All Blog
#อิงซูเหยาฮองเฮา #พรรณีเกษกมล
เจ้าหญิงตระกูลอิง แห่งแคว้นเฟิ่ง

ณ วังของอ๋อง ตระกูลอิง แห่งแคว้นเฟิ่ง
คืนเดือด เลือดสาด
การฆ่าล้างตระกูล โดยกลุ่มนายทหารไม่ทราบสังกัดชัดเจน
ได้บุกเข้าเขตวัง และเข่นฆ่าผู้คนจนหมดสิ้น
ไม่รู้โกรธ เกลียดมากปานใด ถึงต้องฆ่าล้างตระกูล
ที่จริงมันแค่ความกลัว หวาดระแวง ของการเปลี่ยนแปลง
เมื่ออ๋องผู้น้องเก่งกล้าสามารถมากกว่าฮ่องเต้
แต่เพราะเป็นน้อง จึงต้องให้พี่ ได้สิทธิ์ครองราชย์ไปก่อน
 
เมื่อฮ่องเต้เริ่มมีอาการป่วยไข้บ่อย
และมีสัญญาณแห่งอายุที่จะไม่ยืนยาวนาน
กลุ่มขุนนาง ขันที ที่เคยระรานต่ออ๋องผู้น้อง
ต้องทำอะไรสักอย่างสิน่า เพื่อไม่ให้อ๋องผู้น้องใช้สิทธิ์
ยังไงเสีย ให้องค์ชายองค์โตจากฮ่องเต้ได้ครองราชย์
จะปลอดภัยแก่กลุ่มขั้วอำนาจฝ่ายตน
ปฏิบัติการล้มล้างตระกูลอ๋องผู้น้องจึงได้เกิดขึ้น
 
คืนเดือดที่เลือดสาดทั่วทั้งวัง ตระกูลอิง แห่งแคว้นเฟิ่ง
ต้องประสบพบกับชะตากรรมอันโหดร้ายชนิดคาดไม่ถึง
การฆ่าล้างตระกูล ไม่ให้เว้นแม้ใครสักคนเดียว
ลมหนาวกรรโชกเข้ามาทางหน้าต่าง
ในเรือนหลังเล็กสุดท้ายของตระกูลอิง
ตระกูลที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นกำแพงของราชสำนัก แห่งเมืองหลวง
แคว้นที่จงรักภักดี และเก่งกล้าสามารถพร้อมปกป้องฮ่องเต้
แต่บัดนี้ล่มสลาย ด้วยน้ำมือของใคร ที่ไม่แน่ชัด
ถ้าไม่ใช่ขันทีเรืองอำนาจ กลุ่มขุนนางตระกูลใหญ่
ที่กำลังครองอำนาจ ผูกขาดการค้าเศรษฐกิจของแคว้น
 
เสียงฝีเท้าทหารเกราะเหล็กดังทั่วจวน
ทำให้อ๋องผู้น้องหวั่นเกรงเภทภัยจะเกิดขึ้น
เสียงร้องไห้ และเสียงขอชีวิต ดังสนั่นที่ลานหน้าวัง
ทหารคุ้มกันวังหายไปกันหมด
คงโดนฆ่าตายเสียเป็นรายแรก ๆ ก่อนคนรับใช้จะโผล่มา
ด้วยเสียงกรีดหวีดร้องดังระงม
คละเคล้ากันเป็นความวุ่นวายที่บดบังราตรี
 
อ๋องผู้น้องรู้ตัวทันใด จากข่าวลือที่แว่ว ๆ มาไม่นานนัก
จึงรีบจัดการป้องกันคุ้มภัยแก่ธิดา ให้หลบซ่อนพ้นไปก่อน
ที่ที่ปลอดภัยที่สุด ยากแก่การค้นพบโดยง่าย
เด็กสาววัยสิบสาม อิงซูเหยา นั่งอยู่ในห้องเล็ก ๆ
ตื่นตระหนกตกใจกับเสียงเกราะทหาร กับเสียงกรีดร้องระงม
บนตักของนางมีหนังสือปกหนาเล่มหนึ่ง
กฎหมายลับของราชวงศ์สมัยปฐมกษัตริย์
หน้ากระดาษเก่าเหลืองกลิ่นฝุ่น
เป็นสิ่งเดียวที่พ่อฝากให้นางปกปักรักษา
พ่อในชุดเกราะครึ่งยศ
คุกเข่าลงตรงหน้าลูกสาว
ซูเหยา”
น้ำเสียงพ่อนุ่ม อ่อนแรง
จำไว้นะ เราไม่ได้แพ้เพราะอ่อนแอ
เราแพ้เพราะใจเรายังเป็นมนุษย์อยู่”
ซูเหยากัดริมฝีปากจนเลือดซึม แต่ไม่ยอมร้องไห้
ท่านพ่อ”
เสียงนางสั่น
ทำไมต้องเป็นเรา ทำไมต้องปกป้องแผ่นดินที่ไม่เคยปกป้องเรา”
พ่อส่งยิ้มเศร้าให้
รอยยิ้มของคนที่เติบโตบนสนามรบและความทรยศ
เพราะถ้าเราไม่ปกป้อง มันจะถูกคนไม่คู่ควรคว้าไป”
ลูกอาจไม่เข้าใจวันนี้ แต่วันหนึ่ง
ลูกจะยืนอยู่ ณ ที่ที่ไม่มีใครเคยคิดว่าลูกจะยืนได้”
 
ทหารกำลังใกล้เข้ามา พ่อโอบลูกสาวครั้งสุดท้าย
กลิ่นเลือดและกลิ่นดินปะปนกัน อบอุ่นในแบบที่เจ็บปวด
 
ซูเหยา”
หากวันหนึ่ง ลูกต้องเลือกระหว่าง บัลลังก์กับหัวใจ
จงเลือกสิ่งที่ทำให้ลูกไม่ต้องละอายที่จะมองเงาตัวเองในกระจก”
แล้วพ่อก็ดันนางเข้าไปในช่องลับหลังตู้
ช่องที่จะแอบซ่อนเด็กสาวไว้ได้อย่างปลอดภัย


เด็กสาวมองผ่านรอยแยกของบานไม้
เห็นพ่อยืนหันหลังให้
ดาบชี้ไปข้างหน้า ตัวสั่นด้วยแรงสุดท้ายของชีวิต
ประตูถูกถีบเปิด ทหารพุ่งเข้ามา
มีดและหอกแวววาว
เลือดกระเซ็นขึ้นสูงราวดอกไม้เหล็กสีแดงคมปลิวว่อนกลางอากาศ
 
ซูเหยากัดแขนตัวเองเพื่อห้ามเสียงร้อง
เงียบงัน
จนได้ยินเพียงเสียงหยดเลือดตกบนพื้นเย็นชา
 
หลังการล่มสลายของตระกูลอิง ไม่นานนัก
มีกลุ่มทหารองครักษ์หน่วยพิเศษประจำองค์ฮ่องเต้
มาค้นหาพยานหลักฐาน และได้ค้นพบซูเหยา
ซูเหยาถูกส่งไปเป็น “ตัวประกันเงียบ” ในวังหลวง
มีเพียงคนเดียวที่ยอมรับนาง เสด็จลุงฮ่องเต้
คืนหนึ่ง เขาเรียกนางเข้าพบในตำหนัก
เจ้ามีสายตาแบบบิดาเจ้า”
เขากล่าว สะอาดเกินไปสำหรับที่นี่ และอันตรายเกินไป”
ซูเหยาคุกเข่า ไม่มีคำตอบใด
ฮ่องเต้หัวเราะเบา ๆ
ก่อนยื่นพระหัตถ์ไปรับหนังสือปกหนาในอ้อมแขนนาง
กฎหมายนี้เจ้าอ่านหรือยัง”
ซูเหยาพยักหน้า บางบทเพคะ”
งั้นเจ้าคงรู้”
ว่าในราชวงศ์นี้ มีกฎหนึ่งบัญญัติไว้”
หากฮ่องเต้มิอาจปกครองราชสำนักได้จริง
ฮองเฮามีสิทธิ์ขึ้นสู่ตำแหน่งด้วยการอ้างอิงกฎหมายนี้
ซูเหยาเงยหน้าขึ้นช้า ๆ แววตาแข็งแกร่งขึ้นในคราวเดียว
เพคะ”
หม่อมฉันรู้ และหม่อมฉันจะจำมันไว้จนวันตาย”
ฮ่องเต้ยิ้ม รอยยิ้มเศร้าที่แบกโลกไว้ทั้งใบ
ดีเพราะคืนนี้ ข้าจะฝากบัลลังก์นั้นไว้ที่เจ้า”
ไม่ใช่เพราะข้าไม่ไว้ใจราชสำนัก แต่เพราะข้าไว้ใจ ตระกูลอิง
สิทธิ์ของการครองบัลลังก์ที่กำหนดไว้ ผู้หญิงมีสิทธิ์ทัดเทียมชาย
ฮองเฮามีสิทธิ์ขึ้นครองบัลลังก์ สืบทอดอำนาจต่อจากฮ่องเต้
ถ้าหากปราศจากองค์ชายรัชทายาท
น้องเรียงลำดับต่อจากพี่ มีสิทธิ์เช่นกัน
ดังนั้น เจ้าจึงมีสิทธิ์ในบัลลังก์
ทว่าคงมีอีกหลายตระกูลที่ไม่คิดเช่นนั้น
และเมื่อนั้น ถ้ามีผู้หวังแย่งชิง อยากขึ้นมาเป็นใหญ่เสียเอง
คงไม่ยากเกินไปนัก หากจำกัดคู่ต่อสู้บนสังเวียนให้หมดไป
เจ้าพึงรู้ว่า บัลลังก์ไม่ได้ยืนอย่างโดดเดี่ยว
หากต้องมีตระกูลใหญ่หลายตระกูล ค้ำบัลลังก์ไว้
ดังนั้นเจ้าจึงควรอยู่เงียบ ๆ อย่าเปิดเผยตัวตนมากนัก
เราจะประกาศแต่เพียง ข้าได้เก็บเด็กหญิงคนหนึ่งมาเลี้ยงดูเท่านั้น
ไม่ต้องประกาศตนว่าเป็นใคร มาจากตระกูลใด
เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนแซ่เสีย เพื่อปกปิดชาติกำเนิด
ให้เป็นที่น่าสงสัย และน่าเพ่งเล็ง แก่พวกที่ลอบฆ่าล้างตระกูลเจ้า
คงมีกลุ่มหนุนหลังอีกหลายกลุ่ม ที่อยู่เบื้องหลังขันทีโหดพวกนั้น
ที่ไม่ต้องการให้ตระกูลอิงที่เก่งกล้าสามารถมาปกครอง
จึงคิดกำจัด และโบ้ยความผิดมาให้ข้า ผู้เป็นลุงของเจ้า
จำไว้นะ อย่าเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง”
วันนั้น เสด็จลุงฮ่องเต้ได้พูดจาเปิดเผยมากที่สุด
และคงเป็นครั้งเดียวที่ได้ใกล้ชิดกัน
เพื่อป้องกันเหตุเคลือบแคลงสงสัยจากบุคคลอื่น
แม้แต่ฮ่องเต้ยังต้องระวังมากมายถึงเพียงนี้
ตัวเธอล่ะ จะไม่คิดป้องกันตัวเองบ้างเชียวหรือ
นับแต่บัดนั้น เธอจึงต้องระมัดระวังการพูดจาที่จะระแคะระคาย
กลายเป็นเงาหลังบัลลังก์อย่างเงียบ ๆ นานถึง 3 ปีเต็ม
จนโอกาสจะประจวบเหมาะ ตามที่ฮ่องเต้ได้สัญญาไว้
 
ปีนั้น เด็กสาวอายุสิบสามปี
กลายเป็นเงาบนกำแพงราชสำนัก
ที่ไม่มีใครกล้ามองตรง ๆ
เงาที่รอวันเติบโต เพื่อขึ้นไปอยู่เหนือบัลลังก์ทองคำ
และเหนือหัวใจของผู้ปกครอง
 
การอยู่อย่างเงียบเชียบในตำหนักหลังเล็ก
มีเพียงนางกำนัลที่รู้ใจคอยติดสอยห้อยตาม
จะกระทำการสิ่งใด ต้องไม่โฉ่งฉ่างเปิดเผยให้ผู้คนรู้และสงสัย
 
 
 
 
 
 
 
 
 



Create Date : 10 มกราคม 2569
Last Update : 10 มกราคม 2569 5:49:46 น.
Counter : 84 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

สมาชิกหมายเลข 4665919
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



ดร.พรรณี เกษกมล นักเขียน ข้าราชการบำนาญ ครูซี 9 แนะแนว
New Comments