happy memories
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2568
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
17 ธันวาคม 2568
 
All Blogs
 
งามเอย...งามสม บรมราชินี เสด็จฯ​ เยือนจีน





มังกรแดง จงหยวน ม้วนเลขห้า
นาคราช อนุชา ท่าเลขศูนย์
สถาปนา ห้าสิบปี ที่เพิ่มพูน
มิตรสัมพันธ์ จักจำรูญ พิบูลย์นิรันดร์

ดวงอาทิตย์ สีทอง ของทั้งคู่
ยุคเฟื่องฟู สัญลักษณ์ ประจักษ์มั่น
หางตวัด เกาะเกี่ยว เกลียวสัมพันธ์
พร้อมรุ่งเรือง ด้วยกัน ดั่งสัญญา…


กวีเหลวไหล
๑๔ พย ๖๘
จาก เพจกวีเหลวไหลแท้





สัมพันธ์สองแผ่นดิน

๐ ยามเสด็จ เยือนถิ่น แผ่นดินใด
สองพระองค์ ยิ่งใหญ่ สม่ำเสมอ
ยิ่งใหญ่ด้วย ความอ่อมน้อม อันเลิศเลอ
ประทับใจ ผู้พบเจอ มิเว้นวาย

๐ ฉลองพระองค์ ชุดไทย วิไลลักษณ์
ศรีและศักดิ์ งามเด่น ทุกเส้นสาย
ผสานความเป็นจีน อย่างแยบคาย
สื่อความหมาย การให้เกียรติ ละเมียดละมุน

๐ งามสัมพันธ์ สองแผ่นดิน ไม่สิ้นสูญ
มีแต่ความ ทวีคูณ การเกื้อหนุน
จีนและไทย ตอกย้ำ การค้ำจุน
แสนอบอุ่น ไมตรีคล้อง สองแผ่นดิน.



เพลงผ้า ปรพากย์ ร้อยกรองถวาย
๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๘
จาก เพจชโลธร ควรหาเวช


















เมื่อคราว ในหลวงและพระราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศอังกฤษ ทั้งโลกชื่นชมความงดงามของฉลองพระองค์ของ พระราชินีสุทิตา มากมาย คราวนี้เสด็จฯ เยือนจีนเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา คนจีนพร้อมใจกันสมัครเป็นแฟนคลับพระราชินีของไทย โพสข้อความแสดงความชื่นชมพระองค์ท่านสนั่นโซเชียล ทั้งพระสิริโฉม พระจริยวัตร และฉลองพระองค์ รวบรวมฉลองพระองค์และโพสในเฟซบุคของหลายท่านที่อ่านแล้วชอบมาให้เพื่อน ๆ อ่านด้วย และที่ลืมไม่ได้เลยคือ ต้องขอชมและขอบคุณทีมออกแบบและตัดเย็บที่ร่วมมือกันทำฉลองพระองค์ เครื่องประดับ กระเป๋าทรง และฉลองพระบาท ทำให้พระราชินีของเราสวยสง่า งดงาม โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์ของความเป็นไทย และสื่อถึงไมตรีจิตและมิตรภาพอันดีของทั้งสองประเทศ


บล็อกฉลองพระองค์เมื่อครั้งเสด็จฯ เยือนประเทศอังกฤษ
สมเด็จพระราชินีสุทิตา...คู่บารมี จักรีเกริกฟ้า

บล็อกฉลองพระองค์เมื่อคราวเสด็จฯ เยือนประเทศภูฎาน
สายสัมพันธ์มั่นคง ๒ ราชวงศ์ ไทยและภูฏาน
งามเอย...งามสม บรมราชินี เสด็จฯ ภูฏาน





พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ได้รับความสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะฉลองพระองค์ของพระบรมราชินี ที่พระสิริโฉมงดงาม และสื่อถึงไมตรีจิตระหว่างสองแผ่นดิน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ ๑๓–๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๘ ตามคำทูลเชิญของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง นับเป็นหมุดหมายสำคัญที่ตอกย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของทั้งสองประเทศ ในวาระครบรอบ ๕๐ ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน

 หนึ่งในสิ่งที่ได้รับความสนใจอย่างยิ่ง คือฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ซึ่งทรงเลือกสวมใส่ระหว่างการปฏิบัติพระราชกรณียกิจในจีน แต่ละชุดออกแบบอย่างประณีต สื่อถึงความอ่อนหวาน งามสง่า และความเคารพต่อวัฒนธรรมของประเทศเจ้าบ้าน ควบคู่กับการสะท้อนเอกลักษณ์ความงามแบบไทยได้อย่างลงตัว

ทีมงานได้รวบรวมฉลองพระองค์ที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงฉลองพระองค์ระหว่างการเสด็จพระราชดำเนิน ซึ่งแต่ละชุดล้วนสะท้อนความสัมพันธ์อันดีของไทย-จีน ผ่านโทนสี รายละเอียดลวดลาย และงานศิลป์อันวิจิตร ทำให้ตลอดภารกิจในจีน พระองค์ทรงปรากฏพระสิริโฉมอ่อนโยน แต่งดงามสง่า และทรงแสดงพระอัธยาศัยที่ใกล้ชิดเป็นกันเองกับประชาชน

 ชาวจีนจำนวนมากแสดงความชื่นชมฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทั้งในด้านโทนสี ความหมายของชุดไทย และความงดงามที่สะท้อนศิลปวัฒนธรรมของไทย ทำให้ผู้ติดตามชาวจีนหลายคนเกิดความสนใจในแฟชั่นและวัฒนธรรมไทยเพิ่มมากขึ้น พร้อมชื่นชมเสน่ห์ของความงามแบบไทย-เอเชีย 

การเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนครั้งนี้ ไม่เพียงช่วยกระชับความร่วมมือระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น แต่ฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งไมตรีจิต วัฒนธรรม และความงดงามแบบไทย ที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างกว้างขวางตลอดการเสด็จพระราชดำเนิน


ข้อมูลจาก
kapook.com




วันที่ ๑๓ พ.ย. ๒๕๖๘ ในหลวงและพระราชินี
เสด็จพระราชดำเนินถึงท่าอากาศยานนานาชาติกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน
คลิกรายละเอียด royaloffice.th
























การแต่งกายของสตรีผู้เป็นสัญลักษณ์ของชาติ
พลังของสัญลักษณ์…ที่งดงามกว่าที่ตาเห็น
ถอดรหัส “เครื่องประดับเต่านิล”
‘ภาษาที่สวมใส่ได้ของพระราชินีไทย ในการเสด็จเยือนจีน
ไม่มีอะไรที่เป็นเพียงความสวยงาม…
ทุกชิ้นมีความหมาย ทุกองค์ประกอบมีนัยยะ
และทุกครั้งที่เราเห็น เรากำลังมอง
ภาพที่หลายคนเห็น คือ พระราชินีในฉลองพระองค์สีดำงดงามเหนือกาลเวลา
แต่สิ่งที่เอ๋สะดุดตาที่สุด คือ
เครื่องประดับรูป ‘เต่านิล’
ที่ทรงเลือกประดับในการเสด็จเยือนแดนมังกรครั้งนี้
และเมื่อศึกษาลึกลงไป…ยิ่งเห็น “ความคม”
ของการสื่อสารอย่างสง่างามในระดับการทูตวัฒนธรรม
เต่า (玄武 Xuanwu) ในวัฒนธรรมจีน
ไม่ใช่สัตว์ธรรมดา แต่เป็นหนึ่งใน
“สี่สัตว์เทพผู้พิทักษ์” แห่งความมั่นคงและอำนาจ

เต่า + งู = “เสวียนอู่ (玄武)”
สัญลักษณ์แห่งความหนักแน่น
อายุยืน มั่นคง และปกป้องภัย
ประจำทิศเหนือ และ “สีประจำคือสีดำ”
เมื่อเห็นองค์ประกอบนี้ เอ๋รู้ทันทีว่า
นี่ไม่ใช่เครื่องประดับธรรมดา… แต่คือ ‘การสื่อสาร’ ที่ลึกมาก
ทำไมต้องเป็น “นิลสีดำ”?
ภายใต้ช่วงเวลาแห่งการไว้อาลัยของประชาชนไทย
สิ่งที่สื่อออกมาผ่านภาษากายครั้งนี้
คือความสง่างามภายใต้การควบคุมอารมณ์
ด้วยนิล (Onyx) สื่อถึงพลังภายใน
ความหนักแน่น ความสงบ
แต่เมื่ออยู่บน “ฉลองพระองค์สีดำสนิท”
ของราชินีไทย
มันยิ่งขับความหมายให้ชัดขึ้นอีกหลายเท่า
สีดำในวัฒนธรรมจีน
= ความสง่างาม อำนาจ การไว้อาลัยในความหมายที่งดงาม
= ความมั่นคงและความสัตย์ซื่อ
สีดำในวัฒนธรรมไทย
= ความสำรวม สุภาพ เคารพต่อสถานการณ์
= ความสงบและความนิ่งในจังหวะที่โลกกำลังเฝ้ามอง
ดังนั้น “นิลสีดำ + เต่า”
คือการวางสัญลักษณ์ของ พลังแห่งความมั่นคง นุ่มลึก และน่านับถือ
ไว้บนพระวรกายอย่างเฉียบคมที่สุดค่ะ

นี่คือการทูตเชิงสัญลักษณ์
(Symbolic Diplomacy) ในแบบไทยแท้ ๆ
พระราชินีไม่ได้ทรงเลือกความหรูหราที่แพรวพราว
แต่เลือก “ความงามที่มีความหมาย”…
และ “ความหมายที่ส่งสัญญาณ”
ในวันที่เสด็จเยือนจีน
ประเทศที่ให้คุณค่ากับสัญลักษณ์ ความเชื่อ และพลังธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง
การทรงเครื่องประดับเต่านิล
จึงเหมือนการ “สนทนาด้วยภาษาที่ไม่ต้องเอ่ยคำพูด”
แต่จีนเข้าใจ… ผู้รู้เห็น… และคนไทยภาคภูมิใจ
นี่คือ “Soft Power ของราชสำนักไทย”
ที่ทรงพลังที่สุดแบบที่ไม่ต้องพยายามเลย
นั่นคือ ”รายละเอียดที่คนทั่วไปมองไม่เห็น”
เพราะในทุกครั้งที่ราชินีไทยทรงปรากฏพระองค์
เราได้เรียนรู้ว่า ภาพลักษณ์ไม่ใช่แค่สิ่งที่เราใส่
แต่คือ “สิ่งที่เราสื่อสารออกไป”

และวันนี้…
พระราชินีของเราได้สื่อสาร “ความอ่อนน้อม ผสานกับความมั่นคง”
ด้วยเครื่องประดับเพียงชิ้นเดียว แต่กระทบใจคนทั้งโลกได้อย่างงดงาม
#SoftPower ที่งดงามผ่านทั้งเสื้อผ้าเครื่องประดับ
ได้อย่างลึกซึ้งแต่คมกริบในครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลยจริง ๆ

จาก เพจ Apailucktan









เสด็จพระราชดำเนินไปในพิธีรับเสด็จอย่างเป็นทางการ
ณ มหาศาลาประชาชน สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๘
คลิกอ่านรายละเอียด เพจใต้ร่มฉัตร











































การเสด็จเยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งนี้นั้น หากสังเกตดี ๆ จะรู้สึกได้ถึงทุก ๆ รายละเอียด ที่มาจากความใส่ใจของทั้งสองฝ่ายอย่างที่สุด

พระราชพิธีต้อนรับในหลวงและพระราชินีของเรานั้น ย่อมชัดเจนว่าเป็นการเชิดชูพระเกียรติสูงสุด ในฐานะพระประมุขของประเทศที่มีความผูกพันกันมาเนิ่นนานราวพี่น้องหรือครอบครัวเดียวกัน

สมเด็จพระราชินีของเรานั้น จะทรงเลือกฉลองพระองค์ชุดไทยที่งดงาม และแฝงนัยยะของความเป็นจีนที่ใช้กระดุม หรือรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่นำมาประยุกต์ ใช้อย่างพอเหมาะพอดี

ที่สำคัญคือการเลือกใช้สี ที่บรรจงคัดสรรให้สุภาพ ให้เกียรติเจ้าภาพอย่างสูงสุด โดยที่ยังแสดงความชัดเจนว่ายังอยู่ในช่วงของการไว้ทุกข์

และที่น่าสังเกตคือ ทางฝั่งเจ้าภาพเอง ก็เลือกใช้สีเสื้อผ้าที่ขรึม และตระหนักดีถึงความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ของสังคมประเทศชาติไทย โดยไม่มีใครใส่สีฉูดฉาดใดๆเลยแม้แต่คนเดียว

และที่ชื่นชอบมากๆคือ การเลือกสีชุดของท่านสตรีหมายเลขหนึ่ง ในพระราชพิธีเข้าเฝ้าตอนกลางวัน ซึ่งท่านเลือกใช้สีครีมไข่ไก่

ที่เปี่ยมไปด้วยความ สุภาพ เห็นใจ อบอุ่น และเต็มไปด้วยมิตรภาพอย่างที่สุด

การเสด็จเยือนประเทศจีนครั้งนี้ นอกจากพระราชพิธีที่ยิ่งใหญ่อย่างให้เกียรติสูงสุดแล้ว

ในทุกๆรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ก็แสดงออกชัดเจนถึงมิตรภาพและความผูกพันกันของสองประเทศที่มีประวัติศาสตร์ร่วมกันมาอย่างยาวนาน

และมีความรักความเข้าใจไม่ต่างจากคนในครอบครัวเดียวกันอย่างแท้จริงครับ

ข้อมูลจาก
เพจ Nitipat Bhandhumachinda





สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี #ทรงกระเป๋าถือย่านลิเภา ทรงครึ่งวงกลม สีดำแซมสีน้ำตาล สานประณีตบนโครงอันแข็งแรง ดอกไม้เงินประดับพลอยทัวร์มาลีนอย่างพอเหมาะ

​ พระองค์มิได้เพียง “ทรงถือ” กระเป๋า หากแต่ทรง “ถือ” ความหวังของช่างฝีมือไทย ให้ศิลปหัตถกรรมจากแผ่นดินไทยได้เปล่งประกายในต่างแดน ถ่ายทอดคุณค่าภูมิปัญญาไทยสู่สายตาสาธารณชนนานาชาติ ด้วยพระเมตตาและพระปณิธานในการเทิดทูนงานหัตถศิลป์ไทยอย่างหาที่สุดมิได้

ข้อมูลจาก
เพจน้ำเงินเข้ม






ฉลองพระองค์ชุดสากล ๖ แบบ ของสมเด็จพระราชินี
สื่อจีนจำนวนมาก รวมถึงสื่อในฮ่องกงและไต้หวัน
ต่างนำเสนอข่าวเกี่ยวกับกระแสชื่นชมฉลองพระองค์
ของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พระบรมราชินี
การเยือนครั้งนี้ทำให้ประชาชนจีนจำนวนมาก
ประทับใจ จนเกิดกระแสผู้ติดตามและแฟนคลับ
ของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พระบรมราชินี


ข้อมูลจาก เพจ Thai Classic





กระดุมคู่อันลึกซึ้ง


ภาพการเสด็จเยือนประเทศจีนของในหลวงและพระราชินี ที่ทั้งสองพระองค์ได้รับการถวายการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ นำความสุขและความภาคภูมิใจมาให้ชาวไทยทั้งชาติ ที่อดยิ้มไม่ได้เลยคือ ฉลองพระองค์ของพระราชินี ที่ทรงชุดไทยจิตรลดาท่อนบนสีน้ำเงินเข้ม แต่กระดุมนั้นเป็นกระดุมคู่ แทนที่กระดุมเดี่ยวตามแบบดั้งเดิม

การออกแบบฉลองพระองค์ชุดนี้ช่างละเอียดและลึกซึ้งนัก เพราะเสื้อกระดุมคู่ เป็นวัฒนธรรมการแต่งกายแบบจีน โดยชาวจีนเริ่มใส่เสื้อผ้ามีกระดุมในราชวงศ์ถัง (๖๑๘ - ๙๐๗) จากนั้นกระดุมถูกใช้อย่างแพร่หลายโดยทั่วไปมีสามคู่ หลังจากราชวงศ์ชิง กระดุมกลายเป็นสิ่งผูกมัดที่สำคัญที่สุดบนเสื้อผ้า

การที่ฉลองพระองค์ท่อนบนเป็นกระดุมคู่ อันเป็นอัตลักษณ์ด้านการแต่งกายของชาวจีน เชื่อว่าเป็นความตั้งใจในการออกแบบให้เกียรติประเทศจีน ชาวจีนเห็นแล้วคงอดปลื้มไม่ได้ ใช้การดีไซน์เป็น Soft power สานสัมพันธ์ระหว่าง ๒ ประเทศอย่างลุ่มลึก

กระดุมคู่ เป็นความหมายของสัมพันธ์ที่มั่นคง การเกื้อหนุนและ ความผูกพันอันเหนียวแน่น
ขอชื่นชมผู้ออกแบบฉลองพระองค์ได้อย่างประณีตและเหนือชั้น

ความงามสง่าของพระราชินีสุทิดา นำความสุขและความภูมิใจมาแก่ประชาชนทั้งสองประเทศ ทั้งไทยเราและฝั่งจีนเองที่ได้เห็นการได้รับเกียรติผ่านฉลองพระองค์..

ทรงพระเจริญ
อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล
๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๘
จาก เพจ อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล









ทั้งสองพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางพวงมาลา
ณ อนุสาวรีย์วีรชน จัตุรัสเทียนอันเหมิน เมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๘
คลิกอ่านรายละเอียด เพจ SPACEBAR
































สี จิ้นผิง เรียกในหลวง-พระราชินีของเราว่าอะไร ฟังได้ยินกันหรือไม่?


#อัษฎางค์ยมนาค
เคยทราบประวัติศาสตร์มานานว่า จีนเรียกพระมหากษัตริย์ประเทศอื่น ๆ ว่า ”อ๋อง“ เท่านั้น
วันนี้ได้ยินประธานสีขานพระนามในหลวงและพระราชินี เลยอยากมาเล่าสู่กันฟัง
คำว่า “ท่านอ๋อง” ที่เราได้ยินในหนังจีนพากย์ไทยมาทั้งชีวิต
“อ๋อง”ที่ไม่ใช่ “ฮ่องเต้”
แต่คำว่า “อ๋อง” ที่คนไทยคุ้นเคย ภาษาจีนกลางออกเสียงว่า “หวัง”
กั๋วหวัง หรือ หวัง = อ๋อง (สำเนียงที่ไทยคุ้นเคย) =King
หวังโฮ่ว = Queen (ราชินี)

ในสายตาของจีนโบราณ กษัตริย์ของประเทศอื่น ๆ แม้จะยิ่งใหญ่เพียงใด ก็จะมีสถานะต่ำกว่าจักรพรรดิของจีน หนึ่งขั้น
หวัง หรือ อ๋อง เดิมหมายถึง กษัตริย์ (King)
แต่หลังจากที่จิ๋นซีฮ่องเต้รวบรวมแว่นแคว้นต่าง ๆ ให้เป็นจีนเป็นหนึ่งเดียว ได้สถาปนาตำแหน่ง หวงตี้ (ฮ่องเต้) ขึ้นมาว่าเป็นกษัตริย์เหนือกษัตริย์ หรือก็คือคำว่า จักรพรรดิ
คำว่า “หวัง หรือ อ๋อง” ก็ถูกลดระดับลงมาใช้เป็น "เจ้าชาย" และราชสำนักจีนมักจะเรียกกษัตริย์ของรัฐบรรณาการ เพื่อเน้นย้ำว่าพวกเขามีศักดิ์ ต่ำกว่า จักรพรรดิของจีน
ต่อมามีคำว่า กั๋วหวัง หรือ กั๋วอ๋อง หมายถึง กษัตริย์ของประเทศอื่น
โดยเฉพาะในการทูตสมัยใหม่ กั๋วหวัง ใช้เรียกกษัตริย์ไทย, กษัตริย์อังกฤษ เพื่อบ่งชี้สถานะความเป็น "กษัตริย์" โดยสมบูรณ์

ประธานสีเรียกในหลวงของเราว่า “กั๋วหวัง”
และเรียกพระราชินีว่า “หวังโฮ่ว”
ลองฟังในคลิปดี ๆ จะได้ยินประธานสีเอยคำว่า “สุทิดาหวังโฮ่ว”
แต่จีนเรียกกษัตริย์ของตนเองว่า “ฮ่องเต้” หรือสำเนียงจีนกลางออกเสียงว่า “หวงตี่“
หวงตี่ = ฮ่องเต้ = จักรพรรดิ
หวงโฮ่ว = ฮ่องเฮา = จักรพรรดินี
กษัตริย์ของประเทศอื่นๆ คือ กั๋วหวัง = King
แต่กษัตริย์ของจีนคือ หวงตี่ = ฮ่องเต้ = จักรพรรดิ
“กั๋วหวัง หรือ หวัง หรือ อ๋อง“ ที่เป็น King ของเรา แต่คำว่า “กั๋วหวัง หรือ หวัง หรือ อ๋อง“ ในราชสำนักจีน (โบราณ) คือ ”เจ้าชาย“
หมายเหตุ อันนี้เป็นธรรมเนียมมาตั้งแต่โบราณต่อเนื่องมาหลายพันปี ไม่ใช่จีนปัจจุบันหรือประธานสีจะคิดลดพระเกียรติของในหลวงของเราแต่อย่างใด

ธรรมเนียมไทยก็มีเช่นกัน
พระปรมาภิไธย ”ภปร” พระปรมาภิไธยย่อของรัชกาลที่ ๙
หรือ “วปร” พระปรมาภิไธยย่อของรัชกาลที่ ๑๐ ซึ่งย่อมาจาก “วชิราลงกรณ ปรมราชาธิราช”
ป.ร.ย่อมาจาก ” ปรมราชาธิราชา ”
ปรมราชาธิราชา นั้นเป็นภาษาบาลี มีความหมายเดียวกันกับ “บรมราชาธิราช” ในภาษาไทย
ไทยเราถือว่าภาษาบาลี-สันสกฤต เป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้น การใช้ ป.ร. ระบุตำแหน่ง กำกับพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ ที่มาจากคำว่า ” ปรมราชาธิราชา ” หมายถึง ” King of Kings ”
สังเกตไหมว่าเราเรียกพระมหากษัตริย์ ว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” แต่เรียกกษัตริย์ของชาติอื่น ๆ ว่า “สมเด็จพระราชาธิบดี”
อันนี้คือ concept เดียวกับที่จีนเรียกกษัตริย์ตัวเองว่าฮ่องเต้หรือพระจักรพรรดิ แล้วเรียกกษัตริย์ของชาติอื่นว่า ”อ๋อง“

เหมือนกับคำที่คนยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์เรียกสมเด็จพระเจ้าตากสินว่า “เจ้าตาก” คือการเรียกด้วยความคุ้นเคย แต่จริง ๆ ก็เป็นการลดทอนพระเกียรติของพระองค์ลงไป จะโดนตั้งใจหรือไม่ ไม่ทราบ
เจ้าตาก คือ เจ้าแคว้นเท่านั้น เหมือนเจ้าพระฝาง ก๊กทางเหนือที่พระเจ้าตากไปตีมารวมกับกรุงธนบุรี
เพราะ เจ้าตาก นับเป็นเจ้าแคว้นมาก่อนจะปราบดาภิเษก ขึ้นเป็นสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี
เหมือน เพลง“เจ้าตาก” ของคาราบาว

แถมอีกนิดปิดท้ายที่รูป:
ประธานสีและภรรยาสวมชุดดำร่วมไว้ทุกข์กับคนไทย
และสังเกตธงมี ๘ ธง ซึ่งเลข ๘ เป็นเลขมงคลของจีน


ข้อมูลจาก เพจเอ็ดดี้ อัษฎางค์









ในหลวงและพระราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปในงานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำ
ซึ่งรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนจัดถวาย เมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๘
คลิกอ่านรายละเอียด prachachat.net







แม้ฉลอง พระองค์ ทรงสีดำ
กลับงามล้ำ เลิศลักษณ์ เปี่ยมศักดิ์ศรี
ท่ามสายตา พันล้าน งานราตรี
ต่างชื่นชม ราชินี ของคนไทย

ในขณะ พระองค์ ทรงไว้ทุกข์
ยังสร้างสุข กระจ่าง สว่างไสว
สื่อภูษา สยาม งามกว่าใคร
ตามพระบาท เทิดไท้ พระพันปี


กวีเหลวไหล
๑๔ พย ๖๘
จาก เพจกวีเหลวไหลแท้













aaaa








































หลังจากรัฐพิธี ที่ไม่ทรงแต่งดำ เพราะเป็นงานทางการ แบบกลางแจ้งหน้าธงชาติ เพื่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สองฝ่ายต่างเลือกสีในแนวถนอมน้ำใจ แขกไม่แต่งดำให้เกียรติงานไม่ทำให้งานดูเศร้าหม่น เจ้าบ้านไม่แต่งสดเน้นอ่อนให้กำลังใจแขก #ต่างอ่อนให้กัน

พองานกาล่า ทั้งสองพระองค์ก็ฉลองพระองค์ True Black to be Strong ในหลวงทรงพระเท่ห์ ด้วยเสื้อโค้ทแบบเจมส์บอนด์ และครั้งนี้ พระราชินีมาด้วยสไตล์ ชุดไทยจิตรลดา เสื้อคอบัวกระดุมจีนคู่ ซิ้นไหมสีพื้นดำขลับ ยกทองมีเชิงกรวย งามเสียจริง ๆ


ข้อมูลจาก
เพจ Anchalee Sasaki





ช่วงนี้สนใจงาน Jewelly เลยสะดุดตากับ เข็ดกลัดเต่าโคตรนิลของ สมเด็จพระนางเจ้า ซึ่งน่าสนใจ เพราะเราไม่ค่อยได้เห็นการใช้เครื่องประดับที่มีอัญมณีนิล เป็นตัวเด่น เลยคิดว่าไม่น่าจะเพราะนิลมีสีดำ แน่ ๆ เลยค้นหาดูว่า เต่า ในวัฒนธรรมจีนคืออะไร

ก็พบว่า เต่าคือ สัตว์เทพเจ้าแห่งอายุยืนและความมั่นคงเป็นหนึ่งใน สี่สัตว์เทพผู้พิทักษ์ (Four Benevolent Beasts) โดยเป็นสัตว์เทพผู้พิทักษ์ทิศเหนือ ที่ชื่อว่า เสวียนอู่ (Xuánwǔ) มีสีประจำตัวคือ สีนิลดำ !!!!! โดยเสวียนอู่ เป็นผู้คุ้มกันทัพหลัง (ตามตำราพิชัยสงคราม) แสดงถึงความ หนักแน่น มั่นคง และ มั่งคั่ง รวมถึงความสามารถในการป้องกันโชคร้าย

นั้นไงละ !!!! พระราชินี เลยทรงเข็มกลัด เต่านิล ในงานเลี้ยงพระกระยาหารต้อนรับการเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้ เพื่อไม่ให้คนจีนคิดว่า ทรงอยู่ในช่วงโศกเศร้าเท่านั้น แต่ยังแสดงความถ่อมตน มีกาลเทศะ และเข้าใจเจ้าภาพอีกด้วย …… ทรงทำการบ้านหนักมากจริง ๆ พระพุทธเจ้าข้า


ข้อมูลจาก
เพจ Pharuehad Choomsaenghiran





การจัดโต๊ะเสวยและเครื่องถ้วยชามวิจิตรยิ่ง
สมศักดิ์ศรีอู่อารยธรรมแห่งอาณาจักรจีนที่รุ่งเรืองมาช้านาน
และสมพระเกียรติยศพระมหากษัตริย์​แห่ง​ราชอาณาจักรไทย
รวมทั้งข้อความอันตรึงใจ
สะท้อนสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของไทย–จีน
รากเหง้าแห่งตะวันออก

คำกล่าวของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง
“จีนไทยใช่อื่นไกล เราพี่น้องกัน”
เพียงประโยคเดียว…แต่สั่นสะเทือนทั้งเวทีการทูตและความรู้สึกของประชาชนสองประเทศ

พระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัว
“ความเป็นมิตรที่ใกล้ชิดและความเป็นหุ้นส่วนที่เชื่อมั่นของเราจะนำไปสู่ความเจริญก้าวหน้าและประโยชน์สุขร่วมกันสืบไป”

สูจิบัตรเล่มนี้ คือ สัญลักษณ์แห่งมิตรภาพ
เป็นอีกหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ ที่หลายคนอยากเก็บไว้ในความทรงจำ
เครดิตภาพและความบางส่วน : เพจ ยินดีไทยแลนด์


ข้อมูลจาก
เพจศุภมาส เสนะเวส









ในหลวงและพระราชินี เสด็จฯ ไปทรงสักการะพระพุทธรูปพระศากยมุนี
และพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว)
ณ วัดหลิงกวง กรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๘
คลิกอ่านรายละเอียด เพจพระลาน












































หลังจากรัฐพิธี ที่ไม่ทรงแต่งดำ เพราะเป็นงานทางการ แบบกลางแจ้งหน้าธงชาติ เพื่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สองฝ่ายต่างเลือกสีในแนวถนอมน้ำใจ แขกไม่แต่งดำให้เกียรติงานไม่ทำให้งานดูเศร้าหม่น เจ้าบ้านไม่แต่งสดเน้นอ่อนให้กำลังใจแขก #ต่างอ่อนให้กัน

พองานกาล่า ทั้งสองพระองค์ก็ฉลองพระองค์ True Black to be Strong ในหลวงทรงพระเท่ห์ ด้วยเสื้อโค้ทแบบเจมส์บอนด์ และครั้งนี้ พระราชินีมาด้วยสไตล์ ชุดไทยจิตรลดา เสื้อคอบัวกระดุมจีนคู่ ซิ้นไหมสีพื้นดำขลับ ยกทองมีเชิงกรวย งามเสียจริง ๆ


ข้อมูลจาก
เพจ Anchalee Sasaki





ช่วงนี้สนใจงาน Jewelly เลยสะดุดตากับ เข็ดกลัดเต่าโคตรนิล ของสมเด็จพระนางเจ้า ซึ่งน่าสนใจ เพราะเราไม่ค่อยได้เห็นการใช้เครื่องประดับที่มีอัญมณีนิล เป็นตัวเด่น เลยคิดว่าไม่น่าจะเพราะนิลมีสีดำ แน่ ๆ เลยค้นหาดูว่า เต่า ในวัฒนธรรมจีนคืออะไร

ก็พบว่า เต่าคือ สัตว์เทพเจ้าแห่งอายุยืนและความมั่นคงเป็นหนึ่งใน สี่สัตว์เทพผู้พิทักษ์ (Four Benevolent Beasts) โดยเป็นสัตว์เทพผู้พิทักษ์ทิศเหนือ ที่ชื่อว่า เสวียนอู่ (Xuánwǔ) มีสีประจำตัวคือ สีนิลดำ !!!!! โดยเสวียนอู่ เป็นผู้คุ้มกันทัพหลัง (ตามตำราพิชัยสงคราม) แสดงถึงความ หนักแน่น มั่นคง และ มั่งคั่ง รวมถึงความสามารถในการป้องกันโชคร้าย

นั้นไงละ !!!! พระราชินี เลยทรงเข็มกลัด เต่านิล ในงานเลี้ยงพระกระยาหารต้อนรับการเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้ เพื่อไม่ให้คนจีนคิดว่า ทรงอยู่ในช่วงโศกเศร้าเท่านั้น แต่ยังแสดงความถ่อมตน มีกาลเทศะ และเข้าใจเจ้าภาพอีกด้วย …… ทรงทำการบ้านหนักมากจริง ๆ พระพุทธเจ้าข้า

ข้อมูลจาก
เพจ Pharuehad Choomsaenghiran





การจัดโต๊ะเสวยและเครื่องถ้วยชามวิจิตรยิ่ง
สมศักดิ์ศรีอู่อารยธรรมแห่งอาณาจักรจีนที่รุ่งเรืองมาช้านาน
และสมพระเกียรติยศพระมหากษัตริย์​แห่ง​ราชอาณาจักรไทย
รวมทั้งข้อความอันตรึงใจ
สะท้อนสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของไทย–จีน
รากเหง้าแห่งตะวันออก

คำกล่าวของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง
“จีนไทยใช่อื่นไกล เราพี่น้องกัน”
เพียงประโยคเดียว…แต่สั่นสะเทือนทั้งเวทีการทูตและความรู้สึกของประชาชนสองประเทศ

พระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัว
“ความเป็นมิตรที่ใกล้ชิดและความเป็นหุ้นส่วนที่เชื่อมั่นของเราจะนำไปสู่ความเจริญก้าวหน้าและประโยชน์สุขร่วมกันสืบไป”

สูจิบัตรเล่มนี้ คือ สัญลักษณ์แห่งมิตรภาพ
เป็นอีกหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ ที่หลายคนอยากเก็บไว้ในความทรงจำ
เครดิตภาพและความบางส่วน : เพจ ยินดีไทยแลนด์


ข้อมูลจาก
เพจศุภมาส เสนะเวส









ในหลวงและพระราชินีเสด็จฯ ไปยังศูนย์นวัตกรรมหุ่นยนต์ ฮิวแมนนอยด์กรุงปักกิ่ง
เมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๘
คลิกอ่านรายละเอียด thaipbs.or.th




























พระราชจริยวัตรอันงดงาม แสงสว่างแห่งไมตรีระหว่าง ๒ ชาติ ไทย-จีน
การเสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในครั้งนี้ เปรียบเสมือน “สายลมแห่งพระบารมีที่โอบอุ้มไมตรีสองแผ่นดิน” ให้แนบแน่นลึกซึ้งยิ่งขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏในรอบหลายทศวรรษ
ทันทีที่ทั้งสองพระองค์เสด็จพระราชดำเนินลงจากเครื่องบิน พระพักตร์ที่เปี่ยมด้วยพระเมตตา ความอ่อนน้อม สุขุม และสง่างามในพระราชอิริยาบถทุกก้าว ได้สะกดสายตาชาวโลกและสื่อสากลไว้ในเวลาเดียวกัน จนไม่มีสำนักข่าวใดไม่กล่าวถึง “พระบารมีอันล้ำค่า” ที่ไทยนำมาสู่เวทีระหว่างประเทศ
พระราชจริยวัตรที่งดงามจนจีนประทับใจทั่วประเทศ
ดร.อักษรศรีอธิบายว่า สิ่งที่ทำให้จีนชื่นชมอย่างล้นหลาม ไม่ได้อยู่เพียงในพิธีการ แต่คือ พระจริยวัตรอันเรียบง่าย สุภาพงดงาม และให้เกียรติทุกคนที่เข้าเฝ้าฯ
จนประชาชนจีนจำนวนมากกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า

“ไทยเป็นมิตรแท้ของจีน เพราะผู้นำของไทยทรงเก็บงามทั้งจิตใจและท่วงท่า”
พระพักตร์ที่เปี่ยมด้วยความสงบและพระเมตตา ทำให้ภาพลักษณ์ประเทศไทยในเวทีโลกโดดเด่นขึ้นอย่างที่ไม่ต้องใช้คำพูดมากมาย เพียงพระอิริยาบถก็เป็นการทูตได้ด้วยตัวเอง
พระราชดำเนินยังสถานที่สำคัญ — ดุจเปิดประตูยุคใหม่ของไทย
การเสด็จทอดพระเนตร
ศูนย์นวัตกรรมหุ่นยนต์
สถาบันอวกาศ
ศูนย์ควบคุมการบินอวกาศ
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ขั้นสูง
ไม่ใช่เพียงการเยี่ยมเยียนธรรมดา แต่เป็นสัญลักษณ์ว่า ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ทศวรรษใหม่แห่งวิวัฒนาการและเทคโนโลยี โดยมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมแห่งความเชื่อมั่น
สื่อจีนถึงขั้นพาดหัวว่า

“พระมหากษัตริย์ไทยทรงเป็นสะพานแห่งอนาคตระหว่างจีนและไทย”
พระบารมีที่ทำให้โลกเห็นว่าไทยยังคงยืนหยัดอย่างสง่างาม
ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดและการแข่งขันของมหาอำนาจ การเสด็จฯ ครั้งนี้ทำให้หลายชาติหันกลับมามองประเทศไทยด้วยความเคารพ เพราะเห็นว่าไทยยังรักษาหลักการ “สมดุลแห่งอำนาจ” ได้อย่างงดงามที่สุดชาติหนึ่งในโลก
นี่คือพลังที่ไม่มีชาติใดเลียนแบบได้ —
พลังแห่งพระบารมี ความสุขุม ความนอบน้อม และพระราชจริยวัตรที่งดงามเหนือกาลเวลา
ความรู้สึกของประชาชนไทย — ปลื้มปิติเกินบรรยาย
ภาพของทั้งสองพระองค์เคียงข้างผู้นำจีน ทรงพระสรวลเล็กน้อยด้วยความเรียบง่าย เป็นภาพที่ทำให้คนไทยจำนวนมากรู้สึกถึงความภาคภูมิใจอย่างล้นหัวใจ
หลายคนกล่าวว่า

“พระองค์คือร่มโพธิ์ร่มไทร ที่ทำให้ภาพลักษณ์ของไทยสง่างามในระดับโลกอีกครั้ง”
ไม่ว่าประเทศจะเผชิญมรสุมใด
แต่พระบารมีก็ยังเป็นเสาหลักที่ทำให้โลกเห็นว่า
ประเทศไทย…คือชาติที่งดงาม มีศักดิ์ศรี และคู่ควรแก่ความเคารพในเวทีสากล


ข้อมูลจาก เพจ Thailand FACT Today


















ขอถวายความในใจแด่พระราชินีสุทิดา..

แรกเริ่ม ฉันบอกตามตรงว่าฉันไม่ได้ปลื้มเท่าใดนัก.. แต่ในใจก็คิดว่าพระองค์ท่านทรงเลือกแล้ว..

เลือกคู่พระบารมี.. คงเพราะมีการตรวจดวงชะตาอย่างละเอียด...

ฉันออกจะเหวอเล็กน้อยในวันสถาปนา.. เพราะหลายครั้งที่เห็นพระราชินี ครั้งยังทรงเป็นทหารราชองครักษ์.. ท่านดูเคร่งขรึม ดุดัน.. จนวันที่มีการสถาปนาแต่งตั้ง.. ในใจยังคิดว่านี่พระองค์ทรงมั่นใจและทรงเลือกดีแล้วเหรอ?

เวลาผ่านไป.. ฉันไม่รู้ตัวเลยว่า.. ฉันตกหลุมรักพระราชินีองค์นี้เมื่อไหร่??

จากหญิงเชื้อสายจีนสามัญชน.. จากคนสงขลา.. สู่ตำแหน่งสูงส่งเหมือนซินเดอเรลล่า.. ฉันเชื่อว่าบัดนี้คนไทยทั้งหลายคงกระจ่างแจ้งแก่ใจแล้วว่าสายพระเนตรพ่อหลวงช่างเฉียบคมยิ่งนัก..

แม้ตอนนั้นฉันยังไม่เชื่อสายตา.. แต่ฉันเชื่อในพระราชวินิจฉัย.. ฉันถูกอกถูกใจที่ทรงเลือกพระสังฆราชได้เหมาะสมยิ่งนัก.. แต่กับพระราชินี.. ตอนนั้นฉันยังเฉยๆ.. ฉันรู้ว่าพ่อคงรอ.. รอว่าสักวันประชาชนจะรู้ว่าเพราะอะไร..พ่อถึงเลือกท่านมาข้างกาย..สมสง่าควรค่าพระบารมี..

พระราชินีทรงรักและเทิดทูนพ่อและครอบครัวพ่ออย่างมาก.. ทำให้ฉันนึกถึงบทกลอนที่พ่อแต่งถวายพระพันปีหลวงว่า..

"จะรักหญิง.. ที่เขาเข้าใจแม่..."

ฉันเคยมีประสบการณ์ได้พบเจอรักเก่าๆ ของพ่อ.. ฉันรู้เลยว่าเพราะอะไร..พ่อถึงเลือกแม่หลวงท่านนี้..

ยิ่งฉันเห็นพระองค์ทรงก้มกราบพระราชินีกูล แม้จะทรงมีพระอิสริยยศสูงกว่า.. ทรงอ่อนน้อม.. ห่วงใย..ไม่มีความโอหัง ถือศักดา.. มีแต่ความน่ารัก.. จริงใจ.. เอาอกเอาใจใส่.. ดูแลพ่อและครอบครัวมิห่าง.. ทรงเข้มแข็ง.. และเก่งกาจ กล้าหาญ.. ทรงเป็นสายใยที่เชื่อมใจและลดระยะห่างระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชนได้อย่างฮีลใจนัก..

การกีฬา.. การทหาร.. การขับเครื่องบิน.. ปีนเสาเรือ.. ปีนขัดพระบรมรูปทรงม้า.. การสวนสนามเคียงข้างพระราชา.. ความงามโดดเด่นเป็นสง่า.. ทุกอย่างมีแต่ความพอดี.. ไม่มีล้น ไม่มีขาด.. เป็นพระราชินีที่น่ารัก...มองไม่เบื่อ.. ทรงมีเสน่ห์มากเหลือเกิน.. เป็นที่น่าภาคภูมิใจนักของคนไทย..

ฉันหลงรักท่านหมดหัวใจ.. ยอมแล้วและรู้ว่าทำไม.. พ่อถึงเลือกท่านเป็นคู่ชีวิต..

นับจากสมเด็จย่าและพระพันปี.. แม่แห่งแผ่นดินพระองค์นี้... คืออัญมณีล้ำค่าที่งดงามยิ่ง..

"จะรักหญิง.. ที่เขาเข้าใจแม่.."

และแม่ก็ฝากดวงใจของแม่และชาวไทยไว้..

ให้แม่หญิงที่ไม่มีความด่างพร้อย.. ได้ดูแลแทนแม่ที่ล่วงลับไป..

ขอน้อมกราบพระองค์ด้วยหัวใจข้าฯ พระพุทธเจ้า.. ด้วยความรักและภักดี..

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะฯ..

ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน..


ข้อมูลจาก
เพจ Tong Kaewtrakulpong






Soft Power ที่ไม่ต้องลงทุน ๗,๔๐๐ ล้านบาท ..
รสนิยมมันซื้อด้วยเงินไม่ได้จริงๆ..
ทรงงามสง่าดุจนางพญา..เคียงคู่องค์ราชัน..
แต่ที่งามมากไปกว่านั้น.. คือหัวใจที่จงรัก ภักดี
และห่วงใยพระราชาด้วยความอ่อนหวาน และแข็งแกร่ง.. ทุกย่างก้าว..
แม้ทรงพระอิสรยศสูงส่ง.. แต่ยังคงนอบน้อมต่อราชนิกูลทุกพระองค์..
และทรงอ่อนโยนต่อพสกนิกรชาวไทย..
ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน..
พระองค์ทรงอยู่ในหัวใจของคนไทยผู้จงรักภักดีทั้งแผ่นดิน...


ข้อมูลจาก
เพจ Tong Kaewtrakulpong









ช่วงบ่ายวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ เสด็จพระราชดำเนินไปยัง “เมืองอวกาศกรุงปักกิ่ง”
เพื่อทอดพระเนตรเทคโนโลยีอวกาศระดับชาติของสาธารณรัฐประชาชนจีน
คลิกอ่านรายละเอียด thaipbs.or.th













































ฉลองพระองค์ ผ้าไหมเปลือก ๖ เส้น เดรสยาวห่มเครปไหมเปลือก ชายครุยธรรมชาติ ดั่งทรงสะพัก ประดับพระเข็มกลัดจันทร์เสี้ยวดั่ง "ราชินีจันทรา"

​เข้าใจความพิเศษของฉลองพระองค์ชุดนี้ เสน่ห์ที่ซ่อนอยู่ในเส้นใยไหมไทย

เพราะไหมไทยไม่ได้มีแค่แบบเดียว ใยไหมจากรังไหมหนึ่งรัง ถูกแบ่งออกเป็น ๓ คุณภาพหลัก ซึ่งกำหนดทั้งความหนาและความเงางาม

​ไหมเปลือก / ไหมหลืบ (ไหมสาม) คือ : เส้นใยที่อยู่ ชั้นนอกสุด ของรังไหม มีความหยาบ เส้นใหญ่ มีปมธรรมชาติ (ขี้ไหม) เป็นเสน่ห์ที่ไม่เหมือนใคร ทำให้ไหม ๑1 เส้นจากส่วนนี้ หนาที่สุด

​ไหมเครือ / ไหมสอง คือ :
เส้นใย ชั้นกลาง และเป็นไหมมาตรฐานที่ใช้กันมากที่สุด มีความยาวสม่ำเสมอและเงางามปานกลาง ทำให้ไหม ๑ เส้นจากส่วนนี้ หนาพอดี

​ไหมน้อย / ไหมจุล คือ :

เส้นใยที่อยู่ ชั้นในสุด ใกล้ตัวดักแด้ที่สุด มีคุณภาพดีที่สุด เล็ก บางเบา และเงางามที่สุด ทำให้ไหม ๑ เส้นจากส่วนนี้ เล็กที่สุด

​ความหนาบางของเส้นไหมยังขึ้นอยู่กับ จำนวนรังไหมที่นำมาสาว โดยมีหน่วยวัดมาตรฐานคือ เดเนียร์ (Denier) ตามกำหนดของกรมหม่อนไหม

​"ผ้าไหมเปลือก ๖ เส้น"

จึงหมายถึงการนำเส้นไหมที่สาวขึ้นมาจากชั้นนอกสุดของรังไหม (ซึ่งมีความหนา มีปม และมีมิติโดดเด่น) จำนวน ๖ เส้น

มาตีเกลียวควบรวมกันเป็นเส้นด้ายเพียง ๑ เส้น ทำให้ได้เส้นไหมที่มี ความหนามากเป็นพิเศษ และ เส้นใหญ่ เพื่อนำมาทอด้วยเทคนิคเฉพาะ เป็นการดึงเอาเอกลักษณ์และเสน่ห์ของไหมหลืบมาไว้บนผืนผ้าได้


ข้อมูลจาก
เพจ Thummanit Phuvasatien









เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีและทรัพยากรด้านการศึกษา
เมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๘
คลิกอ่านรายละเอียด royaloffice.th




























ด้วยความปลาบปลื้มยินดี

ขอกราบถวายสดุดี-สรรเสริญแฟชั่น
ฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาพระบรมราชินี


ในที่นี้ในการติดตามเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สู่สาธารณะรัฐประชาชนจีน

ว่าทรงฉลองพระองค์ได้งดงามวิไลตายิ่งนัก ทั้ง ๆ ที่ในขณะนี้จำกัด ว่าอยู่ในหมวดสีเข้มหรือดำขาวเท่านั้น

ซึ่งผมขอใช้คำสากลถวายว่า Royally ว่าทรงเปี่ยมศักดิ์สูงส่งอย่างแท้ทรูว์ ในการทรงดำรงตำแหน่งพระบรมราชินีของประเทศไทย ทรงงามหรูเลอเลิศในระดับ classic สุด elegant เต็มไปด้วย sophistication เหมาะสมสวยงามถูกต้องทุกวโรกาส

ทรงประกาศความเป็นไทยว่าหญิงไทย มีสไตล์และเอกลักษณ์ที่เลิศล้ำของเราเองอย่างเต็มที่ จากรัชสมัยของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชืนีนาถพันปีหลวง ที่เคยทรงสร้างประวัติศาสตร์ใหญ่หลวงให้แก่ชุดไทยคลาสสิคในคริสตศตวรรษที่แล้ว

มาสู่สไตล์ไทยคลาสสิคทันสมัยของศตวรรษนี้ ซึ่งในขณะนี้คือเอกลักษณ์ยิ่งใหญ่ของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาพระบรมราชินี ว่าทรงฉลององค์ได้สวยงามที่สุดในโลก ในทุกวโรกาส อันรวมทั้งชุดไทยและสากล

งามจับใจผมมาก ดีใจที่ตนอยู่มาได้ถึง ๘๒ ปี

...แล้วได้เห็นประจักษ์ ความยิ่งใหญ่ทางด้านแฟชั่นเลอเลิศเฉิดฉายของควีนยิ่งใหญ่สองพระองค์/สองรัชกาล/สองแผ่นดิน ...ของบ้านเรา

ดีใจจังครับ ที่ในคืนวันเกิดปีที่ ๘๒

ผมมีความสุขที่สุด ของขวัญวันเกิดพิเศษ วิเศษสุดในวันนี้ของผมที่อเมริกา

ก็คือผมภาคภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย

และขอเกิดเป็นคนไทยทุกชาติ/ทุกชาติไป


ข้อมูลจาก เพจ Kiccha Brandond





Limelight


"ไลม์ไลท์" (limelight) หมายถึงแสงไฟในอดีตกาลกว่าสองร้อยปีมาแล้ว ที่ใช้ในการจ้องส่องนักแสดงบนเวทีละครที่อังกฤษ ในสมัยคริสตศตวรรษที่ ๑๙ ก่อนที่ไฟฟ้าจะทันเกิด

แสง/ไลม์ไลท์นี้ สร้างโดยการพ่นเปลวไฟออกซิเจนและไฮโดรเจนไปสู่กระบอกปูนขาว ที่มีแคลเซียมออกไซด์ (ปูนขาวหรือหินปูนที่เรียกว่า limestone) แล้วมันจะสร้างแสงสว่างจ้าส่องนักแสดง เสมือนสป๊อตไลท์ของเวทีในปัจจุบัน

จึงเกิดคำ/สำนวนเช่น “อาบไปด้วยไลม์ไลท์”(bath in the limelight) อันหมายความว่า คน ๆ นั้น (ไม่จำเป็นที่จะต้องเกี่ยวข้องกันเลยกับละเม็งละคร แต่เกี่ยวโดยตรงกับลักษมีโดดเด่นของคน ๆ นั้น ส่วนมากเป็นหญิง)

…กำลังได้รับความสนใจในระบบชื่นชมนิยมจากประชาชน หรือ การตกเป็นจุดสนใจอย่างใหญ่หลวงของสาธารณชน

จนกลายเป็นว่าเธอเสมือนมีประกายของพลังรัศมีเรืองรองในตนเองที่ดูเปล่งปลั่งสว่างไสว ที่จะกระจายทับถมทุกสิ่งอย่าง และทุกผู้คนรอบข้างได้อย่างง่าย ๆ

ที่จะกลายเป็นว่าดูงามในระดับ”แลตะลึง”

ตรงไปตรงมาคือความป๊อปปูลาร์อย่างมโหฬารของคน ๆ นั้นในระบบอาบด้วยไลม์ไลท์ ยิ่งนานก็จะยิ่งงามมากขึ้นตามไปด้วย

ในโลกนี้ ที่ประชาชนคนธรรมดาที่อาบไลม์ไลท์แล้วจะะกลายเป็นนางฟ้าไปเลย ...ท่านแรกที่สุดที่ผมเคยเห็นมาคือคุณอาภัสรา หงสกุล เพราะผมเคยเห็นเธอมาก่อนที่ดอนเมืองหลายครั้ง ก่อนที่เธอจะติดอันดับนางสาวไทย

แล้วในคืนวันประกวดรอบสุดท้าย ผมแสดงเป็นพระเอกของระบำบัลเลต์สลับฉากบนเวที ก่อนการประกาศผล

...เห็นเธอบนเวทีแล้วผมก็ว่าสวยขึ้นมามาก แต่ในปีนั้นคนเข้าประกวดนางสาวไทยที่สวยจนหยาดเยิ้มมีเยอะจัง ดั่งรองทั้งสี่สาว (ในสมัยนั้นไม่มีการนับอันดับเป็นจริงจังว่าใครเป็นรองที่เท่าไร) อันมี คุณอรัญญา นามวงศ์ คุณเนาวรัตน์ พัชรา คุณละอองดาว กิริยา และคุณเสาวณีย์ วรปัญญาสกุล

อย่าลืมด้วยนะครับ ว่าผมและคณะนักแสดงต้องแต่งตัวแต่งหน้า ปะปนกันไปกับเหล่าผู้เข้าประกวด เราจึงเห็นทุกคนอย่างเด่นชัด ...ว่าสวยกันจัง สวยทีเดียว

แล้วขอข้ามเวลาไปอีกสักสองสามเดือนหลังจากคืนสวมมงกุฏ ที่วันนึงผมกับสหายชาวฝรั่งเศส ไปกินอาหารกลางวันกันที่โรงแรมโอเรียนเต็ล ก็ปรากฏว่านางสาวไทยและรองทั้งสี่กำลังนั่งให้ตากล้องชักภาพกันอยู่ในห้องโถงใหญ่ในล๊อบบี้ ต่างก็นั่งถือดอกกุหลาบแดงพวงเบ้อเริ่ม

ที่ผมเองไปแอบยืนตะลึงตาค้างมองจ้อง ว่าคืนที่สวมมงกุฏที่เหล่านางชนะเลิศและรอง ***ในขณะนี้สวยงามกันขึ้นมาอีกมาก มากเสียยิ่งกว่าคืนนั้น ก็ผมเห็นเหล่านางอย่างชิดใกล้ในคืนสวมมงกุฏ

แต่หลังจากอาบไลม์ไลท์ โด่งดังกันขึ้นมา โดนชักภาพมากขึ้น/มากขึ้น เข้ากล้องเป็นข่าวและภาพออกสื่อเช้าสายบ่ายเย็นมากขึ้น มากขึ้น คราวนี้จากสวยอยู่แล้ว กลายเป็นผ่องแผ้วกันมากขึ้นไปอีกหลายเท่าตัวทีเดียว โดยที่บางนางแทบไม่รู้ตัว

จนประหนึ่งว่ามีออร่าส่องสว่างได้จากข้างใน ที่จะดูสดใสนุ่มนวลตรึงตาตรึงใจ ผมจำได้ว่าตนเองและสหายชาวฝรั่งเศส หยุดยืนมองจ้องเหล่านางอย่างตะลึง โดยเฉพาะคุณอาภัสรา หงสกุล ที่ผมจำได้ว่าเห็นเธอตั้งแต่ถีบจักรยานอยู่แถวดอนเมือง มาบัดนี้เธอดูดั่งนางหงส์นางพญาของความงาม ที่สหายฝรั่งเทสต์สูงพลอยมองตาค้าง รำพึงรำพันกันว่า “tres, tres jolie!”

ทั้งนี้และทั้งนั้น เพราะมนต์ขลังของไลม์ไลท์นะครับ มันมีความขลังของมันจริง ๆ

จึงขอขยับเขยื้อนขึ้นเบื้องบนสูงส่งสุดแล้วเล่าว่า พระราชมารดาของชาติ/สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์/บรมราชินีนาถ/พันปีหลวงก็เช่นกัน ที่ว่าพระองค์จะไม่ทรงประสบกับไลม์ไลท์เป็นจริงเป็นจัง จนกระทั่งทรงมีพระราชโอรสและธิดาเรียบร้อยแล้วสี่พระองค์ แล้วเสด็จติดตาม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการเสด็จประพาสโลกตะวันตกในปี พ.ศ. ๒๕๐๓

ที่พระสิริโฉมในระดับศักดิ์สิทธิ์ดั่งนางฟ้านางสวรรค์ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ แห่งไทยแลนด์ จะเริ่มฉายแสง/แรงกระจาย ดั่งการถูกส่องจ้าด้วยไลม์ไลท์ในศตวรรษที่ ๑๙ ก็ไม่ปาน

ตั้งแต่การเสด็จลงเรือบินพระที่นั่งที่ฮาวาย เท่าที่ผมจำได้ในฉลององค์ทรงสูท/ไหมไทยสีชมพูอ่อนของปีแอร์ บาลแมง ทรงพระมาลาสไตล์สากล/ตะวันตกอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก

แล้วตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ในระยะเวลากว่าหกเดือนของการเสด็จประพาส เราปวงประชาชนชาวไทยที่ในสมัยนั้นยังอยู่กันที่บ้านมากกว่าที่เมืองนอก จึงจะพึงตระหนักกันอย่างลึกซิ้งสักทีว่า พระสิริโฉมและพระอิริยาบถ สไตล์และเอกลักษณ์ของ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ของเราคือทรัพยากรยิ่งใหญ่ที่สวรรค์ประทานให้แก่ประเทศไทยโดยเฉพาะ

ในปัจจุบัน ที่จะเหมาะเจาะเป็นบุญวาสนาสูงส่งล่าสุดของบ้านเรา คือการติดตามเสด็จประพาสสาธรณะประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พระบรมราชินี ...ในกาลครั้งนี้

ที่รวบรัดตัดความได้ว่าในความงามสง่าพร้อมสไตล์ที่เรียบหรูโก้ของฉลององค์ในผ้าไทย ในความอ่อนหวานอบอุ่นในทุกพระอิริยาบทของสมเด็จฯ

...จนเกิดคำชมว่า สมเด็จพระบรมราชินีของประเทศไทย ทรงเป็นหญิงแบบอย่าง/ผู้แทน/ภาพลักษณ์ ของหญิงทั้งทวีปอาเซีย/ทางภาคตะวันออกไกล ...ของโลก

ของศตวรรษนี้อีกต่างหาก ที่หญิงอาเซี่ยนเก่ง แกร่ง กล้าหาญ เป็นผู้ชนะได้ทั้งสิบทิศ เป็นผู้นำยิ่งใหญ่ได้เท่าชายชาญ

ฉะนั้น นอกเหนือจากพระสิริโฉมเลอเลิศไฉไล พระอิริยาบทที่นุ่มนวล เรียบง่าย/สบายและอ่อนหวาน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งคืออย่างจริงจังจากน้ำพระทัย พร้อมพระปรีชาสามารถสารพัดนึกต่าง ๆ นานาของพระองค์

กำลังอยู่ในไลม์ไลท์ในโลกของศตวรรษที่ ๒๑ นะครับ จึงขอให้สว่างไสวเป็นวาสนา/บุญตาบุญใจของเรา ๆ และทั้งโลก เช่นนี้ไปตลอดกาลเทอญ

ขอจงพระเจริญยิ่งยืนนาน
ข้าพระพุทธเจ้า ...กิจจา บุรานนท์


ข้อมูลจาก
เพจ Kiccha Buranond









เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมชมพระราชวังโบราณ
คลิกอ่านรายละเอียด thaipost.net












































พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ได้รับความสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะฉลองพระองค์ของพระบรมราชินี ที่พระสิริโฉมงดงาม และสื่อถึงไมตรีจิตระหว่างสองแผ่นดิน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ ๑๓–๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๘ ตามคำทูลเชิญของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง นับเป็นหมุดหมายสำคัญที่ตอกย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของทั้งสองประเทศ ในวาระครบรอบ ๕๐ ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน

หนึ่งในสิ่งที่ได้รับความสนใจอย่างยิ่งคือ ฉลองพระองค์ของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ซึ่งทรงเลือกสวมใส่ระหว่างการปฏิบัติพระราชกรณียกิจในจีน แต่ละชุดออกแบบอย่างประณีต สื่อถึงความอ่อนหวาน งามสง่า และความเคารพต่อวัฒนธรรมของประเทศเจ้าบ้าน ควบคู่กับการสะท้อนเอกลักษณ์ความงามแบบไทยได้อย่างลงตัว

ทีมงานได้รวบรวมฉลองพระองค์ที่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงฉลองพระองค์ระหว่างการเสด็จพระราชดำเนิน ซึ่งแต่ละชุดล้วนสะท้อนความสัมพันธ์อันดีของไทย-จีน ผ่านโทนสี รายละเอียดลวดลาย และงานศิลป์อันวิจิตร ทำให้ตลอดภารกิจในจีน พระองค์ทรงปรากฏพระสิริโฉมอ่อนโยน แต่งดงามสง่า และทรงแสดงพระอัธยาศัยที่ใกล้ชิดเป็นกันเองกับประชาชน

 ชาวจีนจำนวนมากแสดงความชื่นชมฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทั้งในด้านโทนสี ความหมายของชุดไทย และความงดงามที่สะท้อนศิลปวัฒนธรรมของไทย ทำให้ผู้ติดตามชาวจีนหลายคนเกิดความสนใจในแฟชั่นและวัฒนธรรมไทยเพิ่มมากขึ้น พร้อมชื่นชมเสน่ห์ของความงามแบบไทย-เอเชีย 

การเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนครั้งนี้ ไม่เพียงช่วยกระชับความร่วมมือระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น แต่ฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งไมตรีจิต วัฒนธรรม และความงดงามแบบไทย ที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างกว้างขวางตลอดการเสด็จพระราชดำเนิน


ข้อมูลจาก
kapook.com









เสด็จพระราชดำเนินไปชมพิพิธภัณฑ์พระราชวังโบราณ, พระที่นั่งเหวินหวา
เพื่อทอดพระเนตรนิทรรศการโบราณวัตถุ จากนั้นเสด็จพระราชดำเนินกลับประเทศไทย
คลิกอ่านรายละเอียด thaipost.net








































เมื่อความงามสะท้านปฐพีไม่ได้มีแต่ในนิยาย


เชื่อว่าเราทุกคนต่างเคยได้ดูละคร ภาพยนตร์ หรือซีรีย์ย้อนยุคต่าง ๆ ที่มักเล่าขานถึงตำนานอิงประวัติศาสตร์ กล่าวถึงความงามของอิสตรีที่มีอานุภาพอันยิ่งใหญ่มาแล้วกันทั้งนั้น แต่ใช่ว่าจะได้เห็นกันแบบชัด ๆ ในชีวิตจริง สำหรับผม ก็คิดว่าเพิ่งจะมาตระหนักถึงปรากฏการณ์ "ความงามสะท้านปฐพี" จากการเสด็จเยือนจีนของ ในหลวง ร.๑๐-สมเด็จพระราชินีสุทิดา เมื่อวันที่ ๑๓-๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ นี้เองครับ

จากผู้หญิงสามัญชนคนหนึ่ง ด้วยรักแท้และความดีงาม กลายเป็นสมเด็จพระราชินี ด้วยรักที่ทรงมีต่อในหลวง ร.๑๐ และสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยเป็นที่ประจักษ์ จากสมเด็จพระราชินีมาเป็น สมเด็จพระราชินี ครองใจประชาชน ด้วยฉลองพระองค์ที่งามสง่าเป็นสุดยอดซอฟต์พาวไทยและพระราชจริยวัตรงดงามหาใดเปรียบ ในที่สุดสมเด็จพระราชินีครองใจประชาชนก็มาสู่สมเด็จพระราชินีผู้งามสะท้านปฐพี

ทว่าความงามสะท้านปฐพีของสมเด็จพระราชินีพระองค์นี้ไม่ได้มาเล่นๆ หากแต่ปูทางมาตั้งแต่สมเด็จพระราชินีในรัชกาลก่อน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงพระทันสมัยมาก ซึ่งแม้ว่าสมัยนั้นยังไม่ค่อยมีคนเล็งเห็นความสำคัญในพระราชกรณียกิจของพระองค์เท่าใดนัก แต่พระราชกรณียกิจของพระองค์กลับมาผลิดอกออกผลอย่างงดงามในปัจจุบัน

นับตั้งแต่พระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน การฝึกฝนและสร้างอาชีพให้คนไทย ตลอดจนซอฟต์พาวเวอร์ไทยจำนวนมากมาย ทั้งผ้าไหมไทย ชุดไทย การชุบชีวิตการแสดงโขน และอีกนานัปการ ทั้งหมดล้วนกลายเป็นสิ่งทรงคุณค่าในยุคปัจจุบัน สอดคล้องกับกระแสค่านิยมของโลกสมัยใหม่ ตอกย้ำพระวิสัยทัศน์อันยาวไกลของ สมเด็จพระพันปีหลวงที่มาก่อนกาล

การเสด็จเยือนจีนครั้งนี้ ในโอกาส ๕๐ ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน จึงได้พิสูจน์อย่างชัดเจนแล้วว่าสมเด็จพระราชินีสุทิดาทรงสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชณียกิจของสมเด็จพระพันปีหลวงได้อย่างไร้รอยต่อ อีกทั้งยังทรงนำมรดกของพระองค์ไปเฉิดฉายสะกดทุกสายตาบนแผ่นดินจีนที่มีประชากรเกือบ ๑,๕๐๐ ล้านคน นับเป็นการถวายพระเกียรติอย่างลึกซึ้งและสมพระเกียรติที่สุด

เมื่อคนจีนยังหลงรักและแห่ชื่นชมเป็นเอฟซี แล้วเราในฐานะคนไทยจะไม่เป็น #เอฟซีพระราชินี ได้อย่างไร ขอบอกตามตรงนะครับ แม้ผมจะศรัทธาสมเด็จพระราชินีสุทิดามานานแล้ว เพราะทรงเป็นแบบอย่างและแรงบันดาลใจในการออกกำลังเพื่อสุขภาพ แต่ผมก็ยังไม่กล้าใช้คำว่าเอฟซี จนกระทั่งงานนี้แหละ กล้าพูดอย่างสนิทใจว่าเป็น "เอฟซีพระราชินี"

ดร.ศุภณัฐ
๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๘
จาก เพจ Suphanat Aphinyan





















God Bless the Child


นามของเพลงสุดอมตะของชาวอเมริกันผิวดำ แต่งและร้องโดย Billie Holiday

…คำดังกล่าวมาจากสมุดพระคัมภีร์ เนื้อร้องต่อจาก God bless the child คือ …that’s got his own…

ก่อนหน้านั้นมีว่า Papa may have, mama may have, but God bless the child that’s got his own

รวม ๆ แล้วคือไม่ว่าพ่อ/แม่จะมีสักเท่าไหร่ แต่ลูกคนนั้น (the child) สามารถตั้งตัวเองได้ โดยเป็นตัวของตัวเองอย่างสมบูรณ์ โดยไม่ต้องเกาะพึ่งพาอาศัยบิดามารดร หรือใครอื่นใดทั้งนั้น ...จนได้รับประทานพรจากเทพพระเจ้า

รวบรัดตัดความคือคนเราสามารถฉายแสงโดดเดี่ยวได้ด้วยตนเอง ไม่ว่าบิดามารดาจะฉายแสงได้แรงกว่ามาก่อนหรือไม่/หรือสักเท่าใด

จึงขอยกตัวอย่าง ...ว่าตอนเคท/แคเธอรีน มิดเดิ้ลตัน สมรสกันใหม่ ๆ กับเจ้าชายวิลเลียม/ดยุคแห่งแคมบริดช์

ทั้งประเทศอังกฤษและอาจทั้งโลก ก็รีบร้อนที่จะเปรียบเคทกับไดอานาให้ได้ ...ว่าสวยก็สวยไม่เท่า ...ว่าไดอานาเกิดมาเป็นคุณหญิง (Lady Diana Spencer) ส่วนเคท/เพียงแค่นามสกุล Middleton ก็บอกกล่าวเรียบร้อยแล้วว่าเป็นคนชั้นกลาง

ซึ่งแท้จริงแล้วสื่อนำมาขยำผิด ๆ ถูก ๆ เพราะ Middleton เป็นนามของท้องถิ่น ไม่เกี่ยวข้องกับฐานะชั้นกลาง ที่เรียกกันว่า middle class

จนต่อมาในขณะที่เคททรงตำแหน่งใหม่ ๆ ก็เกิดคำว่า Upper Middleton Class ที่สื่ออังกฤษจะเรียกประชดประชันตระกูลของเคท

...เป็นทำนองว่า อย่างน้อยอยู่ในสังคมของชนชั้นกลางก็ตามที แต่ในระดับ upper

...มนุษย์หนอมนุษย์

แต่แล้วยิ่งนาน เคทก็ยิ่งพิศูจน์ให้สื่อและสังคมเห็นได้อย่างเด่นชัด ว่าพระนางคือหนึ่งของ The child that’s got his or her own ในโลกนี้

ที่มีความพิเศษ วิเศษส่วนตัวขององค์เอง ไม่จำเป็นต้องเหมือนท่าน/ผู้มาก่อนไม่ว่าใครก็ตามที

อันเป็นเสน่ห์/มนต์ขลังใหม่ “ทันสมัย/ทันเจเนเรชั่นนานาของปัจจุบัน ไกลไปถึงอนาคต

…ที่วิเศษพิเศษจริง ๆ คือพระนางทรงแสดงให้ทุกผู้คนโดยเฉพาะเพศหญิงด้วยกันเห็นว่า “จงเป็นตนของตนเองตลอดกาล จงอย่าติดตาม พยายามเกาะอาศัยเงาของใครทั้งนั้นในการดำเนินตน แล้วสักวัน (อันเป็นเรื่องใช้เวลา) ผู้คน/มนุษย์หนอมนุษย์ จะเห็นความพิเศษวิเศษ

***ของการเป็นตนเองของเรา (ของทุก ๆ คนในโลกนี้)

ตรงตามคำศักดิ์สิทธิ์ของสมุดพระคัมภีร์ที่ว่า God bless the child that’s got his or her own

ที่ผมนำมาอธิบายอย่างยืดยาว คือเคทเก่งและเด่นพอ ๆ กับไดอานา แต่เก่งไปกันคนละแบบ เพราะเป็นคนละคน แม้ว่าในปัจจุบันจะดำรงตำแหน่งตรงกัน คือ HRH Princess of Wales อันเป็นยศฐานันดรของว่าที่ควีนองค์ต่อไปของอังกฤษ

มนุษย์หนอมนุษย์ ...จึงควรหยั่งเรื่องนี้ให้ถูกต้อง รวมทั้งข้าพเจ้า ที่ตนแก่พอที่จะจดจำจารึกถึงสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถพันปีหลวง นานก่อนสมัยเสด็จโลกตะวันตก ที่ทรงสร้างชื่อเสียงโด่งดังให้แก่ประเทศไทยของเรา

...จนถึงการเสด็จสู่สวรรคาลัย

แล้วมานั่งจดจำพลางนึกตรึกตรองเช่นเรา ๆ ทั่ว ๆ ไป ว่าจะไม่มีใครใดไหนเหมือนท่านได้อีกแล้วในโลกนี้

ซึ่งก็จริงที่สุด แต่ในขณะนี้ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๑๐ ทรงสร้างความทึ่งให้แก่ข้าพเจ้าอย่างมหันต์เช่นกัน โดยเฉพาะในวโรกาศการติดตามเสด็จประพาสประเทศสาธรณะประชาชนจีนในครั้งนี้

ทึ่งในแบบเดียวกันกับที่ผมเห็นข่าวของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ตามเสด็จประพาสที่อเมริกาในปี ๒๕๐๓ ...ข่าวที่อึงคนึงลิอลั่น ถึงพระสิริโฉมในอันดับ Queen of Queens เมื่อ ๖๕ ปีมาแล้ว

แล้วมาตะลึงทึ่งถึงพระสิริโฉม ที่ฉายแสงสง่างามของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาพระบรมราชินีองค์ปัจจุบัน ในโลกแห่งความศิวิไลซ์ยิ่งใหญ่ที่ประเทศสาธรณะประชาชนจีน/ชาวอาเซี่ยนด้วยกัน ซึ่งผมถือว่าเจริญมาก หากเทียบกับความบรรลัยของอเมริกาในขณะนี้

แล้วประจักษ์ว่าพระองค์ทรงเป็นองค์เองจริง ๆ ทรงปฏิบัติหน้าที่ทั้งเก่งแกร่งและอ่อนช้อยงดงาม/ที่ผมทึ่ง ที่ผมชื่นชมพระอิริยาบถและสไตล์และโดยเฉพาะพระปรีชาสามารถนานาประการของพระองค์/อย่างเต็มเปี่ยม

จึ่งทรง has got her own อย่างเต็มที่ ในพระบารมีทุกย่างก้าว

สมดั่งที่น้องเอกบอกกล่าวไว้ว่า

“คู่บุญ บารมี จักรีเกริกฟ้า”

ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน


ข้อมูลจาก
เพจ Kiccha Buranond





พระบรมฉายาลักษณ์ พระฉายาลักษณ์ และภาพจาก
เพจนักเรียนดี
kapook.com
เพจนักรบปกป้องสถาบัน






บีจีจากคุณญามี่ กรอบจากคุณ ebaemi และคุณ somjaidean100


Free TextEditor







Create Date : 17 ธันวาคม 2568
Last Update : 20 ธันวาคม 2568 8:23:30 น. 0 comments
Counter : 521 Pageviews.

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณปัญญา Dh, คุณtoor36, คุณหอมกร, คุณฟ้าใสวันใหม่, คุณโอพีย์คุณนายกุ๊งกิ๊ง, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณEmmy Journey พากิน พาเที่ยว, คุณร่มไม้เย็น, คุณกะว่าก๋า, คุณอาจารย์สุวิมล, คุณ**mp5**, คุณทองกาญจนา, คุณThe Kop Civil, คุณmcayenne94, คุณชีริว, คุณcyberlifenlearn, คุณChow Tu Tu


haiku
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 169 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add haiku's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.