O_O"คำคม กำลังใจ" โดน ๆ อ่านแล้วได้กำลัง "ใจ" เผื่อเก็บไว้ใช้กับตัวเอง!!
Group Blog
 
 
มกราคม 2555
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
5 มกราคม 2555
 
All Blogs
 
ฟอไฟฟุดฟิด อังกฤษ อเมริกัน a1

คณะลูกขุน (1) -(2)- ฟอไฟฟุดฟิด อังกฤษ อเมริกัน

“มารศรี ฉันถามเธออะไรหน่อยสิ เวลาดูหนังอเมริกันที่มีฉากขึ้นศาลทำไมแทนที่จะมีผู้พิพากษาตัดสินคดีสำคัญ ๆ เขาถึงมีคณะลูกขุนเป็นคนตัดสิน แล้วพวกลูกขุนนี้เขาหามาจากไหน”

“เอ นี่เธอถามเรื่องกระบวนการยุติธรรมอเมริกันนะ ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ”

“ก็เธอเป็นลูกคุณช่างรู้ไปทุกอย่างนี่ ฉันก็เลยคิดว่าเธอต้องรู้”

“เอางี้แล้วกัน เรื่องนี้มันลึก ดังนั้นฉันจะเล่าให้เธอเฉพาะด้านที่เกี่ยวกับศัพท์สำนวน ดีไหม”

“ก็ได้ เริ่มต้นจากคำว่า ลูกขุน เลย ฉันรู้ว่าในภาษาหมากรุกเรียกขุนว่า king ใช่ไหม ดังนั้นลูกขุนก็น่าจะเป็น prince หรืออะไรทำนองนั้น ใช่หรือเปล่า”

“ไม่ใช่จ้ะ บางทีการใช้ตรรกะในภาษาอังกฤษอาจทำให้เธอเข้ารกเข้าพงไปก็ได้ อย่างในกรณีนี้เป็นต้น คำว่าลูกขุนมีศัพท์เฉพาะของเขานั่นคือ juror (จู๊เหร่อร์) และรวมกันทั้งหมดเป็นคณะลูกขุนที่เรียกว่า jury (จู๊หรี่)”

“อ๋อ นึกออกแล้ว เหมือนในหนังเรื่อง The Runaway Jury จำได้แล้ว”

“นั่นแหละ ตามหลักทั่วไปถือว่าคณะลูกขุนควรประกอบด้วยคนที่ระดับเดียวกันกับจำเลยถึงจะยุติธรรม เรียกว่า a jury of one’s peers”

“peer เหรอ ฟังคล้าย ๆ ผลไม้”

“ไม่ใช่ นั่นมัน pear (แพร์) peer ออกเสียงต่างกัน เธอเคยเห็นไหมคำว่า peerless (เพี้ยร์หลึส) นั่นแปลว่า ไม่มีคนที่อยู่ในระดับเดียวกัน คือหาคนที่เทียบเท่าไม่ได้ คือหมายความว่าสุดยอด”

“แปลกดีเนอะ appear อ่านว่า อัพเพียร์ แต่ pear เฉย ๆ ดันอ่านว่า แพร์”

“ภาษาอังกฤษก็อย่างนี้แหละ ตราบใดที่เธอไม่แปล peer ว่า ผู้ฉี่ ก็โอเคแล้ว”

“ทำไมถึงจะแปล peer ว่าเป็นผู้ฉี่”

“ก็ pee แปลว่า ฉี่ ไง ถ้าใช้หลักตามที่ see แปลว่า ผู้เห็น และ seer แปลว่า ผู้มองเห็น”

เวรกรรม มุกภาษามารศรีนี่กว่าฉันจะเก๊ตก็เซลล์สมองตายไปหลายตัวเพราะต้องคิดหลายชั้นเหลือเกิน เซลล์สมองของฉันเคยชินกับความเป็นอยู่สุขสบาย ไม่คุ้นกับงานหนักนะยะ”

“แล้วเธออยากรู้ไหมว่าทำไมคณะลูกขุนถึงต้องประกอบเป็น a jury of one’s peers?”.

หนังสือ “ฟอไฟฟุดฟิดอังกฤษอเมริกัน” เล่ม 1-6 รวมซีดี ลดจาก 600 เหลือ 550 บาท หรือถ้าไม่เอาซีดีก็เพียง 480 บาท ส่ง EMS ฟรี ส่งธนาณัติสั่งจ่ายนายเสาวพจน์ ศรีวลี 20/1 ซอยอินทามระ 7 ป.ณ. สามเสนใน กท. 10400 หรือเข้าบัญชี ธ.กรุงเทพ หมายเลข 111-4-02764-0 แฟกซ์ใบสั่งจ่ายไปที่ 0-2616-8215 อย่าลืมเขียนชื่อ-ที่อยู่นะครับ เว็บไซต์ผม //boonhod.com อีเมลผม boonhod@hotmail.com ติดตามได้ทาง Twitter @boonhod

คณะลูกขุน (2) - ฟอไฟฟุดฟิด อังกฤษ อเมริกัน

“ความจริงฉันก็เคยเห็นในหนังอเมริกันหลายเรื่องว่าที่โน่นเขาใช้ระบบลูกขุนกัน แต่ไม่เข้าใจว่าระบบทำงานยังไง ทำไมไม่ใช้ผู้พิพากษาคนเดียว น่าจะประหยัดกว่าตั้งเยอะ”

“ระบบใช้ผู้พิพากษาคนเดียวก็มีเหมือนกัน แต่โดยมากใช้สำหรับคดีแพ่ง ถ้าเธอเจอคดีอาญาที่ร้ายแรง คือไม่ใช่แค่คดีจิ๊บจ๊อยที่เรียกว่า misdemeanor (มิสดะมี้นเหน่อร์) ซึ่งโทษจำคุกน้อยกว่าหนึ่งปี แต่โดนข้อหาในคดีที่เข้าข่าย felony (เฟ๊ลหละหนี่) ซึ่งหมายถึงความผิดอาญาโทษจำคุกหนึ่งปีขึ้นไป เวลาเธอขึ้นศาล คนที่จะตัดสินว่าเธอผิดหรือไม่ผิดไม่ใช่ผู้พิพากษาแล้ว แต่เป็น jury (จยั้วหรี่) = คณะลูกขุน หรือแม้แต่คดีแพ่งที่ฟ้องร้องกันมูลค่าสูง ๆ ก็มักจะใช้คณะลูกขุนตัดสิน”

“อ้าว แล้วผู้พิพากษามีไว้ทำไมล่ะ นั่งบัลลังก์หัวโด่ยังงั้นแต่ไม่ตัดสินคดี”

“นี่เธอ จะพูดถึงผู้พิพากษาทั้งทีก็ให้เกียรติท่านหน่อย เวลาอยู่ในศาลเธอต้องเรียกท่านว่า Your Honor (ยัวร้อนเหน่อร์) นะ honor (อ๊อนเหน่อร์) ที่แปลว่า เกียรติ นั่นน่ะ ดังนั้นไม่สมควรที่จะพูดถึงท่านแบบนั้น ถ้าจะบอกว่านั่งเป็นศีรษะโด่ก็ยังพอว่า... ก็จริงอยู่ที่ผู้พิพากษาไม่ได้ตัดสินเนื้อความของคดี แต่จะเป็นผู้ตัดสินเรื่องข้อกฎหมาย เหมือนกับเป็นกรรมการคอยกำกับบอกว่าพยานหลักฐานหรือปากคำอันไหนที่คณะลูกขุนรับไปพิจารณาได้หรือไม่ได้ บางทีก็เป็นผู้กำหนดบทลงโทษด้วย”

“แล้วพวกลูกขุนนี่เขาหามายังไง ต้องมีความรู้ทางกฎหมายมาหรือเปล่า”

“ถ้าเธออยากเป็นก็ขอบอกตรงนี้เลยว่าเบี้ยเลี้ยงเขาน้อยมาก แต่ juror = ลูกขุน ก็เป็นคนธรรมดาทั่วไปนี่แหละ เธอจำได้ไหมที่ฉันบอกว่าจำเลยมีสิทธิที่จะถูกดำเนินคดีโดย a jury of (one’s) peers น่ะ peer (เพียร์) ในที่นี้ก็หมายถึงคนที่ระดับเดียวกันกับจำเลย เพราะเป็นไปได้ว่าถ้าจำเลยความรู้น้อยด้อยการศึกษา ผู้พิพากษาที่เรียนมาสูงอาจจะไม่สามารถให้ความยุติธรรมจำเลยก็ได้ กฎหมายจึงบังคับให้คนอเมริกันทุกคนทำ jury duty = หน้าที่พลเมืองโดยไปเป็นลูกขุนเมื่อใดก็ตามที่ศาลเรียกตัว ถ้าต้องลางานไปก็ไม่ถือว่าเป็นวันลา กฎหมายอนุญาต”

“ว้าว แต่ยังงี้ก็ต้องเป็นคนที่ฉลาดพิเศษหละสิถึงจะเป็นลูกขุนได้”

“ก็ไม่หรอก เป็นแค่คนธรรมดาที่มีสติปัญญาปกติก็พอแล้ว เพราะทนายทั้งสองฝ่ายจะต้องอธิบายข้อกฎหมายให้คนธรรมดาเข้าใจได้ เพราะกฎหมายต้องไม่ใช่เรื่องลึกลับแต่ต้องสามารถให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง”.


แฟนประจำของคอลัมน์นี้จะคุ้นเคยกับชื่อ Lake Superior State University เป็นอย่างดี ไม่ใช่เพราะว่าผมจบจากที่นี่หรือเชียร์ให้คุณผู้อ่านไปเรียนต่อที่นี่ แต่เพราะว่า LSSU แห่งนี้เป็นสถาบันที่รวบรวมศัพท์สำนวนประจำปีที่พึงเนรเทศออกจากภาษาอังกฤษโทษฐานที่มีผู้คนจำนวนมากใช้กันพร่ำเพรื่อหรือในทางที่ผิด

สำหรับปีใหม่นี้ LSSU ก็รวมรวมศัพท์สำนวนที่ได้รับการเสนอชื่อจากประชาชนว่าคู่ควรต่อการถูกขับไล่ออกจากภาษาอังกฤษ ซึ่งแน่นอนย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะเป็นศัพท์สำนวนที่เกิดมาในภาษาอังกฤษตั้งแต่แรกแล้ว List of Banished Words = รายการศัพท์ที่ถูกเนรเทศ นี้จึงเป็นช่องทางสำหรับระบายความอัดอั้นตันใจของคนที่รักภาษาอังกฤษและทนไม่ได้ที่เห็นบางคำถูกใช้ผิดเป็นประจำ

สำหรับปีนี้ ศัพท์ที่ได้รับเสียงสนับสนุนให้ขับไล่มากที่สุดคือ amazing

จริง ๆ แล้ว amazing เป็นคำที่มีประโยชน์ เพราะมีความหมายที่ชัดเจน นั่นคือ น่าอัศจรรย์ใจ น่าทึ่ง บางประเทศ (โอเค บอกก็ได้ว่าประเทศไทย) ถึงกับเคยใช้ในคำขวัญโฆษณาเชิญชวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมาแล้ว และได้ผลเป็นอย่างดีด้วย (ปัจจุบันอินเดียก็ใช้คำขวัญที่มีความหมายคล้ายกัน นั่นคือ Incredible India ซึ่งผมว่าสู้ Amazing Thailand ไม่ได้)

แต่ปัญหาเกิดขึ้นเพราะว่าทุกวันนี้ ไม่ว่าคุณจะไปไหน คุณจะเจอแต่คนใช้คำว่า amazing พูดถึงสิ่งที่ไม่ได้น่าตื่นตาตื่นใจอะไรนักหนา

เช่นเวลาเพื่อนฝรั่งของคุณไปเจออาหารอร่อย ถ้าเป็นสมัยก่อนก็อาจจะพูดว่า The food at this place was great. (great แปลว่า ยิ่งใหญ่ แต่ในทางปฏิบัติได้กลายเป็นคำสารพัดประโยชน์ที่ใช้ในความหมาย good) แต่สมัยนี้ great ก็ไม่พอแล้วที่จะขยายสิ่งดี ๆ ที่ได้พบเจอในชีวิตประจำวัน amazing ได้กลายเป็นศัพท์ที่พุ่งกระฉูดในความนิยมแทน

สมัยก่อน amazing อาจจะสำรองเก็บไว้สำหรับพูดถึงสิ่งมหัศจรรย์จริง ๆ เช่น การแสดงมายากล แต่ทุกวันนี้ amazing กลายเป็นคำที่ใช้พูดถึงทุกอย่าง และที่ร้ายคือติดปากผู้จัดรายการทีวีชื่อดังอย่าง Martha Stewart ซึ่งทำให้คนจำนวนมากติดปากตามโดยไม่รู้ตัว Amazing!.


ผมนั่งเครื่องบินของสายการบินญี่ปุ่นกลับมาเยี่ยมเมืองไทยหลังจากที่หายไปเกือบสองปี ก็พบว่ามาตรฐานภาษาอังกฤษของลูกเรือการบินไทยกินญี่ปุ่นขาด เพราะต้นตำรับ Engrish ฟังยากมาก

พอลงจากเครื่องเดินไปสายพานลำเลียงกระเป๋าก็ตื่นตาตื่นใจกับจอทีวีที่ฉายโฆษณาการท่องเที่ยวไทย นับว่าเป็นลูกเล่นทางการตลาดที่เจาะเป้าผู้เดินทางที่ต้องยืนแกร่วรอกระเป๋า หนีไปไหนไม่ได้ เป็น captive audience อย่างแท้จริง คือเป็นผู้ฟัง (หรือผู้ชม) ที่ถูก “จับตัว” ไว้ หนีไม่ได้

วิดีโอโฆษณาไทยนั้นทำได้น่าดูมาก ถ้าผมเป็นคนต่างชาติก็คงอยากมาเที่ยวเมืองไทยปีละหลาย ๆ หน เผื่อจะได้เจอนางเอกในวิดีโอ

แต่ความที่ผมเป็น compulsive reader ตั้งแต่เด็ก ๆ คือเห็นอะไรขวางหน้าอ่านมันดะ แล้วยังเป็นโรคตาชอบหาเรื่อง (จนบางทีเป็นกุ้งยิง) ก็เลยอดไม่ได้ที่จะอ่านคำบรรยายด้วย และก็ดีใจที่พบว่าโดยทั่วไปใช้ไวยากรณ์ถูกต้อง เรียงลำดับถูกต้อง มาพลาดอยู่นิดเดียวตรงการใช้ colloquialism = ศัพท์หรือสำนวนที่ใช้ในภาษาไม่ทางการ

ก็ไม่ใช่ข้อผิดพลาดร้ายแรงอะไรหรอกครับ แค่ตัว s เกินมาตัวหนึ่ง แต่นั่นก็พอที่จะทำให้ความหมายเปลี่ยนไป

คำบรรยายพรรณนาถึงข้อได้เปรียบของไทยในด้าน medical tourism = การท่องเที่ยวทางการแพทย์ (คือมาเที่ยวแบบตั้งใจเข้าโรงพยาบาล ซึ่งต่างจากมาเที่ยวแล้วเข้าโรงพยาบาลโดยไม่ตั้งใจ) ว่าเพียบพร้อมไปด้วยเครื่องไม้เครื่องมือทางการแพทย์ครบสมบูรณ์

แต่สำหรับคำว่าเครื่องมือทางการแพทย์ คำบรรยายเขียนว่า medical gears

จริง ๆ แล้ว gear ในที่นี้ไม่ควรมี s เพราะทำให้แปลว่า เกียร์มากกว่าหนึ่ง ถ้าต้องการให้แปลว่าอุปกรณ์ เครื่องมือ gear ต้องเป็นเอกพจน์ เพราะในความหมายนี้เป็นนามที่ใช้เรียกรวมและนับไม่ได้ เช่นเดียวกับนามที่ไม่เติม s เช่น information, stuff, luggage, clout ฯลฯ

เป็นจุดที่ต้องอาศัยการอ่าน ฟังและสังเกตมาก ๆ ครับ.


Pick (1)

“มารศรี ดูยัยคนนั้นสิ แต่งตัวยังกะจะไปออกงานตัวตลกแน่ะ”

“Hold it down. = เบา ๆ หน่อย ยัยคนนั้นเป็นคนที่ฉันรู้จักตั้งแต่สมัยอยู่อเมริกา เป็นคนแปลก ๆ...ตายจริง เธอเดินมาทางนี้พอดี Quick! ทำทีไม่เห็นเธอ”

“หม่ารซี้? อิส แด๊ท ยู้?”

“เอ่อ อ้อ รูเสีย เอ๊ย Lucia! Fancy running into you here!”

“แหม เธอยังจำชื่อเล่นที่พวกผู้ชายชอบเรียกฉันได้อยู่เหรอ ตั้งนานแล้วนะ แต่ก็เอาเถอะ ฉันกลับมาเมืองไทยหลายปีแล้ว เป็นคนใหม่แล้ว แล้วเพื่อนเธอนี่เป็นใคร สวัสดีค่า ดิฉันชื่อลูเซีย เป็นเพื่อนของมาร์ซี่ค่า”

“อ้อ โทษที ไม่ได้แนะนำให้รู้จักเพื่อนฉัน รัตนาวลัย อยู่ชมรมคนรักภาษาอังกฤษด้วยกัน”

“ยินดีที่ได้รู้จักคุณลูเซียค่ะ แต่ต้องออกตัวก่อนนะคะว่าไม่ได้เก่งภาษาอังกฤษ ดังนั้นอาจจะต้องถามมารศรีอยู่เรื่อย ๆ เกี่ยวกับศัพท์สำนวน”

“โอ๊ย ไม่ต้องห่วงหรอกค่า จะถามดิฉันก็ได้ ดิฉันก็นักเรียนนอกเหมือนกันค่า ยู แคน พิค มาย โนส เอ็นนี่ทายม เอ๊ย พิค มาย เบรน ค่า”

“เอ่อ ลูเซียเขาบอกว่าเธอจะสามารถขอความรู้จากเขาได้ตลอดเวลา to pick (someone’s) brain เป็นสำนวน แปลตรงตัวว่า เจาะแคะสมอง (ใครบางคน) ความหมายคือ ขอความรู้หรือความเห็นจาก (ใครบางคน) แต่ที่เขาพูดอันแรกนั้นคือ pick (one’s) nose แปลว่า แคะจมูก (ตัวเอง)”

“แหม ฉันพูดผิดนิดเดียวอธิบายซะละเอียดเชียวนะ มารซี่”

“Sorry for picking up on your mistake, but I didn’t mean to pick on you.”

“เดี๋ยว มารศรี อย่าลืมแปลด้วย พิกอะไรเยอะแยะเลย มีตัวไหนที่แปลว่าหมูหรือเปล่า”

“นั่นมัน pig จ้ะ พิ่ก(เกอะ) เสียงลงท้ายเป็น ก.ไก่ เฉียดๆ ไปทาง ง.งู ส่วน pick นี่ลงท้ายด้วย ค.ควาย ดังนั้นเสียงจะสั้นกว่า pig”

“ก็ได้ แต่ที่เธอพูดว่า picking up on กับ pick on เท่าที่ฉันจับความได้น่ะ แปลว่าอะไร”.
****
Pick (2)
“มารซี่ ฉันขออธิบายแล้วกันนะ คือยังงี้นะค้า คุณคำว่า pick นี้ในตัวเองมีอยู่หลายความหมาย อย่างแรกที่คุณรู้จักคงจะเป็นความหมายว่า เลือก ตัวอย่างเช่น I picked his name out of a hat. = ฉันเลือกชื่อของเขาออกจากหมวก”

“เอ่อ ขอบใจนะ ลูเซีย ที่พยายามช่วยสอนภาษาอังกฤษให้กับเพื่อนฉัน แต่ฉันสนใจชุดของเธอมากกว่า How did you happen to pick this dress?”

“ก็ฉันว่าสีมันสวยสดใสดี ใส่มางานคงจะดูเด่นเป็นที่สนใจของผู้คน ฉันก็เลยเลือกมัน...เอ๊ เดี๋ยวก่อน ๆ โอ้ว้าว นี่เธอยกประโยคตัวอย่างการใช้คำว่า pick ได้เกือบดีพอ ๆ กับฉันเลย ฉันนึกว่าเธอถามฉันเพราะสนใจจริง ๆ ว่าฉันเลือกชุดนี้มาได้ยังไง ที่ไหนได้ เป็นการสอนภาษาอย่างแนบเนียน”

“ก็ฉันสนใจจริง ๆ นะ ฉันว่ามันเข้ากับหมวกผลไม้หลากสีของเธอดีมากเลย ดูสิ มีทั้งสับปะรด ทั้งมะละกอ แตงโม ทุเรียน มังคุด ถ้าเป็นฉันคงเมื่อยคอแย่เลย”

“แต่สวยใช่ไหมล่า ก็ฉันได้รับแรงบันดาลใจจากหมวกของ Carmen Miranda แต่ดัดแปลงโดยใช้ผลไม้ไทย ๆ แทน”

“เอ่อ โทษนะคะ คุณลูเซีย... โทษนะ มารศรี ฉันอยากฟังต่อว่า pick up on กับ pick on ที่เธอพูดกับคุณลูเซียนั่นแปลว่าอะไร”

“ลูเซียแปลให้เองก็ได้ค่า pick up on แปลว่า สังเกต ส่วนมากจะใช้กับสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่น่าสังเกตแต่ก็ยังอุตส่าห์สังเกต เช่นที่ลูเซียพูดผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้น ถ้าเป็นคนธรรมดาทั่วไปจะไม่สังเกต แต่มารซี่เธอไม่ใช่คนธรรมดา เธอจะช่างสังเกตไปทั่ว เพื่อนฝูงพูดผิดเล็กผิดน้อย เธอก็จะ pick up on it แล้วมาพูดให้เพื่อนฝูงขายหน้า”

“I wasn’t picking on you. = ฉันไม่ได้จงใจแกล้งเธอนะ ลูเซีย ฉันแค่เห็นว่ามันเป็นสำนวนที่น่าสนใจ คิดดูสิ จะมีตำราเล่มไหนสอนว่า pick (one’s) nose แปลว่า แคะจมูก (ตัวเอง) หรือที่เธอชอบ pick your belly button = แคะสะดือของเธอเอง นั่นก็เหมือนกัน ฉันมั่นใจว่าเพื่อนฉันก็อยากรู้ความหมายของศัพท์สำนวนเหล่านี้”.

“ฟอไฟฟุดฟิดอังกฤษอเมริกัน” เล่ม 1-6 รวมซีดี ลดจาก 600 เหลือ 550 บาท หรือถ้าไม่เอาซีดีก็เพียง 480 บาท ส่ง EMS ฟรี ส่งธนาณัติสั่งจ่ายนายเสาวพจน์ ศรีวลี 20/1 ซอยอินทามระ 7 ป.ณ. สามเสนใน กท. 10400 หรือเข้าบัญชี ธ.กรุงเทพ หมายเลข 111-4-02764-0 แฟกซ์ใบสั่งจ่ายไปที่ 0-2616-8215 อย่าลืมเขียนชื่อ-ที่อยู่นะครับ //boonhod.50megs.com อีเมล boonhod@hotmail.com

บ๊อบ บุญหด

Free TextEditor

credit :  //www.dailynews.co.th/


Create Date : 05 มกราคม 2555
Last Update : 5 มกราคม 2555 16:46:38 น. 0 comments
Counter : 1854 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

ขุนเพชรขุนราม
Location :
Western United States

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 68 คน [?]





"ตลอดเวลาที่บาปยังไม่ส่งผล
คนพาลสำคัญบาปเหมือนน้ำผึ้ง
เมื่อใดบาปให้ผล คนพาลย่อมเข้าถึงทุกข์เมื่อนั้น"
ขุ.ธ. 25/15/24
เวลา 4.57PM :sat,Mar 29,2557


BlogGang Popular Award # 9


BlogGang Popular Award # 10


BlogGang Popular Award # 11


BlogGang Popular Award # 12

Flag Counter
 เริ่มนับ 11 พฤศจิกายน 2559
New Comments
Friends' blogs
[Add ขุนเพชรขุนราม's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.