space
space
space
 
เมษายน 2561
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
space
space
12 เมษายน 2561
space
space
space

เรื่องของผม.... ส่วนตั๊ว - ส่วนตัว


ครั้งหนึ่งในชีวิตบน “ภูกระดึง”

สถานที่ : อุทยานแห่งชาติภูกระดึง, จังหวัดเลย (ความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,288 เมตร)
กำหนดการเดินทาง : ออกเดินทางเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2542 (ใช้เวลาทั้งหมด 5 วัน)
ผู้ร่วมเดินทาง : 2 คน

     ว่างเว้นจากการเดินทางไปพักผ่อนครั้งสุดท้ายของผมมาไม่นาน ความทรงจำถึงบรรยากาศ 
ที่บริสุทธิ์สดชื่นความสวยงามของป่าเขาและสัตว์ป่าที่ทำให้ผมหลงใหลกลับมาเป็นตัวกระตุ้น
ความรู้สึกให้ผมต้องละทิ้งภาระหน้าที่การงานลงชั่วคราวอีกครั้งเพื่อเตรียมพร้อมที่จะออกเดิน
ทางโดยทันที  ผมและเพื่อนผู้รู้ใจเคยคิดกันไว้ว่า ในชีวิตนี้(โดยเฉพาะตัวผมเอง)ต้องหาโอกาสมา
เที่ยวที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึงให้ได้ก่อนที่สังขารจะไม่เอื้ออำนวย เราเลือกที่จะออกเดินทาง
วันเสาร์เพื่อที่จะได้ไม่ต้องไปแข่งกันเที่ยวแข่งกันนอนกับเพื่อนๆนักเดินทางทั้งหลาย ตามหมาย
กำหนดการครั้งนี้เราจะเดินทางขึ้นภูกระดึงในรุ่งเช้าของวันอาทิตย์ที่ 21 พฤศจิกายน 2542
และจะใช้เวลาท่องเที่ยวบนภูฯ ทั้งหมด 5 วัน  การเดินทางครั้งนี้เราเลือกที่จะเดินทางกันแบบสบาย
ที่สุดเท่าที่จะทำได้เพราะเราทราบกันดีถึงชื่อเสียงของความยากลำบากในการเดินทางขึ้นภูกระดึง
 ผมจึงเลือกใช้บริการของการบินไทยโดยจุดหมายปลายทางอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น เราเข้าพักที่โรงแรม
โซฟิเทลฯ ในช่วงบ่ายของวันเสาร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2542 เราทั้งสองพยายามที่จะพักผ่อนกันให้มาก
ที่สุด แต่เนื่องจากแปลกที่แปลกตาทั้งผู้คนและสถานที่จึงทำให้เราอดใจที่จะไปเดินเที่ยวชมสภาพ
ตัวเมืองและลองชิมรสชาติอาหารพื้นเมืองของภาคอีสานไม่ได้ กว่าจะได้เข้านอนหลับจริงๆก็เกือบ
เที่ยงคืนจนได้.  

วันแรกของการเดินทาง (21/11/42)
เช้าวันรุ่งขึ้นผมออกเดินทางจากโรงแรมที่พักด้วยรถตู้ของโรงแรมฯเวลาประมาณ 7.30น. เราเช่าเหมารถตู้ให้ไปส่งและมารับ ตลอดทางที่รถวิ่งไปยังจุดหมายปลายทางที่ทางขึ้นหรือตีนภูกระดึงผมและเพื่อนซึ่งเป็นผู้เดินทางในครั้งนี้เพียงสองคนพยายามที่จะนอนหลับในรถมาตลอดทางแต่ก็ไม่สามารถหลับได้เพราะอาการตื่นเต้นดีใจที่เราได้มีโอกาสละทิ้งหรือหลบหนีจากหน้าที่การงานและความวุ่นวายของสังคมเมืองเพื่อมาค้นหาความสงบสุขจากธรรมชาติให้แก่จิตใจของเรา ถึงแม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆก็ตาม  รถตู้ของโรงแรมฯพาเรามาถึงยังจุดหมายโดยปลอดภัยเมื่อเวลาประมาณ 9.30 น. เราขนสัมภาระทั้งหมดลงและตรงดิ่งมายังจุดชั่งน้ำหนักสัมภาระของทางเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ที่ได้จัดไว้ให้บริการแก่นักท่องเที่ยว

หลังจากที่ได้นัดหมายกับสารถีคนเก่งของเราเพื่อให้มั่นใจได้ว่าเขาจะต้องมารับเรากลับตรงตามวันเวลา
ที่ได้ตกลงกันไว้แล้ว ผมและเพื่อผู้รู้ใจเดินมาตรวจดูสัมภาระของเราที่นำมาทั้งหมดเพื่อเตรียมจัดขึ้น
ชั่งน้ำหนักและมอบให้ลูกหาบจัดรวบรวมสำหรับการเตรียมขนสำภาระของเราขึ้นไปยังยอดภูกระดึง
 สัมภาระของผมประกอบไปด้วย กระเป๋าใส่เสื้อผ้า 1 ใบ(ใหญ่), กระเป๋าบรรจุอุปกรณ์สำหรับการพักแรม
ในป่าประกอบไปด้วย เต๊นท์, ถุงนอน, ตะเกียง, เตาแก๊ส, หม้อ-จาน-ชามและอีกมากมาย ซึ่งขนาดของ
กระเป๋าใหญ่ไม่น้อยไปกว่ากระเป๋าเสื้อผ้าเท่าใดนัก แถมยังตามด้วยกระเป๋าขนาดกลางและขนาดเล็กๆ
อีก 3 ใบที่บรรจุแน่นไปด้วยของกระจุกกระจิกต่างๆรวมน้ำหนักทั้งหมดแล้วได้ประมาณ 50 กิโลกรัม
 ผมตกลงเหมาจ่ายเงินไป 500 บาทถ้วนสำหรับค่าน้ำหนักสัมภาระที่ต้องจ้างลูกหาบแบกขึ้นไปทั้งหมด ยังไม่รวมเป้สะพายหลังขนาดเขื่องๆของผมอีก 1 ใบที่ผมหวงแหนและยืนกรานว่าผมจะเป็นผู้แบก
ติดหลังขึ้นไปด้วยตัวเองแม้ว่าลูกหาบจะแนะนำเราด้วยความเป็นห่วงว่าให้เรามอบให้แก่เขาเพื่อ
เป็นผู้นำขึ้นไปให้ก็ตาม  เมื่อสัมภาระและค่าใช้จ่ายสำหรับลูกหาบได้ตกลงและจัดการเป็นที่เรียบร้อย
แล้วก็ถึงเวลาที่เราจะได้เริ่มต้นการเดินทางเพื่อตามหาความสุขสดชื่นในครั้งนี้ 

ผมเริ่มต้นออกเดินทางขึ้นภูฯ โดยเราเดินผ่านกลุ่มลูกหาบที่นั่งรอนักท่องเที่ยวอยู่ตลอดข้างทางเดิน
 หลายๆคนทักทายเราและส่งยิ้มให้เราทั้งสอง ผมอดที่จะยิ้มตอบไม่ได้พร้อมๆกับความตื่นเต้นดีใจ
และเต็มไปด้วยความสุขที่เราไม่ได้มีโอกาสพักผ่อนแบบนี้มานานมากแล้ว เราเดินมาเรื่อยๆจนกระทั่ง
พบลูกหาบคนที่เราว่าจ้างไว้แล้ว ผมประหลาดใจที่เขายังนั่งกึ่งนอนมวนบุหรี่สูบอยู่อย่างสบายใจ
โดยไม่มีทีท่าว่าจะออกเดินทางเพื่อขนสำภาระของเราขึ้นไปส่งยังจุดหมายตามที่ตกลงกันไว้แล้ว
 ผมจึงสอบถามออกไปว่า(ด้วยความเป็นห่วงสัมภาระของเราทั้งสอง) ”อ้าว… ทำไมเรายังไม่ออกเดินทางอีกล่ะ เราควรจะขึ้นไปพร้อมๆกันเลยน่ะ” แต่คำตอบที่ผมได้รับกลับมาคือ ”นายขึ้นไปก่อนได้เลยครับ เดี๋ยวอีกประมาณสองชั่วโมงผมถึงจะออกเดินทางและจะตามไปทันเอง” เอาล่ะสิ…นี่มันอะไรกัน 
ผมมองหน้าเจ้าลูกหาบคนนั้นอย่างงงๆ และไม่อยากเชื่อในคำพูดที่ได้ยิน ก็ใจคอมันจะต่อเวลาให้ผม
ล่วงหน้าตั้งสองชั่วโมงเลยหรือไง ? นี่เป็นการดูถูกลูกผู้ชายอย่างเรานี่หว่า คงคิดว่าคนกรุงฯอย่างเรา
 “บ่มีไก๊” รู้จักเราน้อยไปแล้วเดี๋ยวจะพิสูจน์ให้สูเจ้าดูว่าเราก็เป็นหนึ่งในเมืองกรุงฯเหมือนกัน ผมพูดตอบ
ปนหัวเราะไปว่า ”เออ.. แล้วเราคงจะได้เจอกันระหว่างทางน่ะ” (นั่น…ว่าเข้าไปนั่นเลยเรา)  ผมเริ่มเดิน
ขึ้นภูฯมาเรื่อยๆ ตลอดหนึ่งร้อยเมตรแรกผมเดินอย่างกระฉับกระเฉงและรวดเร็วโดยใช้เวลาไปไม่นาน
ประมาณสิบห้านาที ผมก็ขึ้นมาถึงจุดพักแรกของการเดินทาง อาการรีบเดินขึ้นที่สูงด้วยความสนุกและ
มั่นใจเกินร้อยในพละกำลังของตัวเองก็เริ่มส่งผลให้เห็นกับร่างกาย เหงื่อเริ่มออกท่วมตัวประกอบกับ
ใส่เสื้อกันหนาวชนิดสวมหัวคลุมทับเสื้อยืดข้างใน จึงทำให้รู้สึกร้อนทั้งๆที่อากาศภายนอกกำลังเย็นสบาย เอาล่ะสิ… ผมเริ่มรู้สึกหายใจไม่ทันและมึนงง สีหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นขาวซีดโดยไม่ต้องทาครีม เพื่อนผมเริ่มผิดสังเกตุในตัวผม ตลอดจนแม่ค้าขายเครื่องดื่มริมทางเดินทุกคนตกใจกับอาการของผม ผมได้ยินเสียงแว่วๆมาไกลๆตามสายลมคล้ายๆกับเสียงคนร้องเรียกชื่อผมและต่อจากนั้นผมรู้สึกเหมือนว่าตัวผมกำลังถูกมือของใครบางคนมาเขย่าตัวผมอย่างแรง จากนั้นมาผมก็ตกอยู่ในอาการหน้ามืดและไม่ตอบสนองหรือรับรู้ต่อเหตุการณ์รอบข้างใดๆทั้งสิ้น มองไม่เห็นอะไรเลยแม้จะรู้สึกตัวว่าตายังเปิดค้างอยู่ ผมอยู่ในสภาพที่หมดความรู้สึกไปชั่วขณะ ประมาณสิบนาทีความรู้สึกและการรับรู้ทั้งหมดได้เริ่ม
กลับมาอีกครั้ง ค่อยๆเริ่มได้กลิ่นของอากาศหนาวเย็นในป่าเขาและเสียงร้องเรียกของผู้คนอยู่ข้างกาย
อาการของผมค่อยๆดีขึ้นมาตามลำดับ พอเริ่มรู้สึกตัวและรับรู้ได้ว่า ด้านหลังของต้นคอและขมับศรีษะทั้ง
สองข้างของผมถูกแนบด้วยผ้าเปียกที่หุ้มก้อนน้ำแข็งไว้ภายในพร้อมทั้งกลิ่นยาหอมและยาดมสารพัด
กลิ่นโชยเข้ามาในโพรงจมูกจนกระทั่งผมเริ่มมองเห็นหน้าเพื่อผมเป็นคนแรกและตามมาด้วยสีหน้าที่
แสดงอาการตกใจของแม่ค้าขายเครื่องดื่มที่กำลังหยิบยื่นผลมะเฟืองที่หั่นเป็นชิ้นเข้ามาในปากผม
ด้วยรสชาดที่เปรี้ยวจัดของผลมะเฟืองช่วยเรียกความรู้สึกและความสดชื่นชุ่มคอกลับคืนมาให้ผมอีกครั้ง
อาการของคนเป็นลมหน้ามืดที่เกิดขึ้นกับผมในครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกในชีวิตซึ่งช่วยเป็นครูสอนให้ผมได้
รับรู้ถึงสภาพร่างกายของตัวเองในปัจจุบันได้ดีว่าเป็นอย่างไรและเป็นสิ่งย้ำเตือนถึงความประมาทของ
ตัวผมเองที่ไม่มีการเตรียมพร้อมร่างกายให้ดีก่อนที่จะมาผจญกับการเดินทางที่ต้องใช้พละกำลัง
และความเข้มแข็งของร่างกายเป็นอย่างมาก เราทั้งสองนั่งพักอยู่ครู่ใหญ่ จนกระทั่งผมมั่นใจและรู้ตัวเอง
ว่าร่างกายได้กลับมาเป็นปกติอีกครั้งและพร้อมที่จะออกเดินทางขึ้นภูฯต่อไปแม้ว่าเพื่อนผมจะพยายาม
พูดขอให้ผมยกเลิกการเดินทางในครั้งนี้ก็ตาม ผมไม่ยอมเด็ดขาดพร้อมยืนยันด้วยความมั่นใจว่าผมพร้อมแล้วที่จะเริ่มเดินทางต่อไป เราออกเดินทางต่อมาเรื่อยๆอย่างช้าๆเพื่อให้เวลากับร่างกายได้ปรับตัว
ระหว่างที่เราเดินทางขึ้นมาก็ได้พบกับเพื่อนๆนักเดินทางที่ออกเดินทางจากจุดที่เรานั่งพักจุดแรกมา
พร้อมๆกัน เป็นกลุ่มนักศึกษาหกคน น้องๆกลุ่มนี้เดินขึ้นภูฯด้วยอารมณ์สนุกสนาน บางคนร้องเพลง
บางคนพูดคุยหยอกล้อหัวเราะกันสนุกสนานมาตลอดทาง ผมเดินตามหลังน้องๆกลุ่มนี้มาก็เลยได้
ฟังเพลงจากนักร้องสมัครเล่นที่ช่วยกันขับกล่อมให้ผมลืมความเหน็ดเหนื่อยไปได้บ้าง เราเดินมาถึง
ยังจุดพักแรกของภูกระดึง ”ซำแฮก” ซึ่งมีระยะทางเดินจากตีนภูฯ ขึ้นมา 1,000 เมตร ทางเดินค่อนข้าง
จะโหดร้ายพอสมควร เพราะบางช่วงจะสูงชันจนผมต้องใช้วิชาตัวเบาเข้าช่วยเพื่อปีนป่าย ผมไม่ได้
หยุดพักที่จุดนี้นานนักแค่อาศัยยืนพักพิงเสาของตัวร้านขายเครื่องดื่มเพียงครู่เดียวก็ออกเดินทางต่อ
ระหว่างที่เดินขึ้นมาเรื่อยๆ ผมได้พบกับเพื่อนๆนักเดินทางที่กำลังเดินสวนทางลงมาเพื่อเดินทางกลับ
บางคณะก็ช่วยพูดให้กำลังใจกับเราว่า ”พี่ครับ… สู้ๆไว้น่ะครับ อีกไม่ไกลเท่าใดนักก็จะถึงยอดภูฯ”
ผมได้โอกาสจึงรีบสอบถามไปว่า ”อีกนานแค่ไหนครับน้องๆ” คนในคณะตอบกลับมาว่า ”ไม่นาน
ครับพี่ อีกประมาณสามชั่วโมงพี่คงเกือบจะถึงยอดภูฯครับ” ขาของผมอ่อนแรงลงในทันทีที่ได้ยิน
 “อะไรน่ะ ? สามชั่วโมง ? เกือบถึงยอดภูฯ  น้องๆ.. พี่ขอกลับลงไปด้วยน่ะ” ทุกคนต่างหัวเราะ
ก็เล่นให้กำลังใจผมจนอยากจะตามกลับลงไปด้วยเลย เดินต่อมาอีกไม่นาน ผมเริ่มสังเกตุเห็น
สิ่งของบางอย่างกวัดแกว่งห้อยอยู่ใต้กระบอกไม้ไผ่ของคนรับจ้างแบกสัมภาระที่กำลังเดินนำหน้าไป
ซึ่งผมจำได้ดีว่าสัมภาระชุดที่ผมกำลังจ้องมองอยู่ข้างหน้านี้เป็นสัมภาระของเราสองคน “นั่นไง ใช่แล้ว
ลูกหาบของเราเอง เขาเดินแซงเราขึ้นไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ? “ เราหันมาพูดกันผมต้องขอยอมรับและยอมแพ้โดยไม่มีข้อกังขาใดๆทั้งสิ้นในความแข็งแกร่งของชาวบ้านที่ภูกระดึงแห่งนี้ ลำพังเราเดินกันตัวเปล่าๆ
โดยไม่มีภาระแบกสิ่งของใดๆ เรายังรู้สึกว่าเจ้าขาทั้งสองข้างของเรานี้เดินไม่ค่อยจะสามัคคีกันเลย
ผมจึงตัดสินใจเรียกลูกหาบของผมให้หยุดรอเพื่อที่จะได้มอบรางวัลสำหรับความเก่งให้แก่เขา โดยเพิ่ม
เป้สะพายหลังให้อีกสองใบเพื่อเพิ่มน้ำหนักให้แก่เขา ในที่สุดแล้วผมไม่มีสิ่งของใดๆติดตัวอยู่อีกเลย
นอกจากกระเป๋าเงิน,ขวดน้ำดื่มและกล้องฯ เวลาผ่านไปนานแสนนานตามความรู้สึกของเราสองคน
ผมก็ขึ้นมาถึงยังจุดพักที่มีชื่อเรียกว่า ”ซำกกหว้า” เรานั่งพักเหนื่อยกัน นี่ขนาดผมเดินขึ้นมาแบบเรื่อยๆ
แต่ยังไม่วายที่จะรู้สึกหมดแรง ขาของผมแทบจะไม่มีแรงเดินอีกต่อไปแล้ว ผมนอนพักที่ม้านั่งยาว
ข้างๆทางเดินแบบชนิดที่เรียกว่าหมดสภาพเอาจริงๆ ระหว่างที่นอนพักอยู่นั้นมีกลุ่มเด็กผู้ชายอายุ
คาดว่าคงจะประมาณไม่เกินยี่สิบปี ทั้งสามคนเดินขึ้นมายังจุดที่ผมกำลังนอนพักอยู่ ผมสังเกตุเห็น
สีหน้าเด็กทั้งสามคนนั้นซีดเป็นสีขาวและทั้งสามคนก็ล้มตัวลงนอนในสภาพที่ไม่ต่างไปจากผมเท่า
ใดนัก สิบห้านาทีผ่านไปผมเริ่มเดินทางต่อแต่ครั้งนี้ผมมีกำลังใจขึ้นมามากเพราะทราบว่าเราได้
เดินทางขึ้นมาแล้วประมาณครึ่งทาง เราเดินต่อไปเรื่อยๆแซงกลุ่มนักท่องเที่ยวบางกลุ่มบ้างและ
ถูกเขาเดินแซงขึ้นไปบ้างจนในที่สุดเราก็ขึ้นมาถึงเส้นทางช่วงที่โหดร้ายที่สุดคือช่วงระหว่าง
“ซำแคร่” ขึ้นไปยัง ”หลังแป” เป็นช่วงที่หลายๆคนเห็นแล้วแทบจะถอดใจวิ่งหนีกลับบ้านไปเลย ผม
หยุดยืนมองขึ้นไปและนึกอยู่ในใจว่า ”โอ้โห… ทำไมถึงโหดจังเลย นี่เรามาเที่ยวพักผ่อนหรือมาเข้าค่าย
ฝึกปีนเขากันแน่” ก็สภาพที่เห็นมันเป็นการปีนเขากันชัดๆ ทางเดินขึ้นไปต้องมีครบกระบวนยุทธของ
พวกเจ้ายุทธจักร มีทั้งห้อย, โหน, ปีน, ไต่และคลานครบสูตร ผมไม่สงสัยเลยว่าทำไมถึงได้ตั้งชื่อให้
จุดบนสุดนี้ว่า ”หลังแป” ระหว่างที่ผมยืนทำสมาธิอยู่นั้น กลุ่มนักท่องเที่ยวที่กำลังเดินสวนลงมาเกือบ
จะทุกคนช่วยกันพูดให้กำลังใจเราทั้งสองว่า ”อีกนิ๊ดเดียวเองครับพี่ อย่ายอมแพ้น่ะครับ ขึ้นไปถึง
ข้างบนแล้วพี่ๆจะไม่ผิดหวังเลย หายเหนื่อยทันทีเลยครับ”  ไหนๆก็มากันถึงขนาดนี้แล้ว เราต้องพิสูจน์
ให้รู้ไปเลยว่าเราเองก็ยังหนุ่มอยู่เหมือนกันน่ะ(กลัวเสียฟอร์ม) ผมเริ่มเดินหน้าเต็มที่ทั้งปีน, ทั้งเกาะ
เหนี่ยวรั้งดึงพาน้ำหนักตัวเองขึ้นไป และยังแถมท้ายด้วยบันไดที่สูงชันมากๆ มองดูแล้วไม่เชื่อสายตา
ตัวเองว่าปีนขึ้นมาได้อย่างไร เราใช้เวลาในการเดินทางขึ้นภูกระดึงครั้งนี้ทั้งหมดหกชั่วโมงต่อระยะ
ทางเดินทั้งหมด 5,430 เมตร (ออกเดินทางเวลา 10.00 น.และขึ้นถึงยอดภูฯเมื่อเวลา 16.00 น.) 
ผมทำได้สำเร็จแล้ว และด้วยความภาคภูมิใจอย่างชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อน เราเลยต้องยอมเสียฟิลม์
ในกล้องถ่ายรูปทั้งสองตัวไปเกือบสิบรูปกับป้ายที่เขียนไว้ว่า ”เราคือผู้พิชิต ภูกระดึง” ซึ่งรูปถ่าย
ทั้งหมดนั้นปัจจุบันนี้ได้ถูกล้างและอัดมาใส่กรอบวางอยู่บนโต๊ะทำงานของผม เราออกเดินทาง
ต่อมายังที่ทำการของอุทยานฯ ซึ่งมีระยะทางประมาณสี่กิโลเมตร เรามาถึงที่ทำการฯเมื่อเวลาประมาณ
17.30 น. ในสภาพที่ไม่อยากจะเดินหรือยืนกันอีกเลย แต่เราก็ต้องจัดการกับสัมภาระที่ลูกหาบได้นำ
ขึ้นมาวางกองรอเราอยู่ก่อนแล้วประมาณสองชั่วโมง หลังจากกางเต๊นท์และจัดสัมภาระต่างๆให้
เข้าที่เข้าทางเรียบร้อยแล้วหน้าที่ของพ่อครัวหัวป่าก็ตกเป็นของผมอีกครั้ง เรากินอาหารมือค่ำนี้อย่าง
ไม่รับรู้ถึงรสชาติของอาหารกันเท่าใดนัก เพราะความเหนื่อยเมื่อยล้าและอ่อนเพลียที่เป็นตัวเร่งให้
เราต้องรีบเข้านอนพัก คืนนี้เรานอนหลับอย่างทรมานที่สุดเนื่องจากอาการปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ
จะปลุกให้เราต้องรู้สึกตัวตื่นขึ้นในทุกๆครั้งที่เราดิ้นหรือเปลี่ยนท่านอน.

วันที่สองของการเดินทาง  (22/11/42)
ผมตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกสดชื่นกับสภาพภูมิประเทศรอบๆที่พักที่สวยงาม บรรยากาศที่บริสุทธิ์
สะอาดและอากาศหนาวเย็นจนอดไม่ได้ที่จะรีบสูดหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์เข้ามาเก็บไว้ให้เต็มปอด
หลังจากที่เราทั้งสองได้จัดการกับเจ้ากระเพาะอาหารให้เลิกส่งเสียงร้องครวญครางได้แล้ว เราจึงเริ่ม
ขึ้นเป้หลังเพื่อออกเดินทางสำรวจธรรมชาติและความสวยงามของพรรณไม้ ภูมิประเทศและสัตว์ป่า
ต่างๆ เราเริ่มต้นเดินทางไปตามเส้นทางที่ได้วางแผนกันไว้แล้ว จากจุดกางเต๊นท์คือบริเวณที่ทำการ
ของอุทยานฯ เราเดินตามเส้นทางที่ต้องผ่าน ”ลานพระพุทธเมตตา”  โดยได้แวะกราบนมัสการองค์พระ
เพื่อขอพรให้ท่านคุ้มครองเราทั้งสองให้เดินทางโดยปลอดภัย เราเดินทางตรงต่อไปยัง ”สระแก้ว” ซึ่ง
เป็นลำธารสายเล็กๆที่ไหลมารวมตัวกันเป็นสระน้ำที่ไม่ใหญ่นัก แต่ความใสสะอาดของน้ำเป็นเสน่ห์
ชวนให้ผู้ได้พบเห็นอดที่จะหยุดเพื่อชมความสวยงามของธรรมชาติไม่ได้ ความใสของน้ำทำให้เรามี
โอกาสได้มองเห็นกลุ่มตะไคร่น้ำและแมลงน้ำชนิดต่างๆที่กำลังวุ่นวายอยู่กับชีวิตประจำวันของพวก
เขา ผมเดินทางต่อมาถึงยังหน้าผาแห่งแรกของการเดินทางครั้งนี้คือ ”ผานาน้อย” เป็นหน้าผาที่มีบริเวณ
ให้ยืนชมวิวไม่กว้างมากนัก แต่ก็จัดว่าสวยงามและยังมีเจ้าของพื้นที่ตัวน้อยๆคือนกนางแอ่นสองสามตัว
กำลังบินโต้ลมหนาวอยู่เบื่องหน้านอกหน้าผา ส่วนบริเวณด้านหลังของหน้าผาจะมีซุ้มขายของเล็กๆ
ของชาวบ้านที่พร้อมจะบริการเหล่านักเดินทางด้วยอาหารพื้นเมืองรสแซ๊บๆ ผมไม่กล้าใช้บริการอาหาร
ดังกล่าวเพราะกลัวเจ้ากระเพาะอาหารของผมจะเกเรเอาจนการเดินทางต้องล่าช้าไป ผมใช้เวลาชั่วครู่
เพื่อชื่นชมความงามของธรรมชาติที่หน้าผาแห่งนี้จึงเริ่มออกเดินทางต่อมายังจุดหมายต่อไปคือ
“ผาเหยียบเมฆ” ตลอดเส้นทางเดินเรียบหน้าผามานั้นผมได้สัมผัสและชื่นชมกับสภาพธรรมชาติ
ของป่าสนและพรรณไม้ต่างๆเช่นต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง, กระดุมเงิน, ดอกดุสิตาและกลุ่มพวก
เฟิร์น, มอสต่างๆเช่นข้าวตอกฤาษี, กระปรอกสิงห์เป็นต้น หลังจากเก็บความสวยงามทั้งหลายไว้ใน
กล้องถ่ายรูปคู่ใจของผมแล้วผมได้เดินมาหยุดยืนอยู่ริมหน้าผาเพื่อเก็บบันทึกภาพพื้นที่ลุ่มด้านล่าง
และกลุ่มเมฆหมอกที่ลอยอยู่เบื้องล่างไว้ให้มากที่สุด ต่อจากนั้นจึงเดินทางต่อมาเรื่อยๆสลับกับการ
ถ่ายภาพจนในที่สุดก็มาถึงยังจุดหมายหลักของการเดินทางในวันนี้คือ ”ผาหล่มสัก” ซึ่งระหว่าง
ทางเดินมานั้นต้องผ่าน ”ผาแดง” เป็นระยะทางรวมจาก ”ผาเหยียบเมฆ” ถึง ”ผาหล่มสัก” ประมาณ
2.5 กิโลเมตรหรือจากที่พัก(ที่ทำการอุทยานฯ)มาถึงยัง ”ผาหล่มสัก” ระยะทางรวมทั้งหมดประมาณ
9 กิโลเมตร เมื่อมาถึง ผมได้พบกับกลุ่มเพื่อนๆนักเดินทางที่มาถึงก่อนแล้วประมาณเกือบยี่สิบคน
ซึ่งแต่ล่ะคนกำลังผลัดกันถ่ายรูปคู่กับชะง่อนผาและชื่นชมกับความงดงามของธรรมชาติ ผมได้รับ
เชิญให้เป็นช่างถ่ายรูปมือจำเป็นเพื่อเก็บภาพของกลุ่มนักเดินทางเกือบจะทุกคนเลย ผมเองก็ไม่ยอม
เสียแรงงานและเสียโอกาสไปฟรีๆ ผมเลยขอสลับหน้าที่ช่างถ่ายรูปกับเพื่อนๆนักเดินทางโดยเปลี่ยน
มาเป็นนายแบบแอ๊คท่าทางให้คนถ่ายรูปเกิดอาการหมั่นไส้ผมขึ้นมาบ้าง ผมใช้เวลาอยู่ที่จุดนี้นาน
พอสมควรและได้ใช้บริการที่ร้านขายอาหารของชาวบ้านที่นี่เพื่อเติมพลังให้ตัวเองจนรู้สึกอิ่มพอ
ประมาณแล้วจึงต้องลาจากหน้าผาแห่งนี้เพื่อเดินทางไป ผมต้องกลับให้ถึงที่พักก่อนที่ความสว่าง
จากแสงอาทิตย์จะหมดไป ผมเดินตัดตรงผ่านมาทาง ”สถานีโทรคมนาคม ทอ.” และเดินเลี้ยวต่อ
ไปยัง ”น้ำตกถ้ำสอเหนือ” ระยะทางเดินประมาณสีกิโลเมตร เราตั้งใจว่าจะแวะเข้าไปเที่ยวชมที่
ตัวน้ำตกแต่เนื่องจากเราเดินหลงทางเพราะทางเดินเป็นห้าแยกซึ่งผมเองได้ทดลองเดินไปตาม
ทางแยกต่างๆแต่ต้องเปลี่ยนใจถอยหลังกลับมายังจุดเริ่มต้นทุกๆครั้งเพราะสภาพทางเดินไม่สะดวก
เนื่องจากเต็มไปด้วยแอ่งน้ำและโคลนตม ประกอบกับเวลาขณะนั้นเย็นลงมากแล้วผมจึงตัดสินใจรีบ
เดินทางต่อมาตามทางที่นำไปยัง ”สระอโนดาด” ซึ่งเป็นเส้นทางเดียวกันกับทางที่จะนำเรากลับ
ที่พัก ตลอดเส้นทางที่เราเดินผ่านมานั้น ผมได้มีโอกาสสัมผัสกับสภาพภูมิประเทศของทุ่งหญ้า
สะวันน่าสลับกับป่าสน และความหนาวเย็นของอากาศ เป็นบรรยากาศที่ดีมาก ผมประทับใจใน
ความเงียบสงบของธรรมชาติ ความเย็นสบายและกลิ่นอายที่บริสุทธิ์ของธรรมชาติที่ยังคงสมบูรณ์ 
เสียงสายลมหนาวที่พัดผ่านยอดหญ้าและใบสนตลอดเส้นทางเดิน พร้อมสอดแทรกด้วยเสียงขับกล่อม
ของนกป่าเป็นระยะๆ ผมใช้เวลาเก็บภาพที่ประทับใจเหล่านี้พร้อมๆกับสังเกตุดูพรรณไม้และเหล่า
นกต่างๆที่แอบแฝงตัวอยู่ตามต้นไม้ นกส่วนมากที่พบเห็นในวันนี้จะเป็นนกนางแอ่น, นกกินแมลงอกเหลือง, นกกระจิ๊บ, นกพญาไฟ, นกเขาใหญ่และนกกระรางหัวหงอกเป็นต้น
ผมได้พาตัวเองและเพื่อผู้รู้ใจมาหยุดยืนชมความงามสดใสของสระอโนดาด และอาศัยน้ำที่นี่
ล้างหน้าและให้ความสดชื่นแก่ตัวเองอีกครั้ง ผมกลับมาถึงยังที่พักเมื่อเวลาประมาณ 17.00 น.
ต้องรีบผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อไปชำระล้างร่างกายให้เสร็จทันก่อนที่ความหนาวเย็นหลังอาทิตย์
ลับขอบฟ้าจะคลืบคลานเข้ามา หลังทานอาหารค่ำเราทั้งสองถือโอกาสออกมานอนพักผ่อนเล่น
ที่หน้าเต๊นท์ที่พักเพื่อดื่มด่ำกับความงดงามของหมู่ดวงดาวที่เปล่งประกายสว่างไสวอยู่บน
ท้องฟ้า ปราศจากกลุ่มเมฆหรือมลภาวะทางอากาศมาบดบังความงดงาม ท้องฟ้ายามค่ำคืนที่
บนยอดภูกระดึงช่างงดงามยิ่งนัก แสงดาวระยิบระยับส่องแสงสดใสประหนึ่งว่ากำลังมีงานประกวด
ความงามของเหล่าสตรีผู้เลอโฉม อ้าว… ผมนึกฝันไปไกลถึงไหนแล้วเนี่ย !  ผมนอนชมดาวเดือน
ได้ประมาณสามสิบนาทีก็ต้องเผชิญกับผู้บุกรุกที่คาดไม่ถึง เข้ามาทำลายความสุขของผมและ
เพื่อนในขณะนั้น ผู้บุกรุกกลุ่มนี้ได้คลืบคลานเข้ามาหาผมด้วยความเงียบ ผมต้องสะดุ้งสุดตัว
ขณะกำลังนอนหงายหน้ามองดูดาวเดือน เพราะสายตาของผมได้เหลือบเห็นกลุ่มผู้บุกรุก
ชุดแรกดีดตัวตรงเข้ามาหาที่ปลายแขนของผม ผมเองไม่ได้ตั้งใจแต่แรกว่าจะมาบริจาคโลหิต
บนภูกระดึง ดังนั้นผมจึงรีบย้ายตัวเองหลบหนีข้ามาอยู่ภายในเต๊นท์โดยทันทีพร้อมทั้งเริ่มค้นหา
ผู้บุกรุกภายในเต๊นท์ที่พักด้วยไฟฉาย จนเป็นที่แน่ใจได้ว่าไม่มีผู้บุกรุกหรือตัวทากเล็ดรอดเข้า
มาได้ เราจึงเริ่มวางแผนการเดินทางสำหรับเช้าวันรุ่งขึ้น เราตกลงกันว่าการเดินทางในวันรุ่งขึ้น
นั้นไม่จำเป็นต้องเร่งรีบมากนักเพราะเราจะไปเที่ยวชมน้ำตกสองสามแห่ง และจะกลับมาถึงยัง
ที่พักก่อนเวลา15.00 น. เพื่อพักผ่อนและใช้เวลาเดินเที่ยวชมรอบๆที่ทำการอุทยานฯ และจด
บันทึกเรื่องราวของการเดินทางในครั้งนี้พร้อมทั้งเตรียมตัวเพื่อส่องสัตว์ในช่วงดึกของคืนพรุ่งนี้.

วันที่สามของการเดินทาง (23/11/42)
ผมตื่นนอนขึ้นมาด้วยความสดชื่นเหมือนเดิม วันนี้ผมได้ออกมาถ่ายรูปพระอาทิตย์ขึ้น
ท่ามกลางกลุ่มหมอกยามรุ่งเช้า ทำให้ได้บรรยากาศที่น่าประทับใจไปอีกแบบหนึ่ง
วันนี้เราเริ่มออกเดินทางเพื่อเที่ยวชมน้ำตก จุดหมายแรกของเราคือ ”น้ำตกเพ็ญพบ”
ระยะทางห่างจากที่ทำการฯประมาณ 1.2 กิโลเมตร เราเดินลัดเลาะมาตามทางเดิน
ซึ่งเป็นเส้นทางเดินที่มีทั้งขึ้นเนินและคดเคี้ยวไปมา พร้อมต้องปีนป่ายในบางช่วง
ซึ่งเป็นเส้นทางที่ตัดผ่านเข้ามาในป่า ทางเดินจะลัดเลาะเลียบขนานตามทางไหลของ
สายน้ำ เมื่อมาถึงตัวน้ำตกผมก็ได้พบกับเพื่อนๆนักเดินทางที่มาถึงก่อนหน้าผมนาน
แล้ว กำลังเล่นสนุกสนานกับสายน้ำของน้ำตกและส่งเสียงดังเป็นสัญญาณให้ผมได้ยิน
มาแต่ไกล ผมคิดเองว่านักเดินทางกลุ่มนี้คงจะกลัวผมเดินหลงทางด้วยความเป็นห่วง
จึงช่วยกันส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดให้ดังเข้าไว้เพื่อเป็นเสียงสัญญาณนำทางให้ผม ผมเกือบ
จะเดินไปบอกเพื่อนๆเหล่านั้นว่า ”ขอบคุณมากครับ” แต่ก็เกรงว่า พวกเพื่อนๆเหล่านั้น
คงจะไม่ได้ยินเสียงของผม ผมเดินชมความงดงามของสายน้ำและชั้นของน้ำตก ที่น้ำ 
ไหลลดหลั่นกันลงมา ผมรู้สึกชื่นชมกับธรรมชาติที่เป็นผู้สร้างและผู้ให้ความสวยงาม
ที่ลงตัวที่สุด ให้เราๆได้มีโอกาสสัมผัสและยังคงมีความหวังอยู่ว่า พวกเราในฐานะผู้ที่
มาตักตวงเอาความสุขจากธรรมชาติ คงจะได้ช่วยกันถนอมรักษาความสวยงามที่
ธรรมชาติเป็นผู้สร้าง ให้คงอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์เช่นเดิมตราบนานเท่านาน ผมเดินออก
จากน้ำตกแห่งนี้เพื่อตรงต่อไปยัง ”น้ำตกโผนพบ” ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันเท่าใดนัก เป็นสายน้ำที่ไหล
มาจากต้นน้ำแหล่งเดียวกันคือ ”ลำธารวังกวาง” เป็นน้ำตกที่ไม่ใหญ่มากนัก แต่ลำดับชั้น
ของน้ำตกที่ลดหลั่นกันลงมาได้สวยงาม ทำให้น้ำตกแห่งนี้ดูสวยงามและน่าประทับใจสำหรับ
นักเดินทางที่ผ่านเข้ามา ผมได้เลือกเอามุมบนแท่นหินขนาดใหญ่เป็นที่นั่นพักผ่อนเพื่อถ่ายรูป
และทานอาหารกลางวันที่เตรียมมาในถุงพลาสติก อาหารมื้อเที่ยงของผมและเพื่อนในวันนั้น
เป็นข้าวราดหน้าด้วยแกงและปลาทอดกรอบที่ยังอุ่นๆอยู่ ทำมาจากร้านที่ขายอยู่ในบริเวณ
ที่ทำการของอุทยานฯ หลังตักเข้าปากจนหมดถุงแล้ว ผมก็ไม่ลืมที่จะต้องจัดเก็บขยะที่นำมา
เพื่อติดตัวเอากลับออกไปทิ้งยังที่ๆทางเจ้าหน้าที่อุทยานฯได้จัดไว้ให้สำหรับทิ้งขยะ ผมออก
เดินทางกลับมายังที่พักตามเส้นทางเดิม เราถึงที่พักเวลาประมาณบ่ายสองโมง ตลอดเวลา
ยามบ่ายของวันนี้ ผมใช้เวลาหมดไปกับการนอนพักและจดบันทึกเรื่องราวการเดินทาง
หลังจากนั้นได้เดินสำรวจไปรอบๆบริเวณที่ทำการของอุทยานฯ ยังได้มีโอกาสพูดคุย
กับเจ้าหน้าที่ๆกำลังปฎิบัติหน้าที่ ผมได้รับทราบถึงข้อมูลของสภาพทั่วๆไปและสัตว์ป่า
รวมถึงการดูแลความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยวที่ขึ้นมาบนอุทยานแห่งนี้ หลังจากทาน
อาหารค่ำและตามด้วยเครื่องดื่มร้อนๆเพื่อช่วยขับไล่ความหนาวเย็นแล้ว ผมและเพื่อน
ผู้รู้ใจเฝ้ารอจนกระทั่งถึงเวลา 22.00 น. ไฟฟ้าในบริเวณที่ทำการฯทั้งหมดถูกดับลงเพื่อ
ไม่ให้ไปรบกวนสัตว์ป่าผู้เป็นเจ้าของพื้นที่โดยแท้จริง ผมได้รับทราบข้อมูลมาจากทาง
เจ้าหน้าที่เมื่อเย็นวันนี้ว่า ทุกๆวันหลังจากดับไฟฟ้าทั้งหมดทั่วอุทยานฯแล้ว เวลาประมาณ
เกือบเที่ยงคืนเป็นต้นไป มักจะมีฝูงสัตว์ออกมาเล็มหญ้าอ่อนและหากินตามบริเวณรอบๆ
ที่ทำการฯเป็นประจำ ผมจึงนั่งรอเวลาจนกระทั่งถึงเวลา 23.00น. ผมและเพื่อนจึงออก
เดินทางจากเต๊นท์ที่พักเพื่อไปดักซุ่มรอดูสัตว์ที่จะออกมาในคืนวันนี้ เราเดินออกมาสองคน
พร้อมด้วยไฟฉายดวงใหญ่สองกระบอกสำหรับใช้ในการส่องสัตว์ จุดหมายของเราคือ
บริเวณชายป่ารอบนอกที่ทำการฯ เราเลือกพุ่มไม้กลุ่มหนึ่งเพื่อใช้เป็นที่บังพรางตัวเรา
ทั้งสองคน ท่ามกลางความมืดสนิทของคืนเดือนมืดและอากาศที่เริ่มหนาวเย็นลงทุกๆนาที
เราสองคนนั่งเฝ้ารอคอยการมาเยือนของสัตว์ป่าที่เราต้องการ เพียงแค่จะได้ชื่นชมความ
งามและการใช้ชีวิตอยู่ตามธรรมชาติของสัตว์เหล่านั้นอย่างใกล้ชิด ความรู้สึกของเราใน
ช่วงเวลานั้นบอกตัวเองว่าทำไมเวลาผ่านไปช้ามากๆ และทั่วบริเวณนั้นช่างสงบเงียบ
ดีจัง ผมก้มลงมองนาฬิกาที่ข้อมือขณะนั้นเป็นเวลา 23.25 น. และขณะที่ผมกำลัง
ละสายตาออกจากนาฬิกา หูทั้งสองของผมก็จับเสียงแปลกๆได้จากความเงียบสงัด มันเป็น
เสียงคล้ายๆการเดินเหยียบย่ำลงบนพื้นดินโคลนที่เปียกแฉะ ด้วยน้ำหนักตัวของเจ้าของ
เสียงที่จะต้องมีน้ำหนักตัวมากพอสมควร จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงดังเหมือนสิ่งของ
ขนาดใหญ่ตกลงไปในน้ำและกำลังแหวกว่ายน้ำมุ่งตรงมายังฝั่งด้านที่ผมกำลังนั่งรอ
คอยอยู่ ด้วยเวลาเพียงชั่วครู่ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่เสียงหัวใจของผมกำลังเต้นไม่เป็น
จังหวะอยู่นั้น ปากของผมก็ค่อยๆกระซิ๊บบอกเพื่อนผู้ร่วมเหตุการณ์ว่าให้พยายามอยู่ใน
ความสงบและนิ่งที่สุด ห้ามเคลื่อนไหวตัวโดยเด็ดขาด ทั้งๆที่ใจของผมเองเรียกร้องอยาก
จะลูกขึ้นเพื่อมองหาภาพที่กำลังจะมาปรากฎตัวต่อสายตาของผมในขณะนั้น เสียงฝีเท้า
ที่กระโจนขึ้นจากน้ำ และด้วยน้ำหนักตัวที่เหยียบย่ำลงบนพื้นดินริมฝั่งณ ด้านที่ผมเฝ้ารอ
อยู่ เจ้าของเสียงนั้นก็ค่อยๆย่างก้าวเข้ามาใกล้หลังพุ่มไม้ตรงข้ามที่ผมกำลังนั่งคอยอยู่
ความรู้สึกของผมขณะนั้นบอกได้ทันทีเลยว่า เจ้าของเสียงนั้นย่างก้าวเข้ามาด้วยความ
ระมัดระวังอย่างเป็นที่สุด และกำลังหยุดยืนเพื่อสดับจับฟังเสียงของผู้แปลกปลอมที่อาจ
จะเข้ามาหรือรอคอยด้วยวัตถุประสงค์ที่ไม่เป็นมิตรต่อเขา ณ วินาทีนั้นหัวใจของผม
เหมือนกำลังจะหยุดเต้น และผมเชื่อมั่นว่าเจ้าของเสียงนั้นคงจะมีความรู้สึกหรือ
สัญชาติญาณระวังภัยที่ไม่แน่ใจต่อสภาพแวดล้อมเวลานั้นเช่นกัน เราสองคนต่าง
รอคอยด้วยความอดทน นั่งนิ่งไม่ขยับเขยื้อนร่างกายส่วนใดเลย ทั้งๆที่รู้สึกเจ็บและคัน
เพราะร่างการเรากำลังถูกยุงรุมกัดอยู่ จนกระทั่งเวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่ทราบได้
เราจึงเป็นฝ่ายที่ต้องยอมแพ้เพราะหมดความอดทนที่จะรอคอยต่อไป เราทั้งสองจึง
ตัดสินใจที่จะค่อยๆลุกขึ้นอย่างช้าที่สุดพร้อมๆกัน แต่อาจจะเป็นเพราะใจของเรากับ
เจ้าของเสียงตัวนั้นตรงกันด้วยความบังเอิญ ระหว่างที่ศรีษะของผมค่อยๆโผล่พ้น
พุ่มไม้ขึ้นมานั้น เป็นเวลาเดียวกันกับที่ร่างของเจ้าของเสียงตัวนั้นเริ่มขยับเข้ามาและ
โผล่ศรีษะพ้นออกมาจากพุ่มไม้ฝั่งตรงกันข้าม เนื่องด้วยเป็นคืนเดือนมืดจนผมไม่
สามารถมองเห็นได้ชัด ผมจึงสังเกตุเห็นได้เพียงภาพความเคลื่อนไหวของพุ่มไม้
และเสียงกิ่งไม่หัก ผมจึงตัดสินใจเล็งไฟฉายกระบอกใหญ่ในมือไปยังเงาที่กำลัง
จะโผล่พ้นพุ่มไม้ตรงข้ามนั้นออกมา และเมื่อผมมั่นใจว่าได้เล็งไฟฉายไปยังตำแหน่ง
ที่ต้องการได้แล้ว ผมจึงกดปุ่มเปิดสวิทไฟฉายในมือทันที ”กิ๊ก” เสียงดังจากปุ่มเปิดสวิท
ไฟฉาย ได้ผลอย่างที่คิดไว้ร่างนั้นปรากฎต่อสายตาผม มันเป็นร่างของกวางตัวใหญ่ซึ่ง
กำลังจ้อมมองตรงมาที่เราทั้งสอง พร้อมๆกับสายตาของเราทั้งสองคู่ที่กำลังจ้อมมองไป
ประสานตากับกวางตัวนั้น เราทั้งสองฝ่ายต่างตกใจด้วยกันทั้งคู่ ผมตกใจที่ได้เห็นกวาง
ตัวใหญ่มาปรากฎต่อสายตา ทั้งๆที่ไม่สามารถคาดเดาได้ก่อนเลยว่าสัตว์ที่ผมเห็นนั้นจะ
เป็นสัตว์ประเภทไหน ส่วนเจ้ากวางใหญ่ตัวนั้นคงจะตกใจมากที่ได้เห็นหน้าผมสองคนซึ่ง
หน้าตาของเราคงจะน่ากลัวพิลึกในสายตาของกวาง และวินาทีนั้นเอง กวางตัวนั้นก็กระโดด
กลับเข้าไปยังพุ่มไม้พร้อมๆกับเสียงกิ่งไม้หักลั่น ดังสนั่นและตามมาด้วยเสียงน้ำแตกกระจาย
ตูมตามๆชนิดที่เรียกได้ว่าโกยหน้าตั้งแบบไม่เหลียวหลังกันเลย ผมเองรู้สึกดีใจและเสียดาย
ที่ไม่ได้ระวังตัวเองให้ดีไปกว่านี้ มิเช่นนั้นผมคงจะได้มีโอกาสแอบชื่นชมความสวยงามของ
กวางอยู่ใกล้ๆขณะที่เขากำลังออกมาหากินในช่วงเวลากลางคืน แต่อย่างน้อยที่สุดก็เป็น
ความประทับใจอีกครั้งหนึ่งที่ผมได้รับในการเดินทางครั้งนี้.

วันที่สี่ของการเดินทาง (24/11/42)
รุ่งเช้าของวันใหม่บนยอดภูกระดึง ผมตื่นขึ้นมาแบบสบายๆไม่รีบเร่งอะไรนักเพราะ
วันนี้ผมจะเดินทางไปชมวิวที่ ”ผานกแอ่น” สถานที่แห่งนี้เป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่
สวยที่สุดอีกแห่งหนึ่ง และเป็นที่นิยมเดินทางมาดูพระอาทิตย์ขึ้นของนักท่องเที่ยวเกือบ
จะทุกคน แต่สำหรับผมแล้วไม่ได้ให้ความสำคัญกับการตื่นขึ้นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ไหน
เป็นพิเศษเพราะเพียงแค่ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นที่หน้าประตูเต๊นท์ที่พักผมก็ว่าสวยมาก
พอแล้ว(ข้อแก้ตัวของคนไม่ชอบตื่นเช้า)  วันนี้ผมออกไปทานอาหารเช้าที่ร้านอาหารซึ่ง
มีเปิดบริการอยู่หลายร้าน และเช้านี้ผมได้พบกับเรื่องประหลาดอย่างหนึ่งบนภูกระดึง
คือ ”ที่นี่มีขโมย” ซึ่งทุกๆคนที่มาเที่ยวต้องระวัง เพราะเขาเป็นขโมยที่ประหลาดที่สุดในโลก
เลยก็ว่าได้ เขาจะคอยเข้ามาขโมยเอาแต่อาหารไป ส่วนสิ่งของอย่างอื่นที่มีค่าเช่นเงิน
ทองกลับไม่สนใจ อาหารโปรดที่เขาชอบเข้ามาขโมยมากที่สุดคือมาม่า แม้ขณะที่ผม
กำลังนั่งทานอาหารเช้าอยู่นั้น เจ้าขโมยยังกล้าเดินเข้ามาขโมยมาม่าไปต่อหน้าต่อตาผม
ขโมยผู้นั้นมีนามว่า ”คำหล้า” เป็นกวางเพศเมียตัวโต ที่นี่จะมีกวางตัวเชื่องๆอยู่ทั้งหมดสามตัว
หลังทานอาหารเช้าเสร็จ ผมจึงเริ่มออกเดินทางไปยังจุดหมายคือ ”ผานกแอ่น” ระยะ
ทางเดินเท้าประมาณสองกิโลเมตร ระหว่างทางจะต้องผ่าน ”องค์พระแก้ว” ที่เป็นที่สักการะ
บูชาของทุกๆคน บริเวณนี้จะเป็นลานหินกว้าง เป็นที่เปิดโล่ง ลมแรง ผมได้แวะกราบนมัสการ
และก่อเจดีย์อิฐไว้หน้าองค์พระเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตัวเองตามความเชื่อถือของคนทั่วไป

ตลอดเส้นทางเดินผมได้พบเห็นมูลสัตว์ต่างๆและรอยเท้าสัตว์ที่ยังใหม่อยู่ โดยเฉพาะรอยเท้า
กวางขนาดตัวโตเต็มวัยขึ้นไปซึ่งเราสามารถพบเห็นได้เกือบตลอดทางเดิน สภาพภูมิประเทศ
จะเป็นป่าสนโปร่งสลับป่าเบญจพรรณ ลมแรงและอากาศเย็นตลอดเส้นทาง ระหว่างทาง
จะได้พบกองหินและชะง่อนหินผาใหญ่สวยงาม(เห็นแล้วอดคิดถึงนวนิยายเรื่องโปรด
ของผมไม่ได้คือ เพชรพระอุมา) ผมเดินทางต่อมาจนกระทั่งถึงจุดหมายคือ ”ผานกแอ่น”
เป็นหน้าผาสูงและชันมาก ซึ่งต้องมีป้ายบอกเตือนนักท่องเที่ยวให้ระวังอันตราย ไม่ให้เข้า
ไปยืนใกล้ๆริมหน้าผา หลังจากผมได้มาถึงและใช้เวลายืนชื่นชมความงดงามของธรรมชาติ
แล้ว ผมจึงได้ทราบถึงที่มาของชื่อผาแห่งนี้ เพราะนอกเหนือจากลักษณะที่เป็นหน้าผาสูงชัน
มากแล้ว ผมยังได้ชื่นชมกับความสวยงามและน่ารักของนกนางแอ่น ซึ่งกำลังบินวนเวียน
เล่นลมอยู่เป็นระยะ ตัวแล้วตัวเล่าที่บินถลาออกจากยอดหน้าผา ดำดิ่งลงไปยังหุบเหว
เบื้องล่างลึกไกลสุดสายตาเพื่อร่อนรับลมหนาวและหากินแมลงหลากชนิดเพื่อเป็นอาหาร
ผมเห็นแล้วเกิดความรู้สึกอิจฉานกนางแอ่นเหล่านี้ พวกเขาคงจะมีความสุขที่มีอิสระได้อยู่
ในที่ๆสงบและสวยงาม สามารถบินไปได้ทุกๆที่ตามใจปราถนา บริเวณหน้าผาแห่งนี้
เงียบสงบมากจะได้ยินแต่เพียงเสียงของสายลมหนาวที่พัดเข้ามาประทะชะง่อนผาที่
ตั้งตระหง่านสูงชันเลยกลุ่มเมฆหมอก และยังมีเสียงของเหล่านกนางแอ่นที่ส่งเสียงร้อง
ขับกล่อมให้เรายิ่งเคลิบเคล้มไปกับธรรมชาติที่สงบและสวยงาม จนลืมนึกถึงความสับสน
วุ่นวายและความคิดที่วังวนอยู่กับสิ่งต่างๆของสังคมเมือง ผมพบที่นั่งบนแผ่นหินใกล้ๆ
ริมหน้าผาเพื่อที่จะได้นั่งชื่นชมความงดงามและปลดปล่อยจิตใจให้เป็นอิสสระ-สงบ
ผมใช้เวลานั่งคิดทบทวนถึงสิ่งที่เราได้กระทำผ่านมาและกำลังจะพบเจอข้างหน้า ผมนึก
ถึงร่างของมนุษย์เล็กๆคนหนึ่ง ซึ่งถ้าเปรียบเทียบแล้วก็เหมือนก้อนดินเล็กๆก้อนหนึ่งบน
พื้นโลกใบนี้ มนุษย์เล็กๆคนนี้เกิดขึ้นมาและได้เริ่มเรียนรู้ใช้ชีวิตเป็นไปตามแนวทางหรือ
กฎเกณที่สังคมมนุษย์ได้กำหนดกันขึ้นมาเอง เขาเติบโตและร่ำเรียนจนจบเพียงเพื่อที่
จะได้มีความเป็นอยู่ที่ดี มีเงินทองใช้เพื่อไข่วคว้าหาความสุข สะดวกสบายจากวัตถุต่างๆ
ที่มนุษย์ด้วยกันสร้างขึ้น เขาคนนั้นประสพความสำเร็จในชีวิตมี เงินทองอำนาจและ
สิ่งอำนวยความสะดวกเพรียบพร้อม ซึ่งเขาคิดว่าทั้งหมดที่มีนั้นคือสิ่งที่ดีที่สุดและสมบูรณ์
ที่สุดสำหรับเขาและที่มนุษย์พึงมี เขาคิดว่ามีชีวิตที่สมบูรณ์และมีความสุขแล้วที่ได้ทุกอย่าง
ตามที่ต้องการ แต่แล้วเมื่อวันหนึ่งต้องเจ็บป่วยชราภาพลงและตายไปในที่สุด
ร่างกายของเขาต้องมอดไหม้มลายกลับกลายเป็นเถ้าธุรี แท้จริงแล้วสิ่งที่เขาได้รับมา
ตลอดชั่วชีวิตนั้นคือความว่างเปล่า ผมคิดว่าชีวิตมนุษย์ไม่ได้ต่างอะไรไปจากชีวิตมด
หรือตัวเห็บ, ไรเล็กๆเท่านั้น ไม่มีอะไรแตกต่าง ถ้าเรายืนมองดูชีวิตของสัตว์เล็กๆพวกนี้แล้ว
มันก็เป็นเพียงวัฎจักรที่ต้องเกิด-แก่-เจ็บและตายเท่านั้น องค์ประกอบส่วนอื่นๆของชีวิต
เป็นเพียงสิ่งที่มาหล่อหลอมให้ชีวิตได้ดำเนินไปและพิสูจน์ถึงความมีคุณค่าของชีวิตนั้นๆ
ผมได้อะไรหลายอย่างมาจากช่วงเวลาที่ผมได้นั่งปลดปล่อยจิตใจให้เป็นอิสระและสงบ
บน ”ผานกแอ่น” นี้ ผมใช้เวลาที่นี่นานหลายชั่วโมงโดยไม่ได้พูดจาเลยแม้แต่คำเดียว ซึ่ง
หากเป็นไปได้แล้ว ผมอยากจะขอใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ของผมเพื่อนั่งคิดทบทวนอยู่กับความ
สงบและธรรมชาติบนหน้าผาแห่งนี้ แต่ไม่มีงานเลี้ยงใดที่ไม่เลิกลาสำหรับทุกๆชีวิตที่ยัง
ยึดติดกับกิเลสตัณหา ผมจึงต้องออกเดินทางกลับที่พัก และระหว่างทางผมได้แวะดูจุดเผาขยะ
ของทางอุทยานฯ ซึ่งในช่วงเวลากลางคืนจะสามารถพบเห็นช้างป่าหลายๆเชือกมาขุดคุ้ย
หาเศษอาหารกินเป็นประจำ นี่ไงครับ…ผลงานของพวกเราๆทั้งหลาย ผมกลับถึงที่พัก
ด้วยจิตใจที่มีความสุขและต้องเตรียมตัวพักผ่อนเพื่อออกเดินทางกลับในเช้าวันรุ่งขึ้น

วันที่ห้าของการเดินทาง (25/11/42)
แปดโมงเช้าตรงตามเวลาที่นัดหมายกับลูกหาบคนเดิม ผมเก็บสัมภาระเรียบร้อยแล้ว
พร้อมทั้งเดินสำรวจเพื่อเก็บเศษขยะที่อาจจะมีหลงเหลืออยู่รอบๆสถานที่กางเต๊นท์ของผม
ลูกหาบคนเก่งมารับสัมภาระของผมลงไปล่วงหน้าก่อน ส่วนผมยังเดินเล่นไปเรื่อยเปื่อยเพราะ
ยังไม่อยากจะจากที่แห่งนี้ไป ในที่สุดผมต้องออกเดินทางกลับ ช่วงเดินลงภูกระดึงเราสามารถ
ทำความเร็วได้ดีมาก ผมใช้เวลาสำหรับขาลงภูกระดึงทั้งหมดไม่เกินสี่ชั่วโมงรวมเวลานั่งเล่น
และทานอาหารพื้นเมืองยอดนิยมส้มตำไก่ย่างระหว่างทาง เราลงมาถึงพื้นราบหรือตีนภูฯ
เวลาประมาณ 13.30 น. หลังจากชำระเงินค่าน้ำหนักสัมภาระขาลงเรียบร้อยแล้ว ผมเริ่มเดิน
มองหาสารถีคู่ใจที่ต้องมารับผมกลับตามวันและเวลาที่ได้นัดหมายกันไว้ เดินหาอยู่พักใหญ่
จึงได้พบ รถตู้ของโรงแรมฯพาเราออกจากภูกระดึงเมื่อเวลา 14.00 น. ผมและเพื่อนผู้รู้ใจเดิน
ทางกลับถึงกรุงเทพฯ เมืองสวรรค์บนดินอย่างปลอดภัย  การเดินทางครั้งนี้ของผมจบลงด้วย
ความสุขที่ติดตรึงมาในจิตใจและผมจะถนอมรักษาความสุขครั้งนี้ไว้ในความทรงจำตลอดไป.
(จบบริบูรณ์)  วรภาส



Create Date : 12 เมษายน 2561
Last Update : 12 เมษายน 2561 14:55:29 น. 0 comments
Counter : 169 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
space

สมาชิกหมายเลข 4473419
Location :
นครราชสีมา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เรียกร้องเพ้อฝัน เมื่อวัยเด็ก
มุ่งมั่นสร้างสม เมื่อทำงาน
เติมเต็มอิ่มเอิบ พร้อมหยุดพัก
( นั่นคือทั้งหมดของจุดมุ่งหมาย แต่ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต )

space
space
space
space
[Add สมาชิกหมายเลข 4473419's blog to your web]
space
space
space
space
space