Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2548
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
24 พฤศจิกายน 2548
 
All Blogs
 

การวัดแสง (ตอนที่ ๕) ตอนต่อ

ต้องขออภัยอย่างไม่มีคำแก้ตัวที่หายไปเลยนะครับ หนึ่งคือ มัวแต่หารูปภาพจะนำมาอธิบาย แต่ติดว่ารูปที่มีอยู่มีไม่มากพอกับหัวข้อ หรือเป็นภาพประกอบที่ไม่ค่อยเกี่ยวกันซักเท่าไหร่ สองคือเขียนไปกลับมาอ่านไปรู้สึกว่าการเขียนเรื่องให้ง่ายๆ นั้นมันต้องตรวจทานและแก้ไขอยู่หลายครั้ง คืออ่านแล้วยังรู้สึก ไม่กระจ่าง สามคือเอาเวลาไปทำอย่างอื่นซะหมด เอาละกลับมาต่อที่ตอนที่ ๕ กันดีกว่าครับ
…

สืบเนื่องจากที่ผมแนะนำประเภทระบบวัดแสงและความเหมาะสมในการใช้งานนั้น ไม่ได้แปลว่าต้องเป็นอย่างนั้น หรือเหมาะกับทุกคนอย่างนั้นเสมอไปนะครับ โลกนี้เต็มไปด้วยสไตล์ครับ ใครทดลองและเห็นว่าแบบไหนเหมาะกับสภาพไหนและใช้ถ่ายรูปได้ผลอย่างที่ต้องการ ผมถือว่านั่นแหละถูกต้องกว่าครับ ที่แนะนำไปเป็นแนวทางกลางๆ นะครับอาจทดลองแล้วเห็นว่า ตนเองอาจเหมาะและถนัดกับอีกแบบมากกว่าก็เลือกแนวนั้นไปได้เลยครับ

ทีนี้ต่อเรื่องรายละเอียดปลีกย่อยนะครับ การวัดแสงก็เพื่อให้ได้ค่าแสงที่ถูกต้อง แต่บางสถานการณ์คุณจะพบว่ามันมีเรื่องความต่างในเรื่องแสงที่ทำให้เราได้ภาพที่แสงถูกต้องมาเพียงบางส่วน ไม่เห็นเหมือนกับที่ตาเราเห็น ก็เพราะว่าความสามารถในการรับช่องการรับแสงระหว่างตากับฟิล์มหรือดิจิตอลนั้น ไม่สามารถเทียบกันได้ ตาคนเรานั้นยอดเยี่ยมกระเทียมดองมาก แต่กับความสามารถในการเก็บรายละเอียดส่วนต่างของฟิล์มและดิจิตอลนั้นยังคงมีช่วงจำกัดอยู่ครับ เช่นเมื่อคุณถ่ายภาพโดยวัดแสงในส่วนที่สว่าง จะมีรายละเอียดส่วนมืดที่คุณเห็นแต่เก็บมาไม่ได้ และในขณะเดียวกันถ้าคุณวัดแสงในส่วนมืดให้พอดี รายละเอียดในส่วนสว่างจะหายไปด้วย มันเป็นอย่างนี้ ไม่ถือว่าผิดปกติครับ วิธีแก้ไขปัญหาพวกนี้มีหลายวิธี ถ้าทันสมัยหน่อยก็ใช้ความสามารถของดิจิตอลเข้าช่วย คือถ่ายมา 2 เฟรม แต่ล็อกตำแหน่งให้เหมือนกันนะครับ และถ่ายเก็บรายละเอียดทั้งส่วนมืด 1 เฟรม และส่วนสว่าง 1 เฟรม แล้วนำมาผสมกันด้วยการแต่งภาพภายหลังก็จะได้ภาพที่ได้รายละเอียดทั้งส่วนมืดและสว่างอย่างที่ต้องการเลย พอพูดถึงเรื่องการแต่งภาพก็อดอยากแสดงความเห็นเรื่องที่ว่า บางคนถือว่าการแต่งภาพเป็นการโกง ไม่ใช่ฝีมือ ภาพถ่ายที่ดีควรจะมาจากการถ่ายในครั้งเดียว หรือจะทำอะไรก็ทำมันซะตั้งแต่แรกนั่นแหละถึงจะเรียกว่ามีฝีมือ ไม่ใช่มาปรับโน่นปรับนี่ทีหลัง “โกง”นี่ แต่ผมคิดอีกมุมหนึ่งครับ ผมคิดว่าถ้าจะวัดเรื่องการใช้เครื่องไม้เครื่องมือสนองอีโก้ใครบางคนก็ตามสบาย แต่ผมเป็นจำพวกถืองานที่ “ผล”ของงานและจินตนาการของคนที่ต้องการถ่ายทอดมากกว่าอื่นใด ในโลกของระบบดิจิตอลแล้วผมคิดว่าการปรับตั้งอะไรต่างๆ มันไม่ได้ผิดอะไร ถ้ามันอยู่ในจินตนาการหรือวิธีที่เขาเลือกจะถ่ายทอดงานออกมา คนที่เห็นภาพจะตีความและจะชอบหรือไม่นั้นสุดแล้วแต่ (อันนี้ไม่ข้อพูดถึงเรื่องศีลธรรมและจริยธรรมนะครับ) ถ้าเป็นสมัยก่อนใช่การแต่งภาพนั้นไม่เป็นที่ยอมรับ เพราะมันเหมือนกับการโกง เพราะทุกคนเริ่มต้นจากสิ่งๆ เดียวกันนั่นคือกล้อง เพราะฉะนั้นจะวัดผีมือกันก็ต้องวัดเฉพาะจากที่ถ่าย ไม่ใช่ที่ปรับปรุง แต่มันแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับปัจจุบัน ที่ผมเห็นว่ามันมีคุณลักษณะต่างกันไปตามกาลเวลาของมัน ซึ่งไม่ถือว่าเป็นการโกง อย่างที่ใครๆ กังวลกัน ตรงข้ามคุณจะได้เห็นอะไรที่สร้างสรรค์เพิ่มมากขึ้น ถึงแม้คุณภาพบางอย่างจะยังเทียบไม่เท่าก็ตาม

ต่อครับวิธีที่คลาสสิคมากกับการควบคุมการเปิดรับแสงของภาพคือการรู้จักระบบ zone system ของปรามจารย์ Ansel Adam ผมไม่ลงรายละเอียดเพราะมันจะยากไปสำหรับคนทั่วไป แต่ให้รู้ไว้ซึ่งหลักการนั่นคือ ถ้าคุณเก็บรายละเอียดส่วนกลางของโทนโดยรวมของภาพได้ คุณจะได้รายละเอียดของส่วนที่มืดหรือสว่างกว่าค่ากลางนี้ไปด้วย ทำให้เมื่อคุณต้องการรายละเอียดส่วนอื่นที่ไม่แสดงออกให้แห็นแต่สามารถดึงเอาออกมาได้(ภาษาห้องมืด หรือคนที่เคยอัดภาพขาว-ดำรู้จักกันคือ Dot และ Burn) ทีหลังก็สามารถทำได้ เพราะเราเก็บช่วงค่ากลางนั้นมาได้แล้วนั่นเองครับ ในรายละเอียดแล้วผมขอแนะนำให้คนที่เอาจริงเอาจังกับการเก็บรายละเอียดได้หาหนังสือมาอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับช่างภาพชาวอเมริกันผู้เป็นตำนานคนนี้รับรองไม่ผิดหวังครับ

ถ้าคุณคิดว่ามันยุ่งยากสำหรับการจำสีหรือส่วนที่จะวัดแสงให้เหมือนค่าเทากลาง 18% เชิญวิธีนี้ครับ นั่นคือกลับไปที่จุดเริ่มต้นของการบันทึกภาพ นั่นคือ เราบันทึกแสง ดังนั้นให้พิจารณาว่าแสงที่เราจะเจอปัญหาที่จะเกิดกับภาพมีอยู่ด้วยกัน 2 กรณี นั่นคือ สว่างกว่าปกติ และมืดกว่าปกติ หรือ Over exposure & Under exposure

กรณีที่เรามักได้ค่าการบันทึกไปในทางสว่างมากกว่าปกติ (Over exposure ) เพราะสภาพแสงสะท้อนจากวัตถุ หรือตัวแบบ (Subject)มันเป็นโทนมืด เซลวัดแสงถูกหลอกให้กล้องเปิดรับแสงมากกว่าปกติ วิธีแก้ให้ได้ค่าที่พอดีให้คุณชดเชยแสงไปในลบ เช่น เมื่อคุณวัดแสงได้ที่ f5.6 s1/60 ถ้าคุณต้องการความชัดลึก และพอใจกับ Shutter speed นี้อยู่แล้ว ก็ให้ปรับเป็น f8 s1/60 ถ้าคุณคิดว่าอยากให้ภาพคุณได้ความเคลื่อนไหวที่นิ่งมากขึ้นและพอใจกับช่วงความชัดลึกที่ f.5.6 ก็ปรับ s1/125 ก็เท่ากับว่าคุณชดเชยแสงไป 1 สตอป* ทั้งนี้ปริมาณการชดเชยนั้นจะแตกต่างกันไป ปริมาณการสะท้อนของแสง ดังนั้นทางที่ดีคุณควรทำการถ่ายภาพคร่อมไว้ด้วย อย่าไปนึกว่าเป็นวิธีการมือสมัครเล่น มือโปรก็เห็นถ่ายกันตายกันถมไป น้อยครับที่ถ่ายรูปเดียว ชัวร์เลย ผมว่ามีตัวเลือกมากกว่ายังดีกว่าไม่มีโอกาสจะถ่ายแบบนั้นอีกนะครับ ยิ่งเราใช้ประโยชน์จากดิจิตอลไฟล์ได้โดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายก็น่าจะลองเพื่อให้เกิดความรู้ ก่อนจะแน่หรือเริ่มเชี่ยวแล้วก็จะรู้เองว่าควรชดเชยประมาณไหน

กรณีที่เรามักได้ค่าการบันทึกไปในทางมืดมากกว่าปกติ (Under exposure) เพราะสภาพแสงสะท้อนจากวัตถุ หรือตัวแบบ (Subject)มันเป็นโทนสว่าง เซลวัดแสงถูกหลอกให้กล้องเปิดรับแสงน้อยกว่าปกติ วิธีแก้ให้ได้ค่าที่พอดีให้คุณชดเชยแสงไปในทางบวก กรณีนี้อย่างเช่นไปถ่ายในสภาพวัตถุที่มีการสะท้อนแสงสูง เช่นสีขาวของเจดีย์ หรือผ้าขาวเป็นต้น (บ้านเราพอดีไม่มีหิมะเลยไม่อยากยกเป็นตัวอย่าง) ดังนั้นจากค่าการวัดแสงที่อ่านได้ f 5.6 s1/500 ก็สามารถปรับได้ทั้งค่า f และ s เหมือนด้านบน ค่าเหล่านี้ได้ผลเหมือนกัน คือปรับบวก 1 สตอป* ได้แก่ f 5.6 s1/250 และ f 4 s1/500

*ทั้งนี้ค่าการชดเชยส่วนใหญ่จะอยู่ระหว่าง ½ - 2 สตอป

ขอให้ระวังนิดหนึ่งนั่นคือ บางคนใช้หลักการนี้กับการถ่ายภาพวัตถุสีดำบนพื้นขาว หรือหลังสว่าง และทางกลับกันนั่นคือวัตถุสีขาวบนพื้นดำ หรือหลังมืด ทีนี้จะทำอย่างไรกับชีวิตดี...ไม่ยากครับ คุณวัดแสงไปที่จุดไหนละครับ และวัตถุที่คุณวัดนั้นตรงกับข้อไหนที่ผมบอกก็ตามนั้นละครับ ใช้เป็นกรณีเดียวกับคนผิวคล้ำ กับคนผิวขาวด้วยนะครับ

นอกจากเรื่องการวัดแสงแล้วยังมีเรื่องสำคัญกว่านั้นนั่นคือ ความคิด ครับ ผมรู้สึกว่าการถ่ายภาพคือการเล่าเรื่องด้วยภาพ ดังนั้นโจทย์คือคุณต้องการจะบอกอะไร หรือจะบันทึกเพื่ออะไร คำตอบนั้นคุณคนเดียวเท่านั้นจะนึกได้ นั่นคือความแตกต่างระหว่าง การถ่ายภาพแบบไม่มีความคิด ที่ไม่รู้สึกถึงอะไรที่ถ่ายทอดออกมาเลย จืดราวกับก๋วยเตี๋ยวเฮียลืมปรุงอะไรอย่างนั้น

ผมมีสูตรแนะนำสำหรับคนที่จริงจังกับการถ่ายภาพ โดยให้ความสำคัญตามลำดับดังนี้

1)ถ่ายไปทำไม (ถ่ายแก้บน อันนี้ล้อเล่น ถ่ายไม่ออก อันนี้ก็ทานน้ำให้มากๆ เอ้า...เข้าไป) คือบางคนถ่ายเพื่อบันทึกรูปตัวเอง ซึ่งผมว่าส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนี้ละ หรือถ่ายเพื่อเก็บเป็นข้อมูล อันนี้ไม่เน้นสวย แต่เน้นชัด หรือถ่ายเพื่อการใดการหนึ่ง หรือมีแนวการเล่าเรื่องที่ตัวเองอยากบอกอะไรประมาณนี้แหละครับ บางคนคงรู้ว่าช่างภาพในวารสารกรอบเหลืองต่างประเทศที่ขึ้นชื่อว่าถ่ายภาพได้รูปสวยๆ มาลงตามการมอบหมาย ภาพเยี่ยมๆ ทั้งหลายเหล่านั้นล้วนมีคำตอบที่ผมตั้งไว้ทั้งนั้น

2)จะถ่ายอย่างไรให้น่าสนใจ หรือนึกภาพในสมองขึ้นมาก่อน (Pre-visualization) นำไปสู่การจัดองค์ประกอบ และมุมมอง

3)จะควบคุมและวัดแสงให้ได้ “ภาพ” อย่างที่ต้องการได้อย่างไร

4)ตรวจทาน และรักษาไฟล์หรือฟิล์มให้ดี

ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย อย่างว่าครับคนอื่นอาจมีการจัดลำดับความสำคัญต่างไปจากนี้ก็ไม่แปลกอะไร เพราะนี่ไม่ใช่กฎ ใครถนัดอย่างไหนก็ทำอย่างนั้น และจะได้เห็นภาพสวยๆ กันมากขึ้นนะครับ ใครสงสัยข้อไหนก็ถามได้นะครับ



ตัวอย่างภาพ 1
สถานะการณ์ที่เลือกวัดแสงกับ subject ที่เน้นรายละเอียด และไม่สนใจฉากหลัง

ตัวอย่างภาพ 2
สถานะการณ์ที่เลือกวัดแสงกับ background เพราอยากเน้นรูปทรง ภาพจำพวกนี้เรียกว่า silhouette ฉากหลังได้รายละเอียดแต่ด้านหน้าจะได้แต่รูปทรง

สองภาพนี้ใช้ระบบวัดแสงเฉพาะจุด เลือกที่ตำแหน่งที่ต้องการเน้น รูป 1 วัดที่ตัวหลังคา ไม่ชดเชยแสงใดๆ เพราะสภาพแสงไม่ได้สว่าง หรือมืดกว่าปกติ ส่วนรูปที่ 2 วัดไปที่ท้องฟ้า (ไม่ใช่ตรงพระอาทิตย์) แล้วก็ถ่ายโดยไม่ชดเชยแสงเหมือนกัน พอดีเป็นช่วงที่ไม่ได้ถ่ายย้อนแสง ก็ได้รูปทรงของหลังคามาอย่างที่เห็นละครับ

ตอนต่อไปผมจะอธิบายพร้อมรูปภาพประกอบ ครับ ขอเวลา 2 อาทิตย์ครับจะได้เป็นของขวัญปีใหม่ ๒๕๔๙ ด้วยเลย




 

Create Date : 24 พฤศจิกายน 2548
7 comments
Last Update : 30 พฤศจิกายน 2548 14:50:58 น.
Counter : 1628 Pageviews.

 

ตามมาอ่านเรื่องวัดแสงค่ะ ยาวเหยียดเชียว

 

โดย: meena (Meena_March ) 24 พฤศจิกายน 2548 21:42:23 น.  

 

ยาวววววววววมากกกกกกกก

 

โดย: Sugar and spice 24 พฤศจิกายน 2548 21:47:54 น.  

 

ตามมาจากกระทู้ที่ห้องหนอนค่ะ

ที่เขียนมา น่าสนใจมากค่ะ

ขออนุญาตแอดบล็อกนะคะ

ป.ล.แล้วจะไปเดินหาหนังสือพื้นฐานการถ่ายรูปตามที่คุณแนะนำนะคะ

 

โดย: Mutation 6 มกราคม 2549 19:23:01 น.  

 

so cool ครับ

 

โดย: H IP: 58.8.83.249 12 เมษายน 2549 22:57:48 น.  

 

 

โดย: นนนนน IP: 58.147.122.23 10 ธันวาคม 2549 13:23:40 น.  

 

ได้อะไรดีๆ เยอะเลยคับ ให้ความรู้อย่างงี้ ขอให้มีความสุขในปีใหม่นี้นะคับ แล้วจะติดตามเรื่อยๆ นะคับ

 

โดย: juejue IP: 124.120.158.52 14 มกราคม 2552 2:00:40 น.  

 

ขอบคุณครับ รอติดตามอยู่ครับ

 

โดย: surasak IP: 125.26.76.49 18 กุมภาพันธ์ 2552 20:38:18 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


Lord of Rabbit
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add Lord of Rabbit's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.