ชีวิต คือ การเดินทางและการเรียนรู้

Love Life







 รักอย่างไรให้ยาวนาน (จิตวิทยาความรัก1)




     เชื่อว่าทุกคนคงรู้จักและเคยสัมผัสกับประสบการณ์ความรักมาไม่มากก็น้อย
ไม่ว่าจะเป็นการตกหลุมรัก รักเขาข้างเดียว มีแฟน อกหัก แต่งงาน ฯลฯ
เพราะความรักนั้นเป็นสิ่งที่อยู่รอบตัวเรามาโดยตลอด และหลายๆ ครั้งความรักนั้น
ก็ช่างมีความสำคัญและมีอิทธิพลกับชีวิตมนุษย์มากมายเหลือเกิน นอกจากนี้
เมื่อมีความรักแล้ว หลายต่อหลายคนมักคาดหวังที่จะมีรักที่ยาวนาน เราลองมาดูกันว่า
ต้องทำอย่างไร รักนั้นจึงจะอยู่ได้ยาวนาน





 คนเราเริ่มรักกันได้อย่างไง 



มีการศึกษาพบว่าสิ่งที่ทำให้คนเราเริ่มรักกัน ได้แก่
1.    รูปลักษณ์ภายนอก ในสมัยนี้ปัจจัยข้อนี้แทบจะมาเป็นอันดับหนึ่งเลยก็ว่าได้
ที่คนที่มีรูปร่างหน้าตาดีมักมีคนมาตกหลุมรักได้ง่ายๆ เพราะคนส่วนใหญ่จะชอบในความหล่อ ความสวย
ซึ่งเป็นแรงดึงดูดและทำให้ประทับใจได้ง่ายเวลาที่เจอกันครั้งแรกๆ
2.    ความใกล้ชิด เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้คนเราเกิดความรักขึ้นได้ ดังที่จะพบได้บ่อยๆ ว่าคนที่ทำงานใกล้ชิดกัน
เป็นเพื่อนสนิทกัน ไปๆ มาๆ กลายเป็นแฟนกันและแต่งงานกัน เพราะความใกล้ชิดนั้นทำให้คนเรามีโอกาสพูดคุยกัน
แลกเปลี่ยนประสบการณ์ หรือแม้แต่ช่วยเหลือกันในยามลำบาก
3.    ความเหมือนกัน เริ่มแรกที่รู้จักกันนั้นความเหมือนกันจะดึงดูดให้เราเข้ากันได้ง่าย เรามักชอบคนที่มีอะไรเหมือนๆกัน
เช่น นิสัยคล้ายกัน รสนิยมเหมือนกัน ดูหนังแนวเดียวกัน อ่านหนังสือคล้ายกัน ชอบทำบุญเหมือนกัน เป็นต้น
เพราะเวลาที่ชอบอะไรเหมือนกันก็มักจะหากิจกรรมมาทำด้วยกันง่ายขึ้น


มนุษย์เราเลือกคนรักกันอย่างไร


    ความจริงแล้วมีอยู่หลายทฤษฎีด้วยกันที่กล่าวถึงเหตุผลในการเลือกคนรักของมนุษย์เราแต่ในที่นี้ขอยกมาเพียงทฤษฎี
แนวจิตวิเคราะห์เท่านั้น ได้แก่
1.    เหมือนพ่อหรือแม่ (เพศตรงข้ามกับเรา) เรียกว่า anaclitic love ถ้าเหมือนพ่อหรือแม่เรียกว่าเป็นแบบ
positive way มักเป็นในคนที่พ่อหรือแม่ดีเป็นที่ประทับใจ เช่น ถ้าเป็นลูกสาวที่มีพ่อนิสัยดี สุภาพ เอาใจ
ก็ย่อมเลือกคนรักที่เหมือนกับพ่อ นอกจากนั้นการเลือกแบบนี้ยังกระตุ้นและทำให้ระลึกถึงบุคคลสำคัญในอดีตอีกด้วยอีกแนวหนึ่งคือ
negative way คือชอบคนที่ไม่เหมือนพ่อหรือแม่ มักเป็นในคนที่พ่อหรือแม่ไม่ได้ดีหรือเป็นที่ประทับใจเท่าไร เช่น ลูกชายที่มีแม่จุกจิก
ขี้บ่น ระเบียบจัด ก็ย่อมอยากได้แฟนที่ตรงกันข้าม (เพราะคงไม่อยากได้แม่คนที่สอง) เป็นต้น
2.    เหมือนตัวเราเอง เรียกว่า narcissistic love ถ้าเป็น positive way ก็คือชอบคนที่เหมือนๆกับเรานอกจากการเหมือนกัน
จะทำให้เข้ากันได้ง่ายแล้ว การรักคนที่เหมือนตัวเองนั้นยังเป็นการเสริมความรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองไปด้วย ถ้าเป็น negative way
คือการชอบคนที่ตรงข้ามกับตัวเอง เช่น คนที่เงียบๆ ไม่ค่อยพูด อาจจะชอบคนที่ร่าเริง คุยเก่ง สนุกสนาน (เพราะถ้าเงียบเจอเงียบ
วันๆ ก็คงไม่ต้องพูดกัน หรือถ้าคนพูดเก่งเจอพูดเก่งก็คงไม่มีใครฟังใคร)
3.    เหมือนคนในอุดมคติ เรียกว่า ideal love คือชอบคนที่เหมือนกับที่เราวาดฝัน คาดหวังไว้ เช่น ต้องหล่อ รวย หน้าตาดี
หุ่นดี นิสัยดี เป็นสุภาพบุรุษ ฯลฯ
หากถามว่าในสามอันนี้รักแบบไหนดีที่สุดคงตอบได้ยาก แต่หากถามว่าความรักอย่างไหนแย่ที่สุด น่าจะเป็น ideal
love เพราะเป็นความรักที่กำเนิดมาบนความคาดหวัง หวังว่าคนรักต้องเป็นอย่างนั้น ต้องเป็นอย่างนี้ ซึ่งในชีวิตจริงนั้น
คงไม่มีใครเป็นได้อย่างที่เราต้องการทุกอย่าง



 ทำอย่างไรให้รักคงอยู่ได้อย่างยาวนาน Smiley


หากกล่าวถึงความรัก คงมีคนแบ่งแยกไว้หลายๆ รูปแบบ แต่หากจะแบ่งอย่างกว้างๆ นั้นคงแบ่งได้เป็น
Mature love (ความรักอย่างมีวุฒิภาวะ) เป็นความรักของผู้ที่เต็มในตัวเอง มีเหตุมีผล อดทน
เป็น active มากกว่า passive (คือเป็นผู้ให้ มากกว่าผู้ที่รอรับ)
Immature love (ความรักอย่างไม่มีวุฒิภาวะ หรือรักแบบเด็กๆ) เป็นความรักของผู้ที่รู้สึกขาด เอาอารมณ์เป็นที่ตั้ง
เห็นแต่ความอยาก ความต้องการของตัวเอง หลายๆ ครั้งที่บอกว่า “รัก” แต่จริงๆ ทำให้เพื่อหวังให้เขารักตอบ หวังว่าเขาจะทำให้เรามีความสุข ที่จริงแล้วก็คือรักตัวเองมากกว่า ทำเพียงเพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเอง



Mature love: I need you because I love you
Immature love: I love you because I need you



ความรักอย่างมีวุฒิภาวะนั้นควรประกอบไปด้วยอะไรบ้าง


1.    มีคำมั่นสัญญา
คำมั่นสัญญาเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของความรัก เพราะความรักจะอยู่ได้ต้องเกิดจากการลงมือลงแรง ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ
คำมั่นสัญญาเกิดจากความคิด การตัดสินใจด้วยตัวของเราเอง ตัดสินใจที่จะรัก ไม่ใช่เพียงอารมณ์ที่พาไปชั่วครั้งชั่วคราว
คนเรานั้นไม่ได้มีอารมณ์รักเท่ากันอยู่ตลอดเวลา บางครั้งอาจหายไปหรือลดลง สำหรับคนที่ไม่มีคำมั่นสัญญาแล้วอาจจะเลิก
หรือแยกทางกันไป แต่ในผู้ที่ยึดมั่นคำสัญญา ความตั้งใจนั้นก็จะสามารถทำให้ความรักดำรงอยู่ได้


2.    ให้เวลา
ความรักต้องการเวลา เพื่อทำให้เราได้ใกล้ชิดกัน เข้าใจกัน มองเห็นและสามารถตอบสนองความต้องการของอีกฝ่ายได้
ทำให้รู้สึกว่ามีคนอยู่เคียงข้าง การให้เวลาจะเป็นตัวบอกว่าเขาหรือเธอนั้นมีคุณค่าแค่ไหน การบอกว่าไม่มีเวลาคงเป็นเรื่องที่ไม่จริง
เวลานั้นเป็นสิ่งที่ยุติธรรมที่สุด เพราะทุกคนมีเวลาเท่ากัน ขึ้นกับว่าเราให้ความสำคัญกับอะไรมากกว่ากัน สิ่งไหนที่สำคัญก็จะมีเวลา
แต่การให้เวลาก็ต้องมีความเหมาะสม ไม่ควรต้องการเวลาที่มากจนเกินไป จนไม่สามารถทำหน้าที่ความรับผิดชอบอื่นๆ ได้เลย


3.    มองเห็นส่วนดีของกันและกัน
    คนรักกันในระยะแรกๆ มักมองเห็นแต่ส่วนดีของกัน แต่เมื่ออยู่ไปนานๆ มักจะลืมสิ่งเหล่านี้ไป คู่ที่คบกันใหม่ๆ ผู้ชายมารับผู้หญิง
ไปส่งบ้าน แรกๆ ย่อมรู้สึกดีใจและชื่นชมในตัวเขาอย่างมาก แต่เมื่อผ่านไปนานๆ สิ่งเหล่านี้มักกลายเป็นความเฉยๆ เป็นสิ่งที่เขาต้องทำ
ไม่ได้รู้สึกชื่นชมอะไร (แต่ลองไม่มารับแกตาย) ตรงกันข้ามหากไม่ทำจะกลายเป็นข้อเสียทันที

4.    ยอมรับได้ในความแตกต่างและส่วนไม่ดี
    V. Satir กล่าวว่า “ความเหมือนจะทำให้เราใกล้กัน แต่ความแตกต่างนั้นจะทำให้เราเติบโต” (Sameness attract us, difference make us grow) เมื่อรักยังหวานจ๋อย เรามักไม่เห็นส่วนไม่ดีของกันและกัน แต่นานๆ ไปจะเริ่มเห็นสิ่งเหล่านี้มากขึ้น ถ้าหากเราสามารถยอมรับในความแตกต่างนั้น ไม่ใช่เพียงคู่เราเท่านั้นที่ได้ประโยชน์ แต่ตัวเราก็จะเติบโต (ทางจิตใจ) มากขึ้น


5.    รู้จักขอโทษและให้อภัย
การอยู่ร่วมกันย่อมมีทำผิดพลาด มีข้อขัดแย้ง สิ่งที่สำคัญคือ ต้องรู้จักขอโทษและให้อภัย การขอโทษไม่ได้หมายความว่าเราต้องผิดเสมอไป แต่เป็นการขอโทษที่ทำให้เขาหรือเธอไม่สบายใจ การทะเลาะกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา ต่อให้คุณเอาตู้เย็นมาเป็นแฟน สักวันคุณก็อาจไม่พอใจมันได้ แม้มันจะทำงานเหมือนเดิมตลอดก็ตาม นับประสาอะไรกับการอยู่กับคนผู้มีความรู้สึก หากคู่ไหนทะเลาะกันบ้างก็ขอให้รู้ว่า
“การทะเลาะกัน อย่างน้อยก็ทำให้เรารู้ว่าเราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว” เพียงแต่ต้องรู้จักทะเลาะกันอย่างสร้างสรรค์ ทะเลาะกันเพื่อหาทางออก
เพื่อพยายามแก้ไขร่วมกัน มากกว่าเพื่อเอาชนะกัน การปล่อยผ่าน หนีปัญหาไม่ช่วยอะไร นอกจากจะทำให้ชีวิตคู่นั้นเสื่อมลงเรื่อยๆ


6.    มีความรับผิดชอบ
    ความรับผิดชอบ หมายถึง ความรับผิดชอบทั้งในด้านการงาน การเงิน (คือหารายได้มาเลี้ยงครอบครัว) ความรับผิดชอบ
ในฐานะแฟน สามีหรือภรรยา คือการดูแลกันและกัน รวมถึงความซื่อสัตย์ต่อกัน ความรับผิดชอบในฐานะพ่อ แม่ ซึ่งก็คือการเลี้ยงดูลูก
 ความรับผิดชอบมีความสำคัญมาก เพราะชีวิตจริงนั้นไม่เหมือนละครหลังข่าวเท่าไร ที่มีคนรักที่ไม่เรียน งานการไม่ทำ เกเร
รับผิดชอบตัวเองยังไม่ได้ แล้วหวังว่าเมื่อมีความรัก เขาจะมารับผิดชอบต่อเรานั้น คงเป็นจริงได้ยาก


7. มีความห่วงใยเอาใจใส่กัน
    Harry Stack Sullivan กล่าวว่า “ ความรักเริ่มต้นเมื่อเรารู้สึกว่าความต้องการของอีกคนหนึ่ง สำคัญพอๆ กับของตัวเอง” ความรักอย่างมีวุฒิภาวะนั้นต้องมีความห่วงใย ใส่ใจ มองเห็น “เรา” มากกว่า “ฉัน” มองเห็นความต้องการของคนอื่นเท่าๆ กับตัวเอง หากเรายังมองเห็นแต่ “ฉัน” เพียงอย่างเดียว การอยู่เป็นโสดน่าจะดีกว่า


8. มีมิตรภาพที่ดี
    ความรักไม่ใช่เซเว่นอีเลฟเว่น มันไม่หวานชื่นตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง แต่มิตรภาพที่ดีจะทำให้รักนั้นยั่งยืนต่อไป
    และที่สำคัญ มิตรภาพที่ดี ไม่ใช่ “การเป็นเจ้าของ” กันและกัน แต่ละคนมีความเป็นอิสระตามสมควร ให้เป็นคนสองคนที่เดิน
ไปเคียงข้างกัน มีเพียงตัวเองที่เป็นเจ้าของตัวเองเท่านั้นไม่ได้เป็นเจ้าของชีวิตคนอื่น การรักด้วยการเป็นเจ้าของคงนำมาเพียงซึ่งความ
หึงหวง ความอึดอัด และตามมาด้วยความขัดแย้งเท่านั้น


9. มีความคาดหวังอย่างเหมาะสม
    คนเรามักจะ “หวัง” โดยลืมไปว่าทุกครั้งที่มีความคาดหวัง มันจะมีคำว่า “ผิดหวัง” แปะติดมาด้วย หลายๆ คนมักมีความคาดหวัง
ในคู่อย่างมาก เขาต้องไม่เที่ยว ไม่ไปกับเพื่อน รายได้มั่นคง ต้องสวีตหวานชื่นตลอด วันเกิดต้องเลี้ยงบนยอดตึกฯลฯ โดยลืมไปว่าไม่มีใครได้ตามที่หวังไปตลอด สิ่งที่ต้องยอมรับคือโลกนี้ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ มีอาจารย์คนหนึ่งกล่าวไว้ว่า perfect is disorder ความสมบูรณ์แบบคือความผิดปกติ


10. ความสัมพันธ์ทางเพศ
    ต้องบอกก่อนว่าความรัก ≠ เซ็กซ์ คนเราไม่มีเซ็กซ์ก็สามารถมีความรักได้ เซ็กซ์เป็นเพียงสิ่งหนึ่งที่ช่วยเติมเต็มในเรื่องของความรัก
เลยต้องเอามาเขียนเป็นอันสุดท้าย เพราะเด็กวัยรุ่นสมัยนี้ (และอาจรวมถึงผู้ใหญ่) มักคิดถึงเป็นข้อแรก และลืมอ่านข้ออื่นๆ ไม่ได้บอกว่า
เซ็กซ์ไม่สำคัญ แต่มันไม่ใช่ทั้งหมดของความรัก

    รู้จักวิธีการที่จะสร้างเสริมความรักพอหอมปากหอมคอแล้ว เนื่องในเทศกาลเดือนแห่งความรักนี้ ก็หวังว่าคุณผู้อ่านคงจะได้แนวคิด
ที่จะนำไปปรับใช้กับความรักของตัวเอง เพื่อให้รักนั้นคงอยู่ยาวนานตลอดไปกันนะครับ




ที่มา: Blog ผมอยากที่จะเชื่อ





 

Create Date : 19 กันยายน 2553    
Last Update : 31 มกราคม 2557 13:54:17 น.
Counter : 352 Pageviews.  

คติชีวิต




 พระว.วชิรเมธีแนะ 6 วิธี "คิด" อย่างมีสุขภาพ (จิต) ดี

พระว.วชิรเมธีแนะ 6 วิธี "คิด" อย่างมีสุขภาพ (จิต) ดี

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ //www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9540000130597

อาจกล่าวได้ว่า "ความคิด" นั้น มีผลโดยตรงต่อการใช้ชีวิตและความสุขในการดำรงชีวิตของแต่ละคนสังเกตง่ายๆ หากวันนี้
"
คิดบวก" หรือ "มองโลกในแง่ดี" โลกก็จะเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข ในขณะที่วันไหน ชีวิตเต็มไปด้วยความทุกข์แสนสาหัส
มองไปที่ไหนก็มีแต่ความขัดใจ ฟังใครพูดจาก็ขัดหู ใครยืนอยู่ตรงหน้าก็ขวางหูขวางตาเต็มไปหมด ลองพิจารณาใจของคุณ
ดูว่า วันนั้นคุณ "คิดลบ" หรือ "มองโลกในแง่ร้าย" อยู่หรือเปล่า

เห็นได้ว่า ความคิดสัมพันธ์กับอารมณ์ ความรู้สึก และสามารถทำให้คุณดูอ่อนวัย หรือแก่เกินวัยได้เช่นเดียวกัน วันนี้ทีมงาน
Life & Family
มีเรื่องราว "การคิด" ตามศาสตร์ในโลกตะวันออกผ่านแนวคิดทางพระพุทธศาสนาของ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี
ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัยมาฝากกันโดยพระนักคิดท่านนี้ได้กล่าวถึงวิธี "คิด" อย่างมีสุขภาพดีตามหลักพุทธธรรมไว้ 6 แบบ
คือ

1.
คิดแบบอริยสัจ หรือคิดแบบแก้ปัญหา

เป็นวิธีคิดที่เป็นสากล ใช้ได้ตลอดกาล และเป็นวิธีคิดที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกยกย่องพระพุทธเจ้ามาก โดยวิธีคิดแบบอริยสัจมี
4
ขั้นตอน คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค ถ้าเกิดปัญหาขึ้นในชีวิตให้กำหนดรู้ว่า ความทุกข์ที่เราเจออยู่นี้คืออะไรแน่
ทุกข์เราต้องกำหนดรู้ต้องศึกษา แต่คนส่วนใหญ่ เมื่อเกิดปัญหา เกิดความทุกข์ขึ้นมา กลับหลอมรวมตัวเองเข้าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา
แทนที่ทุกข์จะมีไว้สำหรับเห็น ก็กลับกลายเป็นทุกข์มีไว้สำหรับเป็น เมื่อมีความทุกข์ควรจะศึกษาให้ชัดว่า ที่ว่าทุกข์ ทุกข์นี้คืออะไรแน่
เมื่อกำหนดชัดแล้ว ศึกษาต่อไปว่าสาเหตุมันอยู่ที่ตรงไหน ตามไปดูให้รู้ถึงสาเหตุ และเมื่อค้นพบสาเหตุแล้ว ดูว่าจะแก้มันอย่างไร
ลองตั้งสมมติฐานขึ้นมานี่คือนิโรธ เมื่อตั้งสมมติฐานแล้วตั้งค้างไว้ก็ไม่เกิดอะไรขึ้นต้องลงมือแก้ทุกข์จากนั้นก็ลงมือแก้ทุกข์ นั่นคือมรรค8
ตามที่เราทราบกัน

2.
คิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย

ความคิดในลักษณะนี้ อาจกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า ปรากฏการณ์ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกและชีวิตของเราล้วนมีที่มา ทุกสิ่งที่เราประสบพบอยู่ ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความทุกข์ ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ มีที่มาทั้งหมด แต่เรามักไม่ค่อยคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย เพราะคนส่วนใหญ่จะคิดแบบผิด ๆ 3 วิธีคือ คิดแบบแล้วแต่กรรมเก่า คิดแบบแล้วแต่พระเจ้าบันดาล และคิดแบบแล้วแต่โชคชะตาจะพาให้เป็นไป ทั้งๆ ที่ทุกปัญหา
ที่เกิดขึ้นในชีวิตมนุษย์เรา สามารถแก้ปัญหาเหล่านั้นได้ทั้งหมด ถ้าเราเข้าใจวิธีคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย มนุษย์ทุกคนที่มีความทุกข์
มีศักยภาพที่จะพ้นทุกข์อย่างทัดเทียมกัน

3.
คิดแบบมองโลกในแง่ดี

หลาย ๆ ท่านคงได้ยินกันบ่อยกับคำว่า positive thinking เพราะมีคนพูดถึงกันมาก แต่การมองโลกในแง่ดีนี้มีอยู่ 2 แบบ คือ
มองโลกในแง่ดีแบบคนโง่ และมองโลกในแง่ดีแบบคนฉลาด ทั้งนี้ การมองโลกในแง่ดีแบบคนโง่ คือ สอบตกก็สอบใหม่ได้ไม่เห็นเป็นไร เรียนนาน ๆ ความรู้ยิ่งแน่น มองแบบนี้มันก็ไม่ทุกข์ สอบตกก็ยังร้องเพลงได้ มันไม่ทุกข์ในปัจจุบัน แต่มันจะทุกข์ในอีก 10 - 20 ปีข้างหน้า ซึ่งแท้ที่จริงการมองโลกในแง่ดีต้องมองด้วยสติ ดังที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสกับพระอานนท์ในกรณีของนางจิญจมานวิกาว่า "อานนท์ เธอก็คิดสิว่าเราเกิดมาอยู่ในสังคม เธอ ฉัน คนทั้งโลก เราเปรียบเสมือนช้างศึกก้าวสู่สงคราม ต้องพร้อมที่จะยอมรับศาสตราวุธจากทิศทั้งสี่ เมื่อเราก้าวสู่สงครามชีวิต" เพราะฉะนั้น สุข ทุกข์ สมหวัง ผิดหวัง เศร้าเสียใจ เราต้องเจอแน่



ขอบคุณภาพประกอบจาก //cdn.gotoknow.org


4.
คิดแบบอยู่กับปัจจุบัน

วิธีการอยู่กับปัจจุบัน คือ การฝึกสติตามแนววิปัสสนากรรมฐาน พระพุทธองค์ทรงเป็นตัวอย่างที่ดี ครั้งหนึ่งทรงนั่งสมาธิอยู่กับปัจจุบันอย่างสงบใต้โคนต้นไม้ใกล้ ๆ บริเวณนั้น มีฟ้าผ่าโคชาวนาตายไป 7 ตัว พอฝนซาฟ้าสว่างมีคนไปกราบถามพระพุทธองค์ว่า ทรงได้ยินเสียงฟ้าผ่าไหม ทรงตอบว่า “ไม่ได้ยินเลย” เหตุที่พระพุทธองค์ไม่ได้ยิน เพราะพระองค์ไม่ได้ส่งใจออกไปตามเสียงฟ้าเสียงฝน แต่เก็บใจไว้ในที่
ที่ควรอยู่นั่งนิ่งๆ แต่เป็นการนิ่งอย่างตื่นรู้ คนที่มีสติอยู่กับปัจจุบัน ข้างนอกยุ่งอย่างไร ใจเขาก็มีความสุข

5.
คิดแบบรู้ทันธรรมดา

ธรรมดาของโลกนี้เป็นสิ่งสากล คนทั่วโลกจะพบเหมือนกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเกิดมาบนกองเงินกองทอง หรือเกิดมาในครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ สัจธรรมนี้ไม่เคยมีใครหนีพ้น นั่นคือไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือ ไม่เที่ยง ไม่ทน ไม่แท้ ซึ่งมันเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาในตัวของเราและครอบงำไปทั่วโลก เราจะต้องรู้จักคำ “รู้ทันธรรมดา” แล้วท่องไว้ในใจ

6.
คิดแบบคุณค่าแท้-คุณค่าเทียม

เราอยู่ในโลกนี้ เราเสพบริโภคปัจจัยสี่ ปัจจัยสี่ที่เราบริโภคจะมีอยู่ 2 คุณค่า คือ คุณค่าแท้ คุณค่าเทียม เวลาพระจะฉันภัตตาหาร
พระพุทธเจ้าจะให้ท่องหรือพิจารณา ท่านเรียกว่าบทปฏิสังขาโย บทนี้เป็นบทพิจารณาปัจจัยสี่ ถ้าเราพิจารณาอย่างมีปัญญา เราจะบริโภคปัจจัยสี่อย่างเห็นคุณค่าที่แท้ เช่น เวลาเราบริโภคอาหารท่านก็ให้พิจารณาว่า อาหารนี้ที่เรารับประทานเข้าไป ไม่ใช่เพื่อเล่นเพื่อสนุกสนาน เพื่อเมามัน เพื่อเกิดพลังทางกาย แต่เรากินเพื่อกำจัดความหิว กินเพื่อให้ร่างกายมีแรงศึกษาธรรมะ กินเพื่อบำบัดเวทนาเก่า และป้องกันเวทนาใหม่ไม่ให้เกิดขึ้น และเมื่อมีเรี่ยวแรง แล้วก็ไม่ใช่เพื่อเมามัน หรือเพื่อความสวยความงาม แต่เพื่อจะได้ทำประโยชน์ต่อไป นี่คือ
คุณค่าแท้ในการกินอาหาร

ดังนั้น ในเชิงของพระพุทธศาสนา ความคิด เป็นเรื่องของการมีสัมมาทิฏฐิ หรือการคิดชอบ ที่เปรียบเป็นนาวาที่พาชีวิตให้ไปสู่ทิศทาง
ที่ถูกต้องและมีความสุขได้ การคิดดีนำไปสู่การมีอารมณ์ดี สะท้อนถึงสุขภาพจิตที่ดี การลดความโกรธ ความเครียด สร้างทัศนคติ
ในเชิงบวก ก็จะนำมาซึ่งความสุขสมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ และอายุที่ยืนยาว ทั้งตัวเราและคนในครอบครัวก็พลอยจะมีความสุข
ตามไปด้วย








Smiley


ที่มา: ชมรมลูกดิ่งเพนดูลั่มแห่งประเทศไทย //www.pendulumthai.com





 

Create Date : 02 มิถุนายน 2553    
Last Update : 17 กุมภาพันธ์ 2555 13:16:26 น.
Counter : 333 Pageviews.  

การออกกำลังกาย






เสริมสร้างให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง

Smiley

ที่มา: ชมรมลูกดิ่งเพนดูลั่มแห่งประเทศไทย //www.pendulumthai.com





 

Create Date : 02 มิถุนายน 2553    
Last Update : 23 พฤศจิกายน 2554 12:42:30 น.
Counter : 192 Pageviews.  

นาฬิกาชีวิต



นาฬิกาชีวิต
อาจารย์สุทธิวัสส์ ได้เผยแพร่ความรู้ในเรื่องสุขภาพ โรคภัยไข้เจ็บ
เกิดจากมูลเหตุตามพระไตรปิฎก คือ
1. กรรม
2. จิต
3. พลัง
4. ร่างกายและอาหาร
ซึ่ง Pendulum สามารถช่วยประเมินภาวะ ทั้ง 4 มิติ
ได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน อาศัยความรู้ความสามารถ
และประสบการณ์ที่มากมายของอาจารย์ ทำใหการแก้ปัญหา
เป็นไปได้อย่างดีรอบด้านและมีประสิทธิผล
ที่สำคัญที่สุดคือ จิตใจที่ดีงามสูงส่งของอาจารย์สุทธิวัสส์
ที่ท่านเป็นครูผู้ไม่หวงวิชาท่านได้เผยแพร่ความรู้ต่าง ๆ มากมาย
แก่ผู้สนใจ ลูกศิษย์ ฯลฯ ทั้งเรื่อง Pendulum พลังจิต การจัด
กระดูกคอและกระดูกหลัง อาหารบำบัด การอาบน้ำ การพอกตัว
( Body Detox ) ฯลฯ เพื่อให้คนไทยสามารถพึ่งตนเองได้
ในการประเมินภาวะสุขภาพของตนเองและผู้อื่น สามารถบำบัด
รักษาสุขภาพให้แข็งแรง สมบูรณ์ อายุยืนยาว ยังประโยชน์ให้กับ
ตนเอง ครอบครัวสังคมไทย และสังคมโลกต่อไป


บุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ
1. ทานมัย บุญสำเร็จจากการให้ทาน เช่น ตักบาตร หยอดกระปุกทำบุญ
2. ศีลมัย บุญสำเร็จจากการรักษาศีล ตั้งใจอาราธนาศีล 5
3. ภาวนามัย บุญสำเร็จจากการเจริญภาวนา
4. อปจายนมัย บุญสำเร็จจากการประพฤติถ่อมตน
5. เวยยาวัจจมัย บุญช่วยเหลือในกิจที่ชอบ เช่นช่วยพ่อแม่ทำความสะอาดบ้าน
6. ปัตติพานมัย บุญสำเร็จจากการให้ส่วนบุญ แผ่เมตตา
7. ปัตตานุโมทนามัย บุญจากการอนุโมทนาบุญ
8. ธัมมัสวนมัย บุญจากการฟังธรรม
9. ธัมเทศนามัย บุญจากการแสดงธรรม เช่น แนะนำธรรมแก่ผู้อื่น
10. พิฎฐิธุกรรม การทำความเห็นให้ตรง เป็นสัมมาทิฐฐิ


ช่วงเวลา ระบบที่เกี่ยวข้อง
01.00-03.00 น. ตับ นอนหลับพักผ่อนให้หลับสนิท
03.00-05.00 น. ปอด ตื่นนอน สูดอากาศบริสุทธ์
05.00-07.00 น. ลำไส้ใหญ่ ขับถ่ายอุจจาระ
07.00-09.00 น กระเพราะอาหาร กินอาหารเช้า
09.00-11.00 น. ม้าม พูดน้อย กินน้อย ไม่นอนหลับ
11.00-13.00 น. หัวใจ หลีกเลี่ยงความเครียดทั้งปวง
13.00-15.00 น. ลำไส้เล็ก งดกินอาหารทุกปะเภท
15.00-17.00 น. กระเพาะปัสสาวะ ทำให้เหงื่อออก(ออกกำลังกายหรืออบตัว )
17.00-19.00 น. ไต ทำให้สดชื่น ไม่ง่วงเหงาหาวนอน
19.00-21.00 น. เยื่อหุ้มหัวใจ ทำสมาธิหรือสวดมนต์
21.00-23.00 น. ระบบความร้อนของร่างกาย ห้ามอาบน้ำเย็น
ห้ามตากลม ทำให้ร่างกายอบอุ่น
23.00-01.00 น. ถุงน้ำดี ดื่มน้ำก่อนเข้านอน
การแพทย์ตะวันออกถือว่า กลางวันและกลางคืนมีความสัมพันธ์กับ
สุขภาพของมนุษย์ อย่างแยกไม่ออก โดยมองลึกลงไปอีกว่า
ช่วงเวลา 24 ชั่วโมงในหนึ่งวันนั้น ภายในร่างกายของมนุษย์
ยังมีการไหลเวียนของพลังชีวิตที่ผ่านอวัยวะภายในร่างกาย
ซึ่งประกอบด้วย อวัยวะตันและอวัยวะกลวง


อวัยวะตัน หมายถึง หัวใจ เยื่อหุ้มหัวใจ ปอด ม้าม ตับ ไต


อวัยวะกลวง หมายถึง กระเพาะอาหาร ถุงน้ำดี ลำไส้ใหญ่
ลำไส้เล็ก กระเพาะปัสสาวะ ระบบความร้อนของร่างกาย(ชานเจียว )


การไหลเวียนของพลังชีวิต ( ลมปราณ ) ที่ผ่านแต่ละอวัยวะนั้นจะใช้เวลา
2 ชั่วโมง ทั้งหมดมี 12 อวัยวะ รวม 24 ชั่วโมง คือ หนึ่งวัน
เรียกว่า “ นาฬิกาชีวิต “


ที่มา: ชมรมลูกดิ่งเพนดูลั่มแห่งประเทศไทย //www.pendulumthai.com















 

Create Date : 31 ธันวาคม 2552    
Last Update : 28 กุมภาพันธ์ 2557 13:14:53 น.
Counter : 179 Pageviews.  


gweb
Location :
อุดรธานี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add gweb's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.