space
space
space
space

2019 ปักกิ่ง (ตอนที่ 2) กู๋เป่ย..เมืองริมน้ำ / กำแพงเมืองจีนด่านซือหม่าไถ / ถนนเฉียนเหมิน
Day III (อา. 5 พ.ค. 62) : กู๋เป่ย เมืองริมน้ำ / กำแพงเมืองจีนด่านซือหม่าไถ 

วันนี้เราจะเดินทางออกนอกเมืองไปเมืองริมน้ำกู๋เป่ย หรือ Beijing W Town กัน จากที่พัก เราขึ้น Subway ไปลงที่สถานี Dongzhimen (สถานีที่เชื่อมต่อกับ Airport Express แหละ) เมื่อมาถึงสถานีให้ออกทาง Exit E แล้วไปขึ้นรถบัสเพื่อไปเมืองกู๋เป่ย วิธีการไปดูจากรีวิวจากนี้เลย https://pantip.com/topic/38300973 เป๊ะมาก

เราเดินไปตามป้ายรถเมล์ที่บอก ไปถึง 11 โมง ก็เจอรถบัสที่เขียนข้างรถว่า Beijng W Town จอดติดเครื่องรออยู่แล้ว เค้าให้เราขึ้นไปนั่งรอได้เลย ซึ่งระหว่างนั้นก็มีคนขึ้นมาเรื่อยๆ ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น บางคนก็แต่งชุดจีนโบราณมาเลย คงเป็นสถานที่ๆเด็กๆวัยรุ่นนิยมไปถ่ายรูปกัน 


รถออกตรงเวลา 12.00 น. ซึ่งเต็มทุกที่นั่ง (ถ้าใครมาใกล้ๆเที่ยงอาจจะไม่มีที่นั่งก็ได้ ขากลับมีคนนั่งกับพื้นด้วย) เนื่องจากรถบัสที่ไปกู๋เป่ยมีแค่ 2 รอบวันธรรมดา (12.00 น./ 15.30 น.) และ 3 รอบวันเสาร์อาทิตย์ (10.00 น./ 12.00 น./ 15.30 น.) ค่ารถคนละ 48 หยวน (เด็กคิดราคาเดียวกับผู้ใหญ่)

จากรูปด้านล่าง กู๋เป่ยจะอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือจากกรุงปักกิ่ง ระยะทางประมาณ 140 กม.


ใช้เวลาเดินทาง 1.30 ชั่วโมงก็มาถึงกู๋เป่ยละ (พี่คนขับขับได้แบบหลับไม่ลงจริงๆ) ที่นี่..อากาศดีมากกก น่าจะ 10 องศาปลายๆ รถทัวร์มาลงเยอะเลย คนที่มาเที่ยวที่นี่มีทั้งแบบ One-Day Trip กับแบบค้างคืน (แนะนำให้มาแบบค้างคืน บรรยากาศค่ำคืนที่นี่สวยไปอีกแบบ) ต้องบอกก่อนว่าเมืองโบราณกู๋เป่ย เป็นเมืองโบราณที่เพิ่งถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว ไม่ใช่มีสภาพแบบนี้มาเป็นร้อยปีแล้วนะ อารมณ์แบบเราสร้างตลาดน้ำให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวน่ะ 

ห้องน้ำสาธารณะที่นี่สะอาดมาก เห็นดูโบราณๆอย่างนี้เถอะ ข้างในดูพรีเมี่ยม มีที่นั่งชาร์ตแบตมือถือด้วย


ถึงแล้ววว ถ่ายกับป้ายทางเข้า ที่พักเราอยู่ข้างป้ายนี้แหละ 


Nalan Inn คือที่พักของเราที่กู๋เป่ย ถ้าจะเลือกที่พักที่นี่แนะนำ trip.com เลย มีที่พักให้เลือกเยอะกว่าเว็บอื่น ที่นี่จะมีที่พักสองโซน คือโซนด้านใน (หลังจุดจำหน่ายตั๋ว) กับโซนด้านนอก (ก่อนจุดจำหน่ายตั๋ว)

ถ้าเราพักโซนด้านใน เราจะไม่ต้องเสียค่าเข้าเมือง 80 หยวน แต่ถ้าเราพักโซนด้านนอกก็จะต้องเสียค่าเข้าเมืองคนละ 80 หยวน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วที่พักข้างในจะแพงกว่าข้างนอก 

โดยสรุป
ที่พักด้านใน - ใกล้กำแพงเมืองจีนด่านซือหมาไถ ไม่ต้องเสียค่าเข้า 80 หยวน แต่ค่าที่พักแพงมักแพงกว่า และไกลทางเข้าจากจุดที่รถจอด
ที่พักด้านนอก - ไกลกำแพงเมืองจีน แต่ใกล้จุดรถจอด ต้องเสียค่าเข้า 80 หยวน ค่าที่พักส่วนใหญ่ถูกกว่า

ตอนแรกเราจองที่พักด้านในเอาไว้ แต่เกิดเปลี่ยนใจ กลัวว่าต้องแบกกระเป๋าไกลกว่าจะไปถึงรร. เราเลยเลือกที่พักด้านนอก เอาใกล้จุดจอดรถดีกว่า (ซึ่งจริงๆที่นี่มีรถรับจ้างเข้าไปด้านในด้วย แต่เราไม่ได้ขึ้น เลยไม่รู้ว่าเค้าคิดเท่าไหร่) 

นี่ไง..รถรับจ้างในเมืองกู๋เป่ย น่ารักไหม กลางวันช่วงอากาศร้อน รถจะถูกเปิดด้านข้างออก ให้เรานั่งรับลง กลางคืนหรือช่วงเช้าๆที่อากาศเย็น รถจะปิดด้านข้างกันลมหนาว


ส่วนนี่เป็นหน้าที่พักเรา Nalin Inn เมืองนี้มีแต่ภาษาจีนทั้งนั้น แม้แต่ป้ายชื่อรร. (รูปนี้ถ่ายหน้าที่พักตอนกลางคืนหลังจากกลับจากกำแพงเมืองจีน) เราใช้ Google Map นำทางมา (ใน Google Map ใส่ชื่อภาษาอังกฤษได้)


รร.ที่นี่น่ารัก ลักษณะจะคล้ายๆกันทุกที คือทำด้วยไม้เพื่อเป็นฉนวนกันหนาว ตอนจองมานึกว่าเป็นอารมณ์แบบโฮมสเตย์ แต่ของจริงมัน Premium กว่ามาก ของใช้ในห้องมีให้ครบถ้วนแล้วของก็เกรดดีกว่ารร.ในปักกิ่งซะอีก จุดนี้คือโถงล็อบบี้ ขวามือคือ Counter Check-In ซ้ายมือคือห้องอาหาร


ห้องพักเราจองมา 4 คน ได้ห้อง 2 เตียงเดี่ยว (แต่เป็นเตียงเดี่ยวที่ไซส์ใหญ่กว่าปกติ) แล้วก็ที่นอนที่เค้าเรียกว่า "คัง" อีกหนึ่งที่ รูปที่ถ่ายมามันมืดเพราะตอนเข้ามายังไม่ได้เปิดไฟ รีบวางของแล้วออกไปกินข้าวกัน แต่จะบอกว่าห้องไม่ได้เก่าเลย ดีมาก เตียงนอนสบายมาก ตอนกลางคืนข้างนอก 5 องศา แต่ในนี้อย่างอุ่นสบาย ห้องน้ำกว้าง อุปกรณ์ครบครัน แต่ไม่มีอ่างอาบน้ำนะ


ปัญหาหลักของที่นี่คือภาษา นอกจากป้ายต่างๆจะมีแต่ภาษาจีนแล้ว พนักงานที่นี่ก็พูดภาษาอังกฤษได้น้อยมาก บางคนพูดไม่ได้เลย แม้ว่าจะเป็น receptionist เราเลยต้องอาศัย Google Translate คุยกัน ตอน Check In เค้าจะให้เราซื้อคูปองค่าเข้าเมืองเลย คนละ 80 หยวน (ถ้าเราพักที่นี่ จะสามารถเข้าออกเมืองหลายรอบได้ โดยโชว์ตั๋ว+passport+ใบเสร็จจากที่พัก) นอกจากนี้เค้ายังมีให้คูปองส่วนลดร้านสปาด้านในด้วย แต่เราไม่ได้ใช้

จากรร.เราเลือกไปกินข้าวกลางวันร้านที่อยู่ตรงข้ามรร. (ซึ่งจริงๆมันก็คือรร.อีกแห่งหนึ่ง) เห็นรูปเมนูที่ติดอยู่หน้าร้านแล้วดูน่ากิน ปรากฎว่า..สอบผ่านจ้าาา อร่อยมากมาย ดูเม็ดข้าวสิ ข้าวญี่ปุ่นชัดๆ ไข่ตุ๋นก็อร่อย (พนง.แนะนำเพราะเห็นเรามีเด็ก) และที่ไฮไลท์คือกระดูกหมูจานนี้ อารมณ์เหมือนกระดูกหมูน้ำแดงผสมกับมัสมั่น คือรักอาหารจีนจากมื้อนี้เลย99


หลังจากท้องอิ่ม ก็ได้เวลาเข้าไปลุยในเมืองกันแล้ว เราเดินตามแผนที่ๆรร.ให้มา ให้ไปที่ Entrance อย่างที่บอกว่าที่นี่ไม่มีป้ายภาษาอังกฤษเลย ต้องใช้วิธีเดินหาตามภาพ 555 นี่ไงลูกตุ้มแดง 4 ลูกนี่แหละคือทางเข้า


เข้ามาด้านในดูดีมาก มี Starbucks เราเริ่มเห็นป้ายภาษาอังกฤษในนี้แหละ เราก็เดินตรงเข้าไปเรื่อยๆ เค้าจะมีทางกั้นให้เอาตั๋วใส่เข้าไปพร้อมแสกนหน้าเราเพื่อเข้าเมือง

ในที่สุด..เราก็ได้เข้าใน Water Town กันแล้วววว ธรรมชาติมาก


ในส่วนของการโพสนั้น เด็กไทยไม่แพ้ชาติไหนในโลก 52


ใครชอบถ่ายรูปแนะนำว่าไม่ควรพลาด สวยทุกจุด ระยะทางจากปากทางเข้าไปจนถึงกำแพงเมืองจีนเดินเป็นกิโลอยู่ แต่กลับไม่รู้สึกว่าไกลเลย มีวิวต่างๆให้เราแวะถ่ายรูปได้ตลอดทาง


ร้านค้าที่นี่ก็มีดีไซน์ ของที่ขายที่นี่มันน่าซื้อ มีความปราณีต เหมือนของญี่ปุ่น อย่างร้านนี้เป็นร้านขายไอศรีม ตกแต่งได้ดูน่าเข้าเชียว


บางคนอาจจะรู้สึกว่าเมืองนี้แพงทุกอย่าง ทั้งค่าที่พัก ค่ากิน ค่าเข้าเมือง แต่เราว่าเมืองนี้มันคือ Premium China เลย มันให้ความรู้สึกน้องๆญี่ปุ่น แต่อยู่ในบรรยากาศแบบจีน ทั้งที่พัก/ ของกิน/ ของขาย มันไม่ลวกๆอ่ะ มันมีความปราณีต แม้กระทั่งคนที่มาเที่ยว ก็เดินกันเงียบๆ บ้างมาเป็นครอบครัว บ้างมาเป็นคู่ บ้างใส่ชุดโบราณเดิน น่ารักเชียว ไม่มีเอะอะเสียงดังเลย

ระหว่างทางมีบ่อน้ำร้อนให้มานั่งแช่เท้ากันด้วย ถ้ามาช่วงเช้า (ก่อนทัวร์ลง) จะโล่งมากเลย


กว่าจะมาถึงจุดขึ้นกำแพงเมืองจีน เราก็โต๋เต๋กันเป็นชม.อยู่ มาถึงจุดขายบัตร ปรากฎว่ารอบการขึ้นกำแพงเมืองจีนช่วงกลางวันปิดละจ้าาา (ปิดขายตั๋ว 16.00 น. เรามาถึง 16.10 น.43

ที่นี่เป็นด่านเดียวที่ให้ขึ้นตอนกลางคืนได้ ซึ่งการเปิดให้ขึ้นก็มีสองรอบ รอบกลางวันให้ขึ้นได้ถึง 17.00 น. (ขายบัตรถึง 16.00 น.) รอบกลางคืนเปิดขายบัตร 17.30 น. (คนที่พักในนี้แสดงบัตรที่พักจะได้รับส่วนลด Cableway round-trip จาก 160 หยวน เหลือ 120 หยวน) บนป้ายติดว่า Check In Time 20.30 น. เราก็นึกว่าต้องขึ้น 20.30 น. แต่ปรากฎว่าพอซื้อตั๋วตอน 17.30 น. เค้าก็ให้ขึ้นได้เลย 

เราเลือกขึ้น Cableway ซึ่งใช้เวลา 7 นาที ก็จะไปถึงซุ้มประตู 5 แต่ถ้าเดินเท้า แต่ละซุ้มประตูจะใช้เวลาประมาณ 45 นาที 

จริงๆที่นี่เปิดให้ขึ้นได้ถึงซุ้มประตูที่ 10 แต่ตอนเราไป เค้าบอกว่าก่อนหน้านี้มีพายุเข้าทำให้ซุ้มประตูที่ 7-10 เสียหาย เลยสามารถขึ้นได้ถึงแค่ซุ้มประตูที่ 6


Cableway ที่นี่นั่งได้ 6-8 คน เรานั่งไปกับกลุ่มคนจีน จาก Cableway เราเดินเท้าอีกไม่ไกลก็ถึงซุ้มประตูที่ 6 

ขึ้นไปถึงแล้วคือ มันดีงามมาก มันสวย มันยิ่งใหญ่ เรานั่งมองกำแพงเมืองจีนที่ยาวไปสุดลูกหูลูกตา แล้วก็อดคิดไม่ได้ว่านี่หรอคือฝีมือมนูษย์แบบหินก้อนใหญ่ๆขึ้นมาถึงสันเขาเพื่อมาต่อให้เป็นกำแพงได้ยาวขนาดนี้เนี่ยนะ


จับพระอาทิตย์ได้แล้ว เย้.. 555


ช่วงที่นั่งอยู่บนกำแพงเมืองจีนรอชมพระอาทิตย์ตกมันเป็นช่วงเวลาที่ดีมาก ทั้งอากาศ ทั้งวิว จนไม่อยากจะลุกกลับไเลย


สุดท้ายก็แพ้ความหนาวไม่ไหว 555 ข้างบนลมแรง บวกกับอากาศที่เริ่มเย็นขึ้น เราเลยไม่สามารถนั่งเก็บวิวกลางคืนต่อได้ พอไฟเมืองด้านล่างเริ่มเปิด เราก็เดินลงแล้ว ได้ใช้เวลาอยู่บนกำแพงประมาณชม.เดียว

ลงมาถึงในเมืองเปิดไฟสวยงามเชียว มีการแสดงแสงไฟโชว์ตรงน้ำพุด้วย กลางคืนที่นี่คนคึกคักไม่แพ้กลางวัน


เราเดินไปหาอาหารค่ำกินกันที่ Food Street นี้แหละ ร้านอาหารในนี้ต้องจ่ายด้วยคูปอง เราต้องไปซื้อคูปองก่อน ซึ่งบูธจำหน่ายคูปองก็กลมกลืนกับร้านอาหารเหลือเกิน เป็นส่วนหนึ่งของร้านขายน้ำผลไม้ บูธคูปองปิดสามทุ่ม ถ้าเราคืนไม่ทันวันนี้ เอามาคืนพรุ่งนี้ได้


เราเห็นข้าวอบอะไรสักอย่างดูน่ากินเลยเลือกร้านนี้ มันมีสองเมนูบนกับล่าง เราชี้ล่าง ได้บน 555 รสชาติก็พอได้ กินแก้หิว แต่ไม่พีคเหมือนมื้อกลางวัน

กลางคืนที่นี่วิวสวยไปอีกแบบ แต่เราอยากถ่ายรูปเมืองนี้ตอนพระอาทิตย์เริ่มตก ตอนเมืองเปิดไฟตเราว่าน่าจะเป็นช่วงที่สวยที่สุด (ตอนลงมาถึงมันมืดไปแล้ว) เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าจะตื่นมาแก้ตัว ถ่ายรูปพระอาทิตย์ขึ้นแทน


หลังจากนั้นเราก็เดินกลับที่พักกัน อากาศกลางคืนเย็นลงเยอะ เหลือประมาณ 5 องศา เดินไปตัวจะแข็งไป แต่พอได้กลับถึงที่พัก ได้เข้าไปในห้องฟินสุดๆมันอุ่นดีมากเลย 

Day IV (จ. 6 พ.ค. 62) : Gubei Water Town / ตลาดรัสเซีย / ถนนเฉียนเหมิน

หลังจากที่วางแผนเมื่อคืนว่าจะตื่นตีสี่เข้าเมืองริมน้ำไปถ่ายรูปพระอาทิตย์ขึ้น ผลปรากฎคือตื่น 7 โมง 5555 ลุกไม่ขึ้น 7 โมงที่นี่คือแดดจ้าแล้ว เราก็รีบเดินเข้าไปเก็บภาพให้ แต่ได้ภาพไม่ต่างกับสี่โมงเย็นเมื่อวานเลย (แดดจ้าพอกัน) แต่ข้อดีของการมาถ่ายรูปตอนเช้าคือ ไม่มีคน โดยเฉพาะกรุ๊ปทัวร์ที่มาเที่ยว Day Trip เดินไปรู้สึกเหมือนเป็นคุณหนูจากตระกูลหยางออกมาเดินเล่นในหมู่บ้าน 555 


กลับมาทานอาหารเช้าที่รร.เกือบไม่ทัน (อาหารเช้าเปิดถึง 9.30 น.) ไลน์อาหารเช้าที่นี่เยอะดี ปกติเราเป็นคนไม่ชอบกินข้าวต้ม แต่มากินที่นี่คืออร่อยยย พวกผักดอง ถั่ว อะไรเงี่ย ปกติไม่กินเลย มานี่ก็ตักมานิดๆเอามาชิมให้รู้ว่ารสชาติเป็นไง ปรากฏว่าอร่อยหมดเลย เต้าหู้ยี้สีแดงนี่สุดยอด อีกไฮไลท์ของมื้อเช้าคือข้าวโพด ข้าวโพดที่นี่เหมือนข้าวโพดหวาน (สีเหลืองเข้ม) บ้านเราแต่พอกัดเข้าไปแล้ว ได้ฟิลลิ่งข้าวโพดข้าวเหนียว เจ๋ง อร่อยด้วย

เที่ยงตรงได้เวลาออกจากที่นี่กันแล้ว มาถึงปักกิ่งเกือบบ่ายสองเพราะรถติดในปักกิ่ง เราตรงไปยังที่พัก(เดิม) เพื่อเอาของไปเก็บ แล้วก็ลุยต่อไปยังตลาดรัสเซีย วิธีไปก็นั่งรถไฟสาย 1 ไปลงสถานี Yong' Anli แล้วเดินตามป้าย 'Silk Market' สามารถเดินเข้าห้างได้จากสถานีรถไฟเลย ตรงทางเข้าจากสถานีรถไฟ มีรูปผู้นำหลายๆประเทศ (ของไทยก็มี) เคยมาเดิน shopping ที่นี่กันด้วย


เอาจริงๆก็แอบสงสัยว่ามันใช่ตลาดรัสเซียที่เค้ามากันจริงๆหรอ ที่นี่มันดูโล่งๆ คนน้อยๆ ซึ่งหน้าตึกก็ไม่เหมือนรูปที่เรา แต่แบรนด์ก็อปนี่ใช่ ทั้งหลุยส์ กุชชี่ ชาแนล มีหมด เราเดินที่นี่แค่แป๊บเดียวก็กลับ ไม่มีอะไรน่าประทับใจเท่าไหร่ 


จากตลาดรัสเซีย เรานั่งรถไฟมาลงสถานี Qianmen เพื่อไปเดินเล่นที่ถนนเฉียนเหมิน (Qianmen) 


ถนนเฉียนเหมิน เป็นถนนสายวัฒนธรรม มีอายุกว่า 600 ปี มาเดินที่นี่มีครบหมด ทั้งบรรยากาศสถาปัตยกรรมแบบจีนโบราณที่จำลองมาจากยุคราชวงศ์หมิงและชิง ร้านของกิน ร้านของฝาก เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งที่ที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาปักกิ่ง



นอกจากร้านค้าต่างๆแล้ว บนถนนคนเดินแห่งนี้ยังมีรูปปั้นแสดงถึงวิถีชีวิตของคนจีนสมัยก่อนอยู่เป็นระยะ


Starbucks ยังดีไซน์ได้กลมกลืนกับบรรยากาศแบบจีนโบราณ 28


ที่นี่จริงๆมีร้านปักกิ่งขึ้นชื่อ แต่เราไม่ได้กิน (เลี่ยนมาจากวันก่อน) มาลองเป็ดปักกิ่ง To Go ด้วย ราคาย่อมเยา 25 หยวน เห็นคนต่อคิวเยอะดี เอามากินกันเล่นๆ อร่อยพอได้ แต่เอาจริงๆเราชอบรสชาติเป็ดปักกิ่งเมืองไทยมากกว่า117


ส่วนเจ้าขนมเกลียวนี่ อย่าไปลองเลย จืดแข็งตีหัวหมาแตก 555 ขนมเกลียวแนะนำที่เทียนจินเลย หอมอร่อยกรอบกำลังดี เค้ามีส่วนผสมพวกงาด้วย แต่ที่ปักกิ่งแป้งล้วนแถมแข็งมาก


ส่วนที่เด็ดและ highly recommended คือน่องไก่ย่าง 117 หน้าตามันอาจจะเหมือนน่องไก่ทั่วไป แต่ความเจ๋งคือมันมีข้าวซ่อนอยู่ข้างใน ซึ่งมันคลุกเคล้ากับเนื้อไก่ที่คลุมอยู่ด้านนอกได้อย่างอร่อยลงตัว 


ถ้าถามว่าระหว่างถนนหวังฟู่จิ่ง (Wangfujing) กับ ถนนเฉียนเหมิน (Qianmen) เราชอบที่ไหนมากกว่า เราชอบถนนเฉียนเหมินมากกว่า ที่หวังฟู่จิ่งมันเป็นแหล่ง tourist มากเกินไป (แถมเราไปเจอแม่ค้าโก่งราคาด้วย เลยมีประสบการณ์ไม่ดีเท่าไหร่ 555) ที่นี่ให้ความรู้สึกถึงวิถีชีวิตคนจีนสมัยก่อน และมีความผสมผสานระหว่างร้านค้ายุคใหม่อย่าง Starbucks, Zara, H&M ให้เข้ากับสถาปัตยกรรมจีนยุคก่อนได้อย่างลงตัว



Create Date : 09 มิถุนายน 2562
Last Update : 6 สิงหาคม 2562 13:03:02 น. 1 comments
Counter : 342 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

 
รูปสวยๆทั้งนั้นเลยค่ะ น่าตามรอยเที่ยวค่ะ


โดย: โอน่าจอมซ่าส์ วันที่: 9 มิถุนายน 2562 เวลา:19:39:10 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
space

BlogGang Popular Award#15


 
ด้วยรักและผูกพัน
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]






space
space
[Add ด้วยรักและผูกพัน's blog to your web]
space
space
space
space
space