อิสรภาพแลนด์-ดินแดนลิเบอร์ตี้

ขอเวลาหายใจ : มีปัญหาตั้งแต่เกิดอ่ะครับเพ่ !

title : ขอเวลาหายใจ
album : ม้าเหล็ก
astist : อำพล ลำพูน
Released : พ.ศ. 2536




ขอเวลาหายใจ

พอจะทำก็มีแต่เสียง มีอาการมาเถียงมาทำขัดใจ
พอจะทำก็ไขว่คว้า มันก็เจอปัญหา ทำเอา ป่วนไป

* ทัศนคติคนไม่รู้มันยังไง เดี๋ยวซักพักก็ว่าดี เดี๋ยวไม่พอใจ
คำบางคำที่พูดไป แทงใจดำให้เป็นรอย เดี๋ยวก็แผล เดี๋ยวก็แปล รบกวนอยู่อย่างนั้น

** โอ๊ย ก็อุปสรรคมันเยอะ มันเยอะจริง ๆ โลกเรา มากมายด้วยปัญหา
โอ๊ย นั่นอุปสรรคอีกแล้ว อยากจะร้องตะโกนออกมา ว่าขอเวลา หายใจ

พอจะดี ก็เอาแล้ว มันก็ยังไม่แคล้วมีการกีดกัน
พอจะไป ก็ขัดขา มันก็เป็นปัญหาให้เราตื้นตัน

(ซ้ำ*,**)
solo
(ซ้ำ **,**) โอ๊ย....




ด้วยความที่หน้าตาของผมไปกวนอวัยวะใช้เดินของใครหรืออย่างไรไม่ทราบนะครับ
ในชีวิตนี้จะได้ยินคำถามประมาณว่า "มีปัญหาหรือไง,เปรี้ยวนักหรือ,ซ่าหรือมึง ฯลฯ" บ่อยเหมือนกัน
โดยเฉพาะตอนเรียนมัธยมน่ะนะครับ
พอแก่ตัวมา กลายไปเป็นว่า
หน้าตาอย่างนี้เลยไม่มีใครอยากมายุ่งซะงั้น (ทั้งๆที่ผมใจดีมากนะ/รึเปล่า )

ไอ้เรื่องหน้าตากวนอวัยวะใช้เดินของผมเนี่ย
ไม่ได้เอามานั่งคิดน้อยอกน้อยใจเอาเองหรอกนะครับ
แต่มีคนเคยบอกหลายท่านเหมือนกัน
ว่าผมหน้าตากวน...

หน้าตาของผมจะอย่างไรก็ช่างมันเถอะครับ
ผมติดใจตรงคำถามของคนที่ชอบหาเรื่องมากกว่า
ด้วยคำว่า "มึงมีปัญหารึไง ?" นี่ล่ะ

ถ้าตอบแบบกลัวปากแตก
ก็ตอบไปอย่างมั่นใจเลยครับว่า
"ไม่มีครับเพ่ ชีวิตนี้เกิดมาไม่เคยมีปัญหาสงสัยใดๆเล๊ย..."
"ยกมือถามอาจารย์ ในห้องเรียนก็ยังไม่เคยนะเออ..."
ว่าแล้วก็ยกมือ พนมมือไหว้
เหมือนไหว้ศาลพระภูมินั่นล่ะครับ 1 ที

แต่ถ้าตอบแบบตรงไปตรงมาตามที่ถามโดยไม่กลัวปากเจ็บ แล้วกินข้าวลำบาก
ก็ยืดอก แล้วชี้หน้าคนถาม บอกไปได้ อย่างอย่างมั่นใจเลยครับ ว่า
"ก็มีปัญหาตั้งแต่เกิดแล้วล่ะเพ่ !"
ว่าแล้วก็แอ่น อกรับ
พร้อมผายมือไปข้างหน้าแบบบรู๊ซ ลี เชื้อเชิญว่าเราอยากให้โดดถีบอย่างรุนแรง

พูดอย่างนี้ไม่ได้อยากปากแตกหรืออย่างไรนะครับ
แต่ว่าผมเชื่ออย่างนั้นจริงๆนะ
คือผมว่าใครๆก็เชื่อ
คนเรามันจะไม่มีปัญหาเลยได้ไง

ของผมนี่มั่นใจได้เลยว่า
มีปัญหาตั้งแต่เกิดแน่นอน

แม่ของผมเล่าให้ฟังว่า
ตอนผมเกิดน่ะ
'ตังค์ค่าทำคลอดไม่พอ
เกือบไม่ได้ออกจากโรงพยาบาลแน่ะ
พ่อต้องไปจำนำวิทยุเอา'ตังมาจ่าย

แม่เล่าให้ฟังแบบสนุกๆนะครับ
ไม่ได้แล้งแค้นอะไรขนาดนั้น

แล้วถ้าย้อนขึ้นไปมากกว่าตอนคลอดล่ะ
ตั้งกะตอนที่ สเปิร์มันวิ่งแข่งกันไปเจาะไข่แล้วมั้ง ที่คนเราต้องพบอุปสรรคครั้งแรก
แข่งกันเองยังไม่พอ
ต้องไปเจาะไข่อีก เพื่อเข้าปฏิสนธิ
กว่าจะโต
กว่าจะคลอด
คลอดมา 'ตังไม่มีออกจากโรงพยายาบาลอีก ฮ่าๆๆ

ไม่ต้องนับว่ากว่าจะโตกว่าจะเจออะไรอีกมากมาย

ความจริงแล้วเรื่องอุปสรรคมันก็คงคล้ายๆเงาของสิ่งของมั้งครับ
คือเมื่อใดมีแสง
เมื่อนั้นต้องมีเงา
เป็นไปได้ยากที่จะไม่มีเงาของวัตถุใดๆ(แต่ถ้าอัดแสงมาจากทุกทิศ มันก็ยังมีเงานะ แต่จางและเล็กมาก)

เมื่อเรายังหายใจอยู่
มันย่อมต้องมีอุปสรรคทุกวินาทีอยู่แล้ว
ขนาดจะหายใจยังต้องใช้แรงเลย
มีฝุ่นควันให้ระเคืองโพลงจมูกตลอดเวลา
ยิ่งตอนเวลาคัดจมูกจะรู้สึกเลย
ว่าแต่ละลมหายใจของเรามันมีค่าแค่ไหน

สมัยมัธยม ตอนเรียนฟิสิกส์ครับ(แม้จะคืนอาจารย์ไปหมดแล้วก็ตามที )
ผมจะได้เรียนเรื่องแรงเสียดทาน
เแรงดึงดูด แรงโน้มถ่วง เหมือนกันครับ
ว่ากันว่าทุกสิ่งทุกอย่างของโลกนี้จะอยู่ภายใต้แรงโน้มถ่วงของโลก
รวมถึงยังมีแรงเสียดทานระหว่างวัตถุที่สัมผัสกันอยู่ ตลอดเวลาด้วย

เอาง่ายๆ
แค่เราจะเดินไปกินข้าวก็มีอุปสรรคปัญหากางกั้นแล้วครับ
คือแต่ละก้าวของเรานั้นมันต้องออกแรงเพื่อยกเท้า
เพื่อต้านทานแรงโน้มถ่วงของโลกและแรงเสียดทานจากพื้นทุกก้าวที่เดิน
ถ้าจะเอาจุกจิก แรงเสียดทานจากอากาศ ที่สัมผัสตัวเราก็คงจะมีมั้ง

ไม่ต้องนับว่ามีฝนตก แดดออก แมววิ่งตัดหน้า ฯลฯ จิปาถะนะครับ

อันนี้เป็นตัวอย่างอุปสรรคภาคบังคับที่เกิดกับพวกเราทุกลมหายใจนะครับ
ยังไม่นับถึงอุปสรรคขั้น advance ต่างๆเช่น
เพื่อนนินทา เจ้านายด่า รักคุด หุ้นตก พายุเข้า มือถือหาย เงินไม่พอใช้ เป็นหนี้บัตรเครดิต ปัญหาแบ่งแยกดินแดน ก่อการร้าย โลกร้อน จักรวรรดิทุนนิยมครอบงำโลกใบนี้ ฯลฯ

คิดแล้วก็ปวดหัวครับ
อย่างที่พี่หนุ่ยว่าไว้จริงๆ
ว่าขอเวลาหายใจหน่อยเถอะ

แต่ว่า
ทุกอย่างในโลกมันน่าจะมีเหตุผลในการมีอยู่ ของตัวมันนะครับ

แรงโน้มถ่วงนั้นมีไว้เพื่อให้ทุกอย่างในโลกนั้นยังติดอยู่กับพื้นดิน
ไม่ลอยออกไปนอกโลก หรือลอยมั่วไปหมดในอากาศ ติดตั้งหรือวางอะไรก็คงจะลำบาก
นึกถึงเวลาที่ไม่มีแรงโน้มถ่วง มนุษย์คงจะคิดหาวิธีติดตั้งตัวเองอยู่กับพื้นวุ่นวายดีเหมือนกันครับ
ขนาดนักบินอวกาศ ไปนอกโลกที่ไม่มีแรงดึงดูด
ยังต้องมีสายอะไรดึงเอาไว้เลยครับ กับตัวยานอวกาศ
ไม่งั้นก็ลอยไปไหนต่อไหน

แรงเสียดทานก็มีไว้เพื่อใช้ในการหยุดหรือรั้งสิ่งต่างๆไว้
ไม่อย่างนั้นสิ่งของหรือผู้คนคงจะลื่นไถลหยุดไม่อยู่
คงจะเกิดอุบัติเหตุกันวุ่นวายทีเดียวครับ

ความเจ็บปวดก็มีไว้เพื่อจะเตือนภัยสิ่งมีชีวิตให้ออกห่างจากอันตราย
คนเราถ้าไม่มีความเจ็บปวดอะไรเลย
เราก็จะไม่กลัวอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับเรา
กล้าทำทุกอย่าง โดยที่ไม่กลัวที่จะเจ็บปวด(เพราะไม่รู้สึก)
ผมว่าอันนี้อันตรายนะ
เพราะรู้ตัวอีกทีก็คงจะตายไปแล้วหรือไม่ก็สูญเสียอะไรที่สำคัญไป

อุปสรรคก็คงจะมีไว้คอยสะกิดตัวเรา
หรือคอยเตือนให้เรารู้ตัว
และอยู่ในความระวังตัวต่อปัญหาตลอดเวลากระมังครับ
เพราะหากไร้ซึ่งอุปสรรคแล้ว ตัวเราอาจจะลืมตัวและขาดซึ่งความระวังตัว
ต่ออันตรายที่เกิดขึ้นกับเราทุกวินาทีก็ได้ครับ

เพราะอุปสรรคนั้นแค่แค่เตือนให้เราคิดแก้ปัญหานะครับ
แต่อันตรายต่างๆในชีวิตนั้นมันอาจจะเป็นการสูญเสียอะไรต่างๆเลยก็ได้ครับ




รูปนักบินอวกาศจากเว็บนี้ครับ
//hannahsworld.wordpress.com/2007/11/07/astronaut/
รูปปกมาจากเว็บนี้ครับ
//www.thaitransport-photo.net/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=2899
รูปพี่หนุ่ย จากเว็บ wiki ครับ
//th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%9E%E0%B8%A5_%E0%B8%A5%E0%B8%B3%E0%B8%9E%E0%B8%B9%E0%B8%99




 

Create Date : 15 ตุลาคม 2552   
Last Update : 4 เมษายน 2557 11:52:23 น.   
Counter : 670 Pageviews.  

I Need To Wake Up : Global warm warning 5

title : I Need To Wake Up
album : An Inconvenient Truth OST.
astist : Melissa Etheridge
Released : July 11, 2006





I Need To Wake Up

Have I been sleeping?
I’ve been so still
Afraid of crumbling
Have I been careless?
Dismissing all the distant rumblings
Take me where I am supposed to be
To comprehend the things that I can’t see

Cause I need to move
I need to wake up
I need to change
I need to shake up
I need to speak out
Something’s got to break up
I’ve been asleep
And I need to wake up
Now

And as a child
I danced like it was 1999
My dreams were wild
The promise of this new world
Would be mine
Now I am throwing off the carelessness of youth
To listen to an inconvenient truth

That I need to move
I need to wake up
I need to change
I need to shake up
I need to speak out
Something’s got to break up
I’ve been asleep
And I need to wake up
Now

I am not an island
I am not alone
I am my intentions
Trapped here in this flesh and bone

And I need to move
I need to wake up
I need to change
I need to shake up
I need to speak out
Something’s got to break up
I’ve been asleep
And I need to wake up
Now

I want to change
I need to shake up
I need to speak out
Oh, Something’s got to break up
I’ve been asleep
And I need to wake up
Now
































ตะกี๊บังเอิญได้ดูช่อง animal planet ครับ
ดูแบบผ่านๆ แต่ก็ได้ใจความว่าที่ญี่ปุ่น (จังหวัดไหนไม่ทราบ)
มีปัญหาเรื่อง"หมี"มาบุกรุกที่อยู่อาศัยของมนุษย์ครับ
ก็มีอาสาสมัครชาวต่างชาติพยายามจะให้แนวคิดใหม่ในการป้องกันและไล่หมีกับชาวบ้านญี่ปุ่นแถวนั้นครับ
ประมาณว่า "ถ้าจะไล่หมีก็ได้ ไม่ต้องถึงกับฆ่าแกงกันหรอก"
เข้าใจว่าคงจะมีกรณีที่หมีทำร้ายคนอยู่เหมือนกันครับ
ชาวบ้านแถวนั้นเลยใช้มาตรการรุนแรงโดยการจับตายกับหมีซะเลย

อาสาสมัครจึงใช้สุนัขในการตรวจจับหมีและไล่ไปด้วยในตัว
พอดูได้สักพักก็ถึงตอนตื่นเต้นครับ
เมื่อมีวิทยุ แจ้งมาที่อาสาสมัครว่า พบหมีออกมาในเมืองแล้ว
ภาพก็ตัดให้ดูกล้องวงจรปิดที่จับภาพหมีข้ามถนนได้ในยามวิกาล

เจ้าหมี(ดูคล้ายๆหมีควายนะ) ก็ลงมาจากภูเขาด้านที่ติดถนนครับ ประมาณว่าย่องเข้ามา
ข้ามถนนไปที่อีกฝั่งที่กล้องวงจรปิดมองไม่เห็น
ผมก็ตื่นเต้นครับ
อยากรู้ว่าเขาจะไล่ยังไง
เจ้าหมี(ควาย)หายไปจากหน้าจอของกล้องวงจรปิดไปที่อีกฟากถนนสักพักนึงครับ ซึ่งในกล้องวงจรปิดมองไม่เห็นแล้ว
สักพักอาสาสมัครก็มาถึงครับ
เสียงสุนัขที่ฝึกมา ก็เห่าไล่ระงม
ผมก็เห็นเจ้าหมีวิ่งเผ่นแนบข้ามถนนกลับไปทางเดิมที่ลงมา
จริงๆรายการนี้ผมคงจะดูแบบผ่านๆนะครับ

ถ้าไม่ได้เห็นภาพที่กล้องวงจรปิด จับภาพตอนที่หมีรีบวิ่งหนีกลับเข้าป่าน่ะครับ
เพราะในขณะที่มันกำลังตกใจลนลานจากการไล่ของอาสาสมัครและสุนัข
มันยังไม่ลืมคาบถุงขยะถุงใหญ่กลับเข้าไปในป่าด้วยครับ
ผมได้ถึงบางอ้อว่า
อีกฟากของถนนก็คือที่ทิ้งขยะของชาวบ้านแถวนั้นนั่นเอง
เจ้าหมีที่คาดว่าไม่มีอาหารก็เลยต้องเข้ามาคุ้ยหาขยะแถวนั้นเป็นอาหาร

ข่าวประมาณนี้มีให้เห็นเรื่อยๆนะครับ
เมืองไทยเราก็มีเรื่องของช้างที่มาบุกรุกไร่สวนของชาวบ้านเพราะไม่มีอาหารในป่า จนโดนรั้วไฟฟ้า หรือสายไฟฟ้าช็อตตายไปหลายตัวแล้ว (ช้างป่าเรียกเป็นตัวนะ)
ที่อเมริกาผมก็เคยเห็นข่าวหมีเข้ามาคุ้ยขยะนะ หมาป่า หมาจิ้งจอกก็มี

เรื่องนี้ผมว่าหลายๆท่านก็คงรู้นะครับว่าทำไมเหตุการณ์อย่างนี้มันถึงเกิดขึ้นได้
การจะบอกว่าชาวบ้านแถวนั้นบุกรุกที่อยู่อาศัยของสัตว์นั้นก็คงจะตอบได้ในระดับหนึ่ง
แต่ถ้ามองภาพรวมแล้ว ชาวโลกก็ควรจะช่วยรับผิดชอบกับเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ ในระดับทั้งกระบวนการนะ

ผมเคยดูการ์ตูนสอนเด็กๆช่อง 11 ครับ
เขาเปรียบว่าหากประวัติศาสตร์การกำเนิดโลกใบนี้เป็นหนังสือเล่มใหญ่
ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ชาติ ยังเปรียบไม่ได้แม้ประโยคสุดท้ยของหนังสือด้วยซ้ำครับ
นั่นแปลว่าตั้งแต่เราเป็นลิงหรือว่าสัตว์เซลเดียว มันเป็นระยะเวลาสั้นมาก หากเทียบกับระยะเวลากำเนิดมาแล้วของโลกใบนี้

และยิ่งสั้นเข้าไปอีกนะครับ
ถ้าเรามาดูระยะเสื่อมถอยของธรรมชาติ
ผมเชื่อว่าน่าจะมาจากช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรมนั่นแล

ความจริงถ้าจะโทษมนุษย์ฝ่ายเดียวคงไม่ถูก
ถ้าจะมองแบบเป็นกลางแล้วทุกอย่างต้องมีระยะรุ่งเรืองและเสื่อมถอย
มีความเป็นไปได้ว่าโลกใบนี้อาจจะเจอเหตุการณ์อย่างนี้มานับไม่ถ้วน
หรือไม่ก็แตกต่างในรูปแบบต่างๆกันไป
ฉะนั้นกระบวนการเผาไหม้โลกใบนี้ของมนุษย์ อาจจะเป็นกระบวนการหนึ่งของโลกใบนี้ก็ได้ครับ
ในการชำระล้างอะไรต่างๆ
เพื่อการกลับสู่สภาวะปรกติของโลกใบนี้อีกครั้ง

แต่เงื่อนไขนี้มีสิ่งเดียวที่จะกลับไปถึงตรงจุดนั้นได้แน่นอนครับ
นั่นคือโลกใบนี้ครับ (ถ้าโลกไม่แตกไปเสียก่อนนะ)
มนุษย์เรายังไม่ได้การรับประกันในจุดนี้นะครับ

เพลงนี้เป็นเพลงประกอบหนังสารคดีชื่อดังของนาย อัล กอร์ ครับ
แม้ว่าจะมีเสียงกระทบกระเทียบมาบ้างว่าจะทำเพื่อการหาเสียงบ้างล่ะ
หรือมีข่าวว่าที่บ้านนายอัล กอร์ก็ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าชาวบ้านแถวนั้นเป็นสิบๆ เท่าบ้างล่ะ
ยังไงก็ตาม ก็ถือว่าเขาก็ทำหนังสารคดีที่ดีมากออกมาละกันครับ
มองที่เนื้อหาดีกว่า สบายใจ

ฟังเพลงนี้ครั้งแรกรู้สึกเลยครับว่ามีพลังมากจริงๆ เหมือนคนร้องอยากจะบอกว่า " เฮ้ยๆๆพวกเราตื่นกันได้แล้ว ! "
" ความจริงอันโหดร้ายกำลังจะมาถึงแล้ว ! " นะครับ

หรือว่าอีกนัยหนึ่งที่ผม(อยาก)เข้าใจก็คือว่า
ใครก็ได้ช่วยปลุกฉันจากความจริงอันโหดร้ายนี้ที
อยากให้อะไรที่มันเลวร้ายนี้เป็นเหมือนแค่ความฝันเท่านั้นเองครับ




ขอบคุณภาพประกอบมากมายนะครับ (พักหลังๆมาเริ่มไม่มี link แหะ)




 

Create Date : 20 กันยายน 2552   
Last Update : 4 เมษายน 2557 11:52:40 น.   
Counter : 530 Pageviews.  

Halcyon : การเดินทางของ Dandy

title : Halcyon
album : Behind the Sun
astist : Chicane
Released : 08 August 2000







นาทีที่ 0.00 : ฉันยังเป็นเมล็ดอยู่ในดิน

สวัสดีฉันชื่อแดนดี้ ฉันเคยได้ยินแม่บอกว่าพวกเราถูกเรียกว่าเป็นดอกแดนดี้ไลอ้อน ฉันไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร ความจริงฉันยังไม่รู้อะไรเลยมากกว่า เพราะตอนนี้ฉันเป็นแค่เมล็ดอยู่ในดิน ทุกอย่างรอบๆตัวของฉันมืดไปหมดเลยไม่สามารถเห็นอะไรได้ แต่เพื่อนๆฉันที่อยู่ในดินใกล้ๆกันนี้ก็กระซิบบอกฉันนะว่าถ้าเราโตขึ้นเราจะได้ออกไปโบยบินบนฟ้ากว้างข้างบนดินนั้น ฉันเฝ้ารอเวลานั้นในความมืดมานานแล้ว เวลานี้ฉันรู้สึกได้ว่าตัวฉันกำลังเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง มันอาจจะนำฉันสู่บนผิวดินก็ได้

นาทีที่ 0.30 : การเดินทางสู่แสงสว่าง

ตอนนี้ร่างกายของฉันเริ่มมีอะไรบางอย่างผิดปรกติ เมื่อก่อนฉันรู้สึกว่าตัวเองเป็นเหมือนก้อนเรียวๆอะไรสักอย่าง แต่ตอนนี้เริ่มมีเส้นบางๆงอกออกจากปลายก้นของฉัน เส้นเล็กบางเริ่มชอนไชลงไปในดินรอบๆตัวฉัน แล้วมันยังเริ่มแตกเป็นสายมากมาย ตอนนี้ฉันรู้สึกว่าตัวเองกำลังพุ่งขึ้นไปข้างบนผ่านดินอย่างช้าๆ ฉันรู้สึกตื่นเต้นจัง ข้างบนผิวดินจะสวยอบ่างที่แม่เคยเล่าให้ฟังรึเปล่านะ

นาทีที่ 2.27 : ที่ผิวดิน

ฉันจำไม่ได้ว่าฉันเริ่มเคลื่อนตัวผ่านชั้นดินมานานเท่าไหร่ เจ้ารากที่ปลายก้นของฉัน มันก็ยังชอนไชลงไปด้านล่างสวนทางกับตัวฉันที่พุ่งขึ้นข้างบนอย่างช้าๆ ในขณะที่ฉันกำลังพุ่งอย่างช้าๆนั้น จู่ๆฉันก็เห็นแสงแทงลงมาจากชั้นดินด้านบน แสงยิ่งแสบตามากขึ้น เมื่อฉันเข้าไปใกล้ ทันทีที่ฉันเข้าไปใกล้แสงนั้น ราวกับว่าฉันจะสัมผัสได้ ดินรอบๆตัวฉันก็หายไป แต่ฉันก็ยังเหลือเจ้ารากจากปลายก้นเท่านั้นที่ยังอยู่ในดิน



นาทีที่ 2.41 : ผลิใบแรกแห่งชีวิต

ทันทีที่ฉันขึ้นมาสู่ผิวดิน ฉันรู้สึกหมดเรี่ยวแรงอ่อนเปลี้ย อาจจะเป็นเพราะสายตาของฉันที่ยังปรับได้ไม่ดีนักกับแสงแดดแรงบนผิวดิน แต่ฉันก็รู้สึกอย่างนั้นไม่นาน เมื่อฉันสังเกตเห็นใบเล็กๆข้างลำตัวของฉันเริ่มผลิอออกมาอย่างช้าๆ 2 ใบ ทันใดนั้นฉันกลับรู้สึกมีพลังบางอย่างเหมือนได้พลังงาน ไม่นานนักใบคู่นี้ก็เริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้น ในขณะเดียวกัน ฉันก็เห็นใบอื่นๆเริ่มผลิตามออกมา หลายใบ ฉันรู้สึกมีพลังบางอย่างอยู่ในตัว และตอนนี้ฉันก็ชอบแสงอาทิตย์มาก ไม่แสบตาเหมือนวันแรกๆที่ขึ้นมาบนผิวดินแล้ว ฉันไม่รู้มันคืออะไร แต่แม่เคยเล่าให้ฟังว่า พวกเราเกิดมาเพื่อเป็นนักเดินทาง เราจะเดินทางเพื่อการเจริญเติบโต ฉันไม่ค่อยเข้าใจ ยิ่งนานวันหัวของฉันเริ่มฟูเหมือนจะมีผมสีขาวๆงอกเต็มไปหมด ฉันสามารถรับรู้ความรู้สึกของผมทุกเส้นได้ว่ากำลังเจริญเติบโตไปแค่ไหน พวกเราเหมือนพูดคุยกันได้ เหมือนเป็นฉันหลายๆเส้น ไม่นานนักเส้นผมสีขาวก็ฟูเต็มที่ พวกมันเบาบาง นุ่มและกำลังรอคอยอะไรบางอย่างที่เราก็ไม่รู้

นาทีที่ 3.32 : เริ่มต้นการเดินทาง

พวกเราเฝ้าอะไรบางอย่างอยู่ได้ไม่นาน ก็มีสายลมวูบใหญ่พัดมา ฉันและตัวฉันอีกหลายๆคน พวกเราก็ลอยออกจากลำต้น ไปตามลมอย่างเร็ว ตอนนี้ฉันสามารถรับรู้ความรู้สึกของฉันอีกหลายๆคนพร้อมกัน พวกเราล่องเลยตามลมที่พัดมา ไปอย่างสนุกสนาน ท้องฟ้าสีน้ำเงินสด กับสายลมที่แม้จะบางเบา แต่ก็สามารถพาพวกเราล่องลอยไปได้ไเรื่อยๆ ฉันมีความสุขที่สุด พวกเราลอยไปเรื่อยๆเร็วบ้างช้าบ้าง พูดคุยกัน ผ่านภูเขา และต้นไม้สีเขียว ตอนนี้ฉันเริ่มรู้สึกถึงการหายไปของตัวฉันบางคน เขาบอกว่าเขาติดอยู่ที่ปลายต้นไม้บ้าง ร่วงลงสู่ผิวดินบ้าง พวกเราอวยพรกันให้เจริญงอกงาม แต่ฉันอีกหลายคนก็ยังไปต่อได้ ฉันตั้งใจจะไปเรื่อยๆตราบใดที่สายลมยังพัดพาฉันอยู่บนฟ้ากว้างอย่างนี้



นาทีที่ 4.40 : ท้องฟ้าเริ่มมืดลง

ฉันเริ่มสังเกตได้ว่า ตอนนี้ท้องฟ้าเป็นสีส้มแล้ว ฉันลอยตามลมไปเรื่อยๆ ตัวฉันหลายๆคนเริ่มหล่นลงสู่พื้นแล้ว ยังเหลือตัวฉันเท่านั้นที่ยังคงลอยตามลมไปได้ แต่ตอนนี้หลังจากที่ฟ้าสีส้มกลายเป็นสีแดงไล่ไปกับสีน้ำเงิน จนกลายเป็นสีดำไปทั้งผืนฟ้า ฉันมองไม่เห็นอะไรแล้ว สายลมอุ่นที่เคยพัดพาให้ฉันล่องลอยไป ก็กลับกลายเป็นสายลมหนาวที่เย็นยะเยือก ฉันทำได้แต่เพียงลอยไปเรื่อยๆในความมืดเท่านั้น ตอนนี้ฉันกลัวที่จะลอยอย่างไม่รู้ทิศทาง มีหลายช่วงเวลาที่ฉันอยากลงสู่ดินแล้ว เหมือนตัวฉันหลายๆคนก่อนหน้านี้



นาทีที่ 5.23 : ในทะเลที่มีคลื่นลมพายุแรง

เหมือนสิ่งที่ฉันปรารถนาต้องการจะเป็นจริง ฉันได้ร่อนลงสู่พื้น แต่มันไม่ใช่พื้นอย่างที่ฉันรู้จัก มันน่าจะเป็นน้ำ ฉันเคยเห็นน้ำมาบ้างตอนอยู่บนผิวดิน แต่ไม่เคยเห็นน้ำอะไรเยอะขนาดนี้ แม้ฉันจะอยู่ในความมืดแต่ฉันก็สามารถเห็นอาณาเขตของน้ำที่กว้างสุดลูกหูลูกตาได้ ความรู้สึกในน้ำเหมือนว่าฉันจะได้ลอยอยู่บนฟ้า แต่ทำไมฉันกลับรู้สึกทรมานนักก็ไม่รู้ ไม่เหมือนการล่องลอยอยู่บนฟ้า ท้องฟ้าตอนนี้เป็นสีส้ม มีฟ้าแลบและเสียงดังตลอดเวลา ทั้งยังมีหยดน้ำมากมายตกกระหน่ำลงมายังฝืนน้ำขนาดมหึมานี้ ฉันลอยไปลอยมาอย่างไม่สะดวกนัก เพราะมีลูกคลื่นของน้ำม้วนไปมาลูกใหญ่ๆตลอดเวลา ตอนนี้ฉันคิดแต่เพียงว่า การเดินทางของฉันอาจจะสิ้นสุดลงตรงนี้ และฉันอาจจะทำหน้าที่ของการสืบพันธุ์ไม่สำเร็จเพราะฉันต้องการผืนดินในการสืบพันธุ์ ในเมื่อทุกที่ที่มองไปมีแต่น้ำอย่างนี้ฉันคงจะทำอะไรไม่ได้ นอกจากรอเวลาให้ตัวฉันเปื่อยและสลายไปกับสายน้ำในที่สุด



นาทีที่ 5.51 : ทะเลสงบยามรุ่งเช้า

ตอนนี้ฟ้าข้างบนยังมืดสนิทอยู่ แต่ผิวน้ำรอบๆตัวฉันก็สงบราบเรียบแล้ว ไม่มีน้ำตกลงมาจากท้องฟ้าอีกแล้ว ไม่มีเสียงดังฟ้าร้อง ฟ้าแลบอีกแล้ว ฉันลอยไปเรื่อยๆบนผิวน้ำที่เงียบสงบราวกับเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ไม่เคยเกิดขึ้นที่นี่ ตอนนี้บนท้องฟ้ามีจุดสีขาวเป็นประกายเต็มไปหมด มันดูสวยมากเมื่อตัดกับแผ่นฟ้ากว้างสีดำสนิท มันดูระยิบระยับ สวยงามเหมือนอยู่ในความฝัน ในตอนที่ฉันทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว นอกจากลอยไปตามน้ำอย่างนี้ การได้เห็นสิ่งสวยงามขนาดนี้ก็คงจะดีเหมือนกัน ฉันลอยไปมาจนฟ้าเริ่มเป็นสีน้ำเงินเข้ม และฉันก็เห็นแสงสีทองอยู่ที่ปลายขอบของท้องฟ้าและผืนน้ำบรรจบกัน ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีอีกครั้ง

นาทีที่ 6.29 : การปรากฎตัวของความหวัง

ขณะที่ฉันลอยไปลอยมาอยู่ในน้ำนิ่งๆนั้นที่เส้นขอบฟ้า ฉันเห็นเงาสีดำๆ บินมาเป็นกลุ่มด้วยความเร็ว ท่าทางหยอกล้อ และเล่นกันไปมาอย่างสนุกสนาน ฉันมองย้อนแสงไปจนเริ่มเห็นชัดขึ้น ฉันเห็นนกนางนวลกลุ่มใหญ่บินมาทางที่ฉันลอยอยู่ ฉันรู้ว่าเป็นนกนางนวลเพราะฉันจำพวกเขาได้ ตอนที่ฉันลอยอยู่บนฟ้า พวกเขาบินฉวัดเฉวียนไปมาอย่างสนุกสนาน พูดคุยกันเสียงดังมาแต่ไกล บางตัวก็โฉบลงน้ำจับปลามาแล้วก็กลืนลงคือไปอย่างรวดเร็วกลางอากาศขณะที่บินอยู่ พวกเขาดูน่าสนุกจัง ฉันมองอยู่ไกลๆ ตัวฉันทำได้แค่เพียงลอยไปตามลมเท่านั้น ไม่อาจะบังคับเส้นทางการเดินทางได้ ในขณะที่พวกเขาสามารถที่จะไปที่ไหนก็ได้และจะบินเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่เหมือนฉันที่ต้องมาติดอยู่ในน้ำอย่างนี้ พวกเขาเริ่มบินมาใกล้ๆฉันแล้ว ฉันกับเขา เราสื่อสารกันไม่ได้ เพราะเราคุยกันคนละภาษา พวกเขาบินมาใกล้ฉันแล้ว เมื่อฉันได้มองใกล้ๆก็พบว่าพวกเขาเป็นกลุ่มใหญ่มากๆทีเดียว ในขณะที่ฉันมองตามพวกเขาอยู่ข้างบนอยู่นั้น ก็มีปลาตัวหนึ่งว่ายผ่านมาทางใต้น้ำพอดี ตรงกับจังหวะที่ฉันลอยอยู่เหนือเจ้าปลานั้นพอดี นกนางนวลในกลุ่มตัวหนึ่งก็โฉบลงมาในน้ำอย่างรวดเร็วคว้าปลาด้วยอุ้งเท้า แล้วก็เหินขึ้นฟ้าอย่างเร็วเช่นกัน ด้วยความบังเอิญฉันจึงติดมากับลำตัวของเจ้านกนางนวลตัวนั้นด้วย



นาทีที่ 6.54 : กลับสู่การเดินทางอีกครัง

ฉันติดอยู่ที่ลำตัวของเจ้านกนางนวลอยู่พักใหญ่ๆเพราะว่าทั้งฉันและตัวเขาเปียกน้ำ มันจึงยังติดกันอยู่ การเดินทางโดยการเกาะหลังเจ้านางนวล เป็นเหมือนความฝันของฉันที่เป็นจริง ฉันรู้สึกถึงการเดินทางโดยมีเป้าหมาย การพุ่งไปยังจุดหมายอีกแบบ ไม่ใช่อย่างที่ฉันเคยเป็นมา ฉันเกาะหลังเจ้านางนวลมาได้สักพักใหญ่ ทั้งตัวฉันและเจ้านกนางนวลก็เริ่มแห้งแล้ว ฉันเกาะอยู่ที่หลังเจ้านางนวลได้สักพักก็ลอยหลุดออกจาหลังของเขาออกมา และฉันก็เริ่มเดินทางต่อไปโดยกระแสลมที่พัดพามาตลอด วันนี้เป็นวันที่ดี ฉันรู้สึกได้ เพราะสายลมนั้นไม่แรงนักลอยเอื่อยๆแต่ก็ไม่เบาจนฉันต้องตกไปไหนอีก

นาทีที่ 7.46 : จุดหมายปลายทาง

ฉันลอยมาเรื่อยๆตามลม ตอนนี้ฉันพบกับบางสิ่งที่ไม่ใช่ป่าไม้ภูเขาหรือน้ำ แต่ฉันพบผู้คนมากมาย เดินไปมา ข้างล่างเต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่อง ดูแออัด ฉันคิดว่าฉันอาจจะร่อนลงตรงนี้ก็ได้เพราะลมเองก็เริ่มสงบและพัดเบาลงทุกที แต่ฉันกำลังคิดอยู่ว่า มันจะเป็นไปได้ไหมนะ เพราะที่ตรงนี้ฉันมองหาดินยากเหลือเกิน แต่ดูไปแล้วก็คงจะไม่ถึงกับไม่มี เพราะว่าฉันเองก็เห็นต้นไม้เจริญเติบโตอยู่บ้างแม้ไม่มาก แต่ก็พอมี อย่างน้อยฉันก็ยังมีดินให้ฉันได้ทำหน้าที่ฝังเมล็ดสืบทอดเผ่าพนธุ์อยู่บ้าง ถ้าเทียบกับในผืนน้ำกว้างที่ผ่านมา ที่นี่ยังถือว่ามีโอกสให้ฉันแม้ว่ามันจะดูน้อยก็ตามที

นาทีที่ 8.59 : ฉันเป็นเมล็ดในดินเพื่อสืบทอดการเดินทางต่อไป

ในที่สุดฉันก็ได้ร่อนลงอย่างช้าๆ ตอนแรกมีเด็กผู้ชายคนหนึ่งพยายามจะคว้าฉันเอาไว้ แต่เขาทำอย่างไร ก็จับฉันไม่ได้เสียที จากการไล่คว้าของเขาทำให้เกิดลมรอบๆตัวฉัน ทำให้ฉันปลิวไปมาอย่างเร็ว ในระยะทางสั้นๆจากตรงนี้มันทำให้ฉันได้ร่อนลงที่สวนหลังบ้านของเด็กผู้ชายคนนี้ ตอนนี้ฉันเริ่มฝังตัวเองลงในดินแล้วได้เวลาที่ฉันจะต้องเล่าเรื่องการเดินทางฉันให้กับลูกของฉันฟังบ้างแล้วล่ะ



ขอขอบคุณภาพประกอบต่างๆที่นำมาจากอินเตอร์เน็ตนะครับ ขออภัยที่จำที่มาไม่ได้ครับ
*เรื่องวัฏจักรชีวิตของดอกแดนดี้ไลอ้อน ไม่ได้อิงตามความจริงนะครับ




 

Create Date : 26 สิงหาคม 2552   
Last Update : 11 มกราคม 2555 16:24:21 น.   
Counter : 1368 Pageviews.  

มีฉันมีเธอ : กรุงโรมไม่ได้สร้างในวันเดียว แต่ตัวตนกลับพังทลายได้ในพริบตา

title : มีฉันมีเธอ
album : Death of A Salesman
astist : Death of A Salesman
Released : 2002



//youtu.be/IXeRpeslUZg


มีฉันมีเธอ

ฉันมี และฉันมีเธอที่เคยเข้าใจ
ฝนที่ร่วงโรยมา ราวกับเป็นน้ำตาแห่งความเสียใจ
ฉันให้ สิ่งที่ฉันไม่เคยให้ใคร ตลอดมา
และฉันมาพบว่า ตัวของฉันยิ่งก้าวเข้าไป
ยิ่งพบกับความสับสนข้างใน
เมื่อฉันสละทุกสิ่งที่พอจะมีให้ใคร
หัวใจที่ราวกับว่ามันจะละลายไปกับกาลเวลา

มีตัวฉันมีเธอมีทางที่ไกล
ที่ฉันหวังว่า คงมีสักวันที่เธอได้เข้าใจ
ผู้ชายคนนี้ ที่พร้อมจะให้
ทุกๆเวลา ไม่ว่าวันที่มีวันใด ถึงไหนเมื่อไหร่ให้เสมอ

จะมี จะต้องมีวันที่ฉันได้มา
แม้เวลา มันคงต้องผ่านไปอีกนานเท่าไหร่ อีกนานเท่าไหร่
ฉันใฝ่ สิ่งที่ฉันมอบทั้งชีวิตให้ไป ทั้งชีวิตให้ไป
แม้บางวัน ฉันกลับมามองตัวเองของฉันว่า
อีกนานเท่าไหร่ ไม่ว่าฉันจะล้มลงไป
ต้องมีวันใหม่ ต้องมีวันใหม่
หัวใจที่ราวกับว่ามันจะละลายไปกับกาลเวลา




ผมเคยอกหักครับ

ความจริงไม่ใช่เรื่องน่าอวดอะไรเลย
แต่ว่าผมยังจำความรู้สึกตอนนั้นได้ค่อนข้างชัดเจนทีเดียวครับ
เป็นอารมณ์ที่เขาเรียกว่าปวดใจตลอดเวลา
คือมันปวดที่หัวใจจริงๆนะ แบบรู้สึกว่ามันร้าวๆ
อยากจะหนีไปไกลๆ ไม่อยากอยู่ให้เห็นภาพบาดตา
คือประมาณว่ายิ่งใกล้ยิ่งเจ็บจริงๆครับ
แต่ละวันแต่ละคืนกว่าจะผ่านไปได้ ทุลักทุเลน่าดู

แต่ถ้าย้อนกลับขึ้นไปอีกนิดนึง

ผมก็เคยมีความรักครับ

ตอนมีความรักมันก็จำความรู้สึกได้นะ
มีความสุขทุกครั้งที่อยู่ใกล้
ใจเต้นแรงทุกทีที่ได้เจอ
ไปที่ไหนทำอะไร ก็มีแต่หน้าเธอลอยมาตลอดเวลา

ที่พูดมาก็อย่าเพิ่งเลี่ยนไปก่อนนะครับ
ถ้าเลี่ยนหรือว่าหมั่นไส้
ก็ขึ้นไปอ่านวรรคที่ผมบรรยายอาการ ตอนอกหักละกัน

ตอนที่อกหักนั้น
คน คนแรกที่ผมนึกออกคือ แวน โก๊ะครับ(บางคนอ่าน ฟาน ก็อก ก็คงได้มั้ง)
ไม่ใช่กาลิเลโอนะ
แวน โก๊ะเป็นจิตรกร ชาวดัทช์ ที่มีผลงานแนวเอ็กเพรสชั่น (expressionism)ครับ
จะเรียกว่าผู้บุกเบิกแนวนี้เลยก็ว่าได้

เขามีภาพเขียนตัวเองอยู่ 1 ภาพครับ
เป็นภาพที่เขาเขียนภาพตัวเองหลังจากที่ตัดหูของตัวเอง
ให้กับสาวที่ตนรัก
ถ้าจำไม่ผิด (หรือว่าถ้าผิดก็คิดซะว่าผมแต่งละกัน )
เขาตัดหูให้กับสาวที่ตัวเองรักครับ
เพราะว่าเธอเคยชมว่าเขาหูสวย

ผมไม่เคยเข้าใจอารมณ์ของแวนโก๊ะตอนตัดหูเลยครับ
ยิ่งตอนแรกๆก็คิดว่าแปลกๆอยู่เหมือนกัน
ความจริงต้องบอกว่าคงไม่มีใครในโลกนี้เข้าใจอารมณ์ของเขาได้มากกว่า

แต่อย่างน้อยผมว่า
ตอนที่ผมมีความรัก ผมก็อยากจะทำอะไรเหมือนเขาเหมือนกันครับ

นั่นก็คือการให้ (ไม่ใช่ตัดหูส่งให้สาวนะ )
คือมันอยากจะทำอะไรให้หลายๆอย่าง
ทำนู่นนี่ ซื้อนู่นนี่ ดูแลทุกข์สุข
เรียกว่าให้คนที่รักจนลืมตัวเองเลยก็มี

จนมีคนมาทักว่า "เห้ย นี่ไม่ใช่ความ"รัก"หรอกนะ"
"มันเรียกว่าความ"หลง"มากกว่า"
หลง ที่ว่าคงจะเป็นอาการหน้ามือตามัวไปกับสิ่งนั้นโดยลืมมองสิ่งอื่นๆรอบกายตัวเองกระมังครับ

พอมาคิดอย่างนี้ตาม ผมก็ไม่แน่ใจว่าทั้งผม หรือว่า แวนโก๊ะ จะหลง หรือว่า รักกันแน่
แต่สิ่งที่แน่นอนก็คือมันมีความสุขที่ได้ทำอะไรให้มากกว่า (แวนโก๊ะสุขหรือเปล่าไม่แน่ใจแหะ)

ผมมาเคยนั่งคิดเล่นๆเหมือนกันครับว่าอาการอกหักของคน
มันปวดใจด้วยเรื่องอะไร
อาจจะเป็นเพราะน้อยใจที่เขาไม่เห็นคุณค่าของเรา
อาจจะรู้สึกตัวเองโง่เง่าที่ถูกเขาหลอก
อาจจะรู้สึกว่าเป็นส่วนเกินในชีวิตคู่ของใคร
อาจจะรู้สึกพ่ายแพ้ในเรื่องอะไรสักอย่าง
ฯลฯ

รวมๆแล้วมันก็เกี่ยวกับความรู้สึกของเราคนเดียวทั้งนั้น (ก็แน่ล่ะ ใครจะมาอกหักด้วย )
จะเรียกว่าการพังทลายของตัวตนภายในพริบตาได้้รึเปล่านะ ?
คือประมาณว่าเสียความรู้สึกทุกอย่างในช่วงเวลาสั้นๆ

แต่ถึงจะเรียกว่าการพังทลาย ผมว่ามันก็ไม่ถึงกับเป็นดั่งปราสาทที่ทรายโดนน้ำทะเลพัดซะทีเดียวหรอกครับ
เพราะโดยพื้นฐานแล้วตัวเรานั้นก็ยังไป็นตัวเราอยู่
เรียกว่าช่วงที่อกหักคงจะเป๋ไปมากกว่า

ผมเคยดูรายการรถแข่งเหมือนกันครับ
บางทีก็มีรถที่มันหมุนออกนอกเส้นทาง
แต่ว่าคนขับกลับบังคับให้กลับเข้ามาสู่การแข่งขันได้ ก็มีให้เห็นบ่อยๆเหมือนกันครับ

อาการเป๋จากความรักคงจะคล้ายๆอย่างนี้ คือเราแค่เป๋ไป
แต่จริงๆแล้วเราจะกลับมาเดินตรงๆได้อยู่ดี ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้เวลาเท่าไหร่
(ทั้งนี้ก็เคยเห็นรถที่มันหมุนออกนอกสนามและก็ระเบิดก็มีเหมือนกันนะ )

อารมณ์นี้ก็พาลไปคิดถึงสำนวน (ของประเทศไหนก็จำไม่ได้)
ที่ว่า "กรุงโรมไม่ได้สร้างภายในวันเดียว "ขึ้นมาครับ
จริงๆแล้วคนหนึ่งคนกว่าจะโตเป็นตัวเป็นตนก็ไม่ได้ใช้เวลา 1 วันเช่นกัน
แต่ยามอกหักนี่สิ ความรู้สึกในตัวตนหลายๆอย่างกลับพังทลายได้ในพริบตา

กรุงโรมกับตัวตนของคนอาจจะใช้เวลาสร้างยาวนานเช่นกันครับ
ตอนพังก็อาจจะใช้เวลาพริบตาได้เหมือนกัน (ถ้ากรุงโรมโดนนิวเครียส์หรืออะไรระเบิดในพริบตาน่ะนะ)

แต่ผมมั่นใจเหลือเกินครับว่า
ตัวตนน่ะสร้างใหม่ได้เร็วกว่ากรุงโรมแน่ๆ




รูปปกจากเว็บนี้ครับ
//www.covershare.com/?action=open&infoid=2437

รูป ศิลปินจากเว็บนี้ครับ
//www.yimsiam.com/club/board/topicRead.asp?wbID=commarts11&id=000191




 

Create Date : 23 กรกฎาคม 2552   
Last Update : 4 เมษายน 2557 11:56:57 น.   
Counter : 536 Pageviews.  

To The Moon And Back : เธอพร้อมจะไปกับฉันหรือยัง ?

title : To The Moon And Back
album : Savage Garden
astist : Savage Garden
Released : April 15, 1997





To The Moon And Back

She's taking her time making up the reasons
To justify all the hurt inside
Guess she knows from the smiles
And the look in their eyes
Everyone's got a theory about the bitter one

They're saying

** Mama never loved her much
And daddy never keeps in touch
That's why she shies away from human affection
But somewhere in a private place
She packs her bags for outer space
And now she's waiting for
The right kind of pilot to come
(and she'll say to him)

She's saying

* I would fly you to the moon and back
If you'll be, if you'll be my baby
Got a ticket for a world where we belong
So, would you be my baby?

Ooh-ooh
She can't remember a time
When she felt needed
If love was red then she was colour-blind
All her friends they've been tried for treason
And crimes that were never defined

She's saying

Love is like a barren place
And reaching out for human faith is
Is like a journey I just don't have a map for
So baby gonna take a dive and
push the shift to overdrive
Send a signal that she's hanging all her hopes on
the stars

(What a pleasant dream) just saying

Mamma never loved her much
And daddy never keeps in touch
That's why she shies away from human affection
But somewhere in a private place
She packs her bags for outer space
And now she's waiting for the right kind of pilot
To come (and she'll say to him)

She's saying
(repeat *,**, *)




เมื่อเร็วๆนี้ได้อ่านกระทู้ในพันทิปหัวข้อหนึ่งครับ
เขาถามประมาณว่า "หนังเรื่องแรกที่ดูในโรงของคุณคือเรื่องไหน ?"
ผมก็เข้าไปตอบว่าเรื่อง E.T.

ซึ่งผมน่ะจำอะไรไม่ได้เลย เพราะแม่บอกว่าพาเข้าไปดูตอน 3 ขวบ
และแม่ยังบอกด้วยว่าภาษาอังกฤษประโยคแรกที่ผมพูด คือ "E.T. go home" ตอน 3 ขวบนั่นแหล่ะ
เข้าใจว่าเป็นฉากที่ ดรู แบรีมัวร์ขี่จักรยานพา E.T. กลับบ้านหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจครับ

อย่างที่บอกครับว่าจำอะไรไม่ได้สักอย่าง
มารู้จัก E.T. เป็นเรื่องเป็นราวก็ตอนโตมากกว่า
ซื้อ VCD จะมานั่งดูระลึกความหลัง
จนบัดนี้ก็ยังทิ้งไว้ฝุ่นเขรอะ ด้วยความที่คิดว่า
"เคยดูมาแล้วนี้หว่า" (แต่จำอะไรไม่ได้เลย เนี่ยนะ)

พอพูดถึง E.T. ก็นึกถึงฉากที่ขี่จักรยานผ่านดวงจันทร์
อันนั้นอาจจะเป็นความทรงจำเดียวที่ผมคลับคล้ายคลับคราที่สุดมั้งครับ
พอพูดถึงดวงจันทร์ก็นึกถึงเพลง
To The Moon And Back แหะ

เพลงนี้ของ Savage Garden จากวันแรกที่ได้ยินจนถึงวันนี้มันก็ 12 ปีแล้วนะ
แต่ยังดูดีไม่ตกยุคเลยครับ (ผมคิดอย่างนั้นนะ)
คือเรียกว่ามันเท่ได้ยาวนานจริงๆ

เนื้อหาที่ผมเข้าใจ (เอาเอง) น่าจะประมาณว่าหญิงสาวคนหนึ่งที่พบกับเรื่องไม่ดีต่างๆมากมายในชีวิต
เธอกำลังรอหรือต้องการใครสักคนที่เข้าใจเพื่อพาเธอออกไปยังโลกกว้างเสียที น่ะครับ
เธอคงต้องการจะบอกว่า "ฉันพร้อมจะไปไหนก็ได้ ถ้ามีคุณนะ"
ประมาณว่าต่อให้เป็นโลกพระจันทร์ ฉันก็ไปได้ถ้ามีคุณ

ผมเป็นคนชอบเที่ยวเหมือนกันครับ
ไม่ใช่เที่ยวกลางคืน หรือไปแด๊นซ์กระจายที่ไหนนะครับ
แต่เป็นการเก็บกระเป๋าเที่ยวไปตามที่ต่างๆ
ปัญหาที่พบบ่อยก็คือไม่ค่อยมีใครจะยอมไปด้วย
ด้วยข้อหาที่ว่า ไม่มีเวลาบ้าง ติดงาน ไม่มีเงิน นู่นนี่
บางทีผมก็จะรอให้เรามีเวลาพร้อมๆกัน แล้วค่อยไป
แต่บางทีผมก็ไม่อยากรอ
ผมก็จะเก็บกระเป๋าแล้วลุยคนเดียวเลย

จากประสบการณ์ที่ไปเที่ยวเดี่ยวๆคนเดียวมาเนี่ย
ก็พบว่ามีคนประมาณนี้เยอะเหมือนกันนะ
ไปเจอกันแล้วก็ได้คุยกัน
ก่อนจะแยกย้ายทางใครทางมัน
เขาคงจะคิดคล้ายๆผมที่ว่า ถ้าอยากออกก็ออกมาเลยไม่ต้องรอใคร

แต่ไม่ใช่ทุกคนที่พร้อมที่จะออกไปไหนมาไหนคนเดียว
เอาอย่างง่ายๆก็คือ
ผู้หญิงจะให้แบกเป้ตะลอนๆไปไหนมาไหนคนเดียวมันก็อันตรายเหมือนกัน(แต่ผมก็เคยเจอนะ )
บางทีเธอก็อยากไปใจจะขาดแล้วขาดก็แต่คนที่จะไปด้วย
ที่เธอพอจะฝากผีฝากไข้ได้

คงคล้ายๆปัญหาในชีวิตที่แต่ละคนต้องเผชิญกระมังครับ
บางคนบอกว่าฉันสมารถจัดการปัญหาทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง
แต่บางคนก็อยากมีใครสักคนที่มาเป็นเพื่อนคู่คิดให้สักหน่อยไว้อุ่นใจ

ไอ้อย่างนี้จะว่าเขาเป็นตัวของตัวเองก็คงจะไม่ได้
สิ่งที่เป็นตัวตนของเขามันมีอยู่เต็มหัวใจเขานะครับ
ขาดก็แต่ว่าใครล่ะที่จะเป็นคนมาช่วยไขประตูให้มันออกมาโลดแล่นหน่อย

ก็เคยเห็นบ่อยๆในหนังหรือในละครนะครับ
มักจะมีตอนที่พระเอกพานางเอกได้ไปท่องเที่ยวในที่ต่างๆ
และนางเอกจะรู้สึกว่ามีความสุขและมีอิสระมาก
หลังจากที่เธอต้องอุดอู้จากเรื่องต่างๆในชีวิตมามากมาย

ในเพลงบอกว่า
" ...She packs her bags for outer space
And now she's waiting for
The right kind of pilot to come..."
ใครที่จะมาเป็นต้นหนนำทางชีวิตของเธอนั้นก็สำคัญทีเดียวครับ

ถ้าเธอจะฝากความฝันของเธอไว้กับคุณ
คุณจะต้องเป็นผู้นำทางที่ดีทีเดียว
และอย่าให้เธอผิดหวังในตัวคุณนะครับ





 

Create Date : 12 กรกฎาคม 2552   
Last Update : 11 มกราคม 2555 16:35:05 น.   
Counter : 1727 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  

อิสรภาพแลนด์
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




อิสรภาพแลนด์
.
.
มีอยู่จริงนะ
[Add อิสรภาพแลนด์'s blog to your web]