Group Blog
 
All blogs
 
เหตุใดยุงเป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออกแต่ไม่เป็นพาหะแพร่เชื้อเอชไอวี

ท่านผู้อ่านคงทราบกันดีแล้วว่าเชื้อเอชไอวีเป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือโรคเอดส์ เอชไอวีสามารถแพร่จากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งได้สามทางหลักๆ ด้วยกัน ทางแรกคือการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อโดยไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัย ไม่ว่าจะเป็นเพศสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกัน (Homosexual transmission) หรือต่างเพศกัน (Heterosexual transmission) ทางที่สองคือจากหญิงติดเชื้อที่ตั้งครรภ์ถ่ายทอดไปสู่ลูก (Mother-to-child or Vertical transmission) และทางที่สามคือทางเลือดหรือผลิตภัณฑ์จากเลือด (Transmission via blood or blood products) เช่น การได้รับการถ่ายเลือดหรือพลาสมาที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่ หรือการใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้ติดเชื้อ จากวิธีการถ่ายทอดเชื้อทั้งสามทางดังกล่าว เราจะสังเกตุได้ว่าเชื้อจะผ่านจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งได้ก็ต่อเมื่อมีการสัมผัสกันระหว่างเยื่อเมือกของคนทั้งสองหรือการได้รับเชื้อทางเลือดโดยผ่านทางตัวกลาง เช่น เข็มฉีดยาหรือใบมีด

ถ้าเอชไอวีสามารถแพร่จากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งได้ทางเข็มฉีดยา แล้วยุงจะเป็นพาหะแพร่เชื้อเอชไอวี เหมือนกับที่เป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออกได้หรือไม่ เพราะยุงมีปาก (Proboscis) เป็นรูปทรงแหลมเหมือนเข็มฉีดยาและใช้ปากดูดกินเลือดคนเป็นอาหารด้วย?

โดยปกติ นักวิทยาศาสตร์จะไม่ตอบคำถามแบบฟันธงลงไปร้อยเปอร์เซนต์ว่ายุงไม่เป็นพาหะแพร่เชื้อเอชไอวีแน่นอน ถึงแม้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากจะบ่งชี้ว่ายุงไม่เป็นพาหะแพร่เชื้อเอชไอวีก็ตาม ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างของปากยุงและธรรมชาติการดูดเลือดของยุงเสียก่อน บริเวณปากของยุงมีรูปทรงแหลมเหมือนเข็มฉีดยา มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.02 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร จริงๆ แล้วปากของยุงประกอบไปด้วยท่อสองท่อแยกออกจากกัน ท่อแรกใช้พ่นออกและท่อที่สองใช้ดูดเข้าเท่านั้น ท่อแรกเป็นท่อที่ต่อมาจากต่อมน้ำลาย ใช้พ่นน้ำลายเข้าไปในบริเวณที่จะดูดเลือดโดยน้ำลายของยุงมีฤทธิ์ป้องกันการแข็งตัวของเลือด ทำให้ยุงสามารถดูดเลือดได้สะดวกและเลือดไม่แข็งตัวในตัวยุง ส่วนท่อที่สองเป็นท่อที่ยุงใช้ดูดเลือดเข้าสู่ตัวยุง ยุงตัวผู้ไม่ดูดเลือดแต่จะกินน้ำหวานจากดอกไม้หรือผลไม้ ยุงตัวเมียเท่านั้นที่ดูดเลือด เมื่อดูดเลือดอิ่มแล้วก็มักจะไม่กลับมาดูดเลือดอีกทันที ยุงจะบินไปแอบในที่มืดๆ เงียบๆ หรือไปวางไข่ตามแหล่งน้ำ หากยุงถูกรบกวนในขณะที่กำลังดูดเลือด ยุงจะบินกลับมาดูดเลือดใหม่ โดยไม่พ่นเลือดที่เพิ่งดูดเข้าไปซึ่งอยู่ในท้องกลับออกมา เนื่องจากระบบท่อทั้งสองท่อทำหน้าที่ต่างกันดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีทางที่เราจะได้รับเชื้อเอชไอวีจากเลือดที่อยู่ในตัวยุง

ทีนี้เรามาพิจารณาเอชไอวีที่อยู่ในเลือดที่ติดอยู่บริเวณผิวรอบปากของยุง เมื่อยุงถอนปากออกจากผิวหนังบริเวณที่ดูดเลือด ผิวด้านนอกของปากยุงจะผ่านชั้นเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (Connective tissue) และผิวหนังชั้นนอกของคน ซึ่งเป็นชั้นที่ไม่ไวต่อการติดเชื้อเอชไอวี ทำให้เลือดที่ติดอยู่ที่ผิวด้านนอกของปากยุงถูกปาดออกไป ไม่เหลือเลือดติดอยู่หรือเหลือเลือดติดอยู่ปริมาณน้อยมากจนไม่มีไวรัสหลงเหลืออยู่ในเลือดนั้นหรือมีไวรัสหลงเหลืออยู่แต่ไม่เพียงพอที่จะก่อให้เกิดโรคได้ เนื่องจากไวรัสจะเริ่มสูญเสียความสามารถในการก่อโรคและมีปริมาณลดลงทันทีเมื่อเลือดบริเวณปากของยุงเริ่มแห้ง

อย่างไรก็ดี นักวิทยาศาสตร์ได้ทดลองป้อนเลือดที่มีเชื้อเอชไอวีให้ แมลงวันคอก (Stomoxy calcitrans) กิน หลังจากกินเลือดอิ่มหนึ่งถึงสองนาที แมลงวันคอกจะสำรอกเลือดออกมามีปริมาตรประมาณ 0.2 ไมโครลิตร (สองส่วนในสิบล้านส่วนของหนึ่งลิตร) และสามารถตรวจพบเชื้อเอชไอวีได้ในเลือดที่สำรอกออกมา ถึงแม้แมลงวันคอกจะสามารถสำรอกเลือดออกมาได้และตรวจพบเชื้อเอชไอวีในเลือด แต่โอกาสที่จะก่อให้เกิดการติดเชื้อได้นั้นน้อยมาก เนื่องจากปริมาตรเลือด 0.2 ไมโครลิตร เป็นปริมาตรที่น้อย ทำให้เลือดมีโอกาสแห้งอย่างรวดเร็วและเชื้อเอชไอวีตายได้ทั้งหมดก่อนที่แมลงวันคอกจะไปกัดคนอื่น ในกรณีที่เลือดที่สำรอกออกมายังไม่แห้งและติดอยู่ที่บริเวณปากในขณะที่ไปกัดคนอื่น เมื่อแมลงวันคอกสอดส่วนปากเข้าไปเพื่อดูดเลือด ส่วนปากจะต้องผ่านชั้นผิวหนังด้านนอกและชั้นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันซึ่งไม่ไวต่อการติดเชื้อเอชไอวี เนื้อเยื่อทั้งสองชั้นนี้จะช่วยปาดเลือดออกไปก่อนที่แมลงวันคอกจะสามารถแทงส่วนปลายปากเข้าไปถึงหลอดเลือดได้สำเร็จ ดังนั้นกลไกนี้จึงไม่เอื้ออำนวยให้มีการถ่ายทอดเชื้อไวรัสจากผู้ติดเชื้อไปสู่คนอื่นๆ ผ่านทางยุงหรือแมลงวันคอก ไม่เพียงเฉพาะเชื้อเอชไอวีแต่ยังรวมถึงไวรัสชนิดอื่นๆ ด้วย

ถ้าอย่างนั้น ทำไมยุงเป็นพาหะนำโรคต่างๆ เช่นโรคไข้เลือดออกได้? โรคไข้เลือดออกเกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า เดงกี่ (Dengue virus) โดยมียุงลายเป็นพาหะ เมื่อยุงดูดเลือดที่มีไวรัสเดงกี่เข้าไป ไวรัสจะเข้าไปเพิ่มจำนวนในเซลระบบทางเดินอาหาร ช่องท้อง หลอดลม เนื้อเยื่อบริเวณหัวและต่อมน้ำลายของยุง โดยจะพบไวรัสเดงกี่ในตัวยุงในปริมาณสูงมากตั้งแต่วันที่ 7 เป็นต้นไปหลังจากที่ยุงได้รับเชื้อไวรัส โดยปกติยุงตัวเมียจะมีชีวิตอยู่ได้ประมาณหนึ่งเดือนครึ่งถึงสองเดือน เมื่อยุงได้รับเชื้อไวรัสเดงกี่ เชื้อก็จะอยู่ในตัวยุงตลอดไปจนยุงตาย เมื่อยุงวางไข่ เชื้อไวรัสก็สามารถผ่านเข้าไปอยู่ในไข่ของยุงได้อีกด้วย การที่ไวรัสเดงกี่สามารถเพิ่มจำนวนในตัวยุงและสามารถมีชีวิตอยู่ในตัวยุงได้เป็นระยะเวลานานเป็นปัจจัยสำ คัญที่ทำ ให้ยุงเป็นพาหะนำ โรคไข้เลือดออก เมื่อยุงที่ติดเชื้อเดงกี่มากัดคน ยุงจะพ่นน้ำลายเข้าไปในบริเวณที่จะดูดเลือดเพื่อป้องกันเลือดแข็งตัว ในน้ำลายของยุงนี้จะมีไวรัสเดงกี่ปริมาณมากเนื่องจากไวรัสเดงกี่สามารถแบ่งตัวเพิ่มจำนวนในต่อมน้ำลายของยุง ไวรัสเดงกี่จึงสามารถผ่านจากตัวยุงเข้าสู่ร่างกายผู้ที่ถูกยุงกัดได้

จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน ยังไม่มีรายงานว่าเชื้อเอชไอวีสามารถแพร่จากผู้ติดเชื้อไปยังคนอื่นได้โดยยุง สาเหตุสำคัญที่ยุงไม่เป็นพาหะแพร่เชื้อเอชไอวีนั้นเป็นเพราะ เชื้อเอชไอวีไม่สามารถเข้าไปอาศัยและแบ่งตัวเพิ่มจำนวนในเซลของยุง เอชไอวีจะเข้าไปในเซลใดเซลหนึ่งเพื่อเพิ่มจำนวนได้ก็ต่อเมื่อเซลนั้นมีโปรตีนสองชนิดอยู่บนผิวเซล คือ ซีดีสี่ รีเซ็ปเตอร์ (CD4 receptor) และ เคมโมไคน์ รีเซ็ปเตอร์ (Chemokine receptor) โดยโปรตีนทั้งสองชนิดนี้จะต้องอยู่ใกล้กัน ซึ่งเซลในลักษณะดังกล่าวนี้พบได้ในคนแต่ไม่พบในยุง จึงเป็นเหตุผลที่เชื้อเอชไอวีไม่สามารถเข้าไปเพิ่มจำนวนในเซลของยุง เมื่อยุงไปกัดผู้ติดเชื้อและยุงได้รับเลือดที่มีเอชไอวีเข้าไป ยุงจะเริ่มย่อยเลือดทันทีทำให้เชื้อเอชไอวีในตัวยุงถูกกำจัดไปจนหมดอย่างรวดเร็ว จากการทดลองป้อนเลือดที่มีเอชไอวีให้ยุงกินในห้องปฏิบัติการ นักวิทยาศาสตร์ไม่พบการเพิ่มจำนวนของเชื้อเอชไอวีในอวัยวะต่างๆ ของยุง รวมทั้งต่อมน้ำลายและไม่พบเชื้อเอชไอวีในน้ำลายของยุง นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาทางระบาดวิทยาในท้องที่ที่มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีอาศัยร่วมกับผู้ที่ไม่ติดเชื้อและมียุงอยู่จำนวนมาก หากยุงเป็นพาหะแพร่เชื้อเอชไอวีได้ จำนวนผู้ติดเชื้อในท้องที่นั้นก็น่าจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในอัตราที่ใกล้เคียงกับการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอื่นๆ ที่มียุงเป็นพาหะ เช่น โรคไข้เลือดออก และอัตราการติดเชื้อก็น่าจะมีความสัมพันธ์กับความรุนแรงในการระบาดของยุง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผลการศึกษาพบว่าการระบาดของยุงไม่เกี่ยวข้องกับอัตราการติดเชื้อเอชไอวีและจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่

หากคิดเล่นๆ ต่อไปว่า ถ้ามียุงที่เพิ่งดูดเลือดที่มีเชื้อเอชไอวีมาจนเต็มท้องมาเกาะอยู่บนแผล แล้วเราใช้มือตบยุงจนเลือดในตัวยุงกระจายออกมาเปรอะบริเวณแผล อย่างนี้จะทำให้เรามีโอกาสติดเชื้อเอชไอวีได้หรือไม่ คำตอบคือ มีโอกาส แต่ ต้องมีข้อแม้หลายประการ คือยุงต้องไปกัดผู้ติดเชื้อที่มีเอชไอวีในกระแสเลือดปริมาณสูงมากและยุงดูดเลือดจนอิ่มมีเลือดปริมาณมากอยู่ในตัวยุง จึงจะมีปริมาณเชื้อเอชไอวีมากพอที่จะทำให้เกิดการติดเชื้อได้ และยุงจะต้องบินมาเกาะที่แผลทันทีก่อนที่เลือดในตัวยุงจะถูกย่อย ส่วนแผลนั้น ถ้าเป็นแผลที่แห้งตกสะเก็ดแล้ว จะต้องตบยุงบนแผลจนกระทั่งแผลแห้งกลายเป็นแผลสดจึงจะมีโอกาสติดเชื้อได้ หรือถ้าแผลนั้นเป็นแผลสด ก็จะต้องตบให้เลือดในตัวยุงเข้าไปโดนแผลพอดี ในความเป็นจริง แค่ใช้มือตบยุงที่เกาะอยู่บนแขนหรือขาที่ไม่มีแผลเราก็รู้สึกเจ็บแล้ว ถ้ามีแผลอยู่ คงไม่มีใครอยากใช้มือตบลงไปบนแผลโดยตรง

โดยสรุป ท่านผู้อ่านสบายใจได้ว่ายุงไม่ใช่พาหะแพร่เชื้อเอชไอวี โอกาสที่ท่านจะเจ็บป่วยและเสียชีวิตอย่างเฉียบพลันจากโรคติดเชื้ออื่นๆ ที่มากับยุง เช่น ไข้เลือดออก มาเลเรีย ไข้สมองอักเสบ ฯลฯ มีสูงกว่ามาก



Create Date : 23 กันยายน 2550
Last Update : 23 กันยายน 2550 19:19:01 น. 6 comments
Counter : 580 Pageviews.

 
ได้ความรู้ดีมากครับ แต่มันมืดไปนิดนะครับ


โดย: ภูสูง วันที่: 23 กันยายน 2550 เวลา:19:49:30 น.  

 
ข้อมูลละเอียดครับ ....เห็นด้วยว่าพื้นม่วง ทำให้อ่านลำบากมาก


โดย: appendiculata191 วันที่: 23 กันยายน 2550 เวลา:21:26:43 น.  

 
thanks


โดย: drunkcat วันที่: 23 กันยายน 2550 เวลา:23:25:48 น.  

 
ขอถามค่าา

แล้วมีสัตว์อะไรอีกมั้ยที่สามารถเป็นพาหะนำเชื้อเอชไอวี หรือว่าสามารถติดเชื้อเอชไอวีและป่วยด้วยย


โดย: หนูอ้วนนน IP: 74.60.9.21 วันที่: 23 กันยายน 2550 เวลา:23:53:24 น.  

 
การทดลองนี้เป็นการทดลองล่าสุดในสมัยนี้เลยเหรอครับ?


โดย: m IP: 58.9.122.170 วันที่: 26 มกราคม 2551 เวลา:23:42:41 น.  

 
1.ผู้ที่ติดเชื้อเอดส์แต่ไม่ยอมบอกใครแม้แต่ผู้ใกล้ชิด และไม่ยอมไปตรวจ ดำรงชีวิตแบบคนปกติ ไม่ทราบว่าใช้ระยะเวลานานเท่าไหร่จึงจะถึงระยะสุดท้าย
2.ถ้าไม่เคยผ่านการรักษา หรือไม่เคยได้รับยาต้านไวรัสเลย จนอาการภายนอกบ่งบอกว่าน่าจะใช่ ถ้าพาไปหาหมอจะช่วยได้หรือไม่ และถือว่าเป็นระยะที่เท่าไหร่
3. ในกรณีที่ไม่สามารถรักษาได้ ก่อนเสียชีวิตไม่ว่าจะด้วยสาเหตุโรคแซกซ้อนใดก็ตาม จะมีอาการเป็นอย่างไร เจ็บปวดทรมานหรือไม่
รบกวนช่วยตอบมาที่ bobby3color@yahoo.com
จะขอบพระคุณมาก ๆ


โดย: Bob IP: 124.120.24.178 วันที่: 11 มิถุนายน 2551 เวลา:0:38:01 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

dolt
Location :
ปทุมธานี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Locations of visitors to this page
eXTReMe Tracker
Friends' blogs
[Add dolt's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.