Information in Life Science and Beyond

สรุปข่าวท้ายปีกับ Nature Medicine

ส่งท้ายปีวารสาร Nature Medicine ยักษ์ใหญ่ในเครือ Nature ก็สรุปข่าวดังและเหตุการณ์ที่สำคัญในแวดวงวิทยาศาสตร์และการแพทย์ในรอบปี 2006 มาเริ่มกันเลย

มกราคม
-องค์การอนามัยโลกประกาศห้ามผลิตยาต้านมาเลเรียที่ประกอบด้วย artemisinin เดี่ยวๆ(ทำมาจากสมุนไพรจีน ชิงเห่าซู่) เนื่องจากการใช้ยาดังกล่าวเพียงตัวเดียวจะทำให้เชื้อดื้อยาและรักษายากมากขึ้น มาเลเรียก็ยังเป็นปัญหาสำคัญของไทยโดยเฉพาะจังหวัดที่มีรอยต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน บางคนก็ยังมีความเข้าใจผิดๆเกี่ยวกับการใช้ยา เช่นการกินยาก่อนเข้าป่า ซึ่งไม่สามารถจะป้องกันโรคได้แต่จะชลออาการออกไปและทำให้วินิจฉัยยากขึ้น (ทางที่ดีระวังอย่าให้ยุงกัดดีที่สุด)


กุมภาพันธ์
-Laurence Summers ประกาศลาออกจากอธิการบดีฮาร์วาร์ดหลังจากถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางจากที่เขาให้ความเห็นว่าผู้ชายฉลาดกว่าผู้หญิง


เมษายน
-อังกฤษอนุญาตให้มีการตรวจตรวจคัดเลือกทางพันธุกรรมสำหรับโรครุนแรงในตัวอ่อนที่ปฏิสนธิในหลอดแก้ว (ใกล้จะเป็น GATACA เข้าไปทุกที)


พฤษภาคม
-Jong-Wook Lee ผู้อำนวยการอนามัยโลก เสียชีวิตกะทันหันจากเส้นเลือดในสมองอุดตัน


มิถุนายน
-US FDA (อ.ย.สหรัฐอเมริกา) อนุมัติวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกตัวแรกสำหรับผู้หญิงอายุระหว่าง 9-26 ปี


กรกฎาคม
-ทีมนักวิจัยสหรัฐประสบความสำเร็จในการประดิษฐ์คอมพิวเตอร์สำหรับผู้ป่วยอัมพาตทั้งตัวให้พึ่งตัวเองได้ โดยเครื่องนี้จะจับสัญญาณจากในสมองแล้วแปลเป็นคำสั่งไว้บังคับหุ่นยนต์หรือแขนขาเทียมให้ทำตามได้อย่างที่คิดไว้ (น่าทึ่งจริงๆ)


กันยายน
-WHO ประกาศการแพร่ระบาดของวัณโรคสายพันธุ์ใหม่ (XDR-TB) รักษายากและดื้อยากว่าเดิม คนไทยเองก็เป็นไม่ใช่น้อยและวัณโรคยังเป็นปัญหาสำคัญอันดับหนึ่งในกลุ่มโรคฉวยโอกาสของผู้ป่วยเอดส์
-NIH ทุ่มงบประมาณใหม่ 100 ล้านเหรียญ ให้กับโครงการ Cancer Genome Project ในการศึกษารหัสพันธุกรรมของโรคมะเร็งโดยเน้นไปที่มะเร็งของสมอง ปอดและรังไข่
-องค์การอนามัยโลก (อีกแล้ว) ประกาศให้นำ DDT กลับมาใช้ใหม่เนื่องจากมีข้อในการกำจัดพาหะนำโรคและอันตรายน้อยกว่าสารเคมีอื่นๆ


Links
Nature Medicine (December 2006)

Tags




 

Create Date : 26 ธันวาคม 2549    
Last Update : 30 ธันวาคม 2549 7:19:55 น.
Counter : 179 Pageviews.  

คนไทยจะป่วยจากอะไรในปี 2030

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้จัดทำพยากรณ์การป่วยและตายฉบับล่าสุด โดยได้คำนวณจากประชากรทั้งโลกแบ่งตามตัวเลขฐานะทางเศรษฐกิจของธนาคารโลก (World Bank) รายงานฉบับนี้ได้พยากรณ์ไปถึงปี 2030 หรืออีกยี่สิบกว่าปีข้างหน้า
เมื่อดูจากแผนภูมิจะพบว่าประเทศไทยตกอยู่ในประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่มีฐานะปานกลาง (ในเกณฑ์ของธนาคารโลก) ซึ่งจัดอันดับสาเหตุการป่วยที่ทำให้ทุกพลภาพได้ตามนี้ (เจ็บป่วยเล็กน้อยไม่นับ)














1. AIDS
2. ภาวะซึมเศร้า
3. โรคหลอดเลือดในสมอง (ทำให้เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต)
4. ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
5. โรคปอดและหลอดลมอักเสบเรื้อรัง (สาเหตุหลักจากการสูบบุหรี่)
6. อุบัติเหตุบนท้องถนน
7. ความรุนแรง (ถูกทำร้ายร่างกาย)
8. ความผิดปกติทางสายตา
9. สูญเสียการได้ยิน (หูหนวก)
10. เบาหวาน

จากข้อมูลข้างต้นก็จะพบว่าน่าจะตรงบ้าง ไม่ตรงบ้าง เพราะเค้าเหมารวมทุกประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจใกล้กัน แต่จะเห็นได้ว่าปัญหาที่ไทยเราเผชิญอยู่ก็มีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้น ทั้งโรคเอดส์ บุหรี่ อุบัติเหตุ การทำร้ายร่างกาย ขณะที่โรคที่เรายังไม่ได้สำรวจจริงจังอย่างโรคทางจิตเวชและอาการซึมเศร้าก็อาจจะเป็นโรคหลักที่เราต้องให้ความสำคัญมากขึ้นในอนาคต
เมื่อมาดูกลุ่มประเทศที่เศรษฐกิจไม่ค่อยดีก็จะพบว่าโรคที่เกิดก็คล้ายๆกันแต่ยังมีปัญหาโรคติดเชื้ออยู่ (ทั้งปอดอักเสบ ท้องร่วงและมาเลเรีย) เนื่องจากสาธารณสุขมูลฐานยังไม่ดีพอ แต่ประเทศที่เจริญแล้ว (อย่างน้อยก็ทางวัตถุ) จะพบโรคในอีกกลุ่มโดยเฉพาะโรคที่ทำตัวเอง (จากการกินเหล้า สูบบุหรี่) มากขึ้น และโรคที่เกิดจากความเสื่อมเนื่องจากอายุยืนมากขึ้น (ข้อเสื่อม สมองเสื่อม มะเร็ง)
ข้อสังเกตุอีกอย่างคือเพื่อนบ้างอย่างมาเลเซีย "อัพเกรด" ไปอยู่ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ปล่อยให้เรายังอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาต่อไป


หันมาดูสถิติของเมืองไทยดูบ้าง กระทรวงสาธารณสุขจัดทำทุกปี โดยปี 2548 สาเหตุการตายหลักๆมีดังนี้








1. เนื้องอกและมะเร็ง
2. อุบัตเหตุ
3. โรคติดเชื้อ
4. โรคระบบไหลเวียนโลหิต
5. โรคของระบบทางเดินหายใจ

ถึงจะยังไม่มีข้อมูลพยากรณ์ในอนาคตแต่เทียบข้อมูลปัจจุบันกับพยากรณ์ของ WHO ก็ดูแนวโน้มมะเร็งและโรคติดเชื้ออาจจะลดลง แต่อุบัติเหตุก็ยังเป็นสาเหตุสำคัญอยู่
ใกล้วันหยุดยาวแล้ว ขับรถขับราอย่าประมาท ขอให้ถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพทุกคนครับ



ข่าวจาก New Scientist ส่วนรายงานฉบับเต็มตีพิมพ์ใน PLoS Medicine ฉบับล่าสุด ตามไปดูได้(ฟรี)


Links
PLoS Medicine (November 2006)
New Scientist (2 December 2006)

Tags





 

Create Date : 25 ธันวาคม 2549    
Last Update : 26 ธันวาคม 2549 4:16:42 น.
Counter : 341 Pageviews.  

อันดับล่าสุดซูเปอร์คอมพิวเตอร์กับ Top500.org

*ข่าวล่ามาช้าไปเล็กน้อยกับการจัดอันดับสุดยอดซูเปอร์คอมพิวเตอร์ล่าสุดของ Top500.org ที่จัดกันปีละ 2 ครั้งเพื่อดูว่าใครจะได้เป็นสุดยอดคอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดในโลก โดยวัดจาก Linpack benchmark ให้คำนวณสมการที่มีจุดทศนิยมจำนวนมาก (floating point) ต่อวินาทีแล้ววัดผลออกมาเป็น FLoating Point Operations Per Second หรือเรียกสั้นๆว่า FLOPS โดยอันดับ 1 ในคราวนี้ยังเป็น BlueGene/L จาก IBM ยังรักษาตำแหน่งไว้เหนียวแน่นกับความเร็ว 280 Tera FLOPS (เทียบกับ Intel CoreDuo ยังวิ่งอยู่แถวๆ 1 Giga FLOPS หรือต่างกันประมาณ 280,000 เท่า!!!)
มาดูกันเลยดีกว่าว่าใครอยู่ตรงไหนบ้าง














Ranking Site Computer Rmax (Tera Flops)
1. Lawrence Livermore National Laboratory-USA IBM BlueGene/L 280
2. Sandia National Laboratories-USA Cray Red Storm 101
3. IBM TJ Watson Research Center-USA IBM BGW 91
4. Lawrence Livermore National Laboratory-USA IBM ASC Purple 75
5. Barcelona Supercomputing Center-Spain IBM MareNostrum 62
6. Sandia National Laboratories-USA Dell Thunderbird 53
7. Commissariat a l'Energie Atomique-France Tera-10 52
8. NASA-USA SGI Columbia 51
9. Tokyo Institute of Technology-Japan NEC/SUN TSUBAME 47
10. Oak Ridge National Laboratory-USA CRAY Jaguar 43

เมื่อเทียบกับหลายปีที่ผ่านมาจะพบว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์ถูกนำมาใช้ในงานวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะ Life Sciences มากขึ้น จากเดิมที่เน้นทางการทหาร (เช่นทดลองระเบิดนิวเคลียร์) วิศวกรรม (Thermodynamics และ Nanotechnologies) และธรณีวิทยา (แผ่นดินไหวและสำรวจทรัพยากรธรรมชาติ) ทาง Life Sciences เองก็มีทั้งการหา Protein structure และ binding/acitve sites ของ protein โครงสร้าง 3 มิติ การชนกันและการเกิดปฏิกิริยาระดับโมเลกุล การทดลองต่างๆที่เดิมต้องใช้ระยะเวลานานก็อาศัยคอมพิวเตอร์คำนวณและพยากรณ์ผลการทดลองทำให้ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายได้ (มีคำศัพท์ที่เรียกว่าเปลี่ยนจาก in vitro เป็น in silico เลยที่เดียว)


ประเทศไทยเองก็มีซูเปอร์คอมพิวเตอร์ใช้กับเค้าเหมือนกัน ส่วนมากอยู่ในมหาวิทยาลัยใช้สำหรับงานวิจัย และบริษัทใหญ่เช่นพวกมือถือต่างๆเอาไว้คำนวณบิลและงานด้านตัวเลขและการบัญชี (คุ้นๆว่า AIS และ DTAC ก็เคยมีซูเปอร์คอมพิวเตอร์ติด Top500 เมื่อหลายปีก่อน) อันดับล่าสุดไม่มีประเทศไทยอยู่ แต่ในภูมิภาคนี้มีสิงคโปร์ติดอยู่อันดับที่ 343 และ 425 ส่วนมาเลเซียมีอยู่ 3 เครื่องในอันดับที่ดีกว่าเล็กน้อย 122 310 และ 394 ตามลำดับ
ส่วนใครที่สงสัยว่ามหาอำนาจทางเทคโนโลยีอย่างญี่ปุ่นเจ้าของแชมป์เก่าหลายสมัยอย่าง Earth Simulator หายไปไหน คำตอบก็คือล่าสุดตกไปอยู่อันดับที่ 14 เรียบร้อยแล้ว แต่อีกไม่นานญี่ปุ่นจะมาทวงแชมป์คืนเนื่องจากรัฐบาลตั้งเป้าหมายจะสร้างคอมพิวเตอร์ระดับ 10 petaflops (10000 Teraflops) ให้ได้เร็วๆนี้ งานนี้ BlueGene ได้หนาวแน่


*หมายเหตุ ที่ญี่ปุ่นตอนนี้ก็มีคอมพิวเตอร์ MDGRAPE-3 ที่เร็วกว่า BlueGene/L ตั้งอยู่ที่สถาบันวิจัย RIKEN โดยวัดความเร็วได้ระดับ petaflops หรือเร็วกว่า BlueGene/L ประมาณ 3 เท่า แต่เนื่องจากเครื่องที่ว่าออกแบบมาเพื่อการใช้งานเฉพาะด้าน (หาโครงสร้าง 3 มิติของโปรตีน) เลยไม่สามารถรันโปรแกรมวัด Linpack benchmark ได้จึงต้องตกสำรวจไปจาก Top500 โดยปริยาย


Links
Top500.org
RIKEN MDGRAPE-3 at Wikipedia

Tags




 

Create Date : 26 พฤศจิกายน 2549    
Last Update : 26 พฤศจิกายน 2549 22:11:24 น.
Counter : 133 Pageviews.  

รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลปี 2549 กับผงน้ำเกลือแร่

ประกาศผลแล้ว รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลประจำปีนี้โดยมีผู้ได้รับรางวัลทั้งหมด 4 คน แบ่งเป็น
สาขาการแพทย์ ได้แก่ ศาสตราจารย์นายแพทย์สแตนลีย์ จี ชูลท์ช (Professor Stanley G. Schultz) และสาขาการสาธารณสุขมอบให้กับนายแพทย์เดวิด อาร์ นาลิน (Dr. David R. Nalin) นายแพทย์ริชาร์ด เอ แคช (Dr. Richard A. Cash) นายแพทย์ดิลิป มหาลานาบิส (Dr. Dilip Mahalanabis)


ในสมัยก่อนเวลาที่คนไข้ท้องร่วงรุนแรงจะสูญเสียน้ำและเกลือแร่ การชดเชยด้วยการให้ดื่มน้ำเกลืออย่างเดียวให้ผลไม่ดีพอเนื่องจากลำไส้ดูดซึมได้น้อย การรักษาจึงเน้นที่การให้น้ำเกลือเข้าเส้นเลือดเป็นหลัก (ผ่านทางสายน้ำเกลือที่เห็นแขวนระโยงระยางอยู่) แต่จากการค้นพบว่าถ้าผสมน้ำตาลลงไปด้วยในสัดส่วนที่พอเหมาะ น้ำตาลจะทำให้การดูดซึมของเกลือโซเดียมดีขึ้น (ผ่านทาง Sodium Glucose Cotransporters) และลดอาการขาดน้ำโดยไม่จะเป็นต้องให้ทางสายยางแต่อย่างใด


โดยในสาขาการแพทย์ คุณหมอชูลท์ชเป็นคนค้นพบกลไกการดูดซึมของเกลือโซเดียมและน้ำตาลในเซลล์เยื่อบุผนังลำไส้ ส่วนส่วนคุณหมออีก 3 ท่านที่ได้รางวัลสาขาการสาธารณสุขค้นพบสูตรน้ำเกลือแร่ (Oral Rehydration Solution, ORS) รวมไปถึงการนำไปใช้ช่วยชีวิตผู้ป่วยได้จริงหลายล้านคน และลดความยุ่งยากในการรักษา ทั้งง่าย ถูกและดีจึงเป็นเหตุผลที่ทั้ง 4 ท่านได้รับรางวัลไปในครั้งนี้


ผู้ได้รับการคัดเลือกจะเข้ารับพระราชทานเหรียญรางวัล ประกาศนียบัตร และเงินรางวัลๆ ละ 50,000 เหรียญสหรัฐ โดยผู้ที่ได้รับรางวัลปีก่อนหน้านี้ก็เป็นบุคคลสำคัญในวงการแพทย์และสาธารณสุขทั้งสิ้น เช่นนายแพทย์แบรี่ มาร์แชลที่ต่อมาได้รับรางวัลโนเบลจากผลงาน H. pylori และแพทย์หญิง มาร์กาเร็ต ชานที่พึ่งขึ้นเป็นผู้อำนวยการอนามัยโลก


Links
มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์

Tag





 

Create Date : 13 พฤศจิกายน 2549    
Last Update : 13 พฤศจิกายน 2549 6:57:47 น.
Counter : 249 Pageviews.  

WHO ได้ตัวผู้อำนวยการหญิงคนใหม่

*หลังจากที่องค์กรแม่อย่างสหประชาชาติพึ่งได้ตัวเลขาธิการใหม่ไปสดๆร้อนๆ หน่วยงานลูกอย่างองค์การอนามัยโลกก็เลือกผู้อำนวยการคนใหม่เช่นเดียวกัน คุณหมอมาร์กาเร็ต จาง (Margaret Chan) จากฮ่องกงได้รับเลือกให้สืบทอดตำแหน่งผู้อำนวยการคนที่ 7 ของหน่วยงานด้านสาธารณสุขที่สำคัญที่สุดในโลกต่อจาก ลี จุง วุก (Lee Jong-wook) ชาวเกาหลีใต้ที่ด่วนปุบปับจากไปด้วยอาการเลือดออกในสมองขณะปฏิบัติหน้าที่เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ที่มาร์กาเร็ต จางได้รับการคัดเลือกส่วนหนึ่งน่าจะมาจากผลงานการควบคุมโรค SARS และไข้หวัดนกที่ระบาดอย่างหนักในฮ่องกงในช่วงหลายปีก่อน ที่สำคัญดูเหมือนจะยังไม่หมดไปง่ายๆ การที่ได้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะมาดูแลปัญหาจึงน่าจะเป็นการเหมาะสมกับยุคปัจจุบัน


*จะว่าไปใน WHO ก็มีคนไทยเก่งๆหลายคนมีบทบาทอยู่ในองค์กรทั้ง นพ.สำลี เปลี่ยนบางช้างที่เป็นผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ นพ.สุวิทย์ วิบุลย์ผลประเสริฐจากกระทรวงสาธารณสุขที่เป็นตัวแทนประเทศไทยอยู่ในคณะกรรมการบริหารชุดใหญ่ 34 คนจากทั่วโลก หวังว่าในอนาคตคงจะมีคนไทยเก่งๆโกอินเตอร์กันมากขึ้นหลังจากได้เป็นผอ. WTO กับ UNCTAD มาแล้ว




Links
World Health Organization

Tag




 

Create Date : 11 พฤศจิกายน 2549    
Last Update : 11 พฤศจิกายน 2549 4:00:36 น.
Counter : 155 Pageviews.  

1  2  3  

เกลียวสองชั้น
Location :
Kyoto Japan

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Locations of visitors to this page
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add เกลียวสองชั้น's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.