจการที่มีผลประกอบการที่ดีสม่ำเสมอและปลอดภัยจริง ๆ ในทุกสถานการณ์ เขาไม่เก็งกำไรและมีการกระจายความเสี่ยงโดยการถือหุ้นในระดับที่เหมาะสมไม่น้อยหรือมากตัวเกินไป ในขณะที่ วอเร็น ข้างบ้านนั้น ถึงแม้ว่าพวกเขาจะทำผลงานได้ดีเท่าหรือเหนือกว่าบัฟเฟตต์ตัวจริง แต่ความเสี่ยงก็สูง จำนวนมากนั้นมีลักษณะแบบนักเก็งกำไร ในสถานการณ์ที่ตลาดหุ้นบูมปัญหาก็ไม่มี อย่างไรก็ตาม โชคอาจจะไม่ดีเสมอไป ดังนั้น เมื่อมาถึงจุดที่ตลาดไม่เอื้ออำนวย ผลงานของบัฟเฟตต์ ข้างบ้าน ก็มักจะด้อยลงไปมาก เช่นเดียวกัน พอร์ตที่ใหญ่ขึ้นมากก็มักไม่เอื้อให้ บัฟเฟตต์ ข้างบ้าน สามารถดำเนินกลยุทธ์เดิม ๆ ได้ง่าย และนั่นเป็นเหตุให้ วอเร็น บัฟเฟตต์ ข้างบ้าน ส่วนใหญ่ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนสูงแบบเดิมต่อไปได้นานพอที่จะทำให้เขารวยมากจนเป็นที่สังเกตของคนในสังคมวงกว้างได้

ที่มา: oatty@ThaiVI

//board.thaivi.org/viewtopic.php?f=7&t=45348




 

Create Date : 26 ธันวาคม 2553    
Last Update : 26 ธันวาคม 2553 2:39:46 น.
Counter : 381 Pageviews.  

ดูกระแสเงินสดง่ายๆ

technique ดูแบบง่ายๆ ที่ผมใช้ในการวิเคราห์ Cash flow statement
ในหน้า Cash flow statement จะประกอบไปด้วย Operation, Investing, Financing

แบ่งเป็น 8 Models ง่ายคือ

Operating (O)
Investing (I)
Financing(F)

ต้องมองตัวเองเป็นที่ตั้ง ว่าเงินได้มาหรือใช้ไป และดูที่บรรทัด Net cash from (+,-)

1= O มีกำไร, I ขายสินทรัพย์ในส่วนลงทุนออกไป, F มีการกู้ยืมเงินเพิ่มเติม

2= O มีกำไร, I ขายสินทรัพย์ในส่วนลงทุนออกไป, F มีการจ่ายออกไป (จ่ายคืน Bank หรือ Dividend)

3= O มีกำไร, I มีการลงทุนเพิ่มเติม, F มีการจ่ายออกไป (จ่ายคืน Bank หรือ Dividend)

4= O มีกำไร, I มีการลงทุนเพิ่มเติม, F มีการกู้ยืมเพิ่มเติม

5= O ผมประกอบการติดลบ, I ขายสินทรัพย์ในส่วนลงทุนออกไป, F มีการจ่ายออกไป (จ่ายคืน Bank หรือ Dividend)

6= O ผมประกอบการติดลบ, I มีการลงทุนเพิ่มเติม, F มีการกู้ยืมเพิ่มเติม

7= O ผมประกอบการติดลบ, I ขายสินทรัพย์ในส่วนลงทุนออกไป, F มีการกู้ยืมเพิ่มเติม

8= O ผมประกอบการติดลบ, I มีการลงทุนเพิ่มเติม, F มีการจ่ายออกไป (จ่ายคืน Bank หรือ Dividend)

อันนี้เป็นตัวอย่างให้ดูคร่าวเพื่อประกอบเท่านั้น ต้องดูรายละเอียดด้านในอย่างละเอียดอีกทีนะครับ

ยกตัวอย่าง บาง Model เช่น
model 2 บริษัทค่อนค่างจะเป็น Maturity stage เนื่องจาก บริษัททีกำไรจากผลประกอบการ, อาจจะมีการขายสันส่วนของการลงทุนออกไป, จ่ายเงินคืน Bank หรือผู้ถือหุ้น

model 4 บริษัท อยู่ใน ช่วย High Growth เนื่องจาก บริษัททีกำไรจากผลประกอบการ, จ่ายเงินลงทุนเพิ่ม, กู้ยืมจาก Bank เพิ่มเติมเพื่อต้องการเงิน ( กลุ่มนี้ต้องดูเรื่องความเสี่ยงเกี่ยวกับหนี้สิน และ Growth Rate ว่าเหมาะสมหรือไม่)

model 6 บริษัทผลประกอบการเป็น ลบ อาจจะลงทุน แล้วยังไม่คืนทุน, และยังคงมีการลงทุนเพิ่มเติม, กู้ยืมจาก Bank เพิ่มเติมเพื่อต้องการเงิน ในกลุ่มนี้ เป็นเหมือน Question mark ใน BCG Matrix ครับ

ที่ยกตัวอย่างนี้เป็นแบบคร่าวๆ เพื่อใช้ประกอบการลงทุน อย่างน้อยเวลาดูพอจะได้ Idea บ้างว่า บริษัทที่ดูอยู่มีแนวโน้วยังไง กิจกรรมการลงทุนเป็นอย่างไร บ้างครับ

ที่มา wongves@ThaiVI

//board.thaivi.org/viewtopic.php?f=1&t=45295


-------------------------------------------------------------


งบกระแสเงินสดนั้นจะเป็นงบที่แสดงการได้รับเงินสดและการใช้จ่ายเงินสดของกิจการ

งบกระแสเงินสดนั้นจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนตามกิจกรรมต่างๆของกิจการ ประกอบด้วย

1. กิจกรรมดำเนินงาน จะเป็นรายการที่เกี่ยวกับการดำเนินการตามปรกติของกิจการ ดังนั้นรายการนี้จะสามารถบอกเราได้ว่ากิจการนั้นดำเนินธุรกิจแล้วมีเงินสดรับมากกว่าจ่าย หรือว่าจ่ายมากกว่ารับ

2. กิจกรรมการลงทุน จะเป็นรายการที่เกี่ยวกับการลงทุนในสินทรัพย์ทั้งที่มีตัวตนและไม่มีตัวตน เช่น สิทธิบัตรต่างๆ และรายการที่ขายสินทรัพย์ทั้ง 2 ประเภท

3. กิจกรรมเกี่ยวกับการเงิน ทั้งการเพิ่มทุนจดทะเบียน การกู้ยืม/ชำระหนี้เงินกู้ยืม การจ่ายเงินปันผล

ดังนั้นการวิเคราะห์งบกระแสเงินสดจะสามารถบอกเราได้ว่า สถานะของบริษัทนั้นอยู่ในประเภทใด

1. ถ้าบริษัทมีเงินสดรับจากกิจกรรมทางการเงิน เช่น การเพิ่มทุน การกู้ยืม และบริษัทมีเงินสดจ่ายในกิจกรรมการลงทุน แสดงว่าบริษัทยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น การดำเนินงานยังไม่สามารถหาเงินสดได้เพียงพอในการขยายการลงทุนที่ยังคงมากอยู่

2. ถ้าบริษัทมีเงินสดรับจากกิจกรรมดำเนินงาน และมีเงินสดจ่ายในกิจกรรมการลงทุน แสดงว่าบริษัทอยู่ในสถานะการเติบโต ธุรกิจของบริษัทสามารถหาเงินสดได้แล้ว แต่ยังคงมีภาระที่จะขยายการลงทุนอยู่

3. ถ้าบริษัทมีเงินสดรับจากกิจกรรมดำเนินงาน และมีเงินสดจ่ายในกิจกรรมทางการเงิน เช่น ชำระหนี้เงินกู้ แสดงว่าบริษัทอยู่ในสถานะที่โตเต็มที่ ไม่มีภาระที่จะขยายการลงทุนเพิ่มเติม

4. บริษัทจะมีเงินสดรับจากกิจกรรมดำเนินงาน และมีเงินสดจ่ายในกิจกรรมทางการเงิน คือ การจ่ายเงินปันผล แสดงว่าบริษัทอยู่ในสถานะ ห่านทองคำครับ คือบริษัทสามารถหาเงินสดจากการดำเนินงานได้ อีกทั้งยังไม่มีภาระการใช้เงิน ไม่ว่าจะเป็นการขยายการลงทุนหรือการชำระหนี้เงินกู้ บริษัทจึงมีเงินสดเหลือที่จะจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น

แล้วหุ้นที่เพื่อนๆลงทุนอยู่ในตอนนี้จัดอยู่ในประเภทไหนครับ

ที่มา:chatchai@ThaiVI

//board.thaivi.org/viewtopic.php?f=35&t=1096




 

Create Date : 26 ธันวาคม 2553    
Last Update : 26 ธันวาคม 2553 2:09:30 น.
Counter : 798 Pageviews.  

วันนี้HoonDDขยายเพิ่ม ที่ hoondd.wordpress.com

วันนี้HoonDDขยายเพิ่ม ที่ hoondd.wordpress.com
Follow ที่ได้ที่ Twitter: HoonDD
อย่าลืมแวะชมนะครับ




 

Create Date : 24 ธันวาคม 2553    
Last Update : 24 ธันวาคม 2553 18:51:30 น.
Counter : 231 Pageviews.  

Basic rules of volume

basic rules of volume

จากหนังสือ Timing the Market
ได้เขียนอธิบายเรื่อง Volume ไว้ว่า

The basic rules of the volume analysis are as follows :
1. When prices are rising and volume is increasing, the present trend will continue, i.e., the price will continue to rise.

เมื่อราคาเพิ่มโดยที่วอลุ่มเพิ่มขึ้นด้วย ราคาก็มีแนวโน้มที่จะขึ้นต่อ

2. When prices are rising and volume is decreasing, the present trend is not likely to continue, i.e., the price will rise decelerate and then turn downward.

ในขณะที่เมื่อราคาเพิ่มแต่วอลุ่มหาย หุ้นมันจะขึ้นแต่ไม่ขึ้นจริง จึ้นเพื่อหรอกแมงเม่าไปติดดอย ฮ่าๆๆ

3. When prices are falling and volume is increasing, the present trend will continue, i.e., prices will continue to fall.

กลับกันถ้าราคาลงแล้ววอล่มเพิ่มเข้ามาเยอะๆ เนี่ย มันจะเป็นการยืนยันครับว่าลงจริงๆ

4. When prices are falling and volume is decreasing, the present trend is not likely to continue, i.e., the prices decline will decelerate and then prices will turn upward.

ถ้าราคาลงแล้ววอลุ่มน้อยด้วย มันอาจจะเป็นจุดกลับตัวเปลี่ยนเป็นขาขึ้น

5. When volume is not rising or falling, the effect on price is neutral.

แต่ถ้าวอลุ่มไม่ค่อยมีราคาก็ไม่ค่อยไปไหน ออกทาง sideway

ที่มา natapolsri@Pantip

//www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I10051766/I10051766.html




 

Create Date : 22 ธันวาคม 2553    
Last Update : 24 ธันวาคม 2553 17:28:30 น.
Counter : 357 Pageviews.  

1  2  3  4  5  

nat_v
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




ถ้าชอบ blog นี้อย่าลืม Subscribe RSS Feed
ผมนะครับ จะพยายาม update ให้บ่อยมากที่สุด

เครื่องที่ใช้ Test: iPhone 3Gs / iTouch 2G
ไม่ Jail Break
Friends' blogs
[Add nat_v's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.