กรีนพีซดำรงอยู่เพราะโลกอันบอบบางใบนี้สมควรมีผู้ปกป้อง โลกต้องมีวิธีแก้ปัญหา ต้องมีการเปลี่ยนแปลง ต้องมีการลงมือทำ
 
พลังหมุนเวียนทำได้! Co2 คงที่ แต่เศรษฐกิจโลกโตขึ้น

เป็นครั้งแรกในช่วง 40 ปีที่ การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Co2) ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกตัวสำคัญนั้น มีอัตราเฉลี่ยทั่วโลกที่คงที่ ทั้งที่การเติบโตของเศรษฐกิจโลกนั้นสูงขึ้นร้อยละ 3 เรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับการขยายตัวของพลังงานหมุนเวียน!

ถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง โดยองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) ได้รายงานถึงข่าวดีนี้ โดยในปี 2557 ที่ผ่านมา ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 32.3 พันล้านตัน ซึ่งใกล้เคียงกับในปี 2556 ข้อมูลที่ IEA เสนอนี้เป็นหลักฐานที่ดีว่าการกู้วิกฤตโลกร้อนโดยเร่งพัฒนาพลังงานหมุนเวียนนั้นกำลังเห็นผล “ข้อมูลนี้ทำให้ผมรสึกมีความหวังว่ามนุษย์สามารถร่วมมือกันกอบกู้วิกฤตโลกร้อน ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงที่สุดที่เรากำลังเผชิญ” เฟธ ไบรอล หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ และ ผู้อำนวยการบริหาร IEA ในอนาคตกล่าว ข้อมูลรายละเอียดการวิเคราะห์ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดย IEA นั้นจะพร้อมเผยแพร่ในรายงานพิเศษเกี่ยวกับพลังงานและสภาพภูมิอากาศ ประมาณเดือนมิถุนายนนี้

ตัวแปรสำคัญในความสำเร็จระดับโลกนี้คือ พลังงานหมุนเวียน และความร่วมมือลดการใช้พลังงานฟอสซิลจากทั่วโลก ซึ่งผลดีนั้นก็ตกอยู่กับแต่ละประเทศที่สามารถลดมลพิษในประเทศได้ ไม่ว่าจะเป็นประเทศจีน ที่ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นั้นลดถึงร้อยละ 2 ในปี 2557 ซึ่งทาง IEA วิเคราะห์ว่าเป็นผลมาจากการที่จีนหันมาใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ ลม และน้ำ ขณะที่ลดการเผาผลาญถ่านหินลงถึงร้อยละ 2.9 เป็นครั้งแรกในรอบศตวรรษ ขณะที่เศรษฐกิจโตขึ้นร้อยละ 7.4 ส่วนประเทศในยุโรปนั้นจะเน้นไปที่การพัฒนาการเติบโตของพลังงานหมุนเวียนอย่างยั่งยืนและมั่นคง ส่วนสหรัฐอเมริกานั้นก๊าซเรือนกระจกลดลงเป็นครั้งที่ 7 ในช่วง 23 ปี โดยที่ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งใหม่ร้อยละ 32 พลังงานลมร้อยละ 23 นอกจากนี้เศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มองค์กรความร่วมทางเศรษฐกิจและการพัฒนาหรือ OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development) ได้โตขึ้นเกือบร้อยละ 7 ขณะที่ก๊าซเรือนกระจกลดลงร้อยละ 4

ในอดีตปริมาณก๊าซเรือนกระจกก็เคยลดลงเช่นกันในช่วงปี 2523-2532 ปี 2535 และปี 2552 ทว่าในแต่ละครั้งนั้นเกี่ยวข้องกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ แต่ในปี 2557 นี้ เป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปีที่เศรษฐกิจทั่วโลกดีขึ้นร้อยละ 3  

สัดส่วนส่วนโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ถูกปิดตัวลงและสร้างใหม่ ขอบคุณข้อมูลจาก Sierra Club

ล่าสุด Sierra Club ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เก็บรวบรวมข้อมูลสถิติเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าถ่านหิน และได้เสนอรายงานอย่างละเอียด เผยว่าตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา เมื่อมีการโรงไฟฟ้าถ่านหินขึ้นใหม่ 1 โรง จะมีโครงการโรงไฟฟ้า 2 โครงการถูกยกเลิกไป แม้แต่สถาบันการเงินระดับโลกอย่าง Citi และGoldman Sachs ยังได้เตือนถึงขาลงของอุตสาหกรรมถ่านหินนี้ และสถิตินี้น่าจะเป็นสัญญาณเตือนที่ดีสำหรับผู้ที่ยังคงเชื่อว่าอุตสาหกรรมถ่านหินนั้นยังเฟื่องฟูเหมือนกับในยุคก่อนๆ

ตั้งแต่ปี 2553 สหรัฐอเมริกาได้ปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินไปทั้งสิ้น 187 โรง เนื่องจากเสียงคัดค้านจากชุมชนด้านผลกระทบทางมลพิษ ส่วนที่ยุโรปนั้น สัดส่วนการยกเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหินต่อการอนุมัติโครงการใหม่ต่างกันที่ร้อยละ 22 แต่ที่โดดเด่นที่สุดคงเป็นสหราชอาณาจักร ที่รัฐบาลจากสามพรรคการเมืองหลักออกมาประกาศเจตนารมณ์ร่วมกัน เพื่อก้าวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและยุติการใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้า

กังหันลมผลิตไฟฟ้าภายในหอไอเฟล

นอกจากการปิดตัวลงของโรงไฟฟ้าถ่านหิน และการเพิ่มขึ้นของการใช้พลังงานหมุนเวียนแล้ว ยังมีเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนที่น่าสนใจเกิดขึ้นมากมาย อาทิ การกังหันลมผลิตไฟฟ้า 10,000 กิโลวัตต์ให้กับหอไอเฟล การติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้กับมัสยิด 6,000 แห่งของประเทศจอร์แดน และเครื่องบินขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์สุดล้ำที่จะเดินทางไปรอบโลก[] เพื่อรณรงค์ให้รัฐบาลต่างๆ ตระหนักถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือแม้แต่การแข่งขันอย่างสร้างสรรค์ในการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนของบริษัทยักษ์ใหญ่

เครื่องบินขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์สุดล้ำที่จะเดินทางไปรอบโลก

การที่ปริมาณก๊าซเรือนกระจกไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นนี้ ถือเป็นข่าวดีจากการร่วมมือกันของหลายประเทศทั่วโลก แต่มิได้หมายความว่าเราสามารถละเลยหันกลับไปใช้พลังงานฟอสซิลอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต รวมถึงสัดส่วนการปิดตัวลงของโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้นก็ยังไม่น่าวางใจ เนื่องจากยังมีอีกหลายโครงการทั่วโลกที่ผ่านการอนุมัติแล้ว ผลิตไฟฟ้ากว่า 1,000 เมกะวัตต์ แม้จะไม่สามารถปลุกยุคถ่านหินให้กลับมาเฟื่องฟูแต่ก็เพียงพอที่จะสร้างมลพิษและทำลายสุขภาพของคนทั่วโลก อย่างไรก็ตามข่าวนี้ถือเป็นแรงบันดาลใจที่ดีในการผลักดันการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน และหยุดยั้งการเกิดขึ้นใหม่ของโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จะเป็นภัยคุกคามสภาพภูมิอากาศของโลกต่อไป

Blogpost โดย รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์ -- มีนาคม 24, 2558 ที่ 15:24




Create Date : 24 มีนาคม 2558
Last Update : 24 มีนาคม 2558 16:59:20 น. 0 comments
Counter : 698 Pageviews.  
 
Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

greenpeacethailand
 
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




ในพ.ศ.2514 กลุ่มนักกิจกรรมกลุ่มเล็กๆ จากเมืองแวนคูเวอร์ แคนาดา ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากวิสัยทัศน์แห่งโลกสีเขียวและมีสันติสุข ได้แล่นเรือหาปลาเก่าๆ ออกจากแวนคูเวอร์ แคนาดา นักกิจกรรมเหล่านี้ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งกรีนพีซ เชื่อว่าบุคคลไม่กี่คนสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้

ภาระกิจของพวกเขาคือการ "เป็นประจักษ์พยานในที่เกิดเหตุ" ของการทดลองนิวเคลียร์ใต้ดินที่เกาะอัมชิตกา ซึ่งเป็นเกาะเล็กๆ นอกชายฝั่งตะวันตกของรัฐอลาสก้า ซึ่งเป็นภูมิภาคที่เสี่ยงต่อแผ่นดินไหวมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

อัมชิตกาเป็นสถานหลบภัยของนากทะเลที่ใกล้สูญพันธุ์ 3,000 ตัว และเป็นบ้านของนกอินทรีย์หัวล้าน เหยี่ยวต่างถิ่น และ สัตว์ป่าอื่นๆ มากมาย

ถึงแม้ว่าเรือเก่าๆ ของพวกเขา คือ ฟิลลิส คอร์แมก ถูกขัดขวางก่อนที่จะไปถึงอัมชิตกา แต่การเดินทางครั้งนี้จุดประกายเล็กน้อยให้แก่ความสนใจของสาธารณชน

สหรัฐอเมริกายังคงจุดระเบิดอย่างหนักหน่วง แต่เสียงเพรียกแห่งเหตุผลมีผู้ได้ยินแล้ว การทดลองนิวเคลียร์บนเกาะอัมชิตกาได้สิ้นสุดลงในปีเดียวกัน และเกาะแห่งนั้นได้ถูกประกาศให้เป็นสถานหลบภัยของนกทั้งหลาย

ปัจจุบัน กรีนพีซเป็นองค์กรนานาชาติที่ให้ความสำคัญแก่การรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อมเป็นอันดับแรก


คุณพร้อมที่จะร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงหรือยัง?
มีหลายวิธีที่คุณสามารถทำได้ตอนนี้!


หลายคนอาจจะคิดว่าการดูแลรักษาโลกเป็นเรื่องยาก แค่ลำพังเราอาจทำอะไรได้ไม่มากนัก แต่ในความเป็นจริงแล้วแค่เพียงสองมือเล็กๆของเราก็สามารถทำเพื่อโลกได้มากมาย อ่านต่อ

ติดตามกรีนพีซเพ่ิมเติมได้ที่:

Facebook | Twitter | Instagram | YouTube
[Add greenpeacethailand's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com