เดินย่ำต๊อกดู ShopHouse เก๋ๆ Ann Siang Hill : Singapore
อีกเหตุผลหนึ่งของการไปสิงคโปร์บ่อยๆ ก็คือการได้ไปเดินดู Shophouse สวยๆ ในหลายๆ ย่านด้วยนี่แหล่ะ

เพิ่งรู้ตัวว่าเป็นพวกบ้า shophouse แฮ่.....!!!

เอาล่ะ คราวนี้ก็จะขอแนะนำอีกหนึ่งย่านที่มีร้านเก๋ๆ ให้เดินเล่น นั่งชิล ถ่ายรูปในสิงคโปร์ แนะนำเลยสำหรับคนคลั่งไคล้ shophouse มาที่นี่เลย Ann Siang Hill ในย่าน Chinatown Singapore

การเดินทาง : MRT Chinatown Exit A ออกมาทาง Pagoda Street เดินไปจนสุดถนนเจอวัดแขกให้ข้ามถนนแล้วเดินไปขวามือ จะเจอป้ายซอบ Ann Siang Hill Street เดินเข้าไปเลยจ้าาาาาา














Create Date : 17 สิงหาคม 2556
Last Update : 17 สิงหาคม 2556 16:29:17 น.
Counter : 1711 Pageviews.

3 comment
Review: Hotel Benito, Hong Kong... แถมที่ฝากท้องใกล้ๆรร.ให้ด้วยนะ ^^
หลังจากที่หมักดองรีวิว Hotel Benito ไว้นานมากกกกกกก... จำความได้ว่าตั้งแต่เดือนพฤศจิกา ปี 52 นู่นนนนนนน..(-_-")

ด้วยเหตุขัดข้องหลายๆประการ แต่เหตุผลหลักๆคือ ขี้เกียจ แฮ่!!!(-_-") บัดนี้ได้เวลาฤกษ์งามยามดี หมักดองเค็มไว้จนได้ที่ พอที่จะรีวิวให้เพื่อนๆชาวบีพีได้รับชม อิอิ ^^

ขอเชิญรับชมได้ ณ บัดนาว เลยค่า >_<

**********************************************

Hotel Benito (โฮเต็ล เบนิโต้)
//www.hotelbenito.com/eng/index.htm

Location: Tsim Sha Tsui, Hong Kong
MTR: Tsim Sha Tsui station Exit B2
Tariff Rates: 1400 - 3600 HKD

*....แต่ช่วงที่เราไปประมาณเดือน พ.ย. พัก 2 คืน ได้เรทคืนละ 650 HKD ล่ะ ประมาณคืนละ 2800 บาท ....

เราจองผ่าน web agent ค่ะ แนะนำให้เช็คราคาจากหลายๆเว็บ เพราะไม่แน่เสมอไปที่เวปนั้นๆจะถูกที่สุดเสมอ

**********************************************

เริ่มกันที่รูปแรก มองจากฝั่งตรงข้ามของถนนนาธาน (Nathan Road)
สังเกตสัญลักษณ์ดาวเขียวด้านขวา เป็นที่ตั้งทางออก B1 รถไฟฟ้าสถานีจิมซาจุ่ย (Tsim Sha Tsui) ค่ะ อยู่ติดกับร้าน GIORDANO เลย



จากนั้นข้ามถนนนาธาน เข้าซอยข้าง GIORDANO ซึ่งก็คือถนนคาเมรอน (Cameron Road)

ในรูปจะเห็น Exit B1 และ Exit B2 อยู่ห่างกันนิดเดียว



หันหลังกลับไป ฝั่งตรงข้ามถนนคาเมรอน จะเป็นมัสยิดค่ะ ตั้งเด่นเป็นสง่ามาก ไม่หลงแน่นอน



พอเดินเลย exit B2 จากรูป คห.1 ประมาณรถสีแดงคันแรกที่จอดอยู่นั่นแหล่ะค่ะ ยังไม่ทันจับเวลา คาดว่าไม่ถึง 5 นาที ก็จะเจอ Hotel Benito แล้วค่ะ

ที่พักเรา หน้าตาเป็นเยี่ยงนี้นี่เอง ^^

ถ่ายไว้วันที่สอง ตอนเช้าๆ ยังไม่ 8 โมงเลยค่ะ ร้านรวงยังไม่เปิดเลยยังดูไม่คึกคักเท่าไหร่

ทางเข้ารร.อยู่ตรงกรอบสีเหลือง ที่ลูกศรชี้อยู่นั่นแหล่ะค่ะ



พอดีว่าไม่ได้ถ่ายล้อบบี้เอาไว้ มัวแต่ชุลมุนเรื่องเช็คอินอยู่ วันอื่นๆก็ลืมที่จะถ่ายไว้เหมือนกัน เพราะเหนื่อยมากกกกกกกก...

แต่จำได้ว่า ที่ Hotel Benito ขายตั๋วเข้าดิสนีย์แลนด์ ฮ่องกง (Disneyland Hong Kong) ด้วยค่ะ แต่ราคาปกตินะคะ ไม่ได้ถูกกว่าที่อื่น เพียงแต่เป็นบริการเสริมให้ลูกค้า ไม่ต้องไปเสียเวลาต่อคิวซื้อด้านหน้าทางเข้ามากกว่าค่ะ

มีใบอนุญาตให้จำหน่ายบัตรอย่างเป็นทางการจากดิสนีย์แลนด์ติดไว้ด้วยค่ะ



เอาล่ะ ขึ้นห้องกันเลยดีกว่า

นี่เป็นทางเดินระหว่างเดินไปห้องพักนะคะ บริเวณชั้น 2



ห้องที่เราได้ในทริปนี้คือ 204 ค่ะ อีกห้อง 205 เป็นของเพื่อนค่ะ

ข้างในตกแต่งเหมือนกันเด๊ะๆ!



ย้ำอีกทีว่า ห้องชั้นเบอร์ 204 นะ ^^

เป็นห้องมุมค่ะ แต่ไม่ได้ใหญ่รึกว้างขึ้นกว่าห้องอื่นๆแต่อย่างใดนะคะ ^^



พอเปิดประตูเข้าไปในห้องก็จะเจอแบบนี้....

เป็นห้อง standard twin ค่ะ

ห้องไม่ใหญ่มาก แต่ก็ไม่ถือว่าแคบนะคะ ก็กำลังดีค่ะ พอที่จะกางกระเป๋ารื้อของออกมาได้ 2 ใบค่ะ ^^



มองจากหัวเตียง ก็จะได้เห็นมุมแบบนี้

เป็นทีวี LCD ติดผนัง มีหลายช่องให้ดูค่ะ

มีโต๊ะทำงาน และที่วางของให้ด้วย



มองย้อนกลับไปที่ประตูห้อง

ด้านขวาเป็นห้องน้ำ ด้านซ้ายเป็นตู้เสื้อผ้า

มีตู้เย็นเล็กๆให้ด้วย และก็มีน้ำดื่มให้วันละ 2 ขวดนะคะ



แล้วก็มีกาน้ำร้อน กาแฟ-ชา บริการฟรี

มีแก้วน้ำ แก้วกาแฟด้วย แต่ไม่ได้ถ่ายมาค่ะ



มาดูห้องน้ำกันบ้าง...

มีผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ให้ 2 ผืน

((ที่นี่ไม่มีสายชำระนะคะ))



ใช้ฝักบัวค่ะ น้ำไหลแรง แต่ถ้าจะใช้น้ำร้อนต้องรอแป๊บนึงค่ะ น้ำร้อนถึงจะเดินทางมา ^^

มีสบู่เหลว กับแชมพูให้อยู่แล้วค่ะ

จิงๆมีประตูบานเลื่อนกั้น ส่วนเปียกกับส่วนแห้งไว้ แต่เราไม่สามารถค่ะ กล้องเราเก็บไม่หมด เลยถ่ายแยกกันมาละกัน ^^



อุปกรณ์อื่นๆภายในห้องน้ำ

มีทิชชู่ มีสบู่ก้อนเล็ก - หมวกอาบน้ำ - แปรงสีฟัน - ที่โกนหนวด - หวี - คัดตอนบัด ให้ไว้อย่างละ 2 ชุดนะคะ

ถือว่าค่อนข้างสะดวกทีเดียว สำหรับเพื่อนๆที่ไม่ค่อยอยากพกอุปกรณ์พวกนี้มาให้หนักกระเป๋า ^^



นี่เป็นรูปวิวที่ถ่ายจากหน้าต่างห้องเราค่ะ

เห็นติดถนนขนาดนี้ แถมอยู่ชั้นล่างๆอีก แต่ไม่ได้ยินเสียงโหวกเหวกอะไรเลยนะคะ หลับสบายๆ รึเพราะว่าเราเหนื่อยหว่า.....?!?!?

จากลูกศรสีม่วงด้านล่าง จะเป็นประตูโรงแรมค่ะ แสดงการเดินไปลงรถไฟฟ้า exit B2 ซึ่งใกล้มากๆๆๆๆ เป็นทำเลสะดวกขั้นเทพจิงๆ >_<



จบรีวิวรร.ไปแล้ว เราถ่ายมาได้เท่านี้น่ะค่ะ คราวนี้มาดูทำเลที่ตั้งรร. กับแหล่งของกินฝากท้องรอบๆ ที่เรากับชาวคณะได้ไปลิ้มลองกันมานะคะ ^^

เด๋วเราจะไล่เรียง รีวิวจากร้านเบอร์ 1,2,3,4,5 ตามลำดับละกันนะคะ ^^



ร้านเบอร์ 1

ชื่อร้าน : อ่านไม่ออก (-_-") ดูรูปเอาละกันนะคะ
ขายอาหารประเภท: ข้าวหน้าเป็ด ข้าวหมูกรอบ โจ๊กฮ่องกง

การเดินทาง: ออกจากประตูรร.ให้เลี้ยวซ้าย เดินไปตามถนนคาเมรอน แล้วเลี้ยวซ้ายอีกทีที่แยกแรก จากนั้นเดินตรงตลอด มีขึ้นเนินบ้างเล็กน้อย ร้านอยู่ซ้ายมือจ้า

<<ใครอ่านชื่อร้านออก ช่วยบอกเราด้วยนะคะ >>



บรรยากาศหน้าร้าน



มาแล้วๆๆๆๆๆๆๆ เมนูสุดฮิตของทริปนี้ "ข้าวหน้าเป็ด" นั่นเอง โฮ่ๆๆๆๆ (^0^)


ถ้าร้านไหนมีข้าวหน้าเป็ด เราจะสั่งแทบทุกร้านเลย แบบว่าชอบกินมากๆๆ เนื้อเป็ดเค้าจะให้มาชิ้นใหญ่มากๆ แถมติดกระดูกเคี้ยวทีกรุบๆ สุโค่ยยยยยยยย >_<

ไม่เหมือนข้าวหน้าเป็ดบ้านเราที่เนื้อแบนสุดๆ เอาอีโต้แบะแล้วแบะอีก เพื่อให้เนื้อมันใหญ่ขึ้น!!!!

พูดแล้วก็อยากจะไปกินอีก ร้านนี้ให้ผ่านค่ะ รสชาดใช้ได้เลย ^^



อีกเมนูที่เพื่อนเราสั่งคือ "เกี๊ยวน้ำ" ค่ะ

รสชาดดีนะคะ แต่เราว่าจืดไปหน่อย แต่ให้เกี๊ยวชิ้นใหญ่มากๆๆๆ ชามก็หญ่ายยยย กว่าจะกินหมด!!



มาดูบรรยากาศภายในร้านกันบ้าง

... มาทานแต่เช้า คนยังไม่ค่อยเยอะ สบายๆ ร้านก็สะอาดดีค่ะ น่านั่ง ^^



เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา

เราออกจากร้านเบอร์ 1 แล้วไปต่อร้านเบอร์ 2 กันเลยดีกว่า!!!

การเดินทาง : เดินเลยร้านเบอร์ 1 ไปจะเจอสามแยก ให้เลี้ยวขวา แล้วข้ามไปฝั่งตรงข้ามก็จะเจอร้านเบอร์ 2 จ้า



ร้านเบอร์ 2

ชื่อร้าน : อ่านว่า "ชิงซงอี๋เซี่ย" หรือภาษาอังกฤษจะชื่อ "Relax for a while"
ขายอาหารประเภท: ข้าวหน้าเป็ด ข้าวหมูกรอบ โจ๊กฮ่องกง

ถ้าจำไม่ผิด

บรรยากาศภายในร้าน

สาเหตุที่เลือกร้านนี้เพราะเห็นคนกินเยอะ ทัวร์ก็มากินกันเยอะ เลยลองบ้าง อิอิ

ระหว่างที่นั่งกินจะได้ยินภาษาไทยตลอด เด็กเสริฟก็พูดไทยได้บ้างนิดหน่อย แสดงว่าร้านนี้คนไทยมากินกันเยอะแฮะ ^^

ร้านนี้มีคนบอกว่า นอกจากโจ๊กสารพัดแล้ว ยังมีข้าว pork chop แกงกะหรี่สูตรอินเดียชามโตแล้วยังมีพวกบะหมี่สำเร็จรูปก็มีให้กินด้วยขอรับ ใส่ไส้กรอก ใส่ไข่ก็ว่ากันไป...



เปิดกันด้วย "ข้าวหน้าเป็ด" เหมือนเดิม อิอิ ^^

ร้านนี้ก็ให้เป็ดชิ้นใหญ่อีกแล้ว แต่ถ้าเทียบกัน เราชอบร้านที่แล้วมากกว่า แต่เพื่อนเราชอบร้านนี้มากกว่า เอ้า!! ลิ้นใครลิ้นมัน ก็ว่ากันไป ^^



ไหนๆมาฮ่องกงทั้งที ก็ต้องสั่ง "โจ๊กฮ่องกง" กินซะหน่อย ^^

เอาแบบใส่ไข่ ใส่ปาท่องโก๋มาเลยในชามเดียว (กว่าจะสั่งได้ขนาดนี้ เมื่อยมือสุดๆ (-_-"))

แนะนำให้ปริ๊นท์ รึพกคู่มือคำศัพท์อาหารจีนไปด้วยนะคะ จะเลิศมากๆๆๆๆๆๆ หรือถ้าไปกับเพื่อนที่สปีคไชนิสได้นี่ยิ่งแหล่มเลยๆ ^^



เอาล่ะ... อิ่มจากอาหารฮ่องกงแล้ว มาลองอาหารชาติอื่นๆในราคาประหยัดกันบ้าง ^^


ร้านเบอร์ 3

ชื่อร้าน : โยชิโนยะ (Yoshinoya)
ขายอาหารประเภท : อาหารญี่ปุ่น พวกข้าวหน้าเนื้อ ข้าวหน้าหมูทอด ข้ายหน้าไก่เทริยากิ ราเมง ฯลฯ

การเดินทาง : จากรร.เบนิโต้ ให้เดินมาทางที่จะไปลงรถไฟฟ้า ประมาณห้องแถว 3-4 ล้อคก็จะเจอทางลงไปร้านโยชิโนยะ ซึ่งอยู่ชั้นใต้ดิน

บรรยากาศภายในร้าน... ร้านนี้มีแต่วัยรุ่นแฮะ ค่อยเจริญหูเจริญตาขึ้นมาหน่อย ^^



มาแล้ว เมนูยอดฮิตของร้าน "ข้าวหน้าเนื้อ" ว้าวววววววววววววว


ปล.น้องเรามันบอกว่าข้าวหน้าเนื้อของ ZEN อร่อยกว่าง่า~ ลิ้นใครลิ้นมันอีกแระงานนี้ อิอิ



อันนี้ของน้องเราสั่ง จำไม่ได้ว่าคืออะไร น่าจะเป็น "ข้าวเทริยากิ" รึเปล่า?!?!



เอาล่ะ อิ่มกันไปแล้วกับเมนูของคาวทั้ง 3 ร้าน!!
คราวนี้เราจะไปล้างปากกันที่ร้านของหวานกันบ้างดีกว่า!!! >_<


ร้านเบอร์ 4

ชื่อร้าน : ชาลี บราวน์ คาเฟต์ (Charlie Brown Cafe')
ขายอาหารประเภท : เครื่องดื่มร้อน-เย็น เค้ก ของหวานต่างๆ

การเดินทาง : จากรร.เบนิโต้ ให้เลี้ยวซ้ายเดินไปตามถนนคาเมรอน ข้ามแยกไฟแดงแรกไป เดินต่อไปจนเกือบสุดทาง จะเห็นร้านอยู่ฝั่งตรงข้ามของถนน

ลักษณะพิเศษของร้านนี้ก็คือ >>> ตกแต่งด้วยสนูปปี้ทังร้านนี่เอง อิอิ ^^ น้องเราชอบมากๆๆๆๆๆๆ มาฮ่องกงต้องมาที่นี่ให้ได้ และก็ไม่พลาดจิงๆ



ขึ้นบันไดไปชั้น 2 พอขึ้นมาแล้วก็จะเจอบรรยากาศร้านแบบนี้ >_<



ไหนดูตู้ขนมสิ มีอะไรกินบ้าง
ว้าววววววววววววววววววววววว >_< น่ากินไปหมดเลยอ่ะ!!!



กว่าจะเลือกได้..... สรุปที่ 2 ชิ้นนี้แหล่ะค่ะ
น่ากินมั้ย ?!?!?!? >_<



มา..มะ มานั่งทานเค้กกันมุมนี้ดีกว่า ^^



เอ... รึจะนั่งแถวๆนี้ดีน๊า....



หรือจะมุมนี้...... เลือกไม่ถูกเลย >_<



ระหว่างทานขนม จะหยิบหนังสือจากชั้นนี้มาอ่านเล่นก็ได้ แล้วอย่าลืมเก็บไว้ที่เดิมด้วยนะคะ ^^


ทานเค้กน่ารักๆสไตล์สนู้ปปี้กันไปแล้ว
คราวนี้มาทานน้ำให้ชื่นใจและขนมอร่อยๆปิดท้ายกันบ้างดีกว่า ^^

ร้านเบอร์ 5

ชื่อร้าน: อ่านไม่ออกอีกแล้ว (-_-") แหะๆ
ขายอาหารประเภท : เครื่องดื่มต่างๆ น้ำปั่นผลไม้ โดยเฉพาะน้ำมะม่วงปั่น ^^

การเดินทาง : จากรร.เบนิโต้ เดินไปทางถนนนาธาน ข้ามถนนนาธานเดินตรงเข้าถนนไฮปง (Haiphong Road) ข้าม Lock Road เดินไปนิดนึงร้านจะอยู่ซ้ายมือ หรือสังเกตง่ายๆว่าร้านไหนมีคนต่อแถวย่างๆนั่นแหล่ะค่ะ ^^

ร้านน้ำมะม่วงปั่นนี้มีหลายสาขานะคะ พอดีเราเดินผ่านสาขานี้บ่อยกว่าสาขาอื่น เดินผ่านทีไรก็เห็นคนต่อแถวยาวทุกที ในร้านก็คนนั่งเเน่นเอี๊ยด แต่ก็อดไม่ได้ที่จะแวะซื้อมาดูดให้ชื่นนนนนนใจ >_< ไม่ได้ซักที!!



อีกเมนูนึง ที่น่าสนใจค่ะ
ไม่รู้เรียกว่าอะไร แต่จะเป็นไอติมมะม่วงใส่ผลไม้รวมมิตรค่ะ
หวานๆเย็นๆ อร่อยชื่นนนนนนนใจ ^^



อิ่มกันสุดๆไปเลยมั้ยคะ >_< ?!!?!?
ร้านที่เรารีวิวไป ไม่ถึงกับแนะนำ แต่ก็อร่อยใช้ได้นะคะ
เพราะเราไม่ใช่เชลล์ชวนชิมด้วยอ่ะค่ะ
อย่างที่บอก ลิ้นใครลิ้นมันเนอะ ^^
เอาเป็นว่าไว้เป็นตัวเลือกเผื่อใครไปพักแถวนั้นละกันนะคะ ^^

******************************************

คราวนี้จะพาไปขึ้น City bus A21 กลับสนามบินฮ่องกงกันนะคะ

จากรร.เบนิโต้ ให้เดินข้ามถนนนาธานมาฝั่งตรงข้าม แล้วเดินไปทางซ้าย ดูรูปในคห.17 ประกอบได้เลยค่ะ

ป้ายรถเมลล์หาไม่ยาก จะอยู่หน้าร้านขายนาฬิกา Zurich
ยืนรอที่ป้าย N241 ได้เลยค่ะ ที่พื้นจะมีเขียนไว้ว่า A21
เข้าแถวให้ตรงช่องนะคะ เด๋วรถเมลล์ไม่จอด



สังเกตที่พื้นนะคะ จะตีเส้นแบ่งเป็นช่องๆ ขึ้นสายไหน เข้าแถวให้ถูกช่องนะคะ ^^

เหตุผลที่เราเลือกใช้บริการรถบัสA21 กลับสนามบิน เพราะว่าราคาถูกค่ะ ฮ่าๆๆๆ เพราะช้อปปิ้งจนแทบจะหมดตัว ^^

ซึ่งก็ไม่ผิดหวังนะคะ เพราะเผื่อเวลาไว้แล้ว 1 ชม.ในการเดินทาง
เรากลับวันอาทิตย์ เป็นไฟลต์หางแดง เครื่องออกจากฮ่องกงเวลา 20.55 น.
เคาน์เตอร์เช็คอินจะเปิดเวลา 18.00 น. ค่ะ
ใครกลับไฟลต์เหมือนเราก็คำนวณเวลาให้ดีนะคะ

รถบัส A21 จาก Tsim Sha Tsui ไปสนามบิน 1 ชม.พอดีเลยค่ะ รถไม่ติดเลย นั่งชมเมืองเพลินๆ ^^


จะได้กลับบ้านเเล้ว เย้ๆๆๆๆๆ >_<



ถึงสนามบินฮ่องกงแล้วค่า จะได้กลับบางกอกแล้วเน่อ ^^

ขอขอบคุณเพื่อนๆทุกคนที่เข้ามาชมรีวิวนะคะ ถูกใจกันยังไงเชิญเม้นท์ได้เลยค่า เป็นกำลังใจให้ จขกท. อิอิ

ก่อนกลับเมืองไทย อย่าลืมซื้อ "โคลอนรสทาร์ตไข่" มาฝากคนรู้ใจกันนะคะ สุโค่ยยยยยยยย มั่กๆ >_<



ราตรีสวัสดิ์ค่ะ พี่น้องชาวบีพี ^^




Create Date : 26 พฤษภาคม 2554
Last Update : 26 พฤษภาคม 2554 5:09:59 น.
Counter : 2202 Pageviews.

2 comment
Review: การเดินทางจากสนามบินฮ่องกงไปมาเก๊า ((แถมรีวิว Metropole Hotel ให้ด้วยจ้า ^^))
ทริปนี้เป็นครั้งแรกที่เดินทางไปมาเก๊า-ฮ่องกงกันเอง 4 สาวค่ะ

ไปมาเนิ่นนานมากแล้ว ตั้งแต่ พ.ย. 52 และได้รีวิวไว้แล้วที่ห้อง BP แต่กลัวว่าข้อมูลจะหายเลย เอามาแปะไว้ที่ blog ตัวเองด้วยซะเลย ^^
//www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E8660337/E8660337.html

ทริปนี้ก่อนไปก็หาข้อมูลไว้ล่วงหน้านานมากกกกก... เพราะจองตั๋วโปรของหางแดงไว้นานมากกกกก เช่นกัน ^^

ข้อมูลที่ได้ส่วนใหญ่จะมาทั้งจาก blueplanet และ HKFC ค่ะ ต้องขอขอบคุณไว้เลย ณ กระทู้นี้นะคะ ^^

เลยเป็นที่มาของกระทู้รีวิวกระทู้นี้แหล่ะค่ะ... ตอนแรกก็กะจะไม่ได้มารีวิวเต็มรูปแบบ ภาพเลยอาจไม่ปะติดปะต่อ (-_-") แต่ where where is where... (ไหนไหนก็ไหนไหน) มันอดไม่ได้จิงๆค่ะ ตามประสาเลือดเด็กห้องบลู ^^

กระทู้นี้จะขอรีวิวตอบแทนให้เพื่อนๆที่จะไปมาเก๊า-ฮ่องกง แล้วลงเครื่องที่ฮ่องกง แต่อยากไปมาเก๊าก่อน เหมือนอย่างเรา เก็บเอาไว้เป็นข้อมูลกันนะคะ ^^

****************************************
เสริฟด้วยทาร์ตไข่มาเก๊า เป็นออเดิฟก่อนแล้วกันนะค้า.... >_<



ทริปนี้เราแบ่งออกเป็น 2 ไฟลต์ค่ะ เนื่องจากมีเหตุให้ต้องมีเพื่อนคนนึงนั่ง TG คนเดียว ส่วนเรากะเพื่อน 3 คนไป AirAsia ค่ะ แต่ด้วยความอยากไป...ฟ้าก็มิอาจกั้นให้เราได้ไปเยือนฮ่องกงด้วยกันค่ะ

เช้าวันที่ 26 พ.ย. 52 by FD 3712 ก็มาถึงฮ่องกงก่อนเวลา 20 นาทีค่ะ
ซึ่งเวลาที่ต้องมาถึงจริงคือ 10.15 น. ค่ะ

อากาศดี... ไม่ร้อนไม่หนาวค่ะ สบายๆ

พอมาถึงสนามบินฮ่องกง ก็เดินตามป้ายนี้เลยค่ะ "Ferries to Mainland/Macau"



จากนั้นก็เดินตรงไปเรื่อยๆ จนเจอบันไดเลื่อนซ้ายมือ ก็เดินลงไปตามป้าย "Ferries to Mainland/Macau" เหมือนเดิมค่ะ



เรากำลังจะเดินลงไปขึ้นรถไฟกันค่ะ



ลงบันไดเลื่อนมาก็เจอชานชาลาเลยค่ะ รอประตูไหนก็ได้ค่ะ ^^
ชิดซ้ายเลยเพ่!!



ไม่ผิดแน่ ยังมีป้าย "Ferry transfer desk" อยู่ค่า



รถไฟรอไม่เกิน 3 นาทีก็มาแล้วค่า.... ตามมาเลยค่า



จำไม่ได้ว่านั่งไปนานแค่ไหน เพราะมันเร็วมาก....
(ดูซิ สนามบินบ้านเค้ามีรถไฟมารับไป terminal ด้วย... แต่บ้านเรามีรถเมล์มารับ!! แล้วก็เดิน เดิน เดิน)

พอรถไฟจอดที่ป้ายแรกก็ลงเลยค่ะ
ตามป้าย "Ferries to Mainland/Macau" เหมือนเดิมค่ะ



พอขึ้นมาจากรถไฟแล้ว ก็ตรงอย่างเดียวเลยค่ะ จนมาเจอแยกนี้


"ใครจะไปมาเก๊า ไม่ต้องไปที่ immigration นะคะ" !!!!!

แต่ให้เลี้ยวขวาแยกนี้ ตามป้าย "Ferries to Mainland/Macau" เพื่อไปซื้อตั๋วเรือ TurboJet ไปมาเก๊าค่ะ


ย้ำอีกทีนะคะว่า ""ใครจะไปมาเก๊า ไม่ต้องไปที่ immigration ค่ะ" !!!!!



และสำหรับใครที่ต้องรอเพื่อนเหมือนเรา เพราะมาคนละไฟลต์กัน

ให้นัดเจอเพื่อนที่นี่เหมือนเราก็ได้ค่ะ เพราะแถวนั้นไม่ค่อยมีร้านอาหารหรือจุดสังเกตเท่าไหร่ แต่ทุกไฟลต์จะต้องมาที่แยกนี้ทุกคนค่ะ

แนะนำให้หลังจากซื้อตั๋วเรือแล้ว ค่อยมานั่งรอที่ร้านกาแฟร้านนี้ได้นะคะ มีทั้งของว่างและเครื่องดื่มร้อน-เย็นอร่อยๆ ให้นั่งรอได้ชิลๆค่ะ



จากแยกเมื่อกี้ ให้เลี้ยวขวา เดินมานิดนึงก็จะเจอเคาน์เตอร์ขายตั๋ว TurboJet ขวามือค่ะ

(ตามลูกศรในภาพเลยค่ะ)

เคาน์เตอร์ขายตั๋ว TurboJet อยู่ด้านซ้ายที่วงไว้นะคะ



ที่โชว์อยู่คือเวลา Departure Time ของเรือ TurboJet ค่ะ

การซื้อตั๋วเรือก็คือ...

- ถ้าผู้โดยสารไม่มีสัมภาระโหลดมากับเครื่อง ต้องมาซื้อตั๋วก่อนเรือออก 30 นาที

- ถ้าผู้โดยสารมีสัมภาระโหลดมาใต้ท้องเครื่อง ต้องมาซื้อตั๋วก่อนเรือออก 60 นาที

"พร้อมกับยื่นใบโหลดกระเป๋า" ให้จนท. Turbojet ไปรับกระเป๋าแทนเรา แล้วเอาขึ้นเรือให้เราได้เลยค่ะ ส่วนเราก็เดินตัวปลิวขึ้นเรือได้เลยค่ะ แล้วไปรอรับกระเป๋าหลังจากผ่าน ตม.มาเก๊านู่นเลย!!!! ^^


***********************************************

ถ้าเดินทางด้วย Airasia รอบเช้าสุดแบบเรา จะไปถึงฮ่องกง 10.15 น. สามารถซื้อตั๋วเรือรอบ 11.00 น. ได้ค่ะ ทันแน่นอนไม่ว่าจะโหลดรึไม่โหลดกระเป๋ามาก็ตาม

แต่..เราต้องรอเพื่อนที่จะมากับ TG รอบเช้าสุดมาถึง HK เวลา 11.45 น.
ก็เลยต้องซื้อตั๋วรอบ 12.15 น. เพื่อรอเพื่อนไปพร้อมกันค่ะ (เพื่อนเราไม่โหลดกระเป๋า เพราะเราโหลดมาให้แล้วค่ะ)


หรือจะเช็คเวลาได้ตามลิงค์นี้เลยค่ะ
//www.turbojet.com.hk/eng/schedule/airport.html



เมื่อซื้อตั๋วเรือเสร็จแล้ว หันไปทางซ้ายมือ ก็จะเจอร้านขายโจ๊กร้านนี้ค่ะ

ถ้าเพื่อนๆอยากลองโจ๊กฮ่องกงก็เชิญทางนี้ได้ค่ะ แต่เราไม่ได้นัดเพื่อนที่นี่ บวกกับเราอยากทานกาแฟมากกว่า ก็เลยต้องบายร้านนี้ไปค่ัะ



แต่แล้วก็เหมือนโดนกลั่นแกล้งค่ะ >_<

เพื่อนเรามาถึงก่อนเวลาเล็กน้อย 11.30 น. เราก็รีบพาเพื่อนไปซื้อตั๋วเรือทันที เพราะเราไม่สามารถซื้อตั๋วเรือให้เพื่อนได้ค่ะ เพราะต้องใช้พาสปอร์ตของเพื่อนตอนซื้อตั๋วด้วย

แล้วพอเราให้เพื่อนซื้อตั๋วเรือรอบ 12.15 น.ด้วยกัน ซึ่งเราคิดว่าได้แน่นอน เพราะเพื่อนเรามาถึงก่อนเวลา 30 นาทีตามกฎกติกา


แต่ทาง TurboJet ไม่ขายตั๋วเรือรอบ 12.15 น.ให้เราค่ะ!!
"บอกว่าไม่ทัน ไม่ได้ ยังไงก็ไม่ได้"
เราก็ยื่นตั๋วเราให้จนท. TurboJet ดู "บอกว่าขอไปด้วยกันได้มั้ย ซื้อตั๋วไว้แล้ว"
เค้าเลยบอกจะเปลี่ยนให้ไปรอบ 13.15 น.ด้วยเหมือนกัน!!!! OMG >_
แม่เจ้า.. สรุปเราได้ตั๋วเรือรอบ 13.15 น.ค่ะ (-_-")

เมื่อได้ตั๋วแล้ว ก็มุ่งหน้าสู่ Gate 511 ด้วยอารมณ์ เคือง + งง + โมโหหน่อยๆ ทันทีเลยค่ะ!!!! >"<


ปล. ราคาตั๋วเรือ TurboJet จากสนามบินฮ่องกง ไปมาเก๊า 215HKD (ประมาณ 925 บาท) ใช้เวลา 45 นาทีค่ะ



ก่อนเข้าสู่ Gate 511 ตามรูป
ต้องผ่าน ตม. ตรวจกระเป๋าก่อนค่ะ จากนั้นก็ลงลิฟท์ไปชั้นล่าง ก็จะเจอ Gate 511 ค่ะ



ถ้าใครมาถึงเร็วมากๆอย่างเรา (-_-") ก็นั่งรอแถวๆนี้ก่อนได้ค่ะ


ขอเม้าท์นิดนึงค่ะ! ตอนที่เราลงไปถึง Gate 511 ทางจนท. TurboJet ยังตะโกนเรียก final call ผู้โดยสารรอบ 12.15 น. อยู่เลยค่ะ

พอเราลองเดินเข้าไปคุยกับจนท. อธิบายเรื่องตั๋วที่เราต้องเปลี่ยนไปรอบ 13.15 น. และสัมภาระที่ไปกับเรือรอบ 12.15 น.แล้ว เค้าก็ไม่อนุญาตให้เราไปอยู่ดีค่ะ เราต้องไปตามหน้าตั๋วระบุเท่านั้น!!!

งานนี้มีเคืองรอบ 2 ค่ะ >"


และแล้วพอเวลาประมาณ 12.45 น. จนท.ก็เรียกผู้โดยสารมาที่ Gate 511 ตรงนี้เพื่อตรวจตั๋วค่ะ



จากนั้นก็เดินออกไปข้างนอกเพื่อขึ้นรถคันนี้ไปท่าเรือ TurboJet ที่อยู่ภายในสนามบินฮ่องกงกันค่ะ



ภายในรถค่ะ



วิวด้านนอก ขณะนั่งรถ shuttle bus ไปที่ท่าเรือ ..... สนามบินติดทะเล สุดยอดจิงๆ



ไม่ถึง 10 นาทีก็มาถึงท่าเรือ TurboJet แล้วค่ะ

เรือลำนี้แหล่ะค่ะ ที่จะพาเราไป "มาเก๊า" กัน!!



ภายในเรือ TurboJet ค่ะ เราว่านั่งสบายกว่าเครื่องบินที่นั่งมาอีกนะคะเนี่ย (555+ แอบเหน็บนี๊ดส์นึง)

อ้อ!! ตั๋วขาไปมาเก๊า จากสนามบินฮ่องกงจะไม่ได้ระบุที่นั่งนะคะ ตรงไหนว่างก็นั่งได้เลย เราว่าอาจเป็นเพราะคนใช้บริการไม่เยอะ เลยไม่ได้ระบุ นั่งตรงไหนก็ได้ ที่ว่างเยอะแยะเลยค่ะ

ต่างจากเรือที่วิ่งระหว่าง ฮ่องกง-มาเก๊า โดยตรงที่ต้องระบุที่นั่งเพราะคนใช้บริการเยอะมากๆในแต่ละรอบค่ะ



หลับไปตื่นนึง ลืมตาขึ้นมาก็เจอสะพานนี้แล้วค่ะ


ใช่แล้วค่ะ...เรามาถึงมาเก๊ากันแล้ว!!! 45 นาทีแป๊บเดียว ไม่เมาด้วย ^^


ปล.ฝนไม่ได้ตกนะคะ แต่เป็นน้ำที่กระเด็นมาโดนกระจกเรือค่ะ



ก่อนลงจากเรือ กรอกใบตม.เข้ามาเก๊าให้เรียบร้อย เพราะจะมีจนท.มาแจกให้ตั้งแต่อยู่บนเรือแล้วค่ะ พอลงจากเรือ ยังไม่ต้องรับกระเป๋านะคะ ไปเข้าคิวผ่านตม.กันก่อนค่ะ นี่ขนาดเป็นวันพฤหัสฯนะคะ คนยังขนาดนี้



แต่เห็นคนเยอะขนาดนี้ ก็ใช้เวลานานไม่นานอย่างที่คิด แป๊บๆก็ใกล้จะถึงคิวเราแล้วค่ะ

เราไปถึงมาเก๊าก็เกือบๆบ่าย 3 แล้วค่ะ อุณหภูมิอยู่ที่ 22 องศา.... ไม่ร้อน ไม่หนาว กำลังดีค่ะ ไม่มีแดดด้วย ^^



พอออกจาก ตม. ก็จะเจอจุดที่รับกระเป๋าค่ะ พอดีกระเป๋าของเราไปกับเรือรอบก่อนหน้านั้นแล้ว (>"<) ก็เลยไม่ต้องเสียเวลารอนานค่ะ เพราะจนท.เค้าจะตั้งกระเป๋าเราไว้ในที่ที่จัดไว้ให้เลย


พอออกมาจากท่าเรือก็จะเจอกับคิวรถมากมาย ให้เดินไปทางซ้ายมือไปเรื่อยๆนะคะ ถ้าเพื่อนๆพักโรงแรมหรูๆ ใหญ่ๆก็จะมีรถรับส่งจอดรอที่จุดจอดรถค่ะ

แต่...เราพัก Metropole Hotel รร.ทั่วไป เลยต้องแยกตัวออกมาซักเล็กน้อย เพื่อมองหารถสีชมพูคันนี้ค่ะ

รถรับส่งรร.เมโทรโปล จะจอดอยู่เลนนอกนะคะ ไม่ต้องตกใจถ้าหาไม่เจอ เพราะรถจะไม่ได้จอดรอ แต่จะมาเป็นเวลาค่ะ ทุกๆ 30 นาที พอรถมาถึงก็หยุดส่งผู้โดยสาร แล้วก็จอดรอแป๊บนึง แล้วก็ไปเลยค่ะ ต้องสังเกตกันให้ดีๆนะคะ



รถ shuttle bus ของ Metropole Hotel จะใช้ร่วมกับรร.อื่นๆด้วยกันทั้งหมด 4 โรงแรมค่ะ คือ

- Hotel Rivera
- Hotel Beverly Plaza
- Emperor Hotel
- Metropole Hotel

ซึ่งจะเวียนรับส่งผู้โดยสารจากทั้ง 4 โรงแรมมายังท่าเรือ Hong Kong - Macau Ferry ค่ะ (TurboJet กับ First Ferry อยู่ที่ท่าเรือนี้ค่ะ)



ตารางเวลา shuttle bus จาก Metropole Hotel ไปท่าเรือ Hong Kong - Macau Ferry ค่ะ

รถมารับที่รร.ตรงเวลามากๆนะคะ เตรียมตัวให้พร้อมไว้ก่อนรถมารับนะคะ

และสำหรับเพื่อนๆที่รอรถมารับจากท่าเรือไปรร. ก็ลองกะเวลาดูนะคะว่า รถจะออกจาก Metropole Hotel เวลาตามรูป บวกไปประมาณ 15 นาทีก็จะมาถึงท่าเรือค่ะ



สำหรับเรา ด้วยความบ้านนอกไม่เคยไปมาเก๊า กลัวหลง ...แหะๆ (-_-")
เลยปริ๊นท์รูปรร.พร้อมชื่อภาษาจีนรร.ไปด้วยค่ะ
แล้วก็ได้ใช้จริงๆ ทั้งตอนถามหา shuttle bus และเรียก taxi กลับรร.น่ะค่ะ
เพื่อนๆจะใช้วิธีนี้ด้วยก็ได้นะคะ ^^



และด้วยความไปครั้งแรก หา shuttle bus โรงแรมตัวเองไม่เจอค่ะ
แต่จำได้ว่า Metropole Hotel อยู่ใกล้ๆกับ Sintra Hotel และ Grand Emperor Hotel
เราก็เลยเปลี่ยนแผนมองหา shuttle bus ของทั้ง 2 รร.นี้แทน ^^
ซึ่งเเป๊บเดียวก็เจอค่ะ ก็เลยเนียนขึ้นไปเลยค่ะ (-_-")

ประมาณ 15 นาที shuttle bus ก็มาส่งเราที่ Sintra Hotel ค่ะ

เราก็เลยถาม bell boy ที่ช่วยยกกระเป๋าลงจากรถว่า "Metropole Hotel???"
bell boy ก็หยุดช่วยยกกระเป๋าเราทันที (555+) แต่ยังใจดีบอกทางมา Metropole Hotel ให้เราค่ะ .... ขอบคุณมากๆเลยนะคะ ^^

********************************************
ทั้ง 2 โรงแรมนี้อยู่ไม่ไกล Metropole Hotel ค่ะ เดินไม่ถึง 10 นาที ตามลูกศรเลยค่ะ



ไม่กี่อึดใจ เราก็ลากกระเป๋ามาถึง Metropole Hotel แล้วค่ะ
พนักงานพูดภาษาอังกฤษเก่งมากๆค่ะ ให้บริการดีค่ะ

ที่นี่เสียค่ามัดจำกุญแจ 500 HKD ค่ะ



แต่เนื่องจากเราไปกันแค่ 4 คน แต่จองไว้ 3 ห้องสำหรับ 6 คน เพราะเพื่อนสาวเราไปไม่ได้ 2 คนค่ะ (คิดแล้วก็ยังเคืองเพื่อนไม่หาย >"<)

เราก็เลยเหลือห้องว่าง 1 ห้องค่ะ เพราะไม่สามารถแคนเซิลห้องได้.....

เอาล่ะขึ้นลิฟท์ไปดูห้องกันดีกว่าค่า



เราได้ห้องชั้น 3 ค่ะ เบอร์ 301 - 302 - 303 ติดกันเลยค่ะ

มาดูห้องแรกกันดีกว่า ห้อง 301 ห้องนี้ติดลิฟท์เลยค่ะ ออกมาจากลิฟท์ก็เจอเลยซ้ายมือ

เราไม่เลือกห้องนี้อ่ะค่ะ เพราะไม่ชอบห้องติดลิฟท์ รู้สึกไม่ส่วนตัว (อันนี้คิดไปเองนะคะ เป็นความเห็นส่วนตัวล้วนๆค่ะ)



มาดูห้อง 302 กันบ้าง

ห้องนี้อยู่ถัดจากห้อง 301 มาหน่อย อยู่ซ้ายมือของลิฟต์เช่นกันค่ะ
ห้องนี้เราว่าค่อนข้างส่วนตัวกว่าค่ะ เราก็เลยเลือกพักที่ห้องนี้

สังเกตดูแต่ละห้องจะใช้เฟอร์นิเจอร์คล้ายๆกัน แต่ด้วยลักษณะและขนาดของห้องเลยไม่เหมือนกันซะทีเดียว แตกต่างกันนิดหน่อย

แต่ห้องน้ำจะถูก renovate ใหม่หมดค่ะ น้ำแรงสะใจทั้งน้ำอุ่นและน้ำเย็น แต่ที่นี่ไม่มีสายชำระนะคะ

ขนาดห้องโดยรวมไม่เล็กนะคะ กำลังดี สามารถวางกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่เพื่อรื้อของออกมาได้สบายๆ ถึง 2 ใบเลยค่ะ



ห้องสุดท้าย ห้อง 303 เป็นห้องมุมค่ะ

ห้องนี้จะแตกต่างจากทั้งสองห้องเมื่อกี้เล็กน้อย เราว่าดูจะใหญ่กว่าด้วยค่ะ
ห้องนี้เพื่อนเราอีกคู่นึงจองค่ะ

ห้องน้ำก็จัดวางไม่เหมือนสองห้องเมื่อกี้ด้วย


เราว่าที่ Metropole Hotel ไม่เหม็นอับนะคะ (ก่อนไปอ่านรีวิวและหลายคำแนะนำมากๆเกี่ยวกับที่นี่) สรุปแล้วเราและเพื่อนนอนหลับสบายมากๆเลยค่ะ

ที่นี่มีอุปกรณ์ในการอาบน้ำให้หลายอย่างด้วย ไม่ว่าจะเป็น....
- ชุดแปรงสีฟัน ยาสีฟัน
- ที่โกนหนวด
- สบู่
- หมวกคลุมอาบน้ำ
- คัทตอนบัด
- หวี
- ผ้าเช็ดตัว

อ้อ! มีไดร์เป่าผมด้วยนะคะ




ความคิดเห็นที่ 40
ขอปิดท้ายรีวิวนี้ ด้วยวิวมาเก๊ายามค่ำคืนจากห้อง 303 นะคะ ^^

*********************************************



ห้องชั้น 3 ไม่เสียงดังนะคะ ห้องเราอยู่ฝั่งติดถนนใหญ่แต่ไม่มีเสียงรบกวนเลยค่ะ คนหลับยากไม่ต้องกังวลนะคะ

ส่วนเรื่องทำเลที่ตั้งของ Metropole Hotel เนี่ยต้องยกนิ้วให้เลยค่ะ!!! สุดยอดแห่งความใกล้ Senado Square มากๆ เดินไม่ถึง 5 นาทีค่ะ

เราว่าที่นี่เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการมาเที่ยวมาเก๊าครั้งแรกของเพื่อนๆหลายๆคนนะคะ


ค่าเสียหาย Metropole Hotel เราพัก 1 คืน 3 ห้องทั้งหมด 1424 HKD ค่ะ เฉลี่ยห้องละ 475 HKD ประมาณ 2042.5 บาทค่ะ

เราเช็คราคาจากหลายเว็บมากๆก่อนตัดสินใจค่ะ เช่น
- //www.macau.com
- //www.agoda.co.th
- //www.asiatravel.com
- //www.hotelclub.com
- //www.booking.com

ยังไงก่อนเดินทาง ยังมีเวลาตัดสินใจ อย่าด่วนรีบจองนะคะ ยกเว้นเสียแต่ว่าช่วงที่คุณจะเดินทางเป็นช่วงพีคจิงๆ ก็ควรจะจองแต่เนิ่นๆ เพราะเด๋วรร.ที่ถูกใจจะเต็มเสียก่อน แต่ถ้าไม่ติดอะไรค่อยๆตัดสินใจใกล้ๆวันเดินทางดีกว่าค่ะ

ดูอย่างเราสิคะ จองแต่เนิ่นๆ จากทริป 6 คน เหลือแค่ 4 คน เศร้าจิต T_T เหลือห้องว่างไว้ 1 ห้องเปล่าๆเลย

สุดท้ายแล้ว....ขอขอบคุณเพื่อนๆทุกคนมากๆนะคะ ที่เข้ามาชม blog ของเราค่ะ และขอบคุณทุกๆคอมเม้นท์ ดีใจมากๆค่ะ ^^



Create Date : 26 พฤษภาคม 2554
Last Update : 26 พฤษภาคม 2554 4:21:28 น.
Counter : 2747 Pageviews.

0 comment
[โตเกียว 52] ไปกะทัวร์,, แต่เที่ยวเองยกแก๊งค์ - ตอนที่ 1
ทริปนี้เป็นการไปญี่ปุ่นครั้งแรกค่ะ ไปกันสามสาวพาวเวอร์พัฟเกิร์ล ^^

แต่..ยังไม่กล้าพอ เลยขอไปกะทัวร์ก่อนดีกว่า กะว่าถ้าไหวก็คราวหน้าลุยเองโลดดดดด 5555

ไปญี่ปุ่นครั้งแรกเลยเลือกไปกะ SBA JAPAN ค่ะ (อันนี้ไม่ได้ค่าโฆษณาอะไรนะคะ ที่เอ่ยชื่อเพราะอยากให้เป็นประโยชน์ในการเลือกทัวร์ของบริษัทนี้เท่านั้นเอง)

พอดีว่าลงตัวทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น "โปรแกรม 5วัน 3คืน (ลาแค่ 2วัน) มีไร่สตรอเบอรี่ บุฟเฟต์ปูยักษ์ และมีอิสระเที่ยวเอง 1 วัน ครบตามเงื่อนไขทุกอย่างเป๊ะๆ ค่าเสียหายน่ะรึ แค่ สามหมื่นเก้าพันเก้าร้อยบาทถ้วน จ้า!!!!" ก็เลยจองเลยค่ะ มิรีรอ....


** รีวิวคราวนี้เน้นกิน และของฝากที่เป็นของกิน 5555+ **

ข้างล่างเป็นรูปของฝากที่ได้มาในคืนแรกเมื่อถึงโตเกียวค่ะ ^^ :


โปรแกรมวันแรก : ออกเดินทางจากสุวรรณภูมิ เวลา ห้าทุ่มกว่า บินโดย JAL ค่า....

จากนั้นก็ถูกปลุกให้กินข้าวเช้าด้วยข้าวต้มแฉะๆ ..เหอ เหอ... ก็ต้องกินอ่ะเนอะ และจากนั้นไม่นาน JAL ก็พาเรามาเยือนดินแดนอาทิตย์อุทัยที่เราใฝ่ฝันมาตลอด 20 กว่าปี++ (ไม่ขอเอ่ยว่า ++ เท่าไหร่ 555)

โปรแกรมวันที่สอง : นาริตะ - ไร่สตรอเบอรี่ - โอวาคุดานิ - โฮชิโนะฮัคไค - แช่ออนเซ็น

เอาล่ะเมื่อผ่านขั้นตอนต่างๆของตม.ญี่ปุ่นเค้าแล้ว โปรแกรมแรกที่เรารีเควสก็มาก่อนเป็นอันดับแรก "ไร่สตรอเบอรี่" ค่า....


จากนาริตะไม่ถึง 20 นาที ก็มาถึงแล้ว >_<

อันนี้เป็นด้านหน้าไร่สตรอเบอรี่ (น่าจะเรียกว่าเรือนเพาะมากกว่านะ...)


มาดูข้างในกันดีกว่า.....


มีกรุ๊ปทัวร์อื่นๆ มาเที่ยวที่นี่พอสมควร....
การทานสตรอเบอรี่ของที่นี่ สามารถเด็ดทานจากต้นได้เลย รับรองปลอดเมลามีนจ้า ^^
...สตรอเบอรี่ญี่ปุ่นจะทานสดๆ หรือจะจิ้มนมข้นก็ได้นะ....
เจ้าของสวนเค้าจะเทนมข้นใส่ไว้ให้อย่างงี้ (หมดแล้วเติมได้ตลอด)


หน้าตาสตรอเบอรี่ก็จะเป็นแบบนี้.....
บอกได้คำเดียวว่า... สึโก้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย....
แปลเป็นไทยว่า... สุดยอดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!!


ดูกันชัดๆ น้องสตรอเบอรี่สีแดงสดใส อวบอิ่ม ^^
สตรอเบอรี่ญี่ปุ่น...จะไม่เปรี้ยว หวานอย่างเดียว จนเหมือนแทบจะละลายในปาก (เวอร์ไปมั้ยเนี่ย... แต่มันจริงๆนี่นา ^^)


ที่นี่ไกด์ให้เวลาเท่าไหร่ จำไม่ได้... รู้ตัวอีกทีก็เหลือกลุ่มเราเป็นกลุ่มสุดท้ายแล้วอ่ะ แหะๆ

ไกด์บอกว่า สถิติการทานสตรอเบอรี่ญี่ปุ่น ....
ผู้ชาย.... ไม่เกิน 30 ลูก
ผู้หญิง... ไม่เกิน 15 ลูก

ให้ทายว่าเรากินไปกี่ลูก.....55555 +

เมื่อได้ออร์เดิฟเป็นสตรอเบอรี่แล้ว ก็นั่งรถไปทานข้าวกลางวันต่อกันที่นี่เลย


บรรยากาศภายในร้าน....


อาหารกลางวันมื้อแรกที่มาเยือนญี่ปุ่น คือ....... แต่น แตน แต๊นนนนนน...

"ปลาไข่ชุบแป้งเทมปุระ เซตโตะ"

ในเซตจะมีปลาไข่ - เห็ดหอม - ฟักทอง ชุบแป้งเทมปุระรอไว้


จริงๆมื้อนี้ เค้าให้เราลงมือทอดเอง แต่เจ้าของร้านคงทนเห็นเราทอดกันไม่ไหว เลยต้องอาสามาช่วยทอดให้..อาริกาโตะเนะ >_<


เมื่ออิ่มหมี-พีมันแล้วก็ได้เวลาเดินย่อย ดูของฝากเล็กๆน้อยๆของทางร้าน

ที่ญี่ปุ่น... เค้าจะเอาใจใส่เรื่องของแพคเกจจิ้งมากๆ ไม่แพ้หน้าตาขนมเลย ของฝากที่นี่เลยดูน่าซื้อมากๆๆ

เวลาเดินดูแต่ละครั้ง ต้องอดทนไว้ไม่งั้น หมดตัวแน่ๆ 555+
ประเดิมอย่างแรกด้วย "ขนมรูปเกาลัด" ราคา 1050 เยน


ตามด้วย "ผงโรยข้าวรสวาซาบิ" ราคา 400 เยน ถ้าซื้อ 3 ขวด 1000 เยน
ดูซิเหมือน 3 ขวด 100 บาทเราเลย!!! แต่ค่าเงินต่างกันลิบลับ 5555+


ของฝากอื่นๆ จิปาถะ....


อ๊ะ... ลืมบอกไปว่า มื้อกลางวันเมื่อกี๊นี้มีของหวานด้วยนะจ๊ะ...
นี่เลยหน้าตาของหวาน....
"สตรอเบอรี่โรยด้วยไอซ์ซิ่งและครีมสด"!!!!!!!!


จริงๆของฝากที่นี่มีเยอะนะ แต่คิดๆดูแล้ว ถ้าใครมากะทัวร์แล้วพามากินร้านนี้อย่าเพิ่งผลีผลามซื้อ เพราะเราว่าไปเจอที่อื่นๆ อาจจะถูกกว่า เช่น ผงโรยข้าว หรือพวงกุญแจที่ระลึก ... เพราะเราโดนมาแล้วอ่ะ (-_-")
แต่ถ้าสนใจขนมเกาลัดก็ซื้อไว้เลยก็ได้ เพราะเราไม่เห็นที่ไหนขายนอกจากที่นี่นะ...

จากนั้นเดินสำรวจรอบๆบริเวณร้าน รอเวลานัดรวมพล....
ร้านนี้อยู่ใกล้กับทะเลสาบอาชิ ที่ล่องเรือโจรสลัดล่ะ แต่โปรแกรมเราไม่มีพาไป ก็ได้แต่มองเรือที่แล่นอยู่ในทะเลสาบไปพลางๆ แหะๆ


นี่เป็นโทริอิ อันแรกที่เจอจ้า..... แสดงว่ามีศาลเจ้าอยู่แถวนี้


มามะ ไปต่อโปรแกรมต่อไปที่ "โอวาคุดานิ หุบเขาเร้นรัก เอ๊ย! หุบเขาไข่ดำ!!!" กันดีกว่า 55555+


ที่โอวาคุดานิ....
เราก็ได้เจอกับ "ฟูจิซัง" ที่ออกมาทักทายกันเต็มๆ ด้วยสภาพอากาศแจ่มใส อุณหภูมิประมาณไม่น่าเกิน 10 องศา!!


ขอแถมอีกรูปนะ.. ^^ ชอบเป็นพิเศษ ฟูจิซัง มายเลิฟ~*


อ่ะ....อีกรูปละกัน (ก็คนมันประทับใจนี่นา >_< เกิดมาก็เพิ่งจะเห็นฟูจิซัง เป็นๆ ปกติเห็นแต่ในทีวีง่า~)


ถ้าไม่ได้มากะทัวร์ เห็นว่ามีรถบัสจาก สถานี Odawara มาลงถึงที่นี่เลยล่ะ
(ใครอ่านญี่ปุ่นออก ช่วยแปลให้ด้วยนะคะ... อีชั้นจนปัญญาจริงๆ (-__-"))


มาถึงโอวาคุดานิก็ต้องไม่พลาดที่จะถ่ายรูปกับ "คิตตี้ไข่ดำ"


และนี่ก็คือ "ไข่ดำโอวาคุดานิ" ที่เค้าว่ากันว่า กินไข่ดำ 1 ฟอง จะอายุยืนไป 7 ปี!!!


ค่าเสียหายอยู่ที่ ถุงละ 500 เยน มี 5 ฟอง (ตกฟองละ 100 เยน) ถ้าตอนที่เราไปก็ประมาณฟองละ 37 บาท!!!

ที่นี่เค้าจะไม่ให้เราต้มไข่เอง เท่าที่เห็นก็จะมีขายแบบสำเร็จรูป ใส่ถุงวางขายไว้เลยอ่ะ


คราวนี้เรามาดูร้านขายของฝากที่โอวาคุดานิกันดีกว่า ว่ามีอะไรกันบ้าง...
แน่นอนว่าต้องมีร้านขายไข่ดำทุกร้าน ....

ที่นี่แม้จะอากาศหนาว แต่ก็ยังขายไอติมกันด้วย! แถมมีคนซื้อกินอีกด้วยนะ โอ้ววว แม่เจ้า! เราไม่ไหวอ่ะ... (-_-")

เห็นเพื่อนเราว่า เค้ามีไอติมรสวาซาบิขายด้วย แต่เราไม่ได้ชิมอ่ะ ใครเคยชิมช่วยบอกกันด้วยนะค๊า^^


อันนี้ในร้านขายของฝากค่า...


มีลิงมอนคิจิ...ไม่รู้ทำไมเพื่อนที่ทำงานถึงฝากซื้อก็ไม่รู้... ก็เป็นของฝากน่ารักๆ อีกชิ้นนึงนะคะ


ขนมลูกเจี๊ยบ "Hiyoko" อันโด่งดัง มีขายที่นี่ด้วยล่ะ


กล่องสีเหลืองข้างบนเป็นรสออริจินัล
ส่วนอันนี้ยังมีรสสตรอเบอรี่ และชาเขียวอีกด้วย ^^


แล้วก็นี่เลย "ตุ๊กตาคิตตี้ไข่ดำ" มาสคอตการท่องเที่ยวของญี่ปุ่น
ราคาก็... ตัวใหญ่ 2000 เยน ตัวเล็ก 1250 เยน... สำหรับคนชอบคิตตี้ก็เตรียมเสียตังค์กันได้เลย ^^


ต่อกันด้วย "ขนมคิตตี้ไข่ดำ รสโกโก้" แต่เขียนไว้ว่าเป็นคุ้กกี้ แล้วเราไม่ชอบกินคุ้กกี้เลยไม่ได้ซื้อมา ใครได้ไปก็ลองซื้อมาดูนะคะ แล้วมาบอกด้วยว่าอร่อยมั้ย ^^


อันนี้ตุ๊กตาฟูจิซัง มีทั้งผู้หญิง-ผู้ชาย


อันนี้เป็นขนมโมจิรสต่างๆ ขายเป็นเซต 3 กล่อง 750 เยน
ใครชอบทานโมจิญี่ปุ่นแท้ (ไม่ใช่โมจินครสวรค์บ้านเราเน้ออ (-_-")) ก็น่าจะลองซื้อเป็นของฝากติดไม้ติดมือได้นะจ๊ะ


กล่องนี้ ไม่รู้ว่าเรียกว่าอะไร แต่รสจะเหมือนกาละแมหน่อยๆ แต่อร่อยกว่าอ่ะ เพื่อนเราซื้อกันทั้งคู่เลย ^^


ปิดท้ายกันที่ กล่องนี้ แพคเกจจิ้งเหมือนกล่องไปรษณีย์ เป็นขนมคล้ายไข่ดำ แต่ไม่ใช่ไข่ดำนะคะ เราไม่ได้ชิมเลยไม่รู้เป็นยังไง แต่ชอบแพคเกจจิ้ง มันดูเหมือนของฝากจากโอวาคุดานิดี แต่ไม่ใช่ของคาว เป็นของหวานแทน^^


ต่อไป... ที่เที่ยวสุดท้ายของวันนี้ "โฮชิโนะฮัคไค" บ่อน้ำธรรมชาติที่เกิดจากการละลายของหิมะบนภูเขาไฟฟูจิ


ถึงแล้ว.... โฮชิโนะ ฮัคไค... พอดีมาถึงก็เย็นย่ำแล้ว รูปเลยมืดๆไปหน่อย แต่ที่นี่ก็ยังเห็นฟูจิซังลิบๆ ประทับจุยมากมาย>_<

บ่อน้ำที่นี่ถือว่าเป็น 1 ใน 100 อันดับแหล่งน้ำจากธรรมชาติที่ดีที่สุดของญี่ปุ่นเลยนะคะ ^^


อันนี้รูปน้ำในบ่อโฮชิโนะฮัคไค.. น้ำใส ไหลเย็น เห็นตัวปลากันเลยทีเดียว ที่เป็นจุดๆขาวๆคือเหรียญนะคะ ได้ข่าวว่าบ่อนี้ลึกประมาณ 6 เมตร น้ำที่นี่ใสจนมองเห็นก้นบ่อ!!! โอ้ววว แม่เจ้า!!!


ที่เห็นทางด้านขวามือ ไม่ใช่ร้านอาหารนะคะ แต่เป็นร้านของฝาก มามะมาดูกันดีกว่า ว่าใครจะได้อะไรติดไม้ติดมือกันบ้าง^^

ที่นี่มีของฝากทำเป็นรูปฟูจิซังมากมายเลยค่ะ

รูปนี้จะเป็นช้อคโกแลต รสช้อคโกแลต (งงมะ) กับช้อคโกแลต รสสตรอเบอรี่ >_<


ส่วนกล่องนี้ข้างในเหมือนจะมีลูกอมอ่ะค่ะ


อันนี้ข้างในก็เป็นลูกอมเหมือนกัน (อร่อยด้วย^^) แต่จะดีกว่าตรงที่เป็นถุงผ้า ใช้งานได้


ส่วนอันนี้เป็นช้อคโกแลตเคลือบด้วยช้อคโกแลตขาวตรงยอด คล้ายฟูจิซัง
อร่อยมากกกก ขอบอก!!! แต่เราไม่ได้ซื้อ เสียใจมากๆ
แต่ที่รู้ว่าอร่อยก็เพราะว่ามีคุณน้าใจดีที่ไปด้วยกันเค้าแบ่งให้กิน 555+
(ขออภัยที่รูปไม่ชัดนะค้า(-_-")


กล่องที่เป็นองุ่นเราไม่ได้ซื้อ เราซื้อกล่องฟูจิซังสีน้ำเงินมาล่ะ
รสชาดก็....เหมือนซอฟเค้กบ้านเราค่ะ ธรรมดาๆ
ที่ซื้อเพราะว่ามันถูกและได้เยอะดี 555 จุ๊ๆอย่าเอ็ดไปนะ แหะๆ


แล้วก็มาถึงเซตนี้ คล้ายๆโมจิ มีสามรส 3 กล่อง 690 เยน ไม่มีแยกขาย
ดูน่ากินมากๆ เลยซื้อติดมือมาด้วย แต่...ปรากฎว่า....
ที่โรงแรมที่ไปพักก็มีขาย!! แถมถูกกว่าด้วย แง่มมม (>*<)

ถ้าทริปใครไปโฮชิโนะฮัคไค แล้วพักที่ฟูจิโนะโบะคาเอน ก็อย่าผลีผลามซื้อที่โฮชิโนะฮัคไคนะคะ รร.คุณก็มีขายค่ะ มีแบ่งขายด้วย ถูกกว่าด้วย ฮือๆๆ


มุมนี้เป็นของกระจุ๊กกระจิ๊ก เล็กๆน้อยๆ แต่ราคานี่ก็ไม่ค่อยจะเล็กน้อยเท่าไหร่ แหะๆ

ส่วนใหญ่จะทำเป็นรูปฟูจิซัง มีทั้งพวงกุญแจ, ที่ห้อยโทรศัพท์, ตุ๊กตา,หมอน, ปากกา-ดินสอ, สมุดโน๊ต แต่ละอย่างก็ชวนให้เสียตังค์ทั้งนั้นนนน...

ต้องตั้งสติดีดีกันนะคะคู้ณณณณณ >_<


เก็บมาฝากสำหรับคนชอบ Stich นะคะ เป็นสติทช์ใส่หมวกฟูจิซัง ^^
หรือถ้าใครชอบโดเรมอนก็จะมี โดเรมอนใส่กระโปรงฟูจิซัง น่ารักมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก >_< คอมเฟิร์ม!!! (แต่ลืมถายรูปมา แหะๆ)


เอาล่ะ เที่ยวมาทั้งวันแระ ถึงเวลาที่ซุกหัวนอนของเราคือที่นี่....
ถึงแล้ว Fujinobou Kaen Hotel...

ที่นี่มีทั้งหมด 9 ชั้น
- ชั้น 2 (รึ 3 ก็ไม่แน่ใจ) เป็นร้านขายของที่ระลึก, ตู้เกมส์, คาราโอเกะ, อินเตอร์เนต และออนเซ็น
- ชั้น 9 เป็นห้องอาหาร วิวฟูจิซัง แบบพานอรามา!!!
- ห้องเราอยู่ชั้น 8 ล่ะ


เอาล่ะ เหน็ดเหนื่อยกันมาทั้งวัน เชิญพักผ่อนกันที่ห้องเราคืนนี้กันก่อนนะจ๊ะ
แต่น..แตน....แต๊น..... "ห้องพักแบบญี่ปุ่น" วิวฟูจิซังด้วย!!! ที่เห็นตรงหน้าต่างของจริงๆเน้อออออ >_<

ตอนเปิดหน้าต่างออกครั้งแรกร้องกรี๊ดเลยอ่ะ ดีใจมากๆ อะไรจะวิวดีขนาดนี้ โอ้วววว...แม่เจ้า! ของเค้าดีจริงๆ ^^


นี่เป็นวิวจากห้องน้ำจ้า มีอ่างแช่น้ำอนด้วย แช่น้ำไป ชมฟูจิซังไป สุโค่ยยยย


หลังจากสำรวจห้องแล้ว ก็ไปหาของใส่ท้องกันดีกว่าเนอะ....
กับเมนูที่ข้าพเจ้ารอคอย..... "บุฟเฟต์ขาปูยักษ์"!!!!!

อันนี้ต้องดูให้ดีดีเลยนะคะ ว่าในโปรแกรมของคุณระบุว่ามีรึเปล่า เพราะถ้าไม่ได้ระบุ แสดงว่าไม่มี ถึงคุณจะพักที่นี่ก็จะได้ทานแค่บุฟเฟต์อื่นๆที่ไม่รวมขาปูยักษ์ ต้องจ่ายเพิ่มต่างหาก... ไกด์บอกมาอย่างงี้อ่ะ


จะกินล่ะนะ..... " .... อิตาดากิมัส ..... "


เมื่อเสร็จสิ้นภาระกิจพิชิตขาปูแล้ว...
ก็ได้เวลาออกสำรวจ และย่อยอาหารกันบ้าง...
กดลิฟต์ไปที่ชั้น 2 กัน!!! (หรือชั้น 3 หว่า... จำไม่ได้อ่ะค่ะ ขอโทษจริงๆ(-_-")
ชั้นนี้จะมีมุมตู้กดน้ำผลไม้ / ตู้เกมส์ต่างๆ / ตู้สติ๊กเกอร์


หันไปทางขวาก็จะเจอ... ตู้ขายสตรอเบอรี่ด้วย ^^


มีขนมเอแคลร์ด้วย ไม่รู้เรียกว่าอะไรอ่ะ อ่านไม่ออก (-_-")


ขนมปลาหมึกยักษ์ เลียนแบบ แบ้งค์ 10 ล้านเยนด้วย ใหญ่มากๆๆๆ


แล้วก็ถึงมุมขนมตามฤดูกาล....
ช่วงที่ไปกำลังจะเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ.. ฤดูใบไม้ผลิก็ต้อง "ซากุระ"
มีขนมที่เกี่ยวกับซากุระขายน่ากินทั้งนั้นเลย ^^


ใครชอบกินชาเขียวถั่วแดง ก็นี่เลย กล่องนี้!!


ส่วนใครชอบกินช้อคโกแลต ขอแนะนำ กล่องนี้เลย....
....น่ากินมากมาย.... >_<


หรือจะเป็น ช้อคโกแลตล้วนๆๆๆ >_<


และแล้วก็มาถึงของฝากเจ้าปัญหา!!!
นี่แหล่ะค่ะ ที่บอกว่าให้อดใจไว้แล้วมาซื้อที่รร.จะถูกกว่า !!!

ที่รร.ขายกล่องละ 210 เยน ถ้าซื้อ 3 กล่องราคาแค่ 630 เยน!!!
ถ้าซื้อที่โฮชิโนะฮัคไค 3 กล่องราคา 690 เยน!! ฮือๆๆๆๆ (T_T)

แต่ขอบอกว่า "กล่องนี้อร่อยสุดในบรรดาของฝากทั้งหมดค่ะ"!!


ที่นี่ยังมี "แชมพูซึบากิ" ที่โด่งดังขายด้วยนะคะ แล้วก็มีคสอ.ของญี่ปุ่นอื่นๆบ้างเล็กๆน้อยๆด้วย
ซึบากิที่นี่ไม่แพงเลย ราคาพอๆกะซื้อที่ร้านขายยาในโตเกียวเลยล่ะ เก็บไว้ไปซื้อที่โตเกียว หรืออิออนก็ได้นะ จะได้ไม่ต้องแบกหนักกัน


แล้วก็นี่ "ผงโรยข้าวรสวาซาบิ" ที่นี่ขายถูกกว่าที่อื่นด้วยนะ 530 เยนเอง ขนาดที่นาริตะ แอร์พอร์ตยังขายแพงกว่าเลย

(ภูมิใจๆ ได้ของถูกของเม้าท์หน่อย 555)

ซื้อมาก็ไม่ผิดหวัง อร่อยจริงๆ เราชอบรสแบบนี้อ่ะ เผ็ดนิดๆเจริญอาหารดีจริงๆ แฮ่ >_<


ปิดท้ายทริปวันแรกด้วยตู้กดนมเมย์จิ ราคาขวดละ 100 เยน!!!
ของเค้าดีจริงๆ ^^ มีทั้งแบบเสริมแคลเซียม และธาตุเหล็ก
//topicstock.pantip.com/blueplanet/topicstock/2009/03/E7650894/E7650894-81.jpg

ขอขอบคุณที่ติดตามรีวิวนะคะ.... แต่นี่เพิ่งจะวันแรก เรายังมีอีก 3 วันให้เพื่อนๆช่วยติดตามกันด้วย อย่าเพิ่งเบื่อฟูจิซังนะคะ ^^

เพราะวันที่สองเนี่ยเจอกันเกือบทั้งวันเลย ^^

ขอบคุณนะคะ....



Create Date : 11 ธันวาคม 2553
Last Update : 11 ธันวาคม 2553 6:54:14 น.
Counter : 6793 Pageviews.

8 comment

หมียักษ์ อยากเที่ยว
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]