Group Blog
All Blog
เรื่องนมวัวเพิ่มเติม... ข้อมูลที่รู้แล้วจะทำให้ตกใจ (บ้าง (เป็นบางคน)) !!!!! ^^
"อาหารที่มีแคลเซียมต่อฟอสฟอรัสในอัตราส่วน 2:1 หรือมากกว่านั้นจะเป็นแหล่งแคลเซียมที่ดี" ในนมแม่มีอัตราส่วน 2.35:1 ถ้าเป็นนมวัวมีอัตราส่วน 1.27:1 ฟอสฟอรัสที่สูงเกินทำให้ต่อมพาราไทรอยด์หลั่งฮอร์โมนดึงเอาแคลเซียมจากกระดูกไป สมดุลกับฟอสฟอรัส ผลคือ ยิ่งกินนมวัวยิ่งกระดูกผุ

สารที่ก่อมูกคือ โปรตีนเคซีนในนม เคซีนย่อยยากมาก ชาวยุโรปสมัยก่อนจะเคี่ยวนมจนข้นเหนียวกลายเป็นกาวเพื่อใช้ติดไม้ติดเฟอร์นิเจอร์ และเคซีนนี้มีในนมวัวมากกว่านมแม่ 300% เมื่อกินเข้าไป เคซีนจะถูกย่อยสลายโดยแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ให้บูดเน่ากลายเป็นเมือกเหนียว ผลก็คือเกิดโรคทางเดินอาหาร เช่นท้องผูกเรื้อรัง ท้องเสียสลับกับท้องผูก กระทั่งเป็นแผลลำไส้ใหญ่อักเสบ คนเหล่านี้ถ้าหยุดดื่มนมอาการก็จะหายจากโรคได้เร็วอย่างน่าแปลกใจ

Reference1: นพ. โจเซฟ ดี.ซักกา วารสาร Annal of Allergy May 1971
Reference2: นพ. เอส. ซี. ทรูเลิฟ ชี้ชัดว่า แผลลำไส้ใหญ่อักเสบจากการดื่มนม วารสาร British Medical Journal ปี 1961

ผมเป็นผู้ส่งสาร... ที่เหลือก็อยู่ที่คุณแล้วว่าจะพิจารณากันยังไง
ขอให้ทุกคนแคล้วคลาดจากโรคภัย



Create Date : 14 มิถุนายน 2553
Last Update : 14 มิถุนายน 2553 14:13:03 น.
Counter : 926 Pageviews.

4 comment
อ่อนเพลีย ไม่มีแรง ง่วง ขี้เกียจ ซึมเศร้า อ้วน คอเลสเตอรอลสูง ... ฯลฯ
อ่อนเพลีย ไม่มีแรง ง่วง ขี้เกียจ ซึมเศร้า อ้วน คอเลสเตอรอลสูง อุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าปกติ หนาวง่าย มือเท้าเย็น มีลูกยาก ปวดข้อ ปวดประจำเดือน ประจำเดือนมามาก เป็นหวัดบ่อย เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ โรคผิวหนังต่างๆ ความจำไม่ดี หวาดระแวง ไมเกรน ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ รู้สึกแสบๆเจ็บๆเหมือนหนามตำ โลหิตจาง ตอบสนองช้า เปลือกตาบวม ท้องผูก หายใจไม่สะดวก เสียงแหบ เล็บเปราะ สายตาไม่ดี...

อาการเหล่านี้อาจจะเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าเป็น "ภาวะธัยรอยด์ต่ำ" แหะๆ มาอีกแล้ว ที่ผ่านมาอะไรๆก็ดูน่ากลัวแล้วนี่มาเรื่องนี้อีกชีวิตจะอยู่ยังไง ทีนี้คนที่คิดว่าจะเป็นก็... อืม... ไปตรวจเลือดดีกว่า แต่... การวินิฉัยภาวะนี้ยากครับ ต้องสังเกตตัวเองอย่างเดียว คือให้วัดปรอทในตอนเช้าก่อนที่จะลุกจากเตียงโดยเตรียมปรอทไว้ด้วยการสะบัดปรอทให้ต่ำกว่า 35 องศาเซลเซียสแล้ววางไว้หัวเตียงเมื่อตื่นนอนให้เอามาหนีบไว้ใต้รักแร้หรืออม (ไม่ใช่หนีบแล้วเอามาอมนะครับ ^^) ถ้าผู้หญิงวัยก่อนหมดประจำเดือนจะต้องไม่ต่ำกว่า 36.4 องศาเซลเซียส ส่วนผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนหรือผู้ชายต้องไม่ต่ำกว่า 36.3 องศาเซลเซียส การวัดอุณหภูมินี้ถ้ามีอาการร่วมกับอาการที่กล่าวไว้ข้างต้นก็เสี่ยงที่จะเป็นภาวะธัยรอยด์ต่ำ สำหรับผู้หญิงที่ยังมีประจำเดือนแนะนำให้วัดในวันที่ 3 ของการมีประจำเดือน และการวัดอุณหภูมิให้วัดติดต่อกัน 5 วัน

ทีนี้มาดูสาเหตุกันครับ... อย่าพึ่งวิตกนะครับ กับสาเหตุเหล่านี้ สาเหตุอันดับหนึ่งเลยที่ทำให้เกิดภาวะธัยรอยด์ต่ำ
1. คือคลื่นรังสี เกิดจากอะไรได้บ้างที่มากที่สุดคือเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมด ก็ได้แก่วิทยุ ทีวี โทรศัพท์มือถือ เครื่องคอมพิวเตอร์ สายไฟฟ้าแรงสูง ตู้เย็น เตาไมโครเวฟ ฯลฯ
2. กินผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองมากเกินไป เนื่องจากในถั่วเหลืองมีสารต้านธัยรอยด์
3. การกินหวานมากเกินไป จะทำให้ต่อมธัยรอยด์ทำงานหนักมาก จนในที่สุดทำงานได้น้อยลง
4. ในร่างกายมีเอสโตรเจนมากเกินไป ซึ่งจะไปต้านการทำงานของธัยรอยด์
5. การกินไขมันมากเกินไป โดยไขมันจะต้านการทำงานของธัยรอยด์
6. แร่ธาตุไอโอดีน การได้รับไอโอดีนมากเกินไปอาจทำให้เป็นทั้งธัยรอยด์เป็นพิษและภาวะธัยรอยด์ต่ำ แล้วแต่การตอบสนองของแต่ละคน
7. โลหะหนักบางชนิดก็สามารถต้านการทำงานของธัยรอยด์ได้ เช่น ปรอท (มาจากไหน ก็วัสดุอุดฟันไงครับ)
8. พืชบางชนิด เช่น คะน้า กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำ บล็อกโคลี ผักเหล่านี้ควรได้รับความร้อนก่อนเพื่อทำลายสารต้านธัยรอยด์

เอาแค่นี้ก่อนนะครับ เอาไว้หัวข้อหน้าจะว่ากันเรื่องอาการและการตรวจพบบางอย่าง



Create Date : 22 พฤษภาคม 2553
Last Update : 22 พฤษภาคม 2553 17:42:25 น.
Counter : 3821 Pageviews.

4 comment
ทำไมสาวๆหรือไม่สาวถึงได้ปวดประจำเดือน หรือมีอาการทรมานอย่างอื่นมากมาย
ก่อนที่จะเริ่มเรื่องนี้มาดูถึงสาเหตุก่อนนะครับ ซึ่งไม่เพียงแค่อาการปวดประจำเดือนหรืออาการอื่นๆที่คุณเคยเป็น แต่สิ่งนี้ทำให้เกิดอาการอื่นๆอีกมากมายมากกว่าที่คุณคิดไว้ สาเหตุนั้นคือภาวะที่ร่างกายมีเอสโตรเจนมากเกินไปซึ่งผู้หญิงบางคนสามารถสร้างได้มากกว่าคนอื่น 8-9 เท่า แล้วมีอะไรบ้างที่เรารับเอสโตรเจนเสริมเข้าไปนอกเหนือจากที่ร่างกายสร้างซึ่งสิ่งเหล่านี้สร้างปัญหาให้กับคนที่สร้างเอสโตรเจนได้มากอยู่แล้ว
1. ยาคุมกำเนิด
2. เนื้อสัตว์
3. นมและผลิตภัณฑ์จากนม ไข่ไก่ไข่เป็ดที่มีเอสโตรเจนตกค้าง
4. การกินอาหารที่ไม่ได้มีเอสโตรเจนแต่มีผลเหมือนกินเอสโตรเจน
(เช่น จมูกข้าวสาลี อาหารที่มียีสต์ (ขนมปัง ไวตามินเม็ดที่สกัดจากยีสต์ เบียร์ ไวน์ เป็นต้น)
5. สมุนไพรบางชนิด เช่น กวาวเครือขาว กระเจี๊ยบแดง
6. สารเคมีบางชนิด เช่น ยาปราบศัตรูพืช น้ำยาทำความสะอาดต่างๆ
7. ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง
8. ไขมันทั้งหลายโดยเฉพาะเนยเทียม
ทีนี้มาสรุปอันตรายจากการมีเอสโตรเจนเกินนะครับ
1. มีประจำเดือนเร็ว (ตำกว่าอายุ 13 ปี)
2. สัดส่วน มีขาสั้น สะโพกผายมาก
3. ภาวะธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำ
4. ปัญหาต่างๆที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิง มีอาการก่อนมีประจำเดือนรุนแรง มีประจำเดือนมากหรือน้อยไป ประจำเดือนมาไม่ตรงเวลา ท้องยาก แท้งง่าย ผมร่วง มีหนวด มีอาการซึมเศร้าหลังคลอด
5. ปัญหาของเต้านม มดลูกรังไข่ เช่น เป็นเนื้องอกหรือซึสต์
6. มะเร็งทุกชนิด
7. ไมเกรน
8. โรคลมชัก (โดยเฉพาะช่วงที่มีการตกไข่และมีประจำเดือน)
9. อ้วนง่าย
10. การนำพาออกซิเจนไนร่างการไม่ดี
11. ปวดกล้ามเนื้อ
12. ฝ้า กระ
13. เพิ่มโอกาสเสี่ยงเป็นโรคถุงน้ำดี
14. ผลต่อผิวหนังเหมือนกับสารเสตียรอยด์ ทำให้ผิวบาง
15. เพิ่มโอกาสกระดูกผุ
16. ผลเสียต่อหัวใจและหลอดเลือด
17. ทำให้โรคต่อไปนี้รุนแรงขึ้น - ภูมิต้านทานทำลายเซลล์ตัวเอง ข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคถุงน้ำดี ภูมิแพ้ ประสาทตาอักเสบ ต้อหิน เส้นประสาทอักเสบ เบาหวาน เส้นเลือดขอด บวม อ้วน
18. เพิ่มปัญหาของจิตใจและอารมณ์ เช่น ซึมเศร้า อ่อนเพลีย หงุดหงิดง่าย ก้าวร้าว วิตกกังวล กลัวการไปอยู่ในที่สาธารณะ ความจำไม่ดี

เอาละครับ...สำหรับหญิงสาวหรือไม่สาวที่กำลังมีปัญหากับความเจ็บปวดก่อนมีประจำเดือนถ้าเลี่ยงอาหารดังกล่าวไม่ได้หรือว่าใกล้จะมีประจำเดือนแล้วแนะนำได้ดังนี้
1. กินเมล็ดฟักทองที่ 7-11 ซองละ 13 บาทวันละ 1 ซอง จน ปจด.มาจึงหยุดกิน
2. กินแคลเซียมเม็ดที่มีขายวันละ 1 เม็ดจนหมดประจำเดือนจึงหยุดกิน
3. กินไบโอแมกนีเซียมครั้งละ 1 เม็ด วันละ 2 ครั้ง หลังอาหารเช้าและเย็นไปจนหมดประจำเดือนแล้วหยุดกิน
แล้วก็ห้ามกินซี้ซั้วนะคับ ต้องกินตามนี้เป๊ๆ อย่ากินเล่น

ตัวผมเองไม่ใช่หมอนะครับ แต่สนใจเรื่องสุขภาพ พยายามค้นคว้าหาคำตอบเรื่องสุขภาพ จุดประสงค์ก็คืออยากให้เพื่อนมนุษย์ด้วยกันไม่เจ็บไม่ป่วย ถ้าไม่เชื่อไม่เป็นไรครับ แต่ก็อยากให้ลองหาข้อมูลด้วยตนเองด้วยเหมือนกันว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องจริงหรือเท็จแค่ไหน เลิกกินยาเถอะครับ ธรรมชาติช่วยคุณได้



Create Date : 19 พฤษภาคม 2553
Last Update : 3 มิถุนายน 2553 10:16:51 น.
Counter : 1157 Pageviews.

9 comment
ทำไมคนที่สติไม่ดีที่เค้าเดินตามข้างถนน เห็นกี่ปีๆ ก็ไม่ป่วยซักที
สงสัยมั้ยครับ ว่าทำไมเค้าเหล่านี้คุ้ยหาอาหารตามถังขยะกินก็จริง แต่ก็ไม่เคยเห็นพวกเค้าเหล่านี้นอนซม เห็นเป็นปีๆ ยังไงก็อย่างงั้น ไม่เคยเห็นเค้าต้องสั่งน้ำมูกให้เห็นเลย แต่ผมก็เชื่ออยู่อย่างว่าพวกเค้าคงไม่เคยได้กินนมอย่างแน่นอน แต่ก่อนอื่นอย่างน้อยแล้วเค้าเหล่านี้ไม่เคยที่จะเครียด ไม่ต้องคิดอะไรซึ่งก็สะท้อนให้เราเห็นภาพอะไรต่างๆมากมายและทำให้ย้อนมาคิดถึงตัวเองว่าวันนี้คุณเครียดอะไรนักหนา ปล่อยวางบ้างนะครับ บางเรื่อง ปัญหามันแก้ไม่ได้ก็หยุดอยู่แค่นั้นก็อาจจะกลายเป็นวิธีแก้ที่ดีก็ได้นะครับ ทีนี้มาเรื่องนมวัวอีกที นี่ก็เหมือนกับเป็นปัญหาอยู่ทุกวัน ก็อยากจะแข็งแรง แต่ว่าทำไมยิ่งดื่มนมยิ่งอ่อนแอลงทุกที
มาดูตัวอย่างนิดๆหน่อยๆนะครับ นมเป็นสาเหตุของโรคร้ายมากกว่า 50 ชนิด เช่น ภูมิแพ้ เบาหวาน กระดูกผุ ฯลฯ
รัฐบาลมาเลเซียจัดทำโครงการลดการบริโภคนมตั้งแต่ปี 1996 แล้วของเราล่ะครับ สนับสนุนกันใหญ่
จากงานวิจัยของหมอ อลัน ฟรายด์แมนกับทีม ได้ตรวจพบเปปไทด์ในปัสสาวะของเด็กที่เป็นออทิสติกซึ่งเหมือนกับสารกระตุ้นประสาทหลอนที่พบในพิษของกบที่มีพิษในอเมซอน ถ้าระบบย่อยอาหารของเด็กย่อยไม่ดี นั่นก็หมายความว่าการดื่มนมก็เป็นสาเหตุให้เกิดโรคออทิสติกนั่นเอง
จากหนังสือ Alternative Magazine,The Definitive Guide มีข้อความว่า เด็กในช่วงอายุ 6 เดือนแรก ถ้าเด็กกินนมวัวเด็กอาจจะเกิดการแพ้โปรตีน lactalbumin ในนมวัวจะทำให้ภูมิต้านทานของเด็กมีการทำลายเซลล์ของตับอ่อนที่เป็นตัวสร้างฮอร์โมนอินซูลิน ทำให้เมื่อเด็กโตขึ้นจะเป็นเบาหวานง่ายกว่าเด็กคนอื่น
จากหนังสือ Food Allergy & Nutrition Revolution โดยนายแพทย์เจมส์ เบรลี่ย์ สรุปว่านมวัวเป็นสาเหตุของโรคต่างๆดังนี้
- เด็กเล็กๆ ปวดท้องโดยไม่ทราบสาเหตุ (ปวดท้อง colic)
- หูน้ำหนวก ทั้งแบบแก้วหูทะลุและไม่ทะลุ
- หอบหืด
- ไซนัสอักเสบ
- เลือดกำเดา
- ปวดหัว
- ท้องผูก ถ่ายอุจาระเป็นเม็ดๆ
- ฉี่รดที่นอน
- ออทิสติก สมาธิสั้น
- ลมพิษ ผื่นคันผิวหนัง (eczema)
- ข้ออักเสบรูมาตอยด์
- ภูมิแพ้และระบบทางเดินหายใจอักเสบเรื้อรัง
- นมทำให้การดูดซึมธาตุเหล็กลดลง
- นมมีกรด arachidonic สูง ทำให้เกิดปัญหาหลอดเลือดอุดตันในเด็ก
ทีนี้ก็จะมีจากหนังสือ The Cancer Prevention Diet โดยบอกว่า สาเหตุของการเกิดมะเร็งเต้านมสัมพันธ์กับการกินนมวัว เนยและผลิตภัณฑ์ต่างๆของนมวัว ไข่ น้ำมัน อาหารมันๆ เพราะว่าวัวตัวเมียเท่านั้นที่มีนมเพราะฉะนั้นน้ำนมวัวก็จะเต็มไปด้วยไขมันและฮอร์โมนเพศเมีย ผู้หญิงที่ดื่มนมประจำก็รับไปเต็มๆ
และเค้าเองก็ได้ทำเปรียบเทียบระหว่างลูกคนกับลูกวัวไว้ด้วย
ลูกวัว เมื่อคลอดออกมาได้ 6 สัปดาห์ น้ำหนักจะขึ้น 75 ปอนด์
ลูกคน เมื่อคลอดออกมาได้ 6 สัปดาห์ น้ำหนักจะขึ้น 3 ปอนด์
ลูกวัว เมื่อคลอดออกมา สมองและระบบประสาทสมบูรณ์ 100%
ลูกคน เมื่อคลอดออกมา สมองและระบบประสาทสมบูรณ์ 23%
สารอาหารในน้ำนมวัวเพิ่มน้ำหนักและขนาดแตกต่างระหว่างคนและวัวตั้ง 20 เท่า เพราะฉะนั้นลองคิดดูครับ สารอาหารที่กระตุ้นน้ำหนักและขนาดแบบนั้นเหมาะกับคนหรือไม่และสารอาหารที่จะช่วยให้สมองเจริญเติบโตนั้นมีหรือไม่เพราะสมองลูกวัวเติบโตเต็มที่แล้ว
ยังมีอีกมากมายเกี่ยวกับนมวัว... ฟังแล้วขนลุกใช่มั้ยครับ เอาไว้มาต่ออีกนะครับ



Create Date : 06 พฤษภาคม 2553
Last Update : 6 พฤษภาคม 2553 16:43:52 น.
Counter : 621 Pageviews.

6 comment
ประสบการณ์ตรงจากการกินหวาน
อันนี้ขอเล่าประสบการณ์ตรงที่ผ่านมาเพียงระยะเวลาไม่นาน เดิมทีผมเองป่วยบ่อยครับ เป็นภูมิแพ้เป็นเรื่องธรรมดา น้ำมูกไหลตอนเช้าเป็นเรื่องปกติ หูบล็อกแทบไม่ได้ยินอะไรเป็นเรื่องธรรมดา
ผมก็เลยชอบออกกำลังมาตั้งแต่เด็กเพราะมันช่วยบรรเทาอาการต่างๆได้ แต่ปัจจุบันอายุก็มากขึ้นและยังเป็นโรคหัวใจสั่นพริ้ว (หัวใจห้องบนซ้ายเต้น 2 ครั้ง ห้องอื่นเต้น 1 ครั้ง) ทำให้ไม่สามารถออกกำลังหนักๆได้เหมือนตอนเด็กๆ แต่ก็ไม่ได้กินยาอะไร และก็ยังออกกำลังเยอะ ซึ่งคนอื่นอาจจะบอกว่าหนักก็ได้ ทีนี้มาต่อเรื่องอาหารครับ เนื่องจากว่าปกติผมเล่นแบดและหลังจากที่บาดเจ็บที่ไหล่ก็เลยต้องหาทางเปลี่ยนไปเล่นอย่างอื่น ก็เลยเลือกเล่นเวทและก็มาเน้นเรื่องอาหารมากขึ้นก็ตอนนี้เอง โดยในนั้นก็จะเน้นการกินไก่ (ที่ไม่รู้ว่ามีฮอร์โมนอะไรบ้างที่ใช้เร่งการเจริญเติบโตของไก่ แต่ก็ช่างมันกินไป แล้วก็ปลา และก็ไม่พ้นเวย์โปรตีน) โดยปกติผมจะแพ้นมอยู่แล้ว ทานนมทีไรก็จู๊ดๆตลอด พอกินเวย์ไม่มีอาการท้องเสียแต่อาการอื่นๆก็ยังมีอยู่บ้างคือภูมิแพ้ทั่วๆไป
มาตรงนี้เลยดีกว่าเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา การกินอาหารคือจะมีเช้าก็ไข่ 4 ฟองแต่กินไข่แดงแค่ 1 ฟองนอกนั้นกินแต่ไข่ขาวโดยกินกับข้าวสวยปกติ 1 จาน กลางวันก็จะกินพวกต้มๆผัดๆแล้วแต่อยาก บ่ายมาก็จะมีเวย์โปรตีนโดยจะผสมกับน้ำผลไม้กล่องเล็ก 1 กล่องก็พอดี 1 แก้ว ช่วงนี้ยังไม่เท่าไหร่ครับ อาการก็จะมีแค่ภูมิแพ้ น้ำมูกไหลตอนเช้า หูบล็อก
หลังจากทานลักษณะดังกล่าวได้เดือนนึงอีกเดือนถัดมาก็เปลี่ยนครับ จากข้าวสวย เปลี่ยนเป็นข้าวโพด เช้า 2 ฝักกินกับไข่ 4 ฟอง แล้วก็บ่ายอีก 2 ฝักก็กินแทนข้าวไปเลย โดยที่เวย์โปรตีนก็ยังกินเป็นปกติโดยผสมกับน้ำผลไม้ อาการภูมิแพ้มีอยู่ แต่ที่เพิ่มมาคือ เวลาที่ผมหิว ผมจะสั่น มือสั่น ปากสั่น แต่พอกินอะไรหวานๆเข้าไป หายเลย....
ทีนี้มาช่วงสงกรานต์ก็กลับบ้านที่เชียงใหม่ ก่อนหน้านี้ก็ไปทำบุญมา อธิฐานอยู่ครับ ว่าขอให้อาการป่วยต่างๆหายไปซักที ก็เหมือนกับมีอะไรดลใจให้ผมไปเจอหนังสือที่คุณแม่ผมได้ซื้อมา ก็หนังสือของนายแพทย์เปี่ยมโชค ชลิดาพงศ์ หนังสือ "ทำไมคุณถึงป่วย" นั่นแหละครับ จากการที่ได้อ่านแล้ว ผมหยุดกินเวย์โปรตีนทันที หยุดกินข้าวโพด... สั่นก็ทนเอา ก็มีกินอย่างอื่นไปด้วยเช่นน้ำอัดลม น้ำผักผลไม้นิดหน่อย ตอนนี้อาการภูมิแพ้ผมดีขึ้นเยอะครับ แทบไม่มีอาการน้ำมูกไหลตอนเช้า อาการหูบล็อกยังเป็นอยู่แต่ก็ดีขึ้นครับ ตอนนี้มีความสุขมากครับ อยากให้ท่านใดที่กำลังทรมานอยู่ได้มาอ่านเจอและได้ลองแล้วก็ขอให้ทุกท่านหายจากอาการป่วยอาการทรมานต่างๆนะครับ



Create Date : 29 เมษายน 2553
Last Update : 29 เมษายน 2553 12:33:14 น.
Counter : 494 Pageviews.

0 comment
1  2  3  

dmi
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]